th:45:1

**นี่คือเอกสารรุ่น/ฉบับเก่า**


  • ปิฏก.: โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํฯ
  • ปิฏก.แปล: ปัญญาในโสตาวธาน เป็นญาณอันเกิดจากสุตะ
  • อฏฺฐ.: ตตฺถ อุทฺเทเส ตาว โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ โสตสทฺโท อเนกตฺถปฺปเภโทฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในที่นั้น ในอุทเทสก่อน ว่า ‘‘โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ’’ ดังนี้ ในที่นี้ สัททะว่า ‘‘โสตะ’’ มีประเภทแห่งอรรถอันมากหลาย
  • อฏฺฐ.: ตถา เหส –

มํสวิญฺญาณญาเณสุ, ตณฺหาทีสุ จ ทิสฺสติ; ธารายํ อริยมคฺเค, จิตฺตสนฺตติยมฺปิ จฯ

  • อฏฺฐ.แปล: เพราะสัททะนั้นย่อมปรากฏดังนี้ คือ ย่อมปรากฏในมังสะ ในวิญญาณ ในญาณ ในตัณหาเป็นต้น และในธารา ในอริยมรรค และแม้ในจิตตสันตติ
  • อฏฺฐ.: ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’นฺติอาทีสุ (วิภ. ๑๕๗) หิ อยํ โสตสทฺโท มํสโสเต ทิสฺสติฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะในคำว่า ‘‘โสตายตนํ โสตธาตุ โสตินฺทฺริย’’ เป็นต้น (วิภังค์ ๑๕๗) สัททะว่า ‘‘โสตะ’’ นี้ ย่อมปรากฏในโสตะอันเป็นมังสะ
  • อฏฺฐ.: ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๙๕) โสตวิญฺญาเณฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘โสเตน สทฺทํ สุตฺวา’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๙๕) ย่อมปรากฏในโสตวิญญาณ
  • อฏฺฐ.: ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๕๖) ญาณโสเตฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๓๕๖) ย่อมปรากฏในโสตะอันเป็นญาณ
  • อฏฺฐ.: ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ติอาทีสุ (จูฬนิ. อชิตมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๔) ตณฺหาทีสุ ปญฺจสุ ธมฺเมสุฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ ปกิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภตฺตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิฯ เสยฺยถิทํ – ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต’’ เป็นต้น (จูฬนิทเทส อชิตมาณวปุจฉานิทเทส ๔) ย่อมปรากฏในธรรม ๕ ประการ คือ ตัณหาเป็นต้น
  • อฏฺฐ.: ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’นฺติอาทีสุ (สํ. นิ. ๔.๒๔๑) อุทกธารายํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อทฺทสา โข ภควา มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมาน’’ เป็นต้น (สังยุตตนิกาย ๔.๒๔๑) ย่อมปรากฏในธาราแห่งน้ำ
  • อฏฺฐ.: ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ติอาทีสุ อริยมคฺเคฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อริยสฺเสตํ, อาวุโส, อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ, ยทิทํ โสโต’’ เป็นต้น ย่อมปรากฏในอริยมรรค
  • อฏฺฐ.: ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๑๔๙) จิตฺตสนฺตติยํ ฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ปุริสสฺส จ วิญฺญาณโสตํ ปชานาติ อุภยโต อพฺโพจฺฉินฺนํ อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจ ปรโลเก ปติฏฺฐิตญฺจา’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๓.๑๔๙) ย่อมปรากฏในจิตตสันตติ
  • อฏฺฐ.: อิธ ปนายํ มํสโสเต ทฏฺฐพฺโพฯ
  • อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ สัททะว่า ‘‘โสตะ’’ นี้ พึงเห็นในโสตะอันเป็นมังสะ
  • อฏฺฐ.: เตน โสเตน เหตุภูเตน, กรณภูเตน วา อวธียติ อวตฺถาปียติ อปฺปียตีติ โสตาวธานํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ย่อมอวธารณ์ อวัฏฐาปนะ อัปปนะ ด้วยโสตะนั้น อันเป็นเหตุ หรืออันเป็นกรณะ ดังนี้ จึงชื่อว่าโสตาวธาน
  • อฏฺฐ.: กิํ ตํ? สุตํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: สิ่งนั้นคืออะไร? คือสุตะ
  • อฏฺฐ.: สุตญฺจ นาม ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) วิย โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อวธาริตํ ธมฺมชาตํ, ตํ อิธ โสตาวธานนฺติ วุตฺตํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: และสุตะนั้น คือ ธรรมชาตอันรู้แล้ว อวธารณ์แล้ว ตามกระแสแห่งโสตทวาร เหมือนอย่างในคำว่า ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) สิ่งนั้น ในที่นี้ เรียกว่าโสตาวธาน
  • อฏฺฐ.: ตสฺมิํ โสตาวธานสงฺขาเต สุเต ปวตฺตา ปญฺญา โสตาวธาเน ปญฺญาฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ปัญญาที่ดำเนินไปในสุตะอันเรียกว่าโสตาวธานนั้น ชื่อว่าปัญญาในโสตาวธาน
  • อฏฺฐ.: ปญฺญาติ จ ตสฺส ตสฺส อตฺถสฺส ปากฏกรณสงฺขาเตน ปญฺญาปนฏฺเฐน ปญฺญา, เตน เตน วา อนิจฺจาทินา ปกาเรน ธมฺเม ชานาตีติปิ ปญฺญาฯ
  • อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ‘‘ปัญญา’’ นั้น คือ ปัญญาโดยอรรถว่าทำให้แจ้ง ซึ่งอรรถนั้นๆ อันเรียกว่าการทำให้ปรากฏ หรืออีกอย่างหนึ่ง ปัญญาคือรู้ธรรมโดยประการนั้นๆ คือโดยประการว่าไม่เที่ยงเป็นต้น
  • อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ เอตฺถ สุตสทฺโท ตาว สอุปสคฺโค อนุปสคฺโค จ –

คมเน วิสฺสุเต ตินฺเตนุโยโคปจิเตปิ จ; สทฺเท จ โสตทฺวารานุสารญาเต จ ทิสฺสติฯ

  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ ดังนี้ ในที่นี้ สัททะว่า ‘‘สุตะ’’ ก่อน มีอุปสัคและไม่มีอุปสัค ย่อมปรากฏในความไป ในความเลื่องลือ ในความเปียก ในความประกอบ ในความสั่งสม และในเสียง และในสิ่งที่รู้ตามกระแสแห่งโสตทวาร
  • อฏฺฐ.: ตถา หิสฺส ‘‘เสนาย ปสุโต’’ติอาทีสุ คจฺฉนฺโตติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะสัททะนั้นมีอรรถดังนี้ คือ ในคำว่า ‘‘เสนาย ปสุโต’’ เป็นต้น มีอรรถว่า กำลังไป
  • อฏฺฐ.: ‘‘สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต’’ติอาทีสุ (อุทา. ๑๑; มหาว. ๕) วิสฺสุตธมฺมสฺสาติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต’’ เป็นต้น (อุทาน ๑๑; มหาวรรค ๕) มีอรรถว่า แห่งธรรมอันเลื่องลือ
  • อฏฺฐ.: ‘‘อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺสา’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๖๕๗) ตินฺตา ตินฺตสฺสาติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺสา’’ เป็นต้น (ปาจิตติยะ ๖๕๗) มีอรรถว่า เปียก แห่งบุคคลผู้เปียก
  • อฏฺฐ.: ‘‘เย ฌานปสุตา ธีรา’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๑๘๑) อนุยุตฺตาติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘เย ฌานปสุตา ธีรา’’ เป็นต้น (ธรรมบท ๑๘๑) มีอรรถว่า ผู้ประกอบ
  • อฏฺฐ.: ‘‘ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปก’’นฺติอาทีสุ (ขุ. ปา. ๗.๑๒; เป. ว. ๒๕) อุปจิตนฺติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปก’’ เป็นต้น (ขุททกปาฐะ ๗.๑๒; เปตวัตถุ ๒๕) มีอรรถว่า สั่งสมแล้ว
  • อฏฺฐ.: ‘‘ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาต’’นฺติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๒๔๑) สทฺโทติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาต’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๒๔๑) มีอรรถว่า เสียง
  • อฏฺฐ.: ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๓๙) โสตทฺวารานุสารวิญฺญาตธโรติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย’’ เป็นต้น (มัชฌิมนิกาย ๑.๓๓๙) มีอรรถว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งสิ่งที่รู้ตามกระแสแห่งโสตทวาร
  • อฏฺฐ.: อิธ ปนสฺส โสตทฺวารานุสาเรน วิญฺญาตํ อุปธาริตนฺติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: แต่ในที่นี้ สัททะนั้นมีอรรถว่า สิ่งที่รู้แล้ว อุปธารณ์แล้ว ตามกระแสแห่งโสตทวาร
  • อฏฺฐ.: สุตมเย ญาณนฺติ ยา เอสา เอตํ สุตํ วิญฺญาตํ อวธาริตํ สทฺธมฺมํ อารพฺภ อารมฺมณํ กตฺวา สพฺพปฐมญฺจ อปราปรญฺจ ปวตฺตา ปญฺญา, ตํ ‘‘สุตมเย ญาณ’’นฺติ วุตฺตํ โหติ, สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ในคำว่า ‘‘สุตมเย ญาณํ’’ ดังนี้ คือ ปัญญานี้ใด ที่ดำเนินไปทั้งในเบื้องต้นทั้งในภายหลัง โดยอาศัยธรรมอันดีงามอันรู้แล้ว อวธารณ์แล้ว คือสุตะนั้น ทำเป็นอารมณ์ ปัญญานั้น เรียกว่า ‘‘สุตมเย ญาณ’’ มีอรรถว่า ญาณอันเกิดจากสุตะ
  • อฏฺฐ.: สุตมเยติ จ ปจฺจตฺตวจนเมตํ, ยถา ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถา. ๑, ๑๕-๑๘)ฯ ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุ. ปา. ๖.๑๓; สุ. นิ. ๒๓๖)ฯ ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๑๖๘) ปจฺจตฺตวจนํ, เอวมิธาปิ ทฏฺฐพฺพํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: และคำว่า ‘‘สุตมเย’’ นี้ เป็นปัจจัตตวจนะ เหมือนอย่างในคำว่า ‘‘น เหวํ วตฺตพฺเพ’’ (กถาวัตถุ ๑, ๑๕-๑๘) ‘‘วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค’’ (ขุททกปาฐะ ๖.๑๓; สุตตนิบาต ๒๓๖) ‘‘นตฺถิ อตฺตกาเร นตฺถิ ปรกาเร นตฺถิ ปุริสกาเร’’ เป็นต้น (ทีฆนิกาย ๑.๑๖๘) เป็นปัจจัตตวจนะ อย่างนี้แม้ในที่นี้ก็พึงเห็น
  • อฏฺฐ.: เตน วุตฺตํ – ‘‘สุตมยํ ญาณนฺติ อตฺโถ’’ติฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะเหตุนั้นจึงกล่าวว่า ‘‘มีอรรถว่า สุตมยญาณ’’ ดังนี้
  • อฏฺฐ.: อถ วา สุเตน ปกโต ผสฺสาทิโก ธมฺมปุญฺโช สุตมโย, ตสฺมิํ สุตมเย ธมฺมปุญฺเช ปวตฺตํ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ สุตมเย ญาณํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: หรืออีกอย่างหนึ่ง กองแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น อันสุตะกระทำแล้ว ชื่อว่าสุตมยะ ญาณที่ดำเนินไปในกองแห่งธรรมอันเป็นสุตมยะนั้น อันประกอบกับญาณนั้น ชื่อว่าญาณในสุตมยะ
  • อฏฺฐ.: สภาวสามญฺญลกฺขณวเสน ธมฺเม ชานาตีติ ญาณํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: ญาณคือรู้ธรรมโดยลักษณะแห่งสภาวะและสามัญ
  • อฏฺฐ.: ตํเยว ญาณํ ปริยายวจเนน อธิปฺปายปกาสนตฺถํ อนิยเมน ‘‘ปญฺญา’’ติ วตฺวา ปจฺฉา อธิปฺเปตํ ‘‘ญาณ’’นฺติ นิยเมตฺวา วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: พึงทราบว่า ญาณนั้นนั่นแหละ กล่าวด้วยคำปริยายว่า ‘‘ปัญญา’’ โดยไม่กำหนด เพื่อประกาศความมุ่งหมาย แล้วภายหลังจึงกำหนดกล่าวว่า ‘‘ญาณ’’ อันมุ่งหมายไว้
  • อฏฺฐ.: ญาณญฺจ นาม สภาวปฏิเวธลกฺขณํ, อกฺขลิตปฏิเวธลกฺขณํ วา กุสลิสฺสาสขิตฺตอุสุปฏิเวโธ วิย, วิสโยภาสนรสํ ปทีโป วิย, อสมฺโมหปจฺจุปฏฺฐานํ อรญฺญคตสุเทสโก วิยฯ
  • อฏฺฐ.แปล: และญาณนั้น มีลักษณะว่าแทงตลอดสภาวะ หรือมีลักษณะว่าแทงตลอดโดยไม่พลาด เหมือนลูกศรที่นายขมังธนูผู้ฉลาดยิงแล้ว แทงตลอด มีรสว่าทำให้วิสัยสว่าง เหมือนประทีป มีปัจจุปัฏฐานว่าไม่หลง เหมือนผู้ชี้ทางในป่า
  • อฏฺฐ.: ‘‘สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูตํ ปชานาตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๗๑) วจนโต สมาธิปทฏฺฐานํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน เพราะอาศัยคำว่า ‘‘สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูตํ ปชานาติ’’ (สังยุตตนิกาย ๕.๑๐๗๑)
  • อฏฺฐ.: ลกฺขณาทีสุ หิ สภาโว วา สามญฺญํ วา ลกฺขณํ นาม, กิจฺจํ วา สมฺปตฺติ วา รโส นาม, อุปฏฺฐานากาโร วา ผลํ วา ปจฺจุปฏฺฐานํ นาม, อาสนฺนการณํ ปทฏฺฐานํ นามาติ เวทิตพฺพํฯ
  • อฏฺฐ.แปล: เพราะในลักษณะเป็นต้น พึงทราบว่า สภาวะหรือสามัญ ชื่อว่าลักษณะ กิจหรือสัมปัตติ ชื่อว่ารส อาการที่ปรากฏหรือผล ชื่อว่าปัจจุปัฏฐาน เหตุอันใกล้ ชื่อว่าปทัฏฐาน