| การแก้ไขถัดไป | การแก้ไขก่อนหน้า |
| th:45:1 [2026/08/10 03:41] – ถูกสร้าง dhamma | th:45:1 [2026/08/10 06:22] (ฉบับปัจจุบัน) – dhamma |
|---|
| == มหาวคฺโค == | == เล่มที่ ๔๕: ปฏิสมฺภิทามคฺค, ปาฬิ == |
| === มาติกา === | === ๑. มหาวคฺโค === |
| * '''ปิฏก.:''' โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ | ==== มาติกา ==== |
| * '''ปิฏก.แปล:''' ปัญญาในสิ่งที่กำหนดรู้ได้ด้วยหู คือญาณที่สำเร็จด้วยการฟัง | |
| |
| == ญาณกถา == | * ปิฏก.: [๑] โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ |
| === มาติกาวณฺณนา === | * ปิฏก.แปล: [๑] ปัญญาในโสตาวธาน เป็นญาณอันเกิดจากสุตะ (สิ่งที่ได้ยิน) |
| * '''อฏฺฐ.:''' ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ในบรรดาข้อความเหล่านั้น ในส่วนของการยกขึ้นแสดงก่อนว่า '''โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ''' คำว่า '''โสตะ''' (หู/กระแส) มีความหมายหลายนัยที่แตกต่างกัน | == เล่มที่ ๑๐๔: ปฏิสมฺภิทามคฺค, อฏฺฐกถา == |
| * '''อฏฺฐ.:''' ตถา เหส – มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ | === ๑. ญาณกถา === |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' เป็นดังนี้ คือ ปรากฏอยู่ใน {1} วิญญาณทางหูที่เป็นเนื้อ {2} ญาณ {3} ในตัณหาเป็นต้น {4} ในกระแสธาร {5} ในอริยมรรค และ {6} ในสันตติ (ความสืบเนื่อง) ของจิต | ==== มาติกาวณฺณนา ==== |
| * '''อฏฺฐ.:''' ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' เพราะว่าคำว่า '''โสตะ''' นี้ ปรากฏในความหมายของหูที่เป็นเนื้อ ในบทว่า '''โสตายตนํ''' (อายตนะคือหู) '''โสตธาตุ''' (ธาตุคือหู) '''โสตินฺทฺริย''' (อินทรีย์คือหู) เป็นต้น (ตามที่ปรากฏในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ เล่ม ๑๕๗) | * อฏฺฐ.: [๑] ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ |
| * '''อฏฺฐ.:''' ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ | * อฏฺฐ.แปล: [๑] ในอุทเทสนั้นก่อนอื่น ในคำว่า ‘‘โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า โสตะ มีความหมายหลายอย่างต่างกัน |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ปรากฏในความหมายของวิญญาณทางหู ในบทว่า '''โสเตน สทฺทํ สุตฺวา''' (ฟังเสียงด้วยหู) เป็นต้น (ตามที่ปรากฏในมัชฌิมนิกาย เล่ม ๑.๒๙๕) | |
| * '''อฏฺฐ.:''' ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ | * อฏฺฐ.: ตถา เหส – มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ปรากฏในความหมายของญาณโสตะ (หูคือญาณ) ในบทว่า '''ทิพฺพาย โสตธาตุยา''' (ด้วยธาตุคือหูอันทิพย์) เป็นต้น (ตามที่ปรากฏในทีฆนิกาย เล่ม ๓.๓๕๖) | * อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า – ย่อมปรากฏในมังสะ (หูเนื้อ), ในวิญญาณ, ในญาณ, และในตัณหาเป็นต้น; ในธารา (กระแสน้ำ), ในอริยมรรค, และในจิตตสันตติด้วย |
| * '''อฏฺฐ.:''' ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ปรากฏในความหมายของธรรม ๕ ประการ คือ ตัณหาเป็นต้น ในบทว่า '''ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ''' (กระแสทั้งหลายใดในโลก...) '''ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ''' (กระแสทั้งหลายใดที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว ได้ประกาศไว้แล้ว ได้บอกไว้แล้ว ได้แสดงไว้แล้ว ได้กำหนดไว้แล้ว ได้ตั้งไว้แล้ว ได้เปิดเผยไว้แล้ว ได้แยกแยะไว้แล้ว ได้ทำให้ชัดเจนแล้ว ได้ทำให้ปรากฏแล้ว) '''เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต''' (ได้แก่ กระแสคือตัณหา กระแสคือทิฏฐิ กระแสคือกิเลส กระแสคือทุจริต กระแสคืออวิชชา) เป็นต้น (ตามที่ปรากฏในจูฬนิกาย อชิตมาณวปุจฉานิทเทส ๔) | * อฏฺฐ.: ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ |
| * '''อฏฺฐ.:''' ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ | * อฏฺฐ.แปล: เพราะว่า ในคำว่า ‘‘โสตายตนะ โสตธาตุ โสตินทรีย์’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๑๕๗) คำว่า โสตะ นี้ ย่อมปรากฏในมังสโสตะ (หูเนื้อ) |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ปรากฏในความหมายของกระแสธารน้ำ ในบทว่า '''อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน''' (พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นกลุ่มไม้ใหญ่ถูกกระแสน้ำในแม่น้ำคงคาพัดพาไป) เป็นต้น (ตามที่ปรากฏในสังยุตตนิกาย เล่ม ๔.๒๔๑) | |
| * '''อฏฺฐ.:''' ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคฺเคฯ | * อฏฺฐ.: ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ปรากฏในความหมายของอริยมรรค ในบทว่า '''อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต''' (ดูกรอาวุโส คำว่า โสตะ นี้ เป็นชื่อของอริยมรรคที่มีองค์ ๘) เป็นต้น | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕) ย่อมปรากฏในโสตวิญญาณ |
| * '''อฏฺฐ.:''' ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ปรากฏในความหมายของจิตตสันตติ (ความสืบเนื่องของจิต) ในบทว่า '''ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา''' (และย่อมรู้กระแสวิญญาณของบุรุษ ซึ่งถูกตัดขาดจากสองข้าง คือที่ตั้งอยู่ในโลกนี้และที่ตั้งอยู่ในโลกหน้า) เป็นต้น (ตามที่ปรากฏในทีฆนิกาย เล่ม ๓.๑๔๙) | * อฏฺฐ.: ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ |
| * '''อฏฺฐ.:''' อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ด้วยทิพยโสตธาตุ’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๓๕๖) ย่อมปรากฏในญาณโสตะ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' แต่ในที่นี้ (ในมาติกานี้) พึงเห็นในความหมายของหูที่เป็นเนื้อ | |
| * '''อฏฺฐ.:''' เตน โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ | * อฏฺฐ.: ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ชื่อว่า '''โสตาวธานํ''' (การกำหนดรู้ด้วยหู) เพราะสิ่งนั้นถูกกำหนดรู้ ถูกทำให้ปรากฏ หรือถูกทำให้ชัดเจน ด้วยหูซึ่งเป็นเหตุหรือเป็นเครื่องมือ (ในการรับรู้) | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘โสตะทั้งหลายใดในโลก คือโสตะทั้งหลายเหล่านี้ อันเราได้กล่าวไว้ ประกาศไว้ บอกไว้ แสดงไว้ ปัญญัติไว้ ตั้งไว้ เปิดเผยไว้ จำแนกไว้ ทำให้ปรากฏชัด ประกาศไว้ กล่าวคือ ตัณหาโสตะ ทิฏฐิโสตะ กิเลสโสตะ ทุจริตโสตะ อวิชชาโสตะ’’ เป็นต้น (จุฬนิทเทส อชิตมาณวปุจฉานิทเทส ๔) ย่อมปรากฏในธรรม ๕ ประการอันมีตัณหาเป็นต้น |
| * '''อฏฺฐ.:''' กิํ ตํ? สุตํฯ | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' สิ่งนั้นคืออะไร? คือ สุตะ (สิ่งที่ได้ฟังมา) | * อฏฺฐ.: ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ |
| * '''อฏฺฐ.:''' สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘พระผู้มีพระภาคทรงเห็นท่อนไม้ใหญ่ถูกพัดไปด้วยกระแสแห่งแม่น้ำคงคา’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๔.๒๔๑) ย่อมปรากฏในกระแสน้ำ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' และสิ่งที่เรียกว่า สุตะ นั้น คือธรรมชาติต่างๆ ที่ถูกรู้และถูกกำหนดไว้ตามลำดับทางประตูหู ดังเช่นในบทว่า '''พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย''' (เป็นผู้ได้ฟังมามาก เป็นผู้ทรงจำสิ่งที่ฟังมาได้ เป็นผู้สะสมสิ่งที่ฟังมาได้) เป็นต้น (ตามที่ปรากฏในมัชฌิมนิกาย เล่ม ๑.๓๓๙) สิ่งนั้นเองที่ในที่นี้เรียกว่า '''โสตาวธาน''' | |
| * '''อฏฺฐ.:''' ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ | * อฏฺฐ.: ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคฺเคฯ |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' ปัญญาที่ดำเนินไปในสุตะซึ่งเรียกว่าโสตาวธานนั้น ชื่อว่า '''โสตาวธาเน ปญฺญา''' (ปัญญาในสิ่งที่กำหนดรู้ได้ด้วยหู) | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘คำว่า โสตะ นี้ เป็นชื่อของอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ท่านผู้มีอายุ’’ เป็นต้น ย่อมปรากฏในอริยมรรค |
| * '''อฏฺฐ.:''' ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสงฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ | |
| * '''อฏฺฐ.แปล:''' และคำว่า '''ปญญา''' หมายถึง ปัญญาที่ตั้งชื่อว่าปัญญา เพราะทำหน้าที่ทำให้เนื้อความนั้นๆ ปรากฏ หรือหมายถึงการที่บุคคลรู้ธรรมด้วยลักษณะต่างๆ เช่น ความไม่เที่ยงเป็นต้น ก็ชื่อว่าปัญญาเช่นกัน | * อฏฺฐ.: ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘และรู้วิญญาณโสตะของบุรุษ อันไม่ขาดตอนทั้งสองฝ่าย คือตั้งอยู่ในโลกนี้และตั้งอยู่ในปรโลก’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๑๔๙) ย่อมปรากฏในจิตตสันตติ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้พึงทราบว่า คำว่า โสตะ นี้ หมายถึงมังสโสตะ (หูเนื้อ) |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เตน โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: การที่ถูกกำหนดไว้ ถูกตั้งไว้ ถูกนำไปสู่ ด้วยโสตะนั้นอันเป็นเหตุ หรืออันเป็นเครื่อง ชื่อว่า โสตาวธาน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: กิํ ตํ? สุตํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: สิ่งนั้นคืออะไร? คือ สุตะ (สิ่งที่ได้ยิน) |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และสุตะนั้น ได้แก่ธรรมชาตอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ตามลำดับแห่งโสตทวาร เหมือนในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) สิ่งนั้นในที่นี้ถูกเรียกว่า โสตาวธาน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่เกิดขึ้นในสุตะอันเรียกว่าโสตาวธานนั้น ชื่อว่า ปัญญาในโสตาวธาน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสงฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ปัญญา ได้แก่ ปัญญาในความหมายแห่งการทำให้แจ้งชัดอันเรียกว่าการทำให้ปรากฏแห่งอรรถนั้นๆ หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้ธรรมด้วยอาการอันมีอนิจจังเป็นต้นนั้นๆ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สุตสทฺโท ตาว สอุปสคฺโค อนุปสคฺโค จ – |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ นี้ คำว่า สุตะ มีทั้งที่มีอุปสัคและไม่มีอุปสัค ดังนี้ – |
| | |
| | * อฏฺฐ.: คมเน วิสฺสุเต ตินฺเตนุโยโคปจิเตปิ จ; สทฺเท จ โสตทฺวารานุสารญาเต จ ทิสฺสติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ย่อมปรากฏในความหมายแห่งการไป, ในความมีชื่อเสียง, ในความเปียก, ในความประกอบแน่วแน่, ในความสะสมด้วย; และในเสียง, และในสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตถา หิสฺส ‘‘เสนาย ปสุโต’’ติอาทีสุ คจฺฉนฺโตติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น ในคำว่า ‘‘ปสุโตด้วยเสนะ’’ เป็นต้น จึงมีความหมายว่า กำลังไป |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต’’ติอาทีสุ (อุทา. ๑๑; มหาว. ๕) วิสฺสุตธมฺมสฺสาติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ของผู้เห็นสุตธรรม’’ เป็นต้น (อุทาน ๑๑; มหาวรรค ๕) มีความหมายว่า ของผู้มีธรรมอันมีชื่อเสียง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺสา’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๖๕๗) ตินฺตา ตินฺตสฺสาติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อวัสสุตา ของบุรุษบุคคลผู้อวัสสุตะ’’ เป็นต้น (ปาจิตตีย์ ๖๕๗) มีความหมายว่า เปียก ของผู้ที่เปียก |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘เย ฌานปสุตา ธีรา’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๑๘๑) อนุยุตฺตาติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ผู้ที่ประกอบแน่วแน่ในฌานทั้งหลาย ผู้มีปัญญา’’ เป็นต้น (ธรรมบท ๑๘๑) มีความหมายว่า ผู้ประกอบแน่วแน่ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปก’’นฺติอาทีสุ (ขุ. ปา. ๗.๑๒; เป. ว. ๒๕) อุปจิตนฺติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘บุญอันท่านทั้งหลายสะสมไว้ไม่น้อย’’ เป็นต้น (ขุททกปาฐะ ๗.๑๒; เปตวัตถุ ๒๕) มีความหมายว่า สะสมไว้ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาต’’นฺติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๔๑) สทฺโทติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกรู้’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔๑) มีความหมายว่า เสียง |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) โสตทฺวารานุสารวิญฺญาตธโรติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘เป็นผู้พหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สะสมสุตะ’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) มีความหมายว่า ผู้ทรงสิ่งที่ถูกรู้ตามลำดับแห่งโสตทวาร |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อิธ ปนสฺส โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อุปธาริตนฺติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ มีความหมายว่า สิ่งที่ถูกรู้และถูกพิจารณาตามลำดับแห่งโสตทวาร |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ ยา เอสา เอตํ สุตํ วิญฺญาตํ อวธาริตํ สทฺธมฺมํ อารพฺภ อารมฺมณํ กตฺวา สพฺพปฐมญฺจ อปราปรญฺจ ปวตฺตา ปญฺญา, ตํ ‘‘สุตมเย ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติ, สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: คำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ หมายถึง ปัญญาใดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและเกิดขึ้นต่อๆ ไป โดยอาศัยสุตะนั้นอันถูกวิญญาณรู้และถูกกำหนดไว้ ซึ่งเป็นสัทธรรม แล้วทำให้เป็นอารมณ์ ปัญญานั้นถูกเรียกว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ มีความหมายว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สุตมเยติ จ ปจฺจตฺตวจนเมตํ, ยถา ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถา. ๑, ๑๕-๑๘)ฯ ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุ. ปา. ๖.๑๓; สุ. นิ. ๒๓๖)ฯ ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๑๖๘) ปจฺจตฺตวจนํ, เอวมิธาปิ ทฏฺฐพฺพํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ‘‘สุตมเย’’ นี้ เป็นปจุจัตตวจนะ เหมือนในคำว่า ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถาวัตถุ ๑, ๑๕-๑๘), ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุททกปาฐะ ๖.๑๓; สุตตนิบาต ๒๓๖), ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๑๖๘) ซึ่งเป็นปจุจัตตวจนะ ในที่นี้ก็พึงทราบเช่นเดียวกัน |
| | |
| | * อฏฺฐ.: เตน วุตฺตํ – ‘‘สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถ’’ติฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: เพราะฉะนั้น จึงกล่าวไว้ว่า ‘‘มีความหมายว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ’’ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: อถ วา สุเตน ปกโต ผสฺสาทิโก ธมฺมปุญฺโช สุตมโย, ตสฺมิํ สุตมเย ธมฺมปุญฺเช ปวตฺตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สุตมเย ญาณํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: หรืออีกอย่างหนึ่ง กองธรรมอันมีผัสสะเป็นต้นอันถูกทำให้เกิดขึ้นด้วยสุตะ ชื่อว่า สุตมยะ ญาณที่เกิดขึ้นในกองธรรมอันเป็นสุตมยะนั้น อันประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่า ญาณในสุตมยะ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: สภาวสามญฺญลกฺขณวเสน ธมฺเม ชานาตีติ ญาณํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: ชื่อว่า ญาณ เพราะรู้ธรรมด้วยอำนาจแห่งลักษณะอันเป็นสภาวะและสามัญ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ตํเยว ญาณํ ปริยายวจเนน อธิปฺปายปกาสนตฺถํ อนิยเมน ‘‘ปญฺญา’’ติ วตฺวา ปจฺฉา อธิปฺเปตํ ‘‘ญาณ’’นฺติ นิยเมตฺวา วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ญาณนั้นนั่นเอง ถูกกล่าวไว้โดยไม่กำหนดด้วยคำว่า ‘‘ปัญญา’’ เพื่อแสดงอธิบายด้วยคำพูดที่เป็นปริยาย แล้วภายหลังจึงกำหนดลงว่า ‘‘ญาณ’’ อันเป็นสิ่งที่ประสงค์ไว้ |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ญาณญฺจ นาม สภาวปฏิเวธลกฺขณํ, อกฺขลิตปฏิเวธลกฺขณํ วา กุสลิสฺสาสขิตฺตอุสุปฏิเวโธ วิย, วิสโยภาสนรสํ ปทีโป วิย, อสมฺโมหปจฺจุปฏฺฐานํ อรญฺญคตสุเทสโก วิยฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: และญาณนั้นมีลักษณะคือการแทงตลอดสภาวะ หรือมีลักษณะคือการแทงตลอดโดยไม่พลาด เหมือนการยิงลูกศรของนักยิงผู้ชำนาญที่ไม่พลาด มีรสคือการทำให้วิสัยสว่าง เหมือนประทีป มีปัจจุปัฏฐานคือความไม่หลง เหมือนผู้ชี้ทางในป่า |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ‘‘สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูตํ ปชานาตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๗๑) วจนโต สมาธิปทฏฺฐานํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: มีบทฐานคือสมาธิ เพราะคำว่า ‘‘ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ตามเป็นจริง’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๑๐๗๑) |
| | |
| | * อฏฺฐ.: ลกฺขณาทีสุ หิ สภาโว วา สามญฺญํ วา ลกฺขณํ นาม, กิจฺจํ วา สมฺปตฺติ วา รโส นาม, อุปฏฺฐานากาโร วา ผลํ วา ปจฺจุปฏฺฐานํ นาม, อาสนฺนการณํ ปทฏฺฐานํ นามาติ เวทิตพฺพํฯ |
| | * อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ในลักษณะเป็นต้นนั้น สภาวะหรือสามัญ ชื่อว่า ลักษณะ กิจหรือความสำเร็จ ชื่อว่า รส อาการที่ปรากฏขึ้นหรือผล ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน เหตุอันใกล้ ชื่อว่า ปทัฏฐาน |
| | |
| | == [๒] สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟังแล้ว เป็นญาณอันเกิดจากศีล'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญาติ –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา''' นั้น หมายความว่า –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปาติโมกฺโข สตี เจว, ญาณํ ขนฺติ ตเถว จ;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''ปาติโมกข์''' และ '''สติ''' ด้วย '''ญาณ''' และ '''ขันติ''' เช่นเดียวกันด้วย;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''วีริยํ ปญฺจิเม ธมฺมา, สํวราติ ปกาสิตาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''วิริยะ''' ธรรมทั้ง ๕ เหล่านี้ ทรงแสดงว่าเป็น '''สังวร''' (ความสำรวม)'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมฺปนฺโน สมนฺนาคโต’’ติ (วิภ. ๕๑๑) อาคโต ปาติโมกฺขสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาในพระบาลีว่า ‘‘ด้วยปาติโมกขสังวรนี้ ย่อมเป็นผู้ประกอบแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว เป็นผู้เข้าถึงแล้ว เป็นผู้เข้าถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้เกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้ถึงพร้อมแล้ว เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วย’’ (วิภังค์ ๕๑๑) นี้คือ '''ปาติโมกขสังวร''' ที่มาแล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหีฯ ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ, ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ, รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ, จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชตี’’ติอาทินา (ที. นิ. ๑.๒๑๓; ม. นิ. ๑.๒๙๕; สํ. นิ. ๔.๒๓๙; อ. นิ. ๓.๑๖) นเยน อาคโต สติสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘เมื่อเห็นรูปด้วยจักษุ ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งนิมิต ย่อมไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งอนุพยัญชนะ เหตุใดที่อินทรีย์คือจักษุอันไม่สำรวมพึงอยู่ ธรรมทั้งหลายอันลามก เป็นอกุศล คืออภิชฌาและโทมนัส พึงไหลตามเข้าไป ย่อมปฏิบัติเพื่อความสำรวมแห่งอินทรีย์นั้น ย่อมรักษาจักษุนทรีย์ ย่อมเข้าถึงความสำรวมในจักษุนทรีย์’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๒๑๓; มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕; สังยุตตนิกาย ๔.๒๓๙; อังคุตตรนิกาย ๓.๑๖) นี้คือ '''สติสังวร''' ที่มาแล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมิํ (อชิตาติ ภควา),''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาว่า ‘‘โสตะใดๆ ในโลก (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าอชิตะ)'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สติ เตสํ นิวารณํ;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''สติ''' เป็นเครื่องป้องกันแห่งโสตะเหล่านั้น;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ, ปญฺญาเยเต ปิธียเร’’ติ ฯ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉา ๖๐; สุ. นิ. ๑๐๔๑) –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เรากล่าวความสำรวมแห่งโสตะทั้งหลาย โสตะเหล่านี้ย่อมถูกปิดด้วยปัญญา’’ ดังนี้ ฯ (จุฬนิเทศ อชิตมาณวปุจฉา ๖๐; สุตตนิบาต ๑๐๔๑) –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อาคโต ญาณสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''นี้คือ '''ญาณสังวร''' ที่มาแล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘กตเม จ, ภิกฺขเว, อาสวา ปฏิเสวนา ปหาตพฺพา? อิธ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ปฏิสงฺขา โยนิโส จีวรํ ปฏิเสวตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๓; อ. นิ. ๖.๕๘) นเยน อาคโต ปจฺจยปฏิเสวนาสํวโร, โสปิ ญาณสํวเรเนว สงฺคหิโตฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่าไหนเล่าที่พึงละด้วยการเสพ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพจีวรโดยแยบคายด้วยการพิจารณา’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๓; อังคุตตรนิกาย ๖.๕๘) นี้คือ '''ปัจจยปฏิเสวนาสังวร''' ที่มาแล้ว และสังวรนั้นก็สงเคราะห์เข้าในญาณสังวรนั่นเอง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ขโม โหติ สีตสฺส อุณฺหสฺส ชิฆจฺฉาย ปิปาสาย ฑํสมกสวาตาตปสริสปสมฺผสฺสานํ ทุรุตฺตานํ ทุราคตานํ วจนปถานํ อุปฺปนฺนานํ สารีริกานํ เวทนานํ ทุกฺขานํ ติพฺพานํ ขรานํ กฏุกานํ อสาตานํ อมนาปานํ ปาณหรานํ อธิวาสกชาติโก โหตี’’ติ (ม. นิ. ๑.๒๔; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) อาคโต ขนฺติสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาว่า ‘‘ย่อมเป็นผู้อดทนต่อความเย็น ความร้อน ความหิว ความกระหาย การถูกเหลือบยุงลมแดดและสัตว์เลื้อยคลานสัมผัส คำพูดที่พูดชั่ว คำพูดที่มาถึงโดยไม่ดี เวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นทุกข์ แรงกล้า เผ็ดร้อน ขมขื่น ไม่น่าพอใจ ไม่น่ารัก ทำลายชีวิต ย่อมเป็นผู้มีปกติอดทน’’ (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔; อังคุตตรนิกาย ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นี้คือ '''ขันติสังวร''' ที่มาแล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๖; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นเยน อาคโต วีริยสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาโดยนัยว่า ‘‘ย่อมไม่อดกลั้นกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้สิ้นสุด ย่อมทำให้ถึงความไม่มี’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๖; อังคุตตรนิกาย ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นี้คือ '''วิริยสังวร''' ที่มาแล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘อิธ อริยสาวโก มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๘) อาคโต อาชีวปาริสุทฺธิสํวโร, โสปิ วีริยสํวเรเนว สงฺคหิโตฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่มาว่า ‘‘อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละมิจฉาอาชีวะแล้ว ย่อมเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๘) นี้คือ '''อาชีวปาริสุทธิสังวร''' ที่มาแล้ว และสังวรนั้นก็สงเคราะห์เข้าในวิริยสังวรนั่นเอง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เตสุ สตฺตสุ สํวเรสุ ปาติโมกฺขสํวรอินฺทฺริยสํวรอาชีวปาริสุทฺธิปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาตา จตฺตาโร สํวรา อิธาธิปฺเปตา, เตสุ จ วิเสเสน ปาติโมกฺขสํวโรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในบรรดาสังวรทั้ง ๗ เหล่านั้น สังวร ๔ คือ '''ปาติโมกขสังวร อินทรียสังวร อาชีวปาริสุทธิสังวร''' และ '''ปัจจยปฏิเสวนาสังวร''' ที่หมายถึงในที่นี้ และในบรรดาสังวรเหล่านั้น โดยพิเศษคือ '''ปาติโมกขสังวร''''' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สพฺโพปิ จายํ สํวโร ยถาสกํ สํวริตพฺพานํ กายทุจฺจริตาทีนํ สํวรณโต สํวโรติ วุจฺจติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''และสังวรทั้งหมดนี้ ย่อมเรียกว่า '''สังวร''' เพราะการสำรวมซึ่งกายทุจริตเป็นต้นอันพึงสำรวมตามสมควรแก่ตน'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สุตมยญาเณ วุตฺตํ ธมฺมํ สุตฺวา สํวรนฺตสฺส สํวรํ กโรนฺตสฺส ตสฺมิํ สํวเร ปวตฺตา ตํสมฺปยุตฺตา ปญฺญา ‘‘สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา’’ติ วุตฺตาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ปัญญาที่ประกอบกับสังวรนั้น อันเป็นไปในสังวรนั้น ของผู้ที่ฟังธรรมอันกล่าวไว้ในสุตมยญาณแล้ว ย่อมสำรวม ย่อมทำซึ่งความสำรวม ปัญญานั้น เรียกว่า ‘‘ปัญญาในความสำรวมที่ได้ฟังแล้ว’’'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อถ วา เหตุอตฺเถ สุตฺวาติ วจนสฺส สมฺภวโต สุตเหตุนา สํวเร ปญฺญาติปิ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง เพราะคำว่า '''สุตฺวา''' มีความหมายในฐานะเป็นเหตุได้ ดังนั้น ความหมายว่า ปัญญาในความสำรวมเพราะเหตุแห่งการฟัง ก็มีได้'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สีลมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สีลนฺติ สีลนฏฺเฐน สีลํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สีลมเย ญาณํ''' ในที่นี้ '''สีล''' คือศีลในความหมายว่าเป็นสภาพที่ตั้งมั่น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''กิมิทํ สีลนํ นาม? สมาธานํ วา, กายกมฺมาทีนํ สุสีลฺยวเสน อวิปฺปกิณฺณตาติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อะไรชื่อว่า '''สีลนะ''' (การตั้งมั่น) นี้? คือการตั้งไว้ด้วยดี หรือ ความไม่กระจัดกระจายแห่งกายกรรมเป็นต้น โดยความเป็นสุศีล นั่นคือความหมาย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อุปธารณํ วา, กุสลานํ ธมฺมานํ ปติฏฺฐาวเสน อาธารภาโวติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''หรือคือการรองรับ คือความเป็นที่อาศัยโดยความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นคือความหมาย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เอตเทว หิ เอตฺถ อตฺถทฺวยํ สทฺทลกฺขณวิทู อนุชานนฺติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความหมายทั้งสองอย่างนี้แหละ ในที่นี้ ท่านผู้รู้ลักษณะแห่งศัพท์ย่อมอนุญาต'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อญฺเญ ปน ‘‘อธิเสวนฏฺเฐน อาจารฏฺเฐน ตสฺสีลฏฺเฐน สิรฏฺเฐน สีตลฏฺเฐน สิวฏฺเฐน สีล’’นฺติ วณฺณยนฺติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนท่านอื่นพรรณนาว่า ‘‘ศีลในความหมายว่าเป็นความเคยชิน ในความหมายว่าเป็นอาจาระ ในความหมายว่าเป็นสภาพของตน ในความหมายว่าเป็นศีรษะ ในความหมายว่าเป็นความเย็น ในความหมายว่าเป็นสิวะ’’'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สีลนํ ลกฺขณํ ตสฺส, ภินฺนสฺสาปิ อเนกธา;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''สีลนะ''' เป็นลักษณะของศีลนั้น แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่าง;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สนิทสฺสนตฺตํ รูปสฺส, ยถา ภินฺนสฺส เนกธาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เหมือนความเป็นสภาพที่เห็นได้แห่งรูป แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่าง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ยถา หิ นีลปีตาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ รูปายตนสฺส สนิทสฺสนตฺตํ ลกฺขณํ นีลาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สนิทสฺสนภาวานติกฺกมนโต, ตถา สีลสฺส เจตนาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ ยเทตํ กายกมฺมาทีนํ สมาธานวเสน กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ปติฏฺฐานวเสน วุตฺตํ สีลนํ, ตเทว ลกฺขณํ เจตนาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สมาธานปติฏฺฐานภาวานติกฺกมนโตฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า เหมือนอย่างที่รูปายตนะ แม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่างโดยเภทแห่งสีเขียว สีเหลืองเป็นต้น ความเป็นสภาพที่เห็นได้เป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นสภาพที่เห็นได้ แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งสีเขียวเป็นต้น ฉันใด ศีลแม้จะแตกแยกเป็นหลายอย่างโดยเภทแห่งเจตนาเป็นต้น สีลนะอันกล่าวไว้โดยความเป็นที่ตั้งมั่นแห่งกายกรรมเป็นต้น และโดยความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นแหละเป็นลักษณะ เพราะไม่ล่วงพ้นความเป็นที่ตั้งมั่นและความเป็นที่ตั้ง แม้จะแตกแยกโดยเภทแห่งเจตนาเป็นต้น ฉันนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เอวํลกฺขณสฺส ปนสฺส –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนศีลที่มีลักษณะอย่างนี้ –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนตา, อนวชฺชคุโณ ตถา;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ความเป็นผู้ทำลายทุศีล ความเป็นคุณอันไม่มีโทษ เช่นเดียวกัน;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''กิจฺจสมฺปตฺติ อตฺเถน, รโส นาม ปวุจฺจติ’’ฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''โดยความหมายแห่งกิจและสมบัติ เรียกว่า '''รส''' ’’'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺมา อิทํ สีลํ นาม กิจฺจฏฺเฐน รเสน ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนรสํ, สมฺปตฺติอตฺเถน รเสน อนวชฺชรสนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น ศีลนี้พึงทราบว่า มีรสคือการทำลายทุศีล โดยความหมายแห่งกิจ มีรสคือความไม่มีโทษ โดยความหมายแห่งสมบัติ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''โสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ , ตยิทํ ตสฺส วิญฺญุหิ;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''โสเจยยะ''' เป็นปัจจุบันฐาน ศีลนั้นอันวิญญูชนทั้งหลาย;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''โอตฺตปฺปญฺจ หิรี เจว, ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํฯ –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''โอตตัปปะ''' และ '''หิรี''' ด้วย ย่อมพรรณนาว่าเป็น '''ปทัฏฐาน''' –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตยิทํ สีลํ ‘‘กายโสเจยฺยํ วจีโสเจยฺยํ มโนโสเจยฺย’’นฺติ (อิติวุ. ๖๖) เอวํ วุตฺตโสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ, สุจิภาเวน ปจฺจุปฏฺฐาติ คหณภาวํ คจฺฉติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ศีลนั้นมี '''โสเจยยะ''' อันกล่าวไว้ว่า ‘‘กายโสเจยยะ วจีโสเจยยะ มโนโสเจยยะ’’ (อิติวุตตกะ ๖๖) เป็นปัจจุบันฐาน ย่อมปรากฏโดยความเป็นความสะอาด ย่อมถึงซึ่งความเป็นที่ถือเอา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''หิโรตฺตปฺปญฺจ ปน ตสฺส วิญฺญูหิ ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํ, อาสนฺนการณนฺติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ส่วน '''หิโรตตัปปะ''' อันวิญญูชนทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น ความหมายว่าเป็นเหตุอันใกล้'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''หิโรตฺตปฺเป หิ สติ สีลํ อุปฺปชฺชติ เจว ติฏฺฐติ จ, อสติ เนว อุปฺปชฺชติ น ติฏฺฐตีติ เอวํวิเธน สีเลน สหคตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สีลมเย ญาณํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะเมื่อหิโรตตัปปะมีอยู่ ศีลย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมตั้งอยู่ด้วย เมื่อไม่มี ย่อมไม่เกิดขึ้น และย่อมไม่ตั้งอยู่ ดังนั้น ญาณที่ไปด้วยกันกับศีลอันมีประการอย่างนี้ ที่ประกอบกับศีลนั้น ชื่อว่า '''สีลมยญาณ''''' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อถ วา สีลเมว ปกตํ สีลมยํ, ตสฺมิํ สีลมเย ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง ศีลนั่นเองอันสำเร็จแล้ว ชื่อว่าสีลมัย ญาณที่ประกอบกับสีลมัยนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อสํวเร อาทีนวปจฺจเวกฺขณา จ, สํวเร อานิสํสปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรปาริสุทฺธิปจฺจเวกฺขณา จ, สํวรสํกิเลสโวทานปจฺจเวกฺขณา จ สีลมยญาเณเนว สงฺคหิตาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''และการพิจารณาโทษในความไม่สำรวมด้วย และการพิจารณาอานิสงส์ในความสำรวมด้วย และการพิจารณาความบริสุทธิ์แห่งความสำรวมด้วย และการพิจารณาความเศร้าหมองและความหมดจดแห่งความสำรวมด้วย ย่อมสงเคราะห์เข้าในสีลมยญาณนั่นเอง'' |
| | |
| | == [๓] สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามเย ญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามเย ญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความตั้งมั่นอันได้สำรวมแล้ว เป็นญาณอันเกิดจากการเจริญสมาธิ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญาติ สีลมยญาเณ วุตฺตสีลสํวเรน สํวริตฺวา สํวรํ กตฺวา สีเล ปติฏฺฐาย สมาทหนฺตสฺส อุปจารปฺปนาวเสน จิตฺเตกคฺคตํ กโรนฺตสฺส ตสฺมิํ สมาทหเน ปวตฺตา ตํสมฺปยุตฺตา ปญฺญาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา''' นั้น หมายความว่า ปัญญาที่ประกอบกับความตั้งมั่นนั้น อันเป็นไปในความตั้งมั่นนั้น ของผู้ที่สำรวมแล้วด้วยศีลสังวรอันกล่าวไว้ในสีลมยญาณ ทำซึ่งความสำรวมแล้ว ตั้งมั่นในศีลแล้ว ย่อมตั้งมั่น ย่อมทำความเป็นจิตที่มีอารมณ์เดียวโดยอุปจารและอัปปนา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สมํ สมฺมา จ อาทหนํ ฐปนนฺติ จ สมาทหนํ, สมาธิสฺเสเวตํ ปริยายวจนํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''การตั้งไว้โดยเสมอและโดยชอบ และการวางไว้ ชื่อว่า '''สมาทหนะ''' คำนี้เป็นคำไวพจน์ของสมาธินั่นเอง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สมาธิภาวนามเย ญาณนฺติ เอตฺถ กุสลจิตฺเตกคฺคตา สมาธิฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''สมาธิภาวนามเย ญาณํ''' ในที่นี้ '''สมาธิ''' คือความเป็นจิตที่มีอารมณ์เดียวอันเป็นกุศล'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เกนฏฺเฐน สมาธิ? สมาธานฏฺเฐน สมาธิฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''สมาธิในความหมายอะไร? สมาธิในความหมายว่าเป็นสภาพที่ตั้งมั่น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''กิมิทํ สมาธานํ นาม? เอการมฺมเณ จิตฺตเจตสิกานํ สมํ สมฺมา จ อาธานํ, ฐปนนฺติ วุตฺตํ โหติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อะไรชื่อว่า '''สมาธานะ''' นี้? คือการตั้งไว้โดยเสมอและโดยชอบ และการวางไว้แห่งจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์อันเดียว ดังที่กล่าวไว้แล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺมา ยสฺส ธมฺมสฺสานุภาเวน เอการมฺมเณ จิตฺตเจตสิกา สมํ สมฺมา จ อวิกฺขิปมานา อวิปฺปกิณฺณา จ หุตฺวา ติฏฺฐนฺติ, อิทํ สมาธานนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า สมาธานะนี้ คือธรรมใดที่มีอำนาจให้จิตและเจตสิกทั้งหลายตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวโดยเสมอและโดยชอบ เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านและไม่กระจัดกระจาย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺส โข ปน สมาธิสฺส –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนสมาธินั้น –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ลกฺขณํ ตุ อวิกฺเขโป, วิกฺเขปวิทฺธํสนํ รโส;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''ลักษณะ''' คือความไม่ฟุ้งซ่าน '''รส''' คือการทำลายความฟุ้งซ่าน;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อกมฺปนมุปฏฺฐานํ, ปทฏฺฐานํ สุขํ ปนฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''ปัจจุบันฐาน''' คือความไม่หวั่นไหว ส่วน '''ปทัฏฐาน''' คือสุข'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ภาวียติ วฑฺฒียตีติ ภาวนา, สมาธิ เอว ภาวนา สมาธิภาวนา, สมาธิสฺส วา ภาวนา วฑฺฒนา สมาธิภาวนาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''สิ่งที่ถูกเจริญ ถูกทำให้เจริญ ชื่อว่า '''ภาวนา''' สมาธินั่นเองเป็นภาวนา ชื่อว่า '''สมาธิภาวนา''' หรือการเจริญ การทำให้เจริญแห่งสมาธิ ชื่อว่า '''สมาธิภาวนา''''' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สมาธิภาวนาวจเนน อญฺญํ ภาวนํ ปฏิกฺขิปติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ด้วยคำว่าสมาธิภาวนา ย่อมปฏิเสธภาวนาอื่น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปุพฺเพ วิย อุปจารปฺปนาวเสน สมาธิภาวนามเย ญาณํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ญาณอันเกิดจากการเจริญสมาธิโดยอุปจารและอัปปนา เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ก่อน'' |
| | |
| | == [๔] ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ == |
| | |
| | * ปิฏก.: '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํฯ''' |
| | * ปิฏก.แปล: ''ปัญญาในความกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐิติญาณ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญาติ เอตฺถ ปฏิจฺจ ผลเมตีติ ปจฺจโยฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา''' ในที่นี้ '''ปัจจัย''' คือสิ่งที่อาศัยแล้วผลย่อมมาถึง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปฏิจฺจาติ น วินา เตน, อปจฺจกฺขิตฺวาติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ปฏิจฺจ''' หมายความว่า ไม่เว้นจากสิ่งนั้น ไม่ละทิ้งสิ่งนั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''เอตีติ อุปฺปชฺชติ เจว ปวตฺตติ จาติ อตฺโถฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''เอติ''' หมายความว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมเป็นไปด้วย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อปิจ อุปการกตฺโถ ปจฺจยตฺโถ, ตสฺส ปจฺจยสฺส พหุวิธตฺตา ปจฺจยานํ ปริคฺคเห ววตฺถาปเน จ ปญฺญา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''อีกอย่างหนึ่ง ความหมายแห่งปัจจัยคือความหมายแห่งผู้เกื้อกูล เพราะความที่มีหลายอย่างแห่งปัจจัยนั้น ปัญญาในความกำหนดและการกำหนดแน่นอนแห่งปัจจัยทั้งหลาย ชื่อว่าปัญญาในความกำหนดปัจจัย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ธมฺมฏฺฐิติญาณนฺติ เอตฺถ ธมฺมสทฺโท ตาว สภาวปญฺญาปุญฺญปญฺญตฺติอาปตฺติปริยตฺตินิสฺสตฺตตาวิการคุณปจฺจยปจฺจยุปฺปนฺนาทีสุ ทิสฺสติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''คำว่า '''ธมฺมฏฺฐิติญาณํ''' ในที่นี้ ศัพท์ว่า '''ธมฺม''' ย่อมปรากฏในความหมายว่า สภาวะ ปัญญา บุญ บัญญัติ อาบัติ ปริยัติ ความไม่มีสัตว์ วิการ คุณ ปัจจัย และปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นต้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อยญฺหิ ‘‘กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ติกมาติกา ๑) สภาเว ทิสฺสติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ศัพท์นี้ย่อมปรากฏในความหมายว่าสภาวะ ในประโยคว่า ‘‘กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ติกมาติกา ๑)'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา, สทฺธสฺส ฆรเมสิโน;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ผู้ใดมีธรรม ๔ เหล่านี้ ผู้มีศรัทธาผู้แสวงหาเรือน;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค, ส เว เปจฺจ น โสจตี’’ติฯ (สุ. นิ. ๑๙๐) –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''สัจจะ ธรรม ธิติ จาคะ ผู้นั้นเมื่อละไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก’’ ดังนี้ ฯ (สุตตนิบาต ๑๙๐) –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อาทีสุ ปญฺญายํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เป็นต้น ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัญญา'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ, อุโภ สมวิปากิโน;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ธรรมและอธรรมทั้งสอง ไม่มีวิบากเสมอกัน;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อธมฺโม นิรยํ เนติ, ธมฺโม ปาเปติ สุคฺคติ’’นฺติฯ (เถรคา. ๓๐๔) –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''อธรรม''' ย่อมนำไปสู่นรก '''ธรรม''' ย่อมให้ถึงสุคติ’’ ดังนี้ ฯ (เถรคาถา ๓๐๔) –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อาทีสุ ปุญฺเญฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เป็นต้น ย่อมปรากฏในความหมายว่าบุญ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ปญฺญตฺติธมฺมา นิรุตฺติธมฺมา อธิวจนธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ทุกมาติกา ๑๐๖-๑๐๘) ปญฺญตฺติยํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘บัญญัติธรรม นิรุตติธรรม อธิวจนธรรม’’ เป็นต้น (ธัมมสังคณี ทุกมาติกา ๑๐๖-๑๐๘) ย่อมปรากฏในความหมายว่าบัญญัติ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ปาราชิกา ธมฺมา สงฺฆาทิเสสา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ปารา. ๒๓๓-๒๓๔) อาปตฺติยํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ปาราชิกธรรม สังฆาทิเสสธรรม’’ เป็นต้น (ปาราชิก ๒๓๓-๒๓๔) ย่อมปรากฏในความหมายว่าอาบัติ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘อิธ ภิกฺขุ ธมฺมํ ชานาติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณ’’นฺติอาทีสุ (อ. นิ. ๕.๗๓) ปริยตฺติยํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรม คือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ’’ เป็นต้น (อังคุตตรนิกาย ๕.๗๓) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปริยัติ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ตสฺมิํ โข ปน สมเย ธมฺมา โหนฺติ (ธ. ส. ๑๒๑)ฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรตี’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๒.๓๗๓; ม. นิ. ๑.๑๑๕) นิสฺสตฺตตายํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ในสมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี (ธัมมสังคณี ๑๒๑) ย่อมอยู่พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๒.๓๗๓; มัชฌิมนิกาย ๑.๑๑๕) ย่อมปรากฏในความหมายว่าความไม่มีสัตว์'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ชาติธมฺมา ชราธมฺมา มรณธมฺมา’’ติอาทีสุ (อ. นิ. ๑๐.๑๐๗) วิกาเรฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม’’ เป็นต้น (อังคุตตรนิกาย ๑๐.๑๐๗) ย่อมปรากฏในความหมายว่าวิการ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ฉนฺนํ พุทฺธธมฺมาน’’นฺติอาทีสุ (มหานิ. ๕๐) คุเณฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘แห่งพุทธธรรม ๖’’ เป็นต้น (มหานิเทศ ๕๐) ย่อมปรากฏในความหมายว่าคุณ'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘เหตุมฺหิ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา’’ติอาทีสุ (วิภ. ๗๒๐) ปจฺจเยฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ญาณในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๗๒๐) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัจจัย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘ฐิตาว สา ธาตุ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา’’ติอาทีสุ (สํ. นิ. ๒.๒๐; อ. นิ. ๓.๑๓๗) ปจฺจยุปฺปนฺเนฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในประโยคว่า ‘‘ธาตุนั้นตั้งอยู่นั่นเอง ความเป็นธรรมที่ตั้งอยู่ ความเป็นธรรมที่มีกฎแน่นอน’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๒.๒๐; อังคุตตรนิกาย ๓.๑๓๗) ย่อมปรากฏในความหมายว่าปัจจัยที่เกิดขึ้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สฺวายมิธาปิ ปจฺจยุปฺปนฺเน ทฏฺฐพฺโพฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ศัพท์นี้ในที่นี้ก็พึงเห็นในความหมายว่าปัจจัยที่เกิดขึ้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อตฺถโต ปน อตฺตโน สภาวํ ธาเรนฺตีติ วา, ปจฺจเยหิ ธารียนฺตีติ วา, อตฺตโน ผลํ ธาเรนฺตีติ วา, อตฺตโน ปริปูรกํ อปาเยสุ อปตมานํ ธาเรนฺตีติ วา, สกสกลกฺขเณ ธาเรนฺตีติ วา, จิตฺเตน อวธารียนฺตีติ วา ยถาโยคํ ธมฺมาติ วุจฺจนฺติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ส่วนโดยอรรถ ย่อมเรียกว่า '''ธรรม''' ตามสมควร คือ สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน หรือสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยปัจจัยทั้งหลาย หรือสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งผลของตน หรือสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งผู้ที่ทำให้บริบูรณ์ของตนไม่ให้ตกไปในอบาย หรือสิ่งที่ทรงไว้ในลักษณะเฉพาะของตน หรือสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยจิต'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อิธ ปน อตฺตโน ปจฺจเยหิ ธารียนฺตีติ ธมฺมา, ปจฺจยสมุปฺปนฺนา ธมฺมา ติฏฺฐนฺติ อุปฺปชฺชนฺติ เจว ปวตฺตนฺติ จ เอตายาติ ธมฺมฏฺฐิติ, ปจฺจยธมฺมานเมตํ อธิวจนํ ฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ในที่นี้ ส่วนสิ่งที่ถูกทรงไว้ด้วยปัจจัยของตน ชื่อว่า '''ธรรม''' ธรรมทั้งหลายที่เกิดจากปัจจัยย่อมตั้งอยู่ ย่อมเกิดขึ้นด้วย และย่อมเป็นไปด้วย เพราะธรรมนี้ ชื่อว่า '''ธัมมัฏฐิติ''' คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺสํ ธมฺมฏฺฐิติยํ ญาณํ ธมฺมฏฺฐิติญาณํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ญาณในธัมมัฏฐิตินั้น ชื่อว่า '''ธัมมัฏฐิติญาณ''''' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''อิทญฺหิ สมาธิภาวนามยญาเณ วุตฺตสมาธินา สมาหิเตน จิตฺเตน ยถาภูตญาณทสฺสนตฺถาย โยคมารภิตฺวา ววตฺถาปิตนามรูปสฺส เตสํ นามรูปานํ ปจฺจยปริคฺคหปริยายํ ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อุปฺปชฺชติฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า ญาณนี้ย่อมเกิดขึ้น ด้วยจิตที่ตั้งมั่นด้วยสมาธิอันกล่าวไว้ในสมาธิภาวนามยญาณ เมื่อเริ่มประกอบเพื่อญาณทัสสนะตามความเป็นจริง แห่งนามรูปที่กำหนดแน่นอนแล้ว โดยเป็นทางแห่งความกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปเหล่านั้น'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘นามรูปววตฺถาเน ญาณ’’นฺติ อวตฺวา เอว กสฺมา ‘‘ธมฺมฏฺฐิติญาณ’’นฺติ วุตฺตนฺติ เจ?''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ถ้าถามว่า เหตุใดจึงไม่กล่าวว่า ‘‘ญาณในความกำหนดนามรูป’’ แต่กล่าวว่า ‘‘ธัมมัฏฐิติญาณ’’ เล่า?'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปจฺจยปริคฺคเหเนว ปจฺจยสมุปฺปนฺนปริคฺคหสฺส สิทฺธตฺตาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความที่ความกำหนดสิ่งที่เกิดจากปัจจัยสำเร็จได้ด้วยความกำหนดปัจจัยนั่นเอง'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ปจฺจยสมุปฺปนฺเน หิ อปริคฺคหิเต ปจฺจยปริคฺคโห น สกฺกา โหติ กาตุํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะว่า เมื่อสิ่งที่เกิดจากปัจจัยยังไม่ถูกกำหนด ความกำหนดปัจจัยย่อมทำไม่ได้'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺมา ธมฺมฏฺฐิติญาณคหเณเนว ตสฺส เหตุภูตํ ปุพฺเพ สิทฺธํ นามรูปววตฺถานญาณํ วุตฺตเมว โหตีติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ด้วยการถือเอาธัมมัฏฐิติญาณนั่นเอง ญาณในความกำหนดนามรูปอันเป็นเหตุของญาณนั้น ซึ่งสำเร็จมาก่อนแล้วย่อมถูกกล่าวไว้แล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''กสฺมา ทุติยตติยญาณํ วิย ‘‘สมาทหิตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา’’ติ น วุตฺตนฺติ เจ?''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ถ้าถามว่า เหตุใดจึงไม่กล่าวว่า ‘‘ปัญญาในความกำหนดปัจจัยอันได้ตั้งมั่นแล้ว’’ เหมือนอย่างญาณที่ ๒ และที่ ๓ เล่า?'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''สมถวิปสฺสนานํ ยุคนทฺธตฺตาฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะความที่สมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''‘‘สมาทหิตฺวา ยถา เจ วิปสฺสติ, วิปสฺสมาโน ตถา เจ สมาทเห;''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''‘‘ถ้าเมื่อตั้งมั่นแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นฉันใด เมื่อพิจารณาเห็นแล้ว ย่อมตั้งมั่นฉันนั้น;'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''วิปสฺสนา จ สมโถ ตทา อหุ, สมานภาคา ยุคนทฺธา วตฺตเร’’ติฯ –''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: '''''วิปัสสนา''' และ '''สมถะ''' ในเวลานั้นย่อมมี เป็นส่วนเสมอกัน ย่อมเป็นไปเป็นคู่กัน’’ ดังนี้ –'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''หิ วุตฺตํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''ดังที่กล่าวไว้แล้ว'' |
| | |
| | * อฏฺฐ.: '''ตสฺมา สมาธิํ อวิสฺสชฺเชตฺวา สมาธิญฺจ ญาณญฺจ ยุคนทฺธํ กตฺวา ยาว อริยมคฺโค, ตาว อุสฺสุกฺกาเปตพฺพนฺติ ญาปนตฺถํ ‘‘ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณ’’มิจฺเจว วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ''' |
| | * อฏฺฐ.แปล: ''เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า เพื่อให้รู้ว่า พึงยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นไปจนถึงอริยมรรค โดยไม่ละสมาธิ ทำสมาธิและญาณให้เป็นคู่กัน จึงกล่าวไว้เพียงว่า ‘‘ปัญญาในความกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐิติญาณ’’ ดังนี้'' |