th:45:1

ความแตกต่าง

นี่เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างเพจสองรุ่น

ลิงค์ไปยังการเปรียบเทียบนี้

การแก้ไขก่อนหน้าทั้งสองฝั่ง การแก้ไขก่อนหน้า
การแก้ไขถัดไป
การแก้ไขก่อนหน้า
th:45:1 [2026/08/10 05:05] dhammath:45:1 [2026/08/10 06:22] (ฉบับปัจจุบัน) dhamma
บรรทัด 1: บรรทัด 1:
-== ๑. มหาวคฺโค == +== เล่มที่ ๔๕: ปฏิสมฺภิทามคฺค, ปาฬิ == 
-=== มาติกา ===+=== ๑. มหาวคฺโค === 
 +==== มาติกา ====
  
-* ปิฏก.: โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ +* ปิฏก.: [๑] โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ 
-* ปิฏก.แปล: ปัญญาในโสตาวธาน เป็นญาณอันเกิดจากสุตะ+* ปิฏก.แปล: [๑] ปัญญาในโสตาวธาน เป็นญาณอันเกิดจากสุตะ (สิ่งที่ได้ยิน)
  
-* อฏฺฐ.: ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ญฺญา ุตเย ญาณนิ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ +== ล่มี่ ๑๐๔: ฏิสมฺิทามคค, อฏฺฐกา == 
-อฏฺฐ.แปล: ในที่นั้น ในอุทเทส่อน ว่า ‘‘โสตวธเน ปญฺญา สุมเย ญาณํ’’ ดังี้ ในที่นี้ สัททะว่า ‘‘โสตะ’’ มีประเภทแห่งอรรถอันมากหล+=== ๑. ญณกถา === 
 +==== มาติกวณฺณนา ====
  
-* อฏฺฐ.: ตถา เหส – +* อฏฺฐ.: [๑] ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ 
-มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; +* อฏฺฐ.แปล: [๑] ในอุทเทสนั้นก่อนอื่น ในคำว่า ‘‘โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า โสตะ มีความหมายหลายอย่างต่างกัน 
-ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ + 
-* อฏฺฐ.แปล: เพราะสัททะนั้นอมปรากฏดังนี้ คือ ย่อมปรากฏในมังสะ ในวิญญาณ ในญาณ ในตัณหาเป็นต้น และในธารา ในอริยมรรค และแม้ในจิตตสันตติ+* อฏฺฐ.: ตถา เหส – มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: เพราะะนั้น ่านจึงล่าวไวว่า – ย่อมปรากฏในมังสะ (หูเนื้อ), ในวิญญาณในญาณ, และในตัณหาเป็นต้นในธารา (กระแสน้ำ), ในอริยมรรคและในจิตตสันตติด้วย
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ * อฏฺฐ.: ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ
-* อฏฺฐ.แปล: เพราะในคำว่า ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินย’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๑๕๗) สัททะว่า ‘‘โสตะ’’ นี้ ย่อมปรากฏในโสตะอันป็มังสะ+* อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า ในคำว่า ‘‘โสตายตนะ โสตธาตุ โสตินทร’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๑๕๗) คำว่า โสตะ นี้ ย่อมปรากฏในมังสโสตะ (หูเนื้อ)
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ * อฏฺฐ.: ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘โสตน ทฺทํ ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕) ย่อมปรากฏในโสตวิญญาณ+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕) ย่อมปรากฏในโสตวิญญาณ
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ * อฏฺฐ.: ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๓๕๖) ย่อมปรากฏในโสตะอันเป็นญาณ+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ด้วยทิพยโสตธาตุ’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๓๕๖) ย่อมปรากฏในญาณโสตะ
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ * อฏฺฐ.: ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺิ ยานิ เตาิ โสตานิ มยา กิตฺติตนิ ปกิตฺติตนิ าจิฺขิตานิ เทิตานิ ปญปิานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตาิ ิภตฺตนิ อุตฺตานีตานิ ปกาสิตนิฯ เสยฺยถิทํ – ตณหาโสต ทิฏฐิโสต กิเลสโสต ทุจฺจริตโสต อวิชชาโสต’’ เป็นต้น (จฬนิทเทส อชิตมาณวปุจฉานิทเทส ๔) ย่อมปรากฏในธรรม ๕ ประการ คือ ตัณหาเป็นต้น+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘โสตะทั้งหลยใดในโลก คือโสตะทั้งหลาเหล่านี้ เรได้ล่วไว้ ระกาศไว้ บอกไว้ แดงไว้ ญญติไว้ ั้งไ้ เปดเผยไ้ จำแกไ้ ทำให้ปรากฏชัด ระกาศไว้ กล่วคือ ณหาโสตะ ทิฏฐิโสตะ กิเลสโสตะ ทุจริตโสตะ อวิชชาโสต’’ เป็นต้น (จฬนิทเทส อชิตมาณวปุจฉานิทเทส ๔) ย่อมปรากฏในธรรม ๕ ประการอันมีตัณหาเป็นต้น
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ * อฏฺฐ.: ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อทฺทสา โข ควา มหนฺตํ ุกฺขนฺธํ คฺคาย นทิยา โสเตน วหมน’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๔.๒๔๑) ย่อมปรากฏในธาห่งน้ำ+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘พระผู้มีพระภาทรงเห็นท่อไม้ใหญ่ถูกพัดไปด้วยกระแสแ่งแ้ำคงคา’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๔.๒๔๑) ย่อมปรากฏในน้ำ
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคฺเคฯ * อฏฺฐ.: ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคฺเคฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อริยสฺเสตํ, อาโสฏฺฐฺคกสฺส มคฺคสฺส ธิวจํ, ยทิทํ โสโต’’ เป็นต้น ย่อมปรากฏในอริยมรรค+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘คำ่า โสตะ นี้ เป็นชื่อของอรรรคอประกอบด้วองค์ ๘ ่านผู้มีอายุ’’ เป็นต้น ย่อมปรากฏในอริยมรรค
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ * อฏฺฐ.: ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ปุิสสฺส จ วิญญาณโสตํ ปชานาติ ุภต อพฺโพจฺฉิฺนํ อิธ โลก ิฏฺฐิตญฺจ ปรโลก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๑๔๙) ย่อมปรากฏในจิตตสันตติ+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘และู้วิญญาณโสตะของบุรุษ อัไม่ขตอนทั้งสองฝ่าย คือั้งยู่ในโลกนี้และั้งอยู่ในปรโลก’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๑๔๙) ย่อมปรากฏในจิตตสันตติ
  
 * อฏฺฐ.: อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ * อฏฺฐ.: อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ
-* อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ สัทะว่า ‘‘โสตะ’’ นี้ ึงเห็นในโสตะอันป็มังสะ+* อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้พึงราบว่า คำว่า โสตะ นี้ หมายถึงมังสโสตะ (หูเนื้อ)
  
 * อฏฺฐ.: เตน โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ * อฏฺฐ.: เตน โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ย่อมอวธารณ์ อวัฏฐาปะ อัปนะ ด้วยโสตะนั้น อันเป็นเหตุ หรืออันเป็นณะ ดังนี้ จึงชื่อว่าโสตาวธาน+* อฏฺฐ.แปล: ารที่ถูกกำหนดไ้ ถูกต้งไว้ ถูกำไสู่ ด้วยโสตะนั้นอันเป็นเหตุ หรืออันเป็นเคื่อง ชื่อว่า โสตาวธาน
  
 * อฏฺฐ.: กิํ ตํ? สุตํฯ * อฏฺฐ.: กิํ ตํ? สุตํฯ
-* อฏฺฐ.แปล: สิ่งนั้นคืออะไร? คือสุตะ+* อฏฺฐ.แปล: สิ่งนั้นคืออะไร? คือ สุตะ (สิ่งที่ได้ยิน)
  
 * อฏฺฐ.: สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ * อฏฺฐ.: สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ
-* อฏฺฐ.แปล: และสุตะนั้น คือ ธรรมชาตอัน้แล้ว อวธแลว ตามกระแสแห่งโสตทวาร เหมือนอย่างในคำว่า ‘‘พหฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) สิ่งนั้น ในที่นี้ เรียกว่าโสตาวธาน+* อฏฺฐ.แปล: และสุตะนั้น ได้แก่ธรรมชาตอันิญญาณรู้และถูกกำหนดไตามลำดับแห่งโสตทวาร เหมือนในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุต’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) สิ่งนั้นในที่นี้ถูกเรียกว่า โสตาวธาน
  
 * อฏฺฐ.: ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ * อฏฺฐ.: ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่ดำินไปในสุตะอันเรียกว่าโสตาวธานนั้น ชื่อว่าปัญญาในโสตาวธาน+* อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่เดขึ้นในสุตะอันเรียกว่าโสตาวธานนั้น ชื่อว่า ปัญญาในโสตาวธาน
  
 * อฏฺฐ.: ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสงฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ * อฏฺฐ.: ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสงฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ
-* อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ‘‘ปัญญา’’ นัน คือ ปัญญาโดยอรรถว่าทำให้แจ้ง ซึ่งอรรถน้นๆ อันเรียกว่าการทำให้ปรากฏ หรืออีกอย่างหนึ่ง ปัญญาคือรู้ธรรมดยประการๆ คือโดยประการว่าไ่เท่ยงเป็นต้น+* อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ปัญญา ไดแก่ ปัญญาในคามหมายแหงกทำให้แจ้งอันเรียกว่าการทำให้ปรากฏแห่งอรรถนั้นๆ หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้ธรรมด้วอาการันมีอนิจจังเป็นต้นนั้นๆ
  
 * อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สุตสทฺโท ตาว สอุปสคฺโค อนุปสคฺโค จ – * อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สุตสทฺโท ตาว สอุปสคฺโค อนุปสคฺโค จ –
-คมเน วิสฺสุเต ตินฺเตนุโยโคปจิเตปิ จ; +* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า สุตะ มีทั้งที่มีอุปสัคและไม่มีอุปสัค ดังนี้ – 
-สทฺเท จ โสตทฺวารานุสารญาเต จ ทิสฺสติฯ + 
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ ดังนี้ ในที่นี้ สัททะว่า ‘‘สุตะ’’ ก่อน มีอุปสัคและไม่มีอุปสัค ย่อมปรากฏในความไป ในความเลื่องลือ ในความเปียก ในความประกอบ ในความสั่งสม และในเสียง และในสิ่งที่รู้ตามกระแสแห่งโสตทวาร+* อฏฺฐ.: คมเน วิสฺสุเต ตินฺเตนุโยโคปจิเตปิ จ; สทฺเท จ โสตทฺวารานุสารญาเต จ ทิสฺสติฯ 
 +* อฏฺฐ.แปล: ย่อมปรากฏในความหมายแห่งการไปในความมีชื่อเสียในความเปียกในความประกอบแน่วแน่, ในความสสมด้วย; และในเสียงและในสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร
  
 * อฏฺฐ.: ตถา หิสฺส ‘‘เสนาย ปสุโต’’ติอาทีสุ คจฺฉนฺโตติ อตฺโถฯ * อฏฺฐ.: ตถา หิสฺส ‘‘เสนาย ปสุโต’’ติอาทีสุ คจฺฉนฺโตติ อตฺโถฯ
-* อฏฺฐ.แปล: เพราะสัททะนั้นมีอรรถดังนี้ คือ ในคำว่า ‘‘เสนาย ปสุโต’’ เป็นต้น มีอรรถว่า กำลังไป+* อฏฺฐ.แปล: เพราะะนั้น ในคำว่า ‘‘ปสุโตด้วยเสนะ’’ เป็นต้น จึงมีความหมายว่า กำลังไป
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต’’ติอาทีสุ (อุทา. ๑๑; มหาว. ๕) วิสฺสุตธมฺมสฺสาติ อตฺโถฯ * อฏฺฐ.: ‘‘สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต’’ติอาทีสุ (อุทา. ๑๑; มหาว. ๕) วิสฺสุตธมฺมสฺสาติ อตฺโถฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต’’ เป็นต้น (อุทาน ๑๑; มหาวรรค ๕) มีอรรถา ห่งธรรมอันเลื่องลือ+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ของผู้เห็นสุตธรรม’’ เป็นต้น (อุทาน ๑๑; มหาวรรค ๕) มีวามายวา ขอผู้มีธรรมอันมีชื่อเสีย
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺสา’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๖๕๗) ตินฺตา ตินฺตสฺสาติ อตฺโถฯ * อฏฺฐ.: ‘‘อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺสา’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๖๕๗) ตินฺตา ตินฺตสฺสาติ อตฺโถฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อวสสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคคลส’’ เป็นต้น (ปาจิตตะ ๖๕๗) มีอรรถว่า เปียก แห่บุคคลผู้เปียก+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อวสสุตา งบุรุษบุคคลผู้อวัสสุตะ’’ เป็นต้น (ปาจิตต์ ๖๕๗) มีความหมายว่า เปียก ของผู้ที่เปียก
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘เย ฌานปสุตา ธีรา’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๑๘๑) อนุยุตฺตาติ อตฺโถฯ * อฏฺฐ.: ‘‘เย ฌานปสุตา ธีรา’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๑๘๑) อนุยุตฺตาติ อตฺโถฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘เย ฌานปสุตา า’’ เป็นต้น (ธรรมบท ๑๘๑) มีอรรถว่า ผู้ประกอบ+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ผู้ที่ประกอบแน่วแน่ในฌานทั้งหลย ผู้มปัญญา’’ เป็นต้น (ธรรมบท ๑๘๑) มีความหมายว่า ผู้ประกอบแน่วแน่
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปก’’นฺติอาทีสุ (ขุ. ปา. ๗.๑๒; เป. ว. ๒๕) อุปจิตนฺติ อตฺโถฯ * อฏฺฐ.: ‘‘ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปก’’นฺติอาทีสุ (ขุ. ปา. ๗.๑๒; เป. ว. ๒๕) อุปจิตนฺติ อตฺโถฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปก’’ เป็นต้น (ขุททกปาฐะ ๗.๑๒; เปตวัตถุ ๒๕) มีอรรถว่า สั่งสมแล+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ุญอท่านทั้งหลายสะสมไว้ไม่น้อย’’ เป็นต้น (ขุททกปาฐะ ๗.๑๒; เปตวัตถุ ๒๕) มีความหมายว่า สสมไว
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาต’’นฺติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๔๑) สทฺโทติ อตฺโถฯ * อฏฺฐ.: ‘‘ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาต’’นฺติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๔๑) สทฺโทติ อตฺโถฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ทิฏฺฐํ ุตํ มุตํ วญฺญาต’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔๑) มีอรรถว่า เสียง+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สิ่งี่เห็น ส่งที่ได้ยิน สิ่งที่ถูก้อง สิ่งที่ถูกรู้’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔๑) มีความหมายว่า เสียง
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) โสตทฺวารานุสารวิญฺญาตธโรติ อตฺโถฯ * อฏฺฐ.: ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) โสตทฺวารานุสารวิญฺญาตธโรติ อตฺโถฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘พหฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) มีอรรถว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งสิ่งที่รู้ตามกระแสแห่งโสตทวาร+* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุต’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) มีความหมายว่า ผู้ทรงสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร
  
 * อฏฺฐ.: อิธ ปนสฺส โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อุปธาริตนฺติ อตฺโถฯ * อฏฺฐ.: อิธ ปนสฺส โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อุปธาริตนฺติ อตฺโถฯ
-* อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ สัททะนั้นมีอรรถว่า สิ่งที่รู้แล้ว อุปธารณ์แล้ว ตามกระแสแห่งโสตทวาร+* อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ มีความหมายว่า สิ่งที่ถูกรู้และถูกพิจารณตามลำดับแห่งโสตทวาร
  
 * อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ ยา เอสา เอตํ สุตํ วิญฺญาตํ อวธาริตํ สทฺธมฺมํ อารพฺภ อารมฺมณํ กตฺวา สพฺพปฐมญฺจ อปราปรญฺจ ปวตฺตา ปญฺญา, ตํ ‘‘สุตมเย ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติ, สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถฯ * อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ ยา เอสา เอตํ สุตํ วิญฺญาตํ อวธาริตํ สทฺธมฺมํ อารพฺภ อารมฺมณํ กตฺวา สพฺพปฐมญฺจ อปราปรญฺจ ปวตฺตา ปญฺญา, ตํ ‘‘สุตมเย ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติ, สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ ดันี้ คือ ปัญญานี้ใด ที่ดำนไปทังในเบื้องต้ั้งในภายหัง โดยอาศัยธรรมอันดีงามอันรู้แล้ว อวธณ์แล้ว คือสุตะนั้น ทำเป็นอารมณ์ ปัญญานั้น เรียกว่า ‘‘สุตมเย ญาณ’’ มีอรรถว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ+* อฏฺฐ.แปล: คำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ หมายถึง ปัญญาใดที่เดขึ้นเป็ครั้งแรกแะเกิดขึ้นต่อๆ ไป โดยอาศัยสุตะนนอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไ้ ซึ่งเป็นสัทธรรม แล้วทำให้เป็นอารมณ์ ปัญญานั้นถูกเรียกว่า ‘‘สุตมเย ญาณ’’ มีความหมายว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ
  
 * อฏฺฐ.: สุตมเยติ จ ปจฺจตฺตวจนเมตํ, ยถา ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถา. ๑, ๑๕-๑๘)ฯ ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุ. ปา. ๖.๑๓; สุ. นิ. ๒๓๖)ฯ ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๑๖๘) ปจฺจตฺตวจนํ, เอวมิธาปิ ทฏฺฐพฺพํฯ * อฏฺฐ.: สุตมเยติ จ ปจฺจตฺตวจนเมตํ, ยถา ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถา. ๑, ๑๕-๑๘)ฯ ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุ. ปา. ๖.๑๓; สุ. นิ. ๒๓๖)ฯ ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๑๖๘) ปจฺจตฺตวจนํ, เอวมิธาปิ ทฏฺฐพฺพํฯ
-* อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ‘‘สุตมเย’’ นี้ เป็นปจจัตตวจนะ เหมือนอย่างในคำว่า ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถาวัตถุ ๑, ๑๕-๑๘) ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุททกปาฐะ ๖.๑๓; สุตตนิบาต ๒๓๖) ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๑๖๘) เป็นปจจัตตวจนะ อย่างนี้แม้ในที่นี้ก็พึงเห็+* อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ‘‘สุตมเย’’ นี้ เป็นปจจัตตวจนะ เหมือนในคำว่า ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถาวัตถุ ๑, ๑๕-๑๘)‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุททกปาฐะ ๖.๑๓; สุตตนิบาต ๒๓๖)‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๑๖๘) ซึ่งเป็นปจจัตตวจนะ ในที่นี้ก็พึงทราบช่นเดียวกั
  
 * อฏฺฐ.: เตน วุตฺตํ – ‘‘สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถ’’ติฯ * อฏฺฐ.: เตน วุตฺตํ – ‘‘สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถ’’ติฯ
-* อฏฺฐ.แปล: เพราะเหตุนั้นจึงกล่าวว่า ‘‘มีอรรถา สุตมยญาณ’’ ดี้+* อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น จึงกล่าวไว้ว่า ‘‘มีวามหมาว่า ญาณันเกิดจากสุตะ’’
  
 * อฏฺฐ.: อถ วา สุเตน ปกโต ผสฺสาทิโก ธมฺมปุญฺโช สุตมโย, ตสฺมิํ สุตมเย ธมฺมปุญฺเช ปวตฺตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สุตมเย ญาณํฯ * อฏฺฐ.: อถ วา สุเตน ปกโต ผสฺสาทิโก ธมฺมปุญฺโช สุตมโย, ตสฺมิํ สุตมเย ธมฺมปุญฺเช ปวตฺตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สุตมเย ญาณํฯ
-* อฏฺฐ.แปล: หรืออีกอย่างหนึ่ง กองแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น อันสุตะระทำแล้ว ชื่อว่าสุตมยะ ญาณที่ดำินไปในกองแห่งธรรมอันเป็นสุตมยะนั้น อันประกอบกับญาณนั้น ชื่อว่าญาณในสุตมยะ+* อฏฺฐ.แปล: หรืออีกอย่างหนึ่ง กองธรรมอันมีผัสสะเป็นต้นอันถูกทำให้เกิดขึ้นด้วยสุตะ ชื่อว่า สุตมยะ ญาณที่เดขึ้นในกองธรรมอันเป็นสุตมยะนั้น อันประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่า ญาณในสุตมยะ
  
 * อฏฺฐ.: สภาวสามญฺญลกฺขณวเสน ธมฺเม ชานาตีติ ญาณํฯ * อฏฺฐ.: สภาวสามญฺญลกฺขณวเสน ธมฺเม ชานาตีติ ญาณํฯ
-* อฏฺฐ.แปล: ญาณคือรู้ธรรมดยลักษณะแห่งสภาวะและสามัญ+* อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า ญาณ เพราะรู้ธรรมด้วอำนาจแห่งลักษณะอันเป็นสภาวะและสามัญ
  
 * อฏฺฐ.: ตํเยว ญาณํ ปริยายวจเนน อธิปฺปายปกาสนตฺถํ อนิยเมน ‘‘ปญฺญา’’ติ วตฺวา ปจฺฉา อธิปฺเปตํ ‘‘ญาณ’’นฺติ นิยเมตฺวา วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ * อฏฺฐ.: ตํเยว ญาณํ ปริยายวจเนน อธิปฺปายปกาสนตฺถํ อนิยเมน ‘‘ปญฺญา’’ติ วตฺวา ปจฺฉา อธิปฺเปตํ ‘‘ญาณ’’นฺติ นิยเมตฺวา วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ
-* อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ญาณนั้นนั่นแหละ กล่าวด้วยคำปริยายว่า ‘‘ปัญญา’’ โดยไม่กำหนด เพื่อประกศคามมุงหมาย แล้วภายหลังจึงกำหนด่าวว่า ‘‘ญาณ’’ อันมุ่งหมายไว้+* อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ญาณนั้นนั่นเอง ถูกกล่าวไว้โดยไม่กำหนดด้วยคำว่า ‘‘ปัญญา’’ เพื่อแสดงอธิบยด้ยคำพูดทีเป็นปริยาย แล้วภายหลังจึงกำหนดลว่า ‘‘ญาณ’’ อันเป็นสิ่งที่ประสงค์ไว้
  
 * อฏฺฐ.: ญาณญฺจ นาม สภาวปฏิเวธลกฺขณํ, อกฺขลิตปฏิเวธลกฺขณํ วา กุสลิสฺสาสขิตฺตอุสุปฏิเวโธ วิย, วิสโยภาสนรสํ ปทีโป วิย, อสมฺโมหปจฺจุปฏฺฐานํ อรญฺญคตสุเทสโก วิยฯ * อฏฺฐ.: ญาณญฺจ นาม สภาวปฏิเวธลกฺขณํ, อกฺขลิตปฏิเวธลกฺขณํ วา กุสลิสฺสาสขิตฺตอุสุปฏิเวโธ วิย, วิสโยภาสนรสํ ปทีโป วิย, อสมฺโมหปจฺจุปฏฺฐานํ อรญฺญคตสุเทสโก วิยฯ
-* อฏฺฐ.แปล: และญาณนั้น มีลักษณะว่าแทงตลอดสภาวะ หรือมีลักษณะว่าแทงตลอดโดยไม่พลาด เหมือนลูกศรที่นายมัูผู้ฉลาดยิงแลว แงตด มีรสว่าทำให้วิสัยสว่าง เหมือนประทีป มีปัจจุปัฏฐานวาไม่หลง เหมือนผู้ชี้ทางในป่า+* อฏฺฐ.แปล: และญาณนั้นมีลักษณะคือกแทงตลอดสภาวะ หรือมีลักษณะคือกแทงตลอดโดยไม่พลาด เหมือนการยิงลูกศรขงนักยิงผูชำนาญี่ไม่พด มีรสคือกทำให้วิสัยสว่าง เหมือนประทีป มีปัจจุปัฏฐานคือควาไม่หลง เหมือนผู้ชี้ทางในป่า
  
 * อฏฺฐ.: ‘‘สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูตํ ปชานาตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๗๑) วจนโต สมาธิปทฏฺฐานํฯ * อฏฺฐ.: ‘‘สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูตํ ปชานาตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๗๑) วจนโต สมาธิปทฏฺฐานํฯ
-* อฏฺฐ.แปล: มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน เพราะอาศัยคำว่า ‘‘สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถูตํ ปชาติ’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๑๐๗๑)+* อฏฺฐ.แปล: มีบทฐานคือสมาธิ เพราะคำว่า ‘‘ภิกทั้งหลย ผ้มีจิตั้งมั่น ย่อมรู้ามเป็นจร’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๑๐๗๑)
  
 * อฏฺฐ.: ลกฺขณาทีสุ หิ สภาโว วา สามญฺญํ วา ลกฺขณํ นาม, กิจฺจํ วา สมฺปตฺติ วา รโส นาม, อุปฏฺฐานากาโร วา ผลํ วา ปจฺจุปฏฺฐานํ นาม, อาสนฺนการณํ ปทฏฺฐานํ นามาติ เวทิตพฺพํฯ * อฏฺฐ.: ลกฺขณาทีสุ หิ สภาโว วา สามญฺญํ วา ลกฺขณํ นาม, กิจฺจํ วา สมฺปตฺติ วา รโส นาม, อุปฏฺฐานากาโร วา ผลํ วา ปจฺจุปฏฺฐานํ นาม, อาสนฺนการณํ ปทฏฺฐานํ นามาติ เวทิตพฺพํฯ
-* อฏฺฐ.แปล: เพราะในลักษณะเป็นต้น พึงทราบว่า สภาวะหรือสามัญ ชื่อว่าลักษณะ กิจหรือสัมปัตติ ชื่อว่ารส อาการที่ปรากฏหรือผล ชื่อว่าปัจจุปัฏฐาน เหตุอันใกล้ ชื่อว่าปทัฏฐาน+* อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ในลักษณะป็นต้นนั้น สภาวะหรือสามัญ ชื่อว่า ลักษณะ กิจหรือความสำเร็จ ชื่อว่า รส อาการที่ปรากฏขึ้นหรือผล ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน เหตุอันใกล้ ชื่อว่า ปทัฏฐาน 
 + 
 +== [๒] สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟังแล้ว เป็นญาณอันเกิดจากศีล'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญาติ –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา''' นั้น หมายความว่า –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปาติโมกฺโข สตี เจว, ญาณํ ขนฺติ ตเถว จ;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''ปาติโมกข์''' และ '''สติ''' ด้วย '''ญาณ''' และ '''ขันติ''' เช่นเดียวกันด้วย;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''วีริยํ ปญฺจิเม ธมฺมา, สํวราติ ปกาสิตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''วิริยะ''' ธรรมทั้ง ๕ เหล่านี้ ทรงแสดงว่าเป็น '''สังวร''' (ความสำรวม)'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมฺปนฺโน สมนฺนาคโต’’ติ (วิภ. ๕๑๑) อาคโต ปาติโมกฺขสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาในพระบลีว่า ‘‘ด้วยปาติโมกขสังวรนี้ ย่อมเป็นผู้ปรกอบแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว เป็นผู้เข้าถึงแล้ว เป็นผู้เข้าถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้เกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้ถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วย’’ (วิภังค์ ๕๑๑) นี้คือ '''ปาติโมกขสังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหีฯ ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ, ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ, รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ, จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชตี’’ติอาทินา (ที. นิ. ๑.๒๑๓; ม. นิ. ๑.๒๙๕; สํ. นิ. ๔.๒๓๙; อ. นิ. ๓.๑๖) นเยน อาคโต สติสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘เมื่อเห็นรูปด้วยจักษุ ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งนิมิต ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งอนุพยัญชนะ เหตุดที่อิทรีย์คือจักษุอันไม่สำรวมพึงอยู่ ธรรมทั้งหายอันลามก เป็นอกุศล คืออภิชฌาและโทมนัส พึงไหลตามเข้าไป ย่อมปฏิบัติเพื่อความสำรวมแห่งอินทรีย์นั้น ย่อมรักษาจักษุนทรีย์ ย่อมเข้าถึงความสำรวมในจักษุนทรีย์’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๒๑๓; มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕; สังยุตตนิกาย ๔.๒๓๙; อังคุตตรนิกาย ๓.๑๖) นี้คือ '''สติสังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมิํ (อชิตาติ ภควา),''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาว่า ‘‘โสตะใดๆ ในโลก (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าอชิตะ)'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สติ เตสํ นิวารํ;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''สติ''' เป็นเครื่องป้องกันแห่งโสตเหล่านั้น;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ, ปญฺญาเยเต ปิธียเร’’ติ ฯ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉา ๖๐; สุ. นิ. ๑๐๔๑) –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เรากล่าวความสำรวมแห่งโสตะทั้งหลาย โสตะเหล่านี้ย่อมถูกปิดด้วยปัญญา’’ ดังนี้ ฯ (จุฬนิเทศ อชิตมาณวปุจฉา ๖๐; สุตตนิบาต ๑๐๔๑) –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อาคโต ญาณสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''นี้คือ '''ญาณสังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘กตเม จ, ภิกฺขเว, อาสวา ปฏิเสวนา ปหาตพฺพา? อิธ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ปฏิสงฺขา โยนิโส จีวรํ ปฏิเสวตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๓; อ. นิ. ๖.๕๘) นเยน อาคโต ปจฺจยปฏิเสวนาสํวโร, โสปิ ญาณสํวเรเนว สงฺคหิโตฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่าไหนเล่าที่พึงละด้วยการเสพ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพจีวรโดยแยบคายด้วยการพิจารณา’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๓; อังคุตตรนิกาย ๖.๕๘) นี้คือ '''ปัจจยปฏิเสวนาสังวร''' ที่มาแล้ว และสังวรนั้นก็สงเคราะห์เข้าในญาณสังวรนั่นเอง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ขโม โหติ สีตสฺส อุณฺหสฺส ชิฆจฺฉาย ปิปาสาย ฑํสมกสวาตาตปสริสปสมฺผสฺสานํ ทุรุตฺตานํ ทุราคตานํ วจนปถานํ อุปฺปนฺนานํ สารีริกานํ เวทนานํ ทุกฺขานํ ติฺพานํ ขรานํ กฏุกานํ อสาตานํ อมนาปานํ ปาณหรานํ อธิวาสกชาติโก โหตี’’ติ (ม. นิ. ๑.๒๔; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) อาคโต ขนฺติสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาว่า ‘‘ย่อมเป็นผู้อดทนต่อความเย็น ความร้อน ความหิว ความกระหาย การถูกเหลือบยุงลมแดดและสัตว์เลื้อยคลานสัมผัส คำพูดที่พูดชั่ว คำพูดที่มาถึงโดยไม่ดี เวนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นทุกข์ แงกล้า เผ็ดร้อน ขมขื่น ไม่น่าพอใจ ไม่น่ารัก ทำลายชีวิต ย่อมเป็นผู้มีปกติอดทน’’ (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔; อังคุตตรนิกาย ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นี้คือ '''ขันติสังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๖; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นเยน อาคโต วีริยสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘ย่อมไม่อดกลั้นกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละ ย่อมรรเทา ย่อมทำให้สิ้นสุด ย่อมทำให้ถึงคามไมมี’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกย ๑.๒๖; อังคุตตรนิกาย ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นี้คือ '''วิริยังวร''' ที่มาแล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อิธ อริยสาวโก มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๘) อาคโต อาชีวปาริสุทฺธิสํวโร, โสปิ วีริยสํวเรเนว สงฺคหิโตฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาว่า ‘‘อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละมิจฉาอาชีวะแล้ว ย่อมเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๘) นี้คือ '''อาชีวปาริสุทธิสังวร''' ที่มาแล้ว และสังวรนั้นก็สงเคราะห์เข้าในวิริยสังวรนั่นเอง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เตสุ สตฺตสุ สํวเรสุ ปาติโมกฺขสํวรอินฺทฺริยสํวรอาชีวปาริสุทฺธิปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาตา จตฺตาโร สํวรา อิธาธิปฺเปตา, เตสุ จ วิเสเสน ปาติโมกฺขสํวโรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในบรรดาสังวรทั้ง ๗ เหล่านั้น สังวร ๔ คือ '''ปาติโมกขสังวร อินทรียสังวร อาชีวปาริสุทธิสังวร''' และ '''ปัจจยปฏิเสวนาสังวร''' ที่หมายถึงในที่นี้ และในบรรดาสังวรเหล่านั้น โดยพิเศษคือ '''ปาติโมกขสังวร''''' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สพฺโพปิ จายํ สํวโร ยถาสกํ สํวริตพฺพานํ กายทุจฺจริตาทีนํ สํวรณโต สํวโรติ วุจฺจติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''และสังวรทั้งหมดนี้ ย่อมเรียกว่า '''สังวร''' เพราะการสำรวมซึ่งกายทุจริตเป็นต้นอันพึงสำรวมตามสมควรแก่ตน'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สุตมยญาเณ วุตฺตํ ธมฺมํ สุตฺวา สํวรนฺตสฺส สํวรํ กโรนฺตสฺส ตสฺมิํ สํวเร ปวตฺตา ตํสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ‘‘สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา’’ติ วุตฺตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ปัญญาที่ประกอบกับสังวรนั้น อันเป็นไปในสังวรนั้น ของผู้ที่ฟังธรรมอันกล่าวไว้ในสุตมยญาณแล้ว ย่อมสำรวม ย่อมทำซึ่งความสำรวม ปัญญานั้น เรียกว่า ‘‘ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟังแล้ว’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อถ วา เหตุอตฺเถ สุตฺวาติ วจนสฺส สมฺวโต สุตเหตุนา สํเร ปญฺญาติปิ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง เพราคำว่า '''สุตฺวา''' มีความมายในฐานะเป็นเหตุได้ ดังนั้น ความหมายว่า ปัญญาในความสำวมเพราะเหตุแห่งการฟัง ก็มีได้'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สีลมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สีลนฺติ สีลนฏฺเฐน สีลํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สีลมเย ญาณํ''' ในที่นี้ '''สีล'''ือศีลในความหมายว่าเป็นพที่ตั้งมั่น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''กิมิทํ สีลนํ นาม? สมาธานํ วา, กายกมฺมาทีนํ สุสีลฺยวเสน อวิปฺปกิณฺณตาติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อะไรชื่อว่า '''สีลนะ''' (การตั้งมั่น) นี้? คือการตั้งไว้ด้วยดี หรือ ความไม่กระจัดกระจายแห่งกายกรรมเป็นต้น โดยความเป็นสุศีล นั่นคือความหมาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อุปธารณํ วา, กุสลานํ ธมฺมานํ ปติฏฺฐาวเสน อาธารภาโวติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''หรือคือการรองรับ คือความเป็นที่อาศัยโดยความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นคือความหมาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เอตเทว หิ เอตฺถ อตฺถทฺวยํ สทฺทลกฺขณวิทู อนุชานนฺติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความหมายทั้งสองอย่างนี้แหละ ในที่นี้ ท่านผู้รู้ลักษณะแห่งศัพท์ย่อมอนุาต'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อญฺเญ ปน ‘‘อธิเสวนฏฺเฐน อาจารฏฺเฐน ตสฺสีลฏฺเฐน สิรฏฺเฐน สีตลฏฺเฐน สิวฏฺเฐน สีล’’นฺติ วณฺณยนฺติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนท่านอื่นพรรณนาว่า ‘‘ศีลในความหมายว่าเป็นความเคยิน ในความหมายว่าเป็นอาจาระ ในความหมายว่าเป็นสภาพของตน ในความหมายว่าเป็นศีรษะ ในความหมายว่าเป็นความเย็น ในความหมายว่าเป็นสิวะ’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สีลนํ ลกฺขณํ ตสฺส, ภินฺนสฺสาปิ อเนกธา;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''สีลนะ''' เป็นลักษณะของศีลนั้น แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่าง;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สนิทสฺสนตฺตํ รูปสฺส, ยถา ภินฺนสฺส เนกธาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เหมอนความเป็นสภาพทีเห็นได้แห่งรูป แม้จะแตกแยกเป็นหลายย่าง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ยถา หิ นีลปีตาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ รูปายตนสฺส สนิทสฺสนตฺตํ ลกฺขณํ นีลาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สนิทสฺสนภาวานติกฺกมนโต, ตถา สีลสฺส เจตนาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ ยเทตํ กายกมฺมาทีนํ สมาธานวเสน กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ปติฏฺฐานวเสน วุตฺตํ สีลนํ, ตเทว ลกฺขณํ เจตนาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สมาธานปติฏฺฐานภาวานติกฺกมนโตฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า เหมือนอย่างที่รูปายตนะ แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่างโดยเภทแห่งสีเขียว สีเหลืองเป็นต้น ความเป็นสภาพที่เห็นได้เป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นสภาพที่เห็นได้ แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งสีเขียวเป็นต้น ฉันใด ศีลแม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่างโดยเภทแห่งเจตนาเป็นต้น สีลนะอันกล่าวไว้โดยความเป็นที่ตั้งมั่นแห่งกายกรรมเป็นต้น และโดยความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นแหละเป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นที่ตั้งมั่นและความเป็นที่ตั้ง แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งเจตนาเป็นต้น ฉันนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เอวํลกฺขณสฺส ปนสฺส –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนศีลที่มีลักษณะอย่างนี้ –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนตา, อนวชฺชคุโณ ตถา;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ความเป็นผู้ทำลายทุศีล ความเป็นคุณอันไม่มีโทษ เช่นเดียวกัน;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''กิจฺจสมฺปตฺติ อตฺเถน, รโส นาม ปวุจฺจติ’’ฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''โดยความมายแห่งกิจและสมบัติ เียกว่า '''รส''' ’’'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺมา อิทํ สีลํ นาม กิจฺจฏฺเฐน รเสน ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนรสํ, สมฺปตฺติอตฺเถน รเสน อนวชฺชรสนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น ศีลนี้พึงทราบว่า มีรสคือการทำลายทุศีล โดยความหมายแห่งกิจ มีรคือความไม่มีโทษ โดยความหมายแห่งสมบติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''โสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ , ตยิทํ ตสฺส วิญฺญุหิ;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''โสเจยยะ''' เป็นปัจจุบันฐาน ศีลนั้นอันวิญญูชนทั้งหลาย;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''โอตฺตปฺปญฺจ หิรี เจว, ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํฯ –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''โอตตัปปะ''' และ '''หิรี''' ด้วย ย่อพรรณนาว่าเ็น '''ปทฏฐาน''' –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ยิทํ สีลํ ‘‘กายโสเจยฺยํ วจีโสเจยฺยํ มโนโสเจยฺย’’นฺติ (อิติวุ. ๖๖) เอวํ วุตฺตโสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ, สุจิภาเวน ปจฺจุปฏฺฐาติ คหณภาวํ คจฺฉติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ศีลนั้นมี '''โสเจยยะ''' อันกล่าวไว้ว่า ‘‘กายโสเจยยะ วจีโสเจยยะ มโนโสเจยยะ’’ (อิติวุตตกะ ๖๖) เป็นปัจจุบันฐาน ย่อมปรากฏโดยความเป็นความสะอาด ย่อมถึงซึ่งความเป็นที่ถือเอา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''หิโรตฺตปฺปญฺจ ปน ตสฺส วิญฺญูหิ ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํ, อาสนฺนการณนฺติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วน '''หิโรตตัปปะ''' อันวิญญูนทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น ความหมายว่าเป็นเหตุอันใกล้'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''หิโรตฺตปฺเป หิ สติ สีลํ อุปฺปชฺชติ เจว ติฏฺฐติ จ, อสติ เนว อุปฺปชฺชติ น ติฏฺฐตีติ เอวํวิเธน สีเลน สหคตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สีลมเย ญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะเมื่อหิโรตตัปปะมีอยู่ ศีลย่อมเกิดขึ้นด้ย และยอมตั้งอยู่ด้วย เมื่อไม่มี ย่อมไม่เกิดขึ้น และย่อมไม่ตั้งอยู่ ดังนั้น ญณที่ไปด้วยกันกับศีลอันมีปะการอย่างนี้ ที่ประกอบกับศีลนั้น ชื่อว่า '''ีลมยญาณ''''' 
 + 
 +ฏฺฐ.: '''อถ วา สีลเมว ปตํ สีลมยํ, ตสฺมิํ สีลมเย ตํสมฺปยุตฺตํ ญณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง ศีลนั่นเองอันสำเ็จแล้ว ชื่อว่าสีลมัย ญาณที่ประกอบกับสีลมัยนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อสํวเร อทีนวปจฺจเวฺขณา จ, สํวเร อานิสํสปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรปาริสุทฺธิปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรสํกิเลสโวทานปจฺจเวกฺขณา จ สีลมยญาเณเนว สงฺคหิตาฯ''' 
 +* อฺฐ.แปล: ''และการพิจารณาโทษในความไม่สำรวมด้วย และการพิจารณาอานิสงส์ในความสำรวมด้วย และการพิจารณาความบริสุทธิ์แ่งความสำวมด้วย และการพิจารณาความเศร้าหมองและความหมดจดแห่งความสำรวมด้วย ย่อมสงเคราะห์เข้าในสีลมยญาณนั่นเอง'' 
 + 
 +== [๓] สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามเย ญาณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามเย ญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความตั้งมั่นอันได้สำรวมแล้ว เป็นญาณอันเกิดจากการเจริญสมาธิ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญาติ สีลมยญาเณ วุตฺตสีลสํวเรน สํวริตฺวา สํวรํ กตฺวา สีเล ปติฏฺฐาย สมาทหนฺตสฺส อุปจารปฺปนาวเสน จิตฺเตกคฺคตํ กโรนฺตสฺส ตสฺมิํ สมาทหเน ปวตฺตา ตํสมฺปยุตฺตา ปญฺญาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา''' นั้น หมายความว่า ปัญญาที่ประกอบกับความตั้งมั่นนั้น อันเป็นไปในความตั้งมั่นนั้น ของผู้ที่สำรวมแล้วด้วยศีลสังวรอันกล่าวไว้ในสีลมยญาณ ทำซึ่งความสำรวมแล้ว ตั้งมั่นในศีลแล้ว ย่อมตั้งมั่น ย่อมทำความเป็นจิตที่มีอารมณ์เดียวโดยอุปจารและอัปปนา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมํ สมฺมา จ อาทหนํ ฐปนนฺติ จ สมาทหนํ, สมาธิสฺเสเวตํ ปริยายวจนํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''การตั้งไว้โดยเสมอและโดยชอบ และการวางไว้ ชว่า '''สมาทหนะ''' คำนี้เป็นคำไวพจน์ของสมาธินั่นเอง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมาธิภาวนามเย ญาณนฺติ เอตฺถ กุสลจิตฺเตกคฺคตา สมาธิฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สมาธิภาวนามเย ญาณํ''' ในที่นี้ '''สมาธิ''' คือความเป็นจิตที่มีอารมณ์เดียวอันเป็นกุศล'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เกนฏฺเฐน สมาธิ? สมาธานฏฺเฐน สมาธิฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''สมาธิในความหมายอะไร? สมาธิในความหมายว่าเป็นสภาพที่ตั้งมั่น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''กิมิทํ สมาธานํ นาม? เอการมฺมเณ จิตฺตเจตสิกานํ สมํ สมฺมา จ อาธานํ, ฐปนนฺติ วุตฺตํ โหติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อะไรชื่อว่า '''สมาธานะ''' นี้? คือการตั้งไว้โดยเสมอและโดยชอบ และการวางไว้แห่งจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์อันเดียว ดังที่กล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺมา ยสฺส ธมฺมสฺสานุภาเวน เอการมฺมเณ จิตฺตเจตสิกา สมํ สมฺมา จ อวิกฺขิปมานา อวิปฺปกิณฺณา จ หุตฺวา ติฏฺฐนฺติ, อิทํ สมาธานนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า สมาธานะนี้ คือธรรมใดที่มีอำนาจให้จิตและเจตสิกทั้งหลายตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวโดยเสมอและโดยชอบ เป็นู้ไม่ฟุ้งซ่านแะไม่กระจัดกระจาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺส โข ปน สมาธิสฺส –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนสมาธินั้น –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ลกฺขณํ ตุ อวิกฺเขโป, วิกฺเขปวิทฺธํสนํ รโส;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''ลักษณะ''' คือความไม่ฟุ้งซ่าน '''รส''' คือการทำลายความฟุ้งซ่าน;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อกมฺปนมุปฏฺฐานํ, ปทฏฺฐานํ สุขํ ปนฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''ปัจจุบันฐาน''' คือความไม่หวั่นไหว ส่วน '''ปทัฏฐาน''' คือสุข'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ภาวียติ วฑฺฒียตีติ ภาวนา, สมาธิ เอว ภาวนา สมาธิภาวนา, สมาธิสฺส วา ภาวนา วฑฺฒนา สมาธิภาวนาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''สิ่งที่ถูกเจริญ ถูกทำให้เจริญ ชื่อว่า '''ภาวนา''' สมาธินั่นเองเ็นภาวนา ชื่อว่า '''สมาธิภาวนา''' หรือการเจริญ การทำให้เจริญแห่งสมาธิ ชื่อว่า '''สมาธิภาวนา''''' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมาธิภาวนาวจเนน อญฺญํ ภาวนํ ปฏิกฺขิปติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ด้วยคำว่าสมาธิภาวนา ย่อมปฏิเสธภาวนาอื่น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปุพฺเพ วิย อุปจารปฺปนาวเสน สมาธิภาวนามเย ญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ญาณอนเกิดากการเริญสมาธิโดยอุปจารและอปปนา เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ก่อน'' 
 + 
 +== [๔] ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมิติญณํ == 
 + 
 +* ปิฏก.: '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํฯ''' 
 +* ปิฏก.แปล: ''ปัญญาใความกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐิติญาณ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญาิ เอตฺถ ปฏิจฺจ ผลเมตีติ ปจฺจโยฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา''' ในที่นี้ '''ปัจจัย''' คือสิ่งที่อาศัยแล้วผลย่อมมาถึง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปฏิจฺจาติ น วินา เตน, อปจฺจกฺขิตฺวาติ อตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปฏิจฺจ''' หมายความว่า ไม่เว้นจากสิ่งนั้น ไม่ละทิ้งสิ่งนั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''เอตีติ อปฺปชฺชติ เจว ปวตฺตติ จาติ ตฺโถฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''เอติ''' หมายความว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมเป็นไปด้วย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อปิจ อุปการกตฺโถ ปจฺจยตฺโถ, ตสฺส ปจฺจยสฺส พหุวิธตฺตา ปจฺจยานํ ปริคฺคเห ววตฺถาปเน จ ปญฺญา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง ความหมายแห่งปจจัยคือความหมายแห่งผู้เกื้อกูล เพราะความที่มีหลายอย่างแห่งปัจจัยั้น ปัญญานความำหนดแะการกำหนดแน่นอนแห่งปัจจัยทังหลาย ชื่อว่าปัญญาในความกำหนดปัจจัย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ธมฺมฏฺฐิติญาณนฺติ เอตฺถ ธมฺมสฺโท ตาว สภาวปญฺญาปุญฺญปญฺญตฺติอาปตฺติปริยตฺตินิสฺสตฺตตาวิการคุณปจฺจยปจฺจยุปฺปนฺนาทีสุ ทิสฺสติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ธมฺมฏฺฐิติญาณํ''' ในที่นี้ ศพท์ว่า '''ธมฺม''' ย่อมปรากฏในความหมายว่า สภาวะ ปัญญา บุญ บัญญัติ อาบัติ ปริยัติ ความไม่มีสัตว์ วิการ คุณ ปัจจัย และปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นต้น'' 
 + 
 +* อ.: '''อยญฺหิ ‘‘กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ติกมาติกา ๑) สภาเว ทิสฺสติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ศัพท์ี้ย่อมปรากฏในความหมายว่าสภาวะ ในประโยคว่า ‘‘กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ติกมาติกา ๑)'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา, สทฺธสฺส ฆรเมสิโน;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ผู้ใดมีธรรม ๔ เหล่านี้ ผู้มีศรัทธาผู้แสวงหาเรือน;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค, ส เว เปจฺจ น โสจตี’’ติฯ (สุ. นิ. ๑๙๐) –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''สัจจะ ธรรม ธิติ จาคะ ผู้นั้นเมื่อละไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก’’ ดังนี้ ฯ (สุตตนิบาต ๑๙๐) –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อาทีสุ ปญฺญายํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เป็นต้น ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัญญา'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ, อุโภ สมวิปากิโน;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ธรรมและอธรรมทั้งสอง ไม่มีวิบากเสมอกัน;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อธมฺโม นิรยํ เนติ, ธมฺโม ปาเปติ สุคฺคติ’’นฺติฯ (เถรคา. ๓๐๔) –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''อธรรม''' ย่อมนำไปสู่นรก '''ธรรม''' ย่อมให้ถึงสุคติ’’ ดังนี้ ฯ (เถรคาถา ๓๐๔) –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อาทีสุ ปุญฺเญฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เป็นต้น ย่อมปรากฏในความหมายว่าบุญ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ปญฺญตฺติธมฺมา นิรุตฺติธมฺมา อธิวจนธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ทุกมาติกา ๑๐๖-๑๐๘) ปญฺญตฺติยํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘บัญญัติธรรม นิรุตติธรรม อธิวจนธรรม’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ทุกมาติกา ๑๐๖-๑๐๘) ย่อมปรากฏในความหมายว่าบัญญัติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ปาราชิกา ธมฺมา สงฺฆาทิเสสา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ปารา. ๒๓๓-๒๓๔) อาปตฺติยํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ปาราชิกธรรม สังฆาทิเสสธรรม’’ เป็นต้น (ปาราชิก ๒๓๓-๒๓๔) ย่อมปรากฏในความหมายว่าอาบัติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘อิธ ภิกฺขุ ธมฺมํ ชานาติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณ’’นฺติอาทีสุ (อ. นิ. ๕.๗๓) ปริยตฺติยํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรม คือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ’’ เป็นต้น (อังคุตตรนิกาย ๕.๗๓) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปริยัติ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ตสฺมิํ โข ปน สมเย ธมฺมา โหนฺติ (ธ. ส. ๑๒๑)ฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรตี’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๒.๓๗๓; ม. นิ. ๑.๑๑๕) นิสฺสตฺตตายํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ในสมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี (ธัมมสังคณี ๑๒๑) ย่อมอยู่พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๒.๓๗๓; มัชฌิมนิกาย ๑.๑๑๕) ย่อมปรากฏในความหมายว่าความไม่มีสัตว์'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ชาติธมฺมา ชราธมฺมา มรณธมฺมา’’ติอาทีสุ (อ. นิ. ๑๐.๑๐๗) วิกาเรฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม’’ เป็นต้น (อังคุตตรนิกาย ๑๐.๑๐๗) ย่อมปรากฏในความหมายว่าวิการ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ฉนฺนํ พุทฺธธมฺมาน’’นฺติอาทีสุ (มหานิ. ๕๐) คุเณฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘แห่งพุทธธรรม ๖’’ เป็นต้น (มหานิเทศ ๕๐) ย่อมปรากฏในความหมายว่าคุณ'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘เหตุมฺหิ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา’’ติอาทีสุ (วิภ. ๗๒๐) ปจฺจเยฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ญาณในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๗๒๐) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัจจัย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘ฐิตาว สา ธาตุ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา’’ติอาทีสุ (สํ. นิ. ๒.๒๐; อ. นิ. ๓.๑๓๗) ปจฺจยุปฺปนฺเนฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ธาตุนั้นตั้งอยู่นั่นเอง ความเป็นธรรมที่ตั้งอยู่ ความเป็นธรรมที่มีกฎแน่นอน’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๒.๒๐; อังคุตตรนิกาย ๓.๑๓๗) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัจจัยที่เกิดขึ้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สฺวายมิธาปิ ปจฺจยุปฺปนฺเน ทฏฺฐพฺโพฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ศัพท์นี้ในที่นี้ก็พึงเห็นในความหมายว่าปัจจัยที่เกิดขึ้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อตฺถโต ปน อตฺตโน สภาวํ ธาเรนฺตีติ วา, ปจฺจเยหิ ธารียนฺตีติ วา, อตฺตโน ผลํ ธาเรนฺตีติ วา, อตฺตโน ปริปูรกํ อปาเยสุ อปตมานํ ธาเรนฺตีติ วา, สกสกลกฺขเณ ธาเรนฺตีติ วา, จิตฺเตน อวธารียนฺตีติ วา ยถาโยคํ ธมฺมาติ วุจฺจนฺติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนโดยอรรถ ย่อมเรียกว่า '''ธรรม''' ตามสมควร คือ สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน หรือสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยปัจจัยทั้งหลาย หรือสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งผลของตน หรือสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งผู้ที่ทำให้บริบูรณ์ของตนไม่ให้ตกไปในอบาย หรือสิ่งที่ทรงไว้ในลักษณะเฉพาะของตน หรือสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยจิต'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อิธ ปน อตฺตโน ปจฺจเยหิ ธารียนฺตีติ ธมฺมา, ปจฺจยสมุปฺปนฺนา ธมฺมา ติฏฺฐนฺติ อุปฺปชฺชนฺติ เจว ปวตฺตนฺติ จ เอตายาติ ธมฺมฏฺฐิติ, ปจฺจยธมฺมานเมตํ อธิวจนํ ฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ในที่นี้ ส่วนสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยปัจจัยของตน ชื่อว่า '''ธรรม''' ธรรมทั้งหลายที่เกิดจากปัจจัยย่อมตั้งอยู่ ย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมเป็นไปด้วย เพราะธรรมนี้ ชื่อว่า '''ธัมมัฏฐิติ''' คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺสํ ธมฺมฏฺฐิติยํ ญาณํ ธมฺมฏฺฐิติญาณํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ญาณในธัมมัฏฐิตินั้น ชื่อว่า '''ธัมมัฏฐิติญาณ''''' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''อิทญฺหิ สมาธิภาวนามยญาเณ วุตฺตสมาธินา สมาหิเตน จิตฺเตน ยถาภูตญาณทสฺสนตฺถาย โยคมารภิตฺวา ววตฺถาปิตนามรูปสฺส เตสํ นามรูปานํ ปจฺจยปริคฺคหปริยายํ ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ญาณนี้ย่อมเกิดขึ้น ด้วยจิตที่ตั้งมั่นด้วยสมาธิอันกล่าวไว้ในสมาธิภาวนามยญาณ เมื่อเริ่มประกอบเพื่อญาณทัสสนะตามความเป็นจริง แห่งนามรูปที่กำหนดแน่นอนแล้ว โดยเป็นทางแห่งความกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปเหล่านั้น'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘นามรูปววตฺถาเน ญาณ’’นฺติ อวตฺวา เอว กสฺมา ‘‘ธมฺมฏฺฐิติญาณ’’นฺติ วุตฺตนฺติ เจ?''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ถ้าถามว่า เหตุใดจึงไม่กล่าวว่า ‘‘ญาณในความกำหนดนามรูป’’ แต่กล่าวว่า ‘‘ธัมมัฏฐิติญาณ’’ เล่า?'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจยปริคฺคเหเนว ปจฺจยสมุปฺปนฺนปริคฺคหสฺส สิทฺธตฺตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความที่ความกำหนดสิ่งที่เกิดจากปัจจัยสำเร็จได้ด้วยความกำหนดปัจจัยนั่นเอง'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ปจฺจยสมุปฺปนฺเน หิ อปริคฺคหิเต ปจฺจยปริคฺคโห น สกฺกา โหติ กาตุํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า เมื่อสิ่งที่เกิดจากปัจจัยยังไม่ถูกกำหนด ความกำหนดปัจจัยย่อมทำไม่ได้'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺมา ธมฺมฏฺฐิติญาณคหเณเนว ตสฺส เหตุภูตํ ปุพฺเพ สิทฺธํ นามรูปววตฺถานญาณํ วุตฺตเมว โหตีติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ด้วยการถือเอาธัมมัฏฐิติญาณนั่นเอง ญาณในความกำหนดนามรูปอันเป็นเหตุของญาณนั้น ซึ่งสำเร็จมาก่อนแล้วย่อมถูกกล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''กสฺมา ทุติยตติยญาณํ วิย ‘‘สมาทหิตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา’’ติ น วุตฺตนฺติ เจ?''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ถ้าถามว่า เหตุใดจึงไม่กล่าวว่า ‘‘ปัญญาในความกำหนดปัจจัยอันได้ตั้งมั่นแล้ว’’ เหมือนอย่างญาณที่ ๒ และที่ ๓ เล่า?'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''สมถวิปสฺสนานํ ยุคนทฺธตฺตาฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความที่สมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''‘‘สมาทหิตฺวา ยถา เจ วิปสฺสติ, วิปสฺสมาโน ตถา เจ สมาทเห;''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ถ้าเมื่อตั้งมั่นแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นฉันใด เมื่อพิจารณาเห็นแล้ว ย่อมตั้งมั่นฉันนั้น;'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''วิปสฺสนา จ สมโถ ตทา อหุ, สมานภาคา ยุคนทฺธา วตฺตเร’’ติฯ –''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: '''''วิปัสสนา''' และ '''สมถะ''' ในเวลานั้นย่อมมี เป็นส่วนเสมอกัน ย่อมเป็นไปเป็นคู่กัน’’ ดังนี้ –'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''หิ วุตฺตํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่กล่าวไว้แล้ว'' 
 + 
 +* อฏฺฐ.: '''ตสฺมา สมาธิํ อวิสฺสชฺเชตฺวา สมาธิญฺจ ญาณญฺจ ยุคนทฺธํ กตฺวา ยาว อริยมคฺโค, ตาว อุสฺสุกฺกาเปตพฺพนฺติ ญาปนตฺถํ ‘‘ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณ’’มิจฺเจว วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' 
 +* อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า เพื่อให้รู้ว่า พึงยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นไปจนถึงอริยมรรค โดยไม่ละสมาธิ ทำสมาธิและญาณให้เป็นคู่กัน จึงกล่าวไว้เพียงว่า ‘‘ปัญญาในความกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐิติญาณ’’ ดังนี้''