**นี่คือเอกสารรุ่น/ฉบับเก่า**
เล่มที่ ๔๕: ปฏิสมฺภิทามคฺค, ปาฬิ
๑. มหาวคฺโค
มาติกา
- ปิฏก.: [๑] โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ
- ปิฏก.แปล: [๑] ปัญญาในโสตาวธาน เป็นญาณอันเกิดจากสุตะ (สิ่งที่ได้ยิน)
เล่มที่ ๑๐๔: ปฏิสมฺภิทามคฺค, อฏฺฐกถา
๑. ญาณกถา
มาติกาวณฺณนา
- อฏฺฐ.: [๑] ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ
- อฏฺฐ.แปล: [๑] ในอุทเทสนั้นก่อนอื่น ในคำว่า ‘‘โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า โสตะ มีความหมายหลายอย่างต่างกัน
- อฏฺฐ.: ตถา เหส – มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ
- อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า – ย่อมปรากฏในมังสะ (หูเนื้อ), ในวิญญาณ, ในญาณ, และในตัณหาเป็นต้น; ในธารา (กระแสน้ำ), ในอริยมรรค, และในจิตตสันตติด้วย
- อฏฺฐ.: ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ
- อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า ในคำว่า ‘‘โสตายตนะ โสตธาตุ โสตินทรีย์’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๑๕๗) คำว่า โสตะ นี้ ย่อมปรากฏในมังสโสตะ (หูเนื้อ)
- อฏฺฐ.: ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕) ย่อมปรากฏในโสตวิญญาณ
- อฏฺฐ.: ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ด้วยทิพยโสตธาตุ’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๓๕๖) ย่อมปรากฏในญาณโสตะ
- อฏฺฐ.: ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘โสตะทั้งหลายใดในโลก คือโสตะทั้งหลายเหล่านี้ อันเราได้กล่าวไว้ ประกาศไว้ บอกไว้ แสดงไว้ ปัญญัติไว้ ตั้งไว้ เปิดเผยไว้ จำแนกไว้ ทำให้ปรากฏชัด ประกาศไว้ กล่าวคือ ตัณหาโสตะ ทิฏฐิโสตะ กิเลสโสตะ ทุจริตโสตะ อวิชชาโสตะ’’ เป็นต้น (จุฬนิทเทส อชิตมาณวปุจฉานิทเทส ๔) ย่อมปรากฏในธรรม ๕ ประการอันมีตัณหาเป็นต้น
- อฏฺฐ.: ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘พระผู้มีพระภาคทรงเห็นท่อนไม้ใหญ่ถูกพัดไปด้วยกระแสแห่งแม่น้ำคงคา’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๔.๒๔๑) ย่อมปรากฏในกระแสน้ำ
- อฏฺฐ.: ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคฺเคฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘คำว่า โสตะ นี้ เป็นชื่อของอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ท่านผู้มีอายุ’’ เป็นต้น ย่อมปรากฏในอริยมรรค
- อฏฺฐ.: ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘และรู้วิญญาณโสตะของบุรุษ อันไม่ขาดตอนทั้งสองฝ่าย คือตั้งอยู่ในโลกนี้และตั้งอยู่ในปรโลก’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๑๔๙) ย่อมปรากฏในจิตตสันตติ
- อฏฺฐ.: อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ
- อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้พึงทราบว่า คำว่า โสตะ นี้ หมายถึงมังสโสตะ (หูเนื้อ)
- อฏฺฐ.: เตน โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ
- อฏฺฐ.แปล: การที่ถูกกำหนดไว้ ถูกตั้งไว้ ถูกนำไปสู่ ด้วยโสตะนั้นอันเป็นเหตุ หรืออันเป็นเครื่อง ชื่อว่า โสตาวธาน
- อฏฺฐ.: กิํ ตํ? สุตํฯ
- อฏฺฐ.แปล: สิ่งนั้นคืออะไร? คือ สุตะ (สิ่งที่ได้ยิน)
- อฏฺฐ.: สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ
- อฏฺฐ.แปล: และสุตะนั้น ได้แก่ธรรมชาตอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ตามลำดับแห่งโสตทวาร เหมือนในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) สิ่งนั้นในที่นี้ถูกเรียกว่า โสตาวธาน
- อฏฺฐ.: ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ
- อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่เกิดขึ้นในสุตะอันเรียกว่าโสตาวธานนั้น ชื่อว่า ปัญญาในโสตาวธาน
- อฏฺฐ.: ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสงฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ
- อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ปัญญา ได้แก่ ปัญญาในความหมายแห่งการทำให้แจ้งชัดอันเรียกว่าการทำให้ปรากฏแห่งอรรถนั้นๆ หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้ธรรมด้วยอาการอันมีอนิจจังเป็นต้นนั้นๆ
- อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สุตสทฺโท ตาว สอุปสคฺโค อนุปสคฺโค จ –
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า สุตะ มีทั้งที่มีอุปสัคและไม่มีอุปสัค ดังนี้ –
- อฏฺฐ.: คมเน วิสฺสุเต ตินฺเตนุโยโคปจิเตปิ จ; สทฺเท จ โสตทฺวารานุสารญาเต จ ทิสฺสติฯ
- อฏฺฐ.แปล: ย่อมปรากฏในความหมายแห่งการไป, ในความมีชื่อเสียง, ในความเปียก, ในความประกอบแน่วแน่, ในความสะสมด้วย; และในเสียง, และในสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร
- อฏฺฐ.: ตถา หิสฺส ‘‘เสนาย ปสุโต’’ติอาทีสุ คจฺฉนฺโตติ อตฺโถฯ
- อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ในคำว่า ‘‘ปสุโตด้วยเสนะ’’ เป็นต้น จึงมีความหมายว่า กำลังไป
- อฏฺฐ.: ‘‘สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต’’ติอาทีสุ (อุทา. ๑๑; มหาว. ๕) วิสฺสุตธมฺมสฺสาติ อตฺโถฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ของผู้เห็นสุตธรรม’’ เป็นต้น (อุทาน ๑๑; มหาวรรค ๕) มีความหมายว่า ของผู้มีธรรมอันมีชื่อเสียง
- อฏฺฐ.: ‘‘อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺสา’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๖๕๗) ตินฺตา ตินฺตสฺสาติ อตฺโถฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อวัสสุตา ของบุรุษบุคคลผู้อวัสสุตะ’’ เป็นต้น (ปาจิตตีย์ ๖๕๗) มีความหมายว่า เปียก ของผู้ที่เปียก
- อฏฺฐ.: ‘‘เย ฌานปสุตา ธีรา’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๑๘๑) อนุยุตฺตาติ อตฺโถฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ผู้ที่ประกอบแน่วแน่ในฌานทั้งหลาย ผู้มีปัญญา’’ เป็นต้น (ธรรมบท ๑๘๑) มีความหมายว่า ผู้ประกอบแน่วแน่
- อฏฺฐ.: ‘‘ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปก’’นฺติอาทีสุ (ขุ. ปา. ๗.๑๒; เป. ว. ๒๕) อุปจิตนฺติ อตฺโถฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘บุญอันท่านทั้งหลายสะสมไว้ไม่น้อย’’ เป็นต้น (ขุททกปาฐะ ๗.๑๒; เปตวัตถุ ๒๕) มีความหมายว่า สะสมไว้
- อฏฺฐ.: ‘‘ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาต’’นฺติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๔๑) สทฺโทติ อตฺโถฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกรู้’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔๑) มีความหมายว่า เสียง
- อฏฺฐ.: ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) โสตทฺวารานุสารวิญฺญาตธโรติ อตฺโถฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) มีความหมายว่า ผู้ทรงสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร
- อฏฺฐ.: อิธ ปนสฺส โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อุปธาริตนฺติ อตฺโถฯ
- อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ มีความหมายว่า สิ่งที่ถูกรู้และถูกพิจารณาตามลำดับแห่งโสตทวาร
- อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ ยา เอสา เอตํ สุตํ วิญฺญาตํ อวธาริตํ สทฺธมฺมํ อารพฺภ อารมฺมณํ กตฺวา สพฺพปฐมญฺจ อปราปรญฺจ ปวตฺตา ปญฺญา, ตํ ‘‘สุตมเย ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติ, สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถฯ
- อฏฺฐ.แปล: คำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ หมายถึง ปัญญาใดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและเกิดขึ้นต่อๆ ไป โดยอาศัยสุตะนั้นอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ ซึ่งเป็นสัทธรรม แล้วทำให้เป็นอารมณ์ ปัญญานั้นถูกเรียกว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ มีความหมายว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ
- อฏฺฐ.: สุตมเยติ จ ปจฺจตฺตวจนเมตํ, ยถา ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถา. ๑, ๑๕-๑๘)ฯ ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุ. ปา. ๖.๑๓; สุ. นิ. ๒๓๖)ฯ ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๑๖๘) ปจฺจตฺตวจนํ, เอวมิธาปิ ทฏฺฐพฺพํฯ
- อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ‘‘สุตมเย’’ นี้ เป็นปจุจัตตวจนะ เหมือนในคำว่า ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถาวัตถุ ๑, ๑๕-๑๘), ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุททกปาฐะ ๖.๑๓; สุตตนิบาต ๒๓๖), ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๑๖๘) ซึ่งเป็นปจุจัตตวจนะ ในที่นี้ก็พึงทราบเช่นเดียวกัน
- อฏฺฐ.: เตน วุตฺตํ – ‘‘สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถ’’ติฯ
- อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น จึงกล่าวไว้ว่า ‘‘มีความหมายว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ’’
- อฏฺฐ.: อถ วา สุเตน ปกโต ผสฺสาทิโก ธมฺมปุญฺโช สุตมโย, ตสฺมิํ สุตมเย ธมฺมปุญฺเช ปวตฺตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สุตมเย ญาณํฯ
- อฏฺฐ.แปล: หรืออีกอย่างหนึ่ง กองธรรมอันมีผัสสะเป็นต้นอันถูกทำให้เกิดขึ้นด้วยสุตะ ชื่อว่า สุตมยะ ญาณที่เกิดขึ้นในกองธรรมอันเป็นสุตมยะนั้น อันประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่า ญาณในสุตมยะ
- อฏฺฐ.: สภาวสามญฺญลกฺขณวเสน ธมฺเม ชานาตีติ ญาณํฯ
- อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า ญาณ เพราะรู้ธรรมด้วยอำนาจแห่งลักษณะอันเป็นสภาวะและสามัญ
- อฏฺฐ.: ตํเยว ญาณํ ปริยายวจเนน อธิปฺปายปกาสนตฺถํ อนิยเมน ‘‘ปญฺญา’’ติ วตฺวา ปจฺฉา อธิปฺเปตํ ‘‘ญาณ’’นฺติ นิยเมตฺวา วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ
- อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ญาณนั้นนั่นเอง ถูกกล่าวไว้โดยไม่กำหนดด้วยคำว่า ‘‘ปัญญา’’ เพื่อแสดงอธิบายด้วยคำพูดที่เป็นปริยาย แล้วภายหลังจึงกำหนดลงว่า ‘‘ญาณ’’ อันเป็นสิ่งที่ประสงค์ไว้
- อฏฺฐ.: ญาณญฺจ นาม สภาวปฏิเวธลกฺขณํ, อกฺขลิตปฏิเวธลกฺขณํ วา กุสลิสฺสาสขิตฺตอุสุปฏิเวโธ วิย, วิสโยภาสนรสํ ปทีโป วิย, อสมฺโมหปจฺจุปฏฺฐานํ อรญฺญคตสุเทสโก วิยฯ
- อฏฺฐ.แปล: และญาณนั้นมีลักษณะคือการแทงตลอดสภาวะ หรือมีลักษณะคือการแทงตลอดโดยไม่พลาด เหมือนการยิงลูกศรของนักยิงผู้ชำนาญที่ไม่พลาด มีรสคือการทำให้วิสัยสว่าง เหมือนประทีป มีปัจจุปัฏฐานคือความไม่หลง เหมือนผู้ชี้ทางในป่า
- อฏฺฐ.: ‘‘สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูตํ ปชานาตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๗๑) วจนโต สมาธิปทฏฺฐานํฯ
- อฏฺฐ.แปล: มีบทฐานคือสมาธิ เพราะคำว่า ‘‘ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ตามเป็นจริง’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๑๐๗๑)
- อฏฺฐ.: ลกฺขณาทีสุ หิ สภาโว วา สามญฺญํ วา ลกฺขณํ นาม, กิจฺจํ วา สมฺปตฺติ วา รโส นาม, อุปฏฺฐานากาโร วา ผลํ วา ปจฺจุปฏฺฐานํ นาม, อาสนฺนการณํ ปทฏฺฐานํ นามาติ เวทิตพฺพํฯ
- อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ในลักษณะเป็นต้นนั้น สภาวะหรือสามัญ ชื่อว่า ลักษณะ กิจหรือความสำเร็จ ชื่อว่า รส อาการแห่งการปรากฏหรือผล ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน เหตุอันใกล้ ชื่อว่า บทฐาน