chants:pa-auk:daily_morning_chants

ความแตกต่าง

นี่เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างเพจสองรุ่น

ลิงค์ไปยังการเปรียบเทียบนี้

การแก้ไขถัดไป
การแก้ไขก่อนหน้า
chants:pa-auk:daily_morning_chants [2026/01/12 04:19] – ถูกสร้าง dhammachants:pa-auk:daily_morning_chants [2026/07/20 04:59] (ฉบับปัจจุบัน) dhamma
บรรทัด 1: บรรทัด 1:
 [[sutta>นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส(th.r.9.235)]] (x3) [[sutta>นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส(th.r.9.235)]] (x3)
  
-| ๘. | [[sutta>อเนกชาติสํสารํ(th.r.29.24)|อเนกชาติสํสารํ]] | สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ |+| ๘. | [[sutta>อเนกชาติสํสารํ(th.r.29.24)]] | สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ |
 |   | คหการกํ คเวสนฺโต | ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ | |   | คหการกํ คเวสนฺโต | ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ |
 |   | คหการก ทิฏฺโฐสิ | ปุน เคหํ น กาหสิ | |   | คหการก ทิฏฺโฐสิ | ปุน เคหํ น กาหสิ |
 |   | สพฺพา เต ผาสุกา ภคฺคา | คหกูฏํ วิสงฺขตํ | |   | สพฺพา เต ผาสุกา ภคฺคา | คหกูฏํ วิสงฺขตํ |
 |   | วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ | ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา. | |   | วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ | ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา. |
-|   [[sutta>เราแสวงหานายช่างผู้ทำเรือน(th.r.397.178.0.3)]](( + 
-เป็นปฐมพุทธพจน์ตาม [[sutta>(th.r.366.91.0.1)]] และเวลาที่พอ.ใหญ่ให้สวด คือ เวลาเดียวกับที่ทรงตรัสคาถานี้ครั้งแรกหลังตรัสรู้ ตาม [[sutta>อเนกชาติสํสารํ(th.r.397.178.0.3)|ขุ.ธ.อ. เรื่องปฐมโพธิกาล]] + 
-)) เมไม่ปรบ จึงได้ท่องเที่ว || +[[sutta>เราแสวงหานายช่างผู้ทำเรือน(th.r.397.178.0.3)|จิตของเรา]](( 
-  ปสูสงสาร มีชาติเป็นเนก ความเกิด่อยๆ เปนทุกข์ || +เป็นปฐมพุทธพจน์ตาม [[sutta>(th.r.366.91.0.1)]] และเวลาที่พอ.ใหญ่ให้สวด คือ เวลาเดียวกับที่ทรงตรัสคาถานี้ครั้งแรกหลังตรัสรู้ ตาม [[sutta>อเนกชาติสํสารํ(th.r.397.178.0.3)|ขุ.ธ.อ. เรื่องปฐมโพธิกาล.]] และเรื่องที่จะสวดต่อจากนี้ ก็เป็นเรื่องที่ทรงพิจารณาในเช้าที่จะตรัสรู้นั้นด้วย ตาม [[sutta>อเนกชาติสํสารํ(th.r.29.24)|วิ มหาวคฺค.]] 
-  | แน่นายช่างเรอน เราพบท่านแล้วท่านจเรือน || +)) ได้แล่นท่องที่ยวไปในสงสารนับชาติไม่ถ้วน, 
-  | อีกไม่ได้, ซี่โครงทุกี่ ของท่านเราหักเสียแล้ว || + 
-  ยอดเรน เราก็ร้อเสียแลจิตของเราถึงธรรมปราศจากเครื่อง || +เพราะเราหาไม่พบนายช่างผู้ลูกเือน คือ ตัณหาผู้ร้างภพ, จึงต้องเป็นทุกข์ เพราะเกิดใหม่ตลอดมา, 
-  ปรุงแต่งแล้วเพราะเราบรรุธรรมที่สิ้นตัหาแล้ว. ||+ 
 +ดูกร ! นายช่างปลูกเรือน, จิตของเราหาเจ้าพบเสียแล้ว, เจ้าจะปลูกเรือนไม่ได้อีกต่อไป, 
 + 
 +โครงเรือนั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว, ยอดเรือนเราก็ไม่จัดการสร้างตอแล้ว, 
 + 
 +จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่ไม่สร้างแล้,  เพราะมันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา คือ พระนิพพาน." 
 + 
 + 
 + 
 +ก. อิติ อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ | 
 + 
 +อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น | 
 + 
 +ยทิทํ สิ่งนี้คือ 
 + 
 +ก. อวิชฺชาจฺจยา งฺขารา ...เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี 
 + 
 +สงฺขารปจฺจยา วิญญาณํ...เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี 
 + 
 +วิญฺญาณปจฺจยา นามรปํ…เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี 
 + 
 +นามรูปปจฺจยา ฬายตนํ…เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึมี 
 + 
 +ยตนปจฺจยา ผสฺโส…เพาะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี 
 + 
 +ผสฺสปจฺจยา เวทนา…เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี 
 + 
 +เวทนาปจฺจยา ตณฺหา…เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี 
 + 
 +ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ…เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี 
 + 
 +อุปาทานปจฺจยา ภโว…เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี 
 + 
 +ภวปจฺจยา ชาติ…เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี 
 + 
 +ชาติปจฺจยา ชรามรณํ …พราะชาติเป็ปัจจัย ชรามรณะจึงมี 
 + 
 +โสปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส 
 + 
 +และความคับแค้นใจ จึงมีพร้อม 
 + 
 +เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ...ความเกิดขึ้น แหงกงทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีได้ 
 + 
 +ด้วประการฉะนี้ 
 + 
 +(ในปฐมยามทรงเปล่งอุทาว่า) 
 + 
 +(1) ยา หเว ปาตภวนฺติ ธมฺมา 
 + 
 +อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส 
 + 
 +อถสฺส งฺา วปยนฺติ สพฺพา 
 + 
 +ยโต ปนาชาติ สเหตุธมฺมํ 
 + 
 +(1) เมื่อใดธรรมทั้งหลาย (สิ่ง) ทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณผู้เพียรพินิจอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงย่อมหมดไป เพราะรู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุ 
 + 
 +ข. อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ | 
 + 
 +อิมสฺส ิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติเมือสิ่งี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพระสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับ | 
 + 
 +ทิทํ สิ่งนี้คือ 
 + 
 +ข. อวิฺชานิโรธา ...เพราะอวิชชาสำรอกดับไปไมเหลือ 
 + 
 +สงฺขรนิโรโธ ...สัขารจึงดับ 
 + 
 +สงฺขารนิโรธา วิญญาณนิโรโธ... เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ 
 + 
 +วิญญาณนิโรธา...นามรปนิโรโธ... เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ 
 + 
 +นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ... เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ 
 + 
 +สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธ... เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ 
 + 
 +ผสฺสนิโรธา เวนานิโรโธ... าะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ 
 + 
 +เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ... เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ 
 + 
 +ตณฺหานิโรธา ุปาทานิโรโธ... ราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ 
 + 
 +อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ... เราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ 
 + 
 +ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ... เพราะภพดับ ชาติจึงดับ 
 + 
 +ชาตินิโรธา ชรามรณํ ... เพราะชาติดับ ชรามรณะ (จึงดับ) 
 + 
 +โสกปริเวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฌนฺติ 
 + 
 +ความโศก ความครำครวญ ทุกข์ โทมนัส ควมคับแค้ใจ ก็ดับ 
 + 
 +เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ* 
 + 
 +ความดับห่งกองทุกข์ทั้งมวนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ 
 + 
 +(ในมัชฌิมยามรงเปลงอุทานว่า) 
 + 
 +(2) ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา 
 + 
 +อาตาปิโณ ฌายโต พฺราหฺมณสฺส 
 + 
 +อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา 
 + 
 +ยโต ขยํ ปฺจยานํ อเวิ 
 + 
 +(2) มื่อใดธรม (สิ่ง) ทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้เพียรพินิจอยู่ เมอนั้นความสงสัยทั้งปวงย่อมหมดไป เพราะรู้ความดับสิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย 
 + 
 +ก. อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ | 
 + 
 +อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ | 
 + 
 +| ข. ิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ | 
 + 
 +| อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติเมื่อสิ่งน้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ม่มี เพราะสิ่งนี้ับไป สิ่งนีก็ดับ | 
 + 
 +ยทิทํ สิ่งน้คือ 
 + 
 +ก. อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ...เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี 
 + 
 +สงฺขารปจฺจยา วิญญาณํ...เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี 
 + 
 +วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ…เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี 
 + 
 +นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ…เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี 
 + 
 +สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส…เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี 
 + 
 +ผสฺสปจฺจยา เวทนา…เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี 
 + 
 +เวทนาปจฺจยา ตณฺหา…เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี 
 + 
 +ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ…เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี 
 + 
 +อุปาทานปจฺจยา ภโว…เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี 
 + 
 +ภวปจฺจยา ชาติ…เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี 
 + 
 +ชาติปจฺจยา ชรามรณํ …เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี 
 + 
 +โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติความโศก ความครำครวญ ทุกข์ ทมนัส 
 + 
 +และวามคับแค้นใจ จึงมีพ้อม 
 + 
 +เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ...ความเกิดขึ้น แห่งกองทุกข์ทั้งปวงน้ จึงมีได้ 
 + 
 +ด้วยประการฉะนี้ 
 + 
 +ข. อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา ...เพราะอวิชชาสำรอกดับไปไมเหลือ 
 + 
 +สงฺารนิโรโธ ...สังขารจึงดับ 
 + 
 +สงฺขารนิโรธา วิญญาณนิโรโธ... เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ 
 + 
 +วิญญาณนิโรธา...นามรูปนิโรโธ... เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ 
 + 
 +นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ... เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ 
 + 
 +สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธ... เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ 
 + 
 +ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธ... เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ 
 + 
 +เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ... เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ 
 + 
 +ตณฺหานิโรธา ุปาทานนิโรโธ... เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึดับ 
 + 
 +อุปาานนิโรธา ภวนิโรโธ... เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ 
 + 
 +ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ... เพราะภพดับ ชาติจึงดับ 
 + 
 +ชาตินิโรธา ชรามรณํ ... เพราะชาติดับ ชรามรณะ (จึงดับ) 
 + 
 +โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฌนฺติ 
 + 
 +ความโศก ความครำครวญ ทุกข์ โทมนัส ควมคับแค้ใจ ก็ดับ 
 + 
 +อวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโโธ โหติ* 
 + 
 +ควมดับแ่งกองทุกข์ท้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประารฉะนี้ 
 + 
 +(3) ยทา หว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา 
 + 
 +อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณฺส 
 + 
 +วิธูปยํ ติฏฺฐติ มารเสนํ 
 + 
 +สูริโยว โอภาสยมนฺตลิกฺขํ 
 + 
 +(3) เมื่อใดธรรมทั้งหลาย (สิ่ง) ทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้เพียรพินิจอยู่ เมื่อนั้นเขาย่อมขจัดมารและเสนามารดำรงอยู่ ดุจพระอาทิตย์อุทัยขจัดความมืด ยังทองฟ้าให้ส่างไสวฉะนั้น   - เหตุปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโยความป็นเหตุ 
 +# อามฺมณปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยุปการะโดยความป็นอามณ์ 
 +# อธิปติปจฺจโย สภวธรรมที่ช่วยอุปาระโดยความเปนอธิบดี 
 +# อนนฺตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกันไม่มีระหว่างคั่น 
 +# สมนนฺตรปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกันไม่มีระหว่างคั่นดวยดี 
 +# สหชาตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยุปการะโดยความกิดพร้อมกัน 
 +# อญฺญมญฺญปจฺจโย ภาวธรรมท่ช่วยอุปการะโดยความเป็นปัจจัแก่กันและกัน 
 +# นิสฺสยปจฺจโย สภาธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัย 
 +# อุปนิสฺสยปฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัยที่มีกำลัง 
 +# ปุเรชาตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกดก่อน 
 +# ปจฺฉาชาปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดทีหลัง 
 +# อาเสวนปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเสพบ่อยๆ 
 +# กมฺมปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นกรรม 
 +# วิปากปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นวิบาก 
 +# อาหารปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอาหาร 
 +# อินฺทฺริยปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอินทรีย์ 
 +# ฌานปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นฌาน 
 +# มคฺคปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นมรรค 
 +# สมฺปยุตฺตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นการประกอบ 
 +# วิปฺปยุตฺตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นการไม่ประกอบ 
 +# อตฺถิปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นภาวะที่ยังมีอยู่ 
 +# นตฺถิปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นภาวะที่ไม่มีอยู่ 
 +# วิคตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความปราศจากไป 
 +# อวิคตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความไม่ปราศจากไป 
 + 
 +ชยนฺโต   โพธิยา   มูเล 
 + 
 +สกฺยานํ   นนฺทิวฑฺฒโน 
 + 
 +เอวํ   ตฺวํ   วิชโย   โหหิ 
 + 
 +ชยสฺสุ   ชยมงฺคเล 
 + 
 +อปราชิตปลฺลงฺเก 
 + 
 +สีเส   ปฐวิโปกฺเร 
 + 
 +ภิเสเก   สพฺพพุทฺธานํ 
 + 
 +อคฺคปฺปตฺโต   ปโมทติ. 
 + 
 +ขอท่านจมีชัยชนะ   ในมงคลพิธี   หมือนพะจอมมุนีทรงชนะมรที่โคนโพธิพฤกษ์   ถึงความเป็นผู้เลิศในสรรพพุทาภิเษก   ทงปาโทย์อยู่บนอปราชิตบัลลังก์อันสูง   เป็นจอมมหาปฐพี   ทรงเพิ่มพูนความยินดี   แก่เหล่าประยูรญาติากยวงศ์ฉะนั้น   เทอญ. 
 + 
 +สุนกฺขตฺตํ   สุมงฺคลํ 
 + 
 +เวลาที่สัตว์ประพฤติชอบ   ชื่อว่าฤกษ์ดี   มงคลดี 
 + 
 +สุปภาตํ   สุหุฏฺฐิตํ 
 + 
 +สว่างดี   รุ่งดี 
 + 
 +สุขโณ   สุมุหุตฺโต   จ 
 + 
 +และขณะดี   ครู่ดี 
 + 
 +สุยิฏฺฐํ   พฺรหฺมจาริสุ 
 + 
 +บูชาดีแล้ว   ในพรหมจารีบุคคลทั้งหลาย 
 + 
 +ปทฺขิณํ   กายกมฺมํ 
 + 
 +กายกรรม   ป็นประทักษิณ   ส่วนเบื้องขวา 
 + 
 +วาจากมฺมํ   ปทกฺขิณํ 
 + 
 +วจีกรรม   เป็นประทักษิณ   ส่วนเบื้องขวา 
 + 
 +ปทกฺขิณํ   มโนกมฺมํ 
 + 
 +มโนกรรม   เป็นประทักษิณ   ส่วนเบื้องขวา 
 + 
 +ปณิธี   เต   ปทกฺขิณา 
 + 
 +วามปารถนาของท่าน   เป็นประทักษิณ   ส่วนเบ้องขวา 
 + 
 +ปทกฺขิณานิ   กตฺวาน 
 + 
 +สัตว์ทั้งหลาย   ทำกรรมอันเป็นประทักษิณ   สวนเบื้องขวาแล้ว 
 + 
 +ลภนฺตตฺเถ   ปทกฺขิเณ. 
 + 
 +ย่อมได้ประโยชน์ทั้งหลาย   อันเป็นประทักษิณ   ส่วนเบื้องขวา. 
 + 
 +เต   อตฺถลทฺธา   สขิตา 
 + 
 +ท่านทั้หลายนั้น  (ทั้งชายทั้งหญิง)  จงเป็นผู้มีประโยชน์อันได้ล้ว   ถึงแล้วซึ่งความสุข 
 + 
 +วิรุฬฺหา   พุทฺธสาสเน 
 + 
 +เจริญในพระพุทธศาสนา 
 + 
 +อโรคา   สุขิา   โหถ 
 + 
 +ไมมีโรค   ถึงแล้วซึ่งความสุข 
 + 
 +สห   สพฺเพหิ   ญาติภิ. 
 + 
 +กับด้วยญาติทั้งหลายทั้งหมด. 
 + 
 +ภวตุ สพฺพมงฺคลํ 
 + 
 +ขอมงคลทั้งปวงจงมีแก่ท่านเถิด 
 + 
 +กฺขนฺตุ สพฺพเทวต 
 + 
 +ขอเทพเจ้าทั้งปวงจงรักษาท่านเถิด 
 + 
 +สพฺพพุทฺธานุภาเวน 
 + 
 +ด้วยอานุภาพแห่งพรพุทธจ้าทั้งปวง 
 + 
 +สทา สุขี ภวนฺตุ เต 
 + 
 +ขอความสวัสดีทั้งหลายจงมีแก่ท่านเถิด 
 + 
 +ภวตุ สพฺพมงฺคลํ 
 + 
 +ขอมงคลทั้งปวงจงมีแก่ท่านเถิด 
 + 
 +กฺขนฺตุ สพฺพเทวต 
 + 
 +ขอบรรดาเทพเจ้าทั้งปวงจงรักษาท่านเถิด 
 + 
 +สพฺพธมฺมานภาเวน 
 + 
 +ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง 
 + 
 +สทา สุขี ภวนฺตุ เต 
 + 
 +ขอความสวัสดีทั้งหลายจงมีแกท่านเถิด 
 + 
 +ภวตุ พฺพมงฺคลํ   
 + 
 +ขอมงคลทั้งปวงจงมีแก่ท่านเถด 
 + 
 +รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา 
 + 
 +ขอเทพเจาทั้งปวงจงพิทักษ์รักษาท่าเถิด 
 + 
 +สพฺพสงฺฆานุภาเวน 
 + 
 +ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง 
 + 
 +สทา สุขี ภวนฺุ เต 
 + 
 +ขอความสวสดีทั้งยจงมีก่ท่านทั้งหายด้วยประการดังนี้ 
 + 
 +สาธุ สาธุ สาธุ