**นี่คือเอกสารรุ่น/ฉบับเก่า**
มหาวคฺโค
มาติกา
- ปิฏก.: โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ
- ปิฏก.แปล: ปัญญาในที่ตั้งแห่งการฟัง (โสตาวธานะ) คือญาณอันเกิดจากสิ่งที่ได้ฟังมา
ญาณกถา
มาติกาวณฺณนา
- อฏฺฐ.: ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในบรรดาข้อความเหล่านั้น ในส่วนของการยกขึ้นแสดงก่อนว่า "ปัญญาในที่ตั้งแห่งการฟัง คือญาณอันเกิดจากสิ่งที่ได้ฟังมา" ในคำว่า "โสต" นี้ เป็นคำที่มีความหมายแตกต่างกันหลายนัย
- อฏฺฐ.: ตถา เหส – มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ
- อฏฺฐ.แปล: เป็นเช่นนั้น คือ ปรากฏอยู่ในความหมายถึง หูที่เป็นเนื้อ, วิญญาณ, ญาณ, ในตัณหาและธรรมอื่น ๆ, ในสายน้ำ, ในอริยมรรค และแม้ในสันตติ (ความสืบเนื่อง) ของจิต
- อฏฺฐ.: ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ
- อฏฺฐ.แปล: เพราะว่าคำว่า "โสต" ในข้อความเป็นต้นว่า "โสตายตนะ โสตธาตุ โสตินทรีย์" (ในวิภังคปกรณ์ ๑๕๗) นั้น ปรากฏในความหมายถึง หูที่เป็นเนื้อ
- อฏฺฐ.: ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในข้อความเป็นต้นว่า "ฟังเสียงด้วยโสต" (ในมัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕) หมายถึง โสตวิญญาณ
- อฏฺฐ.: ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในข้อความเป็นต้นว่า "ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์" (ในทีฆนิกาย ๓.๓๕๖) หมายถึง ญาณโสต (โสตคือญาณ)
- อฏฺฐ.: ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในข้อความเป็นต้นว่า "หู (กระแส) ใด ๆ ในโลก คือหู (กระแส) เหล่านี้ที่ข้าพเจ้าได้ยกขึ้นกล่าว ได้ประกาศไว้ ได้บอกไว้ ได้แสดงไว้ ได้กำหนดไว้ ได้ตั้งไว้ ได้เปิดเผยไว้ ได้จำแนกไว้ ได้ทำให้แจ้งไว้ ได้ประกาศให้ทราบ เช่นนี้ คือ ตัณหาโสตะ (กระแสแห่งตัณหา), ทิฏฐิโสตะ (กระแสแห่งทิฏฐิ), กิเลสโสตะ (กระแสแห่งกิเลส), ทุจฺจริตโสตะ (กระแสแห่งทุจริต), อวิชฺชาโสตะ (กระแสแห่งอวิชชา)" (ในจูฬนิกาย อชิตมาณวปุจฉานิทเทส ๔) หมายถึง ธรรม ๕ ประการ มีตัณหาเป็นต้น
- อฏฺฐ.: ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในข้อความเป็นต้นว่า "พระผู้มีพระภาคทรงเห็นกองไม้ใหญ่ถูกพัดพาไปตามโสต (กระแส) แห่งแม่น้ำคงคา" (ในสังยุตตนิกาย ๔.๒๔๑) หมายถึง สายน้ำ
- อฏฺฐ.: ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคฺเคฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในข้อความเป็นต้นว่า "อาวุโส คำว่า โสโต นี้ เป็นชื่อของอริยมรรคอันมีองค์ ๘" หมายถึง อริยมรรค
- อฏฺฐ.: ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ
- อฏฺฐ.แปล: ในข้อความเป็นต้นว่า "ย่อมรู้ซึ่งวิญญาณโสตของบุรุษ อันถูกตัดขาดจากทั้งสองด้าน คืออันตั้งอยู่ในโลกนี้ และอันตั้งอยู่ในโลกหน้า" (ในทีฆนิกาย ๓.๑๔๙) หมายถึง จิตตสันตติ (ความสืบเนื่องของจิต)
- อฏฺฐ.: อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ
- อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ (ในคำว่า โสตาวธาเน) พึงเห็นว่าหมายถึง หูที่เป็นเนื้อ
- อฏฺฐ.: เตน โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ
- อฏฺฐ.แปล: เพราะถูกกำหนด ถูกทำให้มั่นคง หรือถูกทำให้ปรากฏ ด้วยโสต (หู) อันเป็นเหตุหรือเป็นเครื่องมือนี้ จึงเรียกว่า โสตาวธานะ (ที่ตั้งแห่งการฟัง)
- อฏฺฐ.: กิํ ตํ? สุตํฯ
- อฏฺฐ.แปล: สิ่งนั้นคืออะไร? คือ สิ่งที่ได้ฟังมา (สุตะ)
- อฏฺฐ.: สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ
- อฏฺฐ.แปล: และสิ่งที่ชื่อว่า สุตะ นั้น หมายถึง ธรรมชาติต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดรู้ได้โดยอาศัยทางประตูหู ดังเช่นในข้อความเป็นต้นว่า "เป็นผู้ได้ฟังมามาก เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิ่งที่ได้ฟังมา เป็นผู้รวบรวมสิ่งที่ได้ฟังมา" (ในมัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) สิ่งนั้นแลที่นี่เรียกว่า โสตาวธานะ
- อฏฺฐ.: ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ
- อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่ดำเนินไปในสิ่งที่ได้ฟังมาซึ่งเรียกว่าโสตาวธานะนั้น ชื่อว่า ปัญญาในที่ตั้งแห่งการฟัง (โสตาวธาเน ปญฺญา)
- อฏฺฐ.: ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสงฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ
- อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ปัญญา หมายถึง ปัญญาโดยชื่อว่าปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องทำให้ประโยชน์นั้น ๆ ปรากฏ หรือหมายถึง การที่ย่อมรู้ชำนาญในธรรมโดยประการต่างๆ เช่น ความไม่เที่ยง เป็นต้น ก็ชื่อว่า ปัญญา เช่นกัน