chants:pa-auk:daily_morning_chants

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส(th.r.9.235) (x3)

๘. อเนกชาติสํสารํ(th.r.29.24) สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ
คหการกํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ
คหการก ทิฏฺโฐสิ ปุน เคหํ น กาหสิ
สพฺพา เต ผาสุกา ภคฺคา คหกูฏํ วิสงฺขตํ
วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา.
เราแสวงหานายช่างผู้ทำเรือน(th.r.397.178.0.3)1) เมื่อไม่ประสบ จึงได้ท่องเที่ยว
ไปสู่สงสาร มีชาติเป็นอเนก ความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์
แน่ะนายช่างผู้ทำเรือน เราพบท่านแล้ว, ท่านจะทำเรือน
อีกไม่ได้, ซี่โครงทุกซี่ ของท่านเราหักเสียแล้ว
ยอดเรือน เราก็รื้อถอนเสียแล้ว, จิตของเราถึงธรรมเครื่องรื้อถอน
(ไม่ทำสังขารคืออัตภาพใหม่)แล้ว, เพราะเราบรรลุธรรมที่สิ้นตัณหาแล้ว.
ก. อิติ อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

ยทิทํ สิ่งนี้คือ

ก. อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา …เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี

สงฺขารปจฺจยา วิญญาณํ…เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี

วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ…เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ…เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี

สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส…เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี

ผสฺสปจฺจยา เวทนา…เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

เวทนาปจฺจยา ตณฺหา…เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ…เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี

อุปาทานปจฺจยา ภโว…เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

ภวปจฺจยา ชาติ…เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

ชาติปจฺจยา ชรามรณํ …เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี

โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส

และความคับแค้นใจ จึงมีพร้อม

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ …ความเกิดขึ้น แห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีได้

ด้วยประการฉะนี้

(ในปฐมยามทรงเปล่งอุทานว่า)

(1) ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา

อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส

อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา

ยโต ปนาชาติ สเหตุธมฺมํ

(1) เมื่อใดธรรมทั้งหลาย (สิ่ง) ทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้เพียรพินิจอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงย่อมหมดไป เพราะรู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุ

ข. อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติเมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับ

ยทิทํ สิ่งนี้คือ

ข. อวิชฺชานิโรธา …เพราะอวิชชาสำรอกดับไปไม่เหลือ

สงฺขารนิโรโธ …สังขารจึงดับ

สงฺขารนิโรธา วิญญาณนิโรโธ… เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ

วิญญาณนิโรธา…นามรูปนิโรโธ… เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ

นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ… เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ

สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธ… เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ

ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธ… เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ

เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ… เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ

ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ… เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ

อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ… เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ

ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ… เพราะภพดับ ชาติจึงดับ

ชาตินิโรธา ชรามรณํ … เพราะชาติดับ ชรามรณะ (จึงดับ)

โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฌนฺติ

ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส ความคับแค้นใจ ก็ดับ

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ*

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

(ในมัชฌิมยามทรงเปล่งอุทานว่า)

(2) ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา

อาตาปิโณ ฌายโต พฺราหฺมณสฺส

อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา

ยโต ขยํ ปจฺจยานํ อเวทิ

(2) เมื่อใดธรรม (สิ่ง) ทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้เพียรพินิจอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงย่อมหมดไป เพราะรู้ความดับสิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย

ก. อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
ข. อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับ

ยทิทํ สิ่งนี้คือ

ก. อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา …เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี

สงฺขารปจฺจยา วิญญาณํ…เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี

วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ…เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ…เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี

สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส…เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี

ผสฺสปจฺจยา เวทนา…เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

เวทนาปจฺจยา ตณฺหา…เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ…เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี

อุปาทานปจฺจยา ภโว…เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

ภวปจฺจยา ชาติ…เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

ชาติปจฺจยา ชรามรณํ …เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี

โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส

และความคับแค้นใจ จึงมีพร้อม

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ …ความเกิดขึ้น แห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีได้

ด้วยประการฉะนี้

ข. อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา …เพราะอวิชชาสำรอกดับไปไม่เหลือ

สงฺขารนิโรโธ …สังขารจึงดับ

สงฺขารนิโรธา วิญญาณนิโรโธ… เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ

วิญญาณนิโรธา…นามรูปนิโรโธ… เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ

นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ… เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ

สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธ… เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ

ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธ… เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ

เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ… เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ

ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ… เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ

อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ… เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ

ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ… เพราะภพดับ ชาติจึงดับ

ชาตินิโรธา ชรามรณํ … เพราะชาติดับ ชรามรณะ (จึงดับ)

โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฌนฺติ

ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส ความคับแค้นใจ ก็ดับ

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ*

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

(3) ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา

อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส

วิธูปยํ ติฏฺฐติ มารเสนํ

สูริโยว โอภาสยมนฺตลิกฺขํ

(3) เมื่อใดธรรมทั้งหลาย (สิ่ง) ทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้เพียรพินิจอยู่ เมื่อนั้นเขาย่อมขจัดมารและเสนามารดำรงอยู่ ดุจพระอาทิตย์อุทัยขจัดความมืด ยังท้องฟ้าให้สว่างไสวฉะนั้น - เหตุปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นเหตุ

  1. อารมฺมณปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอารมณ์
  2. อธิปติปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอธิบดี
  3. อนนฺตรปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกันไม่มีระหว่างคั่น
  4. สมนนฺตรปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกันไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี
  5. สหชาตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดพร้อมกัน
  6. อญฺญมญฺญปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นปัจจัยแก่กันและกัน
  7. นิสฺสยปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัย
  8. อุปนิสฺสยปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นที่อาศัยที่มีกำลัง
  9. ปุเรชาตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดก่อน
  10. ปจฺฉาชาตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดทีหลัง
  11. อาเสวนปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเสพบ่อยๆ
  12. กมฺมปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นกรรม
  13. วิปากปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นวิบาก
  14. อาหารปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอาหาร
  15. อินฺทฺริยปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอินทรีย์
  16. ฌานปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นฌาน
  17. มคฺคปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นมรรค
  18. สมฺปยุตฺตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นการประกอบ
  19. วิปฺปยุตฺตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นการไม่ประกอบ
  20. อตฺถิปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นภาวะที่ยังมีอยู่
  21. นตฺถิปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นภาวะที่ไม่มีอยู่
  22. วิคตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความปราศจากไป
  23. อวิคตปจฺจโย สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความไม่ปราศจากไป

ชยนฺโต โพธิยา มูเล

สกฺยานํ นนฺทิวฑฺฒโน

เอวํ ตฺวํ วิชโย โหหิ

ชยสฺสุ ชยมงฺคเล

อปราชิตปลฺลงฺเก

สีเส ปฐวิโปกฺขเร

อภิเสเก สพฺพพุทฺธานํ

อคฺคปฺปตฺโต ปโมทติ.

ขอท่านจงมีชัยชนะ ในมงคลพิธี เหมือนพระจอมมุนีทรงชนะมารที่โคนโพธิพฤกษ์ ถึงความเป็นผู้เลิศในสรรพพุทธาภิเษก ทรงปราโมทย์อยู่บนอปราชิตบัลลังก์อันสูง เป็นจอมมหาปฐพี ทรงเพิ่มพูนความยินดี แก่เหล่าประยูรญาติศากยวงศ์ฉะนั้น เทอญ.

สุนกฺขตฺตํ สุมงฺคลํ

เวลาที่สัตว์ประพฤติชอบ ชื่อว่าฤกษ์ดี มงคลดี

สุปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ

สว่างดี รุ่งดี

สุขโณ สุมุหุตฺโต จ

และขณะดี ครู่ดี

สุยิฏฺฐํ พฺรหฺมจาริสุ

บูชาดีแล้ว ในพรหมจารีบุคคลทั้งหลาย

ปทกฺขิณํ กายกมฺมํ

กายกรรม เป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา

วาจากมฺมํ ปทกฺขิณํ

วจีกรรม เป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา

ปทกฺขิณํ มโนกมฺมํ

มโนกรรม เป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา

ปณิธี เต ปทกฺขิณา

ความปรารถนาของท่าน เป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา

ปทกฺขิณานิ กตฺวาน

สัตว์ทั้งหลาย ทำกรรมอันเป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวาแล้ว

ลภนฺตตฺเถ ปทกฺขิเณ.

ย่อมได้ประโยชน์ทั้งหลาย อันเป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา.

เต อตฺถลทฺธา สุขิตา

ท่านทั้งหลายนั้น (ทั้งชายทั้งหญิง) จงเป็นผู้มีประโยชน์อันได้แล้ว ถึงแล้วซึ่งความสุข

วิรุฬฺหา พุทฺธสาสเน

เจริญในพระพุทธศาสนา

อโรคา สุขิตา โหถ

ไม่มีโรค ถึงแล้วซึ่งความสุข

สห สพฺเพหิ ญาติภิ.

กับด้วยญาติทั้งหลายทั้งหมด.

ภวตุ สพฺพมงฺคลํ

ขอมงคลทั้งปวงจงมีแก่ท่านเถิด

รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา

ขอเทพเจ้าทั้งปวงจงรักษาท่านเถิด

สพฺพพุทฺธานุภาเวน

ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง

สทา สุขี ภวนฺตุ เต

ขอความสวัสดีทั้งหลายจงมีแก่ท่านเถิด

ภวตุ สพฺพมงฺคลํ

ขอมงคลทั้งปวงจงมีแก่ท่านเถิด

รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา

ขอบรรดาเทพเจ้าทั้งปวงจงรักษาท่านเถิด

สพฺพธมฺมานุภาเวน

ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง

สทา สุขี ภวนฺตุ เต

ขอความสวัสดีทั้งหลายจงมีแก่ท่านเถิด

ภวตุ สพฺพมงฺคลํ

ขอมงคลทั้งปวงจงมีแก่ท่านเถิด

รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา

ขอเทพเจ้าทั้งปวงจงพิทักษ์รักษาท่านเถิด

สพฺพสงฺฆานุภาเวน

ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง

สทา สุขี ภวนฺตุ เต

ขอความสวัสดีทั้งหลายจงมีแก่ท่านทั้งหลายด้วยประการดังนี้

สาธุ สาธุ สาธุ


1)
เป็นปฐมพุทธพจน์ตาม (th.r.366.91.0.1) และเวลาที่พอ.ใหญ่ให้สวด คือ เวลาเดียวกับที่ทรงตรัสคาถานี้ครั้งแรกหลังตรัสรู้ ตาม ขุ.ธ.อ. เรื่องปฐมโพธิกาล. และเรื่องที่จะสวดต่อจากนี้ ก็เป็นเรื่องที่ทรงพิจารณาในเช้าที่จะตรัสรู้นั้นด้วย ตาม วิ มหาวคฺค.