[๔๙] นวมสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๙)
๑. การขยายความบทว่า "ปภสฺสรํ"
- ข้อความฎีกา: `นวเม ปภสฺสรนฺติ ปริโยทาตํ สภาวปริสุทฺธฏฺเฐนฯ เตนาห – ‘‘ปณฑรํ ปริสุทฺธ’’นฺติฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "ปภสฺสรํ ได้แก่ ปณฺฑรํ ปริสุทฺธํ [ขาวรอบ บริสุทธิ์]")
- แปลฎีกา: ในสูตรที่ ๙ บทว่า "ปภสฺสรํ" หมายถึง หมดจดรอบ (ปริโยทาตํ) โดยอรรถว่า มีความบริสุทธิ์โดยสภาวะ (สภาวปริสุทฺธฏฺเฐน) ด้วยเหตุนั้น ท่าน (พระอรรถกถาจารย์) จึงกล่าวว่า *"ปณฺฑรํ ปริสุทฺธํ"* (ขาวรอบ บริสุทธิ์)
๒. วินิจฉัยเรื่อง "วรรณะ" (สี) ของจิต
- ข้อความฎีกา: `ปภสฺสรตาทโย นาม วณฺณธาตุยํ ลพฺภนกวิเสสาติ อาห – ‘‘กิํ ปน จิตฺตสฺส วณฺโณ นาม อตฺถีติ? อิตโร อรูปตาย ‘‘นตฺถี’’ติ ปฏิกฺขิปิตฺวา ปริยายกถา อยํ ตาทิสสฺส จิตฺตสฺส ปริสุทฺธภาวนาทีปนายาติ ทสฺเสนฺโต ‘‘นีลาทีน’’นฺติอาทิมาหฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "กิํ ปน จิตฺตสฺส วณฺโณ นาม อตฺถีติ? นตฺถิฯ นีลาทีนญฺหิ… [ถามว่า ก็สีของจิตมีอยู่หรือ? ตอบว่า ไม่มี…]")
- แปลฎีกา: พระอรรถกถาจารย์ตั้งคำถามว่า *"กิํ ปน จิตฺตสฺส วณฺโณ นาม อตฺถีติ"* (ก็สีของจิตมีอยู่หรือ?) ด้วยความคำนึงว่า บทมีคำว่า "ปภัสสระ" เป็นต้นนี้ โดยปกติเป็นชื่อของความต่างกันที่ได้ในรูปวรรณธาตุ (ธาตุคือสี). บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง (อิตโร - พระอรรถกถาจารย์ผู้ตอบ) จึงปฏิเสธว่า *"นตฺถิ"* (ไม่มี) เพราะจิตเป็นอรูปธรรม (อรูปตาย).
เมื่อจะแสดงว่า คำนี้เป็น "ปริยายกถา" (คำพูดอ้อมๆ/คำอุปมา) ที่นำมาใช้เพื่อประกาศถึงความบริสุทธิ์ของจิตเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า *"นีลาทีนํ"
- (สีเขียว เป็นต้น).
๓. อ้างอิงพระบาลีแสดงความบริสุทธิ์
- ข้อความฎีกา: `ตถา หิ ‘‘โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต’’ติ (ที. นิ. ๑.๒๔๓-๒๔๔; ม. นิ. ๑.๓๘๔-๓๘๖, ๔๓๑-๔๓๓; ปารา. ๑๒-๑๓) วุตฺตํ ฯ เตเนวาห – ‘‘อิทมฺปิ นิรุปกฺกิเลสตาย ปริสุทฺธนฺติ ปภสฺสร’’นฺติฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "อิทมฺปิ นิรุปกฺกิเลสตาย ปริสุทฺธนฺติ ปภสฺสรํ [แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า ปภัสสระ เพราะบริสุทธิ์ด้วยความไม่มีอุปกิเลส]")
- แปลฎีกา: จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ (ในพระสูตร) ว่า *"โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต…"* (ภิกษุนั้นเมื่อจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ ผ่องใสแล้วอย่างนี้…). เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า *"อิทมฺปิ นิรุปกฺกิเลสตาย ปริสุทฺธนฺติ ปภสฺสรํ"* (แม้จิตนี้ ก็ชื่อว่า ปภัสสระ เพราะเป็นจิตบริสุทธิ์เนื่องจากไม่มีอุปกิเลส).
๔. ความเป็นไปของภวังคจิตและอุปกิเลส
- ข้อความฎีกา: `กิํ ปน ภวงฺคจิตฺตํ นิรุปกฺกิเลสนฺติ? อาม สภาวโต นิรุปกฺกิเลสํ, อาคนฺตุกอุปกฺกิเลสวเสน ปน สิยา อุปกฺกิลิฏฺฐํฯ เตนาห – ‘‘ตญฺจ โข’’ติอาทิฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "ตญฺจ โขติ ตํ ภวงฺคจิตฺตํ… [คำว่า ตญฺจ โข ได้แก่ ภวังคจิตนั้น…]")
- แปลฎีกา: คำถามมีว่า *“ก็ภวังคจิตเป็นจิตไม่มีอุปกิเลสหรือ?”*
คำตอบคือ: ถูกแล้ว โดยสภาวะแล้วภวังคจิตไม่มีอุปกิเลส แต่ทว่า อาจเป็นจิตเศร้าหมองได้ด้วยอำนาจแห่งอุปกิเลสที่จรมา (อาคันตุกะ). เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า *"ตญฺจ โข"
- (ก็ภวังคจิตนั้นแล) เป็นต้น.
๕. วินิจฉัยบทวิภัตติ์และนิบาตศัพท์
- ข้อความฎีกา: `ตตฺถ อตฺตโน เตสญฺจ ภิกฺขูนํ ปจฺจกฺขภาวโต ปุพฺเพ ‘‘อิท’’นฺติ วตฺวา อิทานิ ปจฺจามสนวเสน ‘‘ต’’นฺติ อาหฯ จ-สทฺโท อตฺถูปนยเนฯ โข-สทฺโท วจนาลงฺกาเร, อวธารเณ วาฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวถึงคำว่า "ตญฺจ โข" ในบทตั้ง)
- แปลฎีกา: ในบรรดาคำเหล่านั้น ในกาลก่อน (ในพระบาลี) ตรัสคำว่า "อิทํ" (นี้) เพราะสภาวะนั้นเป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งแก่พระองค์เองและแก่ภิกษุเหล่านั้น; แต่ในกาลนี้ (ในอรรถกถา) ท่านกล่าวคำว่า "ตํ" (นั่น) ด้วยอำนาจการย้อนระลึกถึงสภาวะนั้น (ปจฺจามสนวเสน).
- จ-ศัพท์ ในบทนั้น ลงในอรรถเชื่อมโยงเนื้อความ (อตฺถูปนยเน).
- โข-ศัพท์ ลงในอรรถประดับบท (วจนาลงฺกาเร) หรือลงในอรรถเน้นย้ำแน่นอน (อวธารเณ).
๖. วินิจฉัยบทว่า "อสหชาเตหิ" และ "อุปกิเลเสหิ"
- ข้อความฎีกา: `วกฺขมานสฺส อตฺถสฺส นิจฺฉิตภาวโต ภวงฺคจิตฺเตน สหาวฏฺฐานาภาวโต อุปกฺกิเลสานํ อาคนฺตุกตาติ อาห – ‘‘อสหชาเตหิ’’ติอาทิฯ ราคาทโย อุเปจฺจ จิตฺตสนฺตานํ กิลิสฺสนฺติ วิพาเธนฺติ อุปตาเปนฺติ จาติ อาห – ‘‘อุปกฺกิเลเสหิ ราคาทีหิ’’ติฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "อาคนฺตุเกหิ อสหชาเตหิ ปจฺฉา ชวนกฺขเณ… อุปกฺกิเลเสหิ ราคาทีหิ…")
- แปลฎีกา: ความเป็นอาคันตุกะ (แขกจรมา) ของอุปกิเลสทั้งหลาย มีได้เพราะความที่อุปกิเลสเหล่านั้น ไม่ได้ตั้งอยู่ร่วมกับภวังคจิต (ภวงฺคจิตฺเตน สหาวฏฺฐานาภาวโต) เนื่องจากเนื้อความที่จะกล่าวต่อไปเป็นเรื่องที่วินิจฉัยแน่นอนแล้ว ท่านจึงกล่าวคำว่า *"อสหชาเตหิ"* (ผู้ไม่ได้เกิดร่วมกัน) เป็นต้น.
ราคะเป็นต้น เข้าไป (อุเปจฺจ) ทำจิตตสันดานให้เศร้าหมอง (กิลิสฺสนฺติ), เบียดเบียน (วิพาเธนฺติ), และทำให้เร่าร้อน (อุปตาเปนฺติ) ท่านจึงกล่าวว่า *"อุปกิเลเสหิ ได้แก่ ราคะเป็นต้น"
- .
๗. ปรมัตถวินิจฉัยเรื่องความเศร้าหมองของภวังคจิต
- ข้อความฎีกา: `ภวงฺคจิตฺสฺส นิปฺปริยายโต อุปกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐตา นาม นตฺถิ อสํสฏฺฐภาวโต, เอกสนฺตติปริยาปนฺนตาย ปน สิยา อุปกฺกิลิฏฺฐตาปริยาโยติ อาห – ‘‘อุปกฺกิลิฏฺฐํ นามาติ วุจฺจตี’’ติฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "…อุปกฺกิลิฏฺฐตฺตา อุปกฺกิลิฏฺฐํ นามาติ วุจฺจติฯ [เพราะเศร้าหมอง จึงเรียกว่า เป็นจิตเศร้าหมอง]")
- แปลฎีกา: ว่าโดยนิปปริยาย (โดยตรงแท้จริง) ชื่อว่าความเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสทั้งหลายของภวังคจิต ย่อมไม่มี เพราะเป็นสภาพที่ไม่เกี่ยวร้องกัน (อสํสฏฺฐภาวโต); แต่ว่า โวหารโหมดความเศร้าหมอง (อุปกฺกิลิฏฺฐตาปริยาโย) พึงมีได้ เพราะความที่ภวังคจิตและอุปกิเลสนั้นนับเนื่องอยู่ในจิตตสันดานเดียวกัน (เอกสนฺตติปริยาปนฺนตาย). ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"อุปกฺกิลิฏฺฐํ นามาติ วุจฺจตี"* (จึงเรียกว่า เป็นจิตเศร้าหมอง).
๘. อธิบายอุปมาเรื่องพ่อแม่ ลูก และชวนจิต
- ข้อความฎีกา: `อิทานิ ตมตฺถํ อุปมาย วิภาเวตุ̓ ‘‘ยถา หี’’ติอาทิมาหฯ เตน ภินฺนสนฺตานคตายปิ นาม อิริยาย โลเก คารยฺหตา ทิสฺสติ, ปเคว เอกสนฺตานคตาย อิริยายาติ อิมํ วิเสสํ ทสฺเสติฯ เตนาห – ‘‘ชวนกฺขเณ…เป.… อุปกฺกิลิฏฺฐํ นาม โหตี’’ติฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวอุปมา: "ยถา หี สีลวนฺตา… [เปรียบเหมือนบิดามารดาผู้มีศีล… พลอยได้รับการติเตียนเพราะลูกทุศีล… ฉันใด ภวังคจิตก็ฉันนั้น]")
- แปลฎีกา: บัดนี้ เพื่อจะทำให้เนื้อความนั้นกระจ่างด้วยอุปมา พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า *"ยถา หิ"* (จริงอยู่ เปรียบเหมือนว่า) เป็นต้น.
ด้วยคำอุปมานั้น ท่านแสดงความต่างนี้ไว้ว่า: *"ความน่าติเตียนในโลก ปรากฏว่ามีได้แม้เพราะอิริยาบถที่หมุนเวียนอยู่ในสันดานที่ต่างกัน (ภินฺนสนฺตานคตาย - คนละคนกัน เช่น พ่อแม่กับลูก), ยิ่งไม่ต้องพูดถึง (ปเคว) อิริยาบถที่หมุนเวียนอยู่ในสันดานเดียวกันเลย!"
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวสรุปว่า *"ชวนกฺขเณ…เป…. อุปกฺกิลิฏฺฐํ นาม โหติ"
- (ในขณะแห่งชวนจิต… ชื่อว่า เป็นจิตเศร้าหมอง).
[๕๐] ทสมสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๑๐)
- ข้อความฎีกา: `ทสเม ภวงฺคจิตฺตเมว จิตฺตนฺติ ‘‘ปภสฺสรมิทํ, ภิกฺขเว, จิตฺต’’นฺติ วุตฺตํ ภวงฺคจิตฺตเมวฯ ยทคฺเคน ภวงฺคจิตฺตํ ตาทิสปจฺจยสมวาเย อุปกฺกิลิฏฺฐํ นาม วุจฺจติ, ตทคฺเคน ตพฺพิธุรปจฺจยสมวาเย อุปกฺกิเลสโต วิมุตฺตนฺติ วุจฺจติฯ เตนาห – ‘‘อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺตํ นาม โหตี’’ติฯ เสสเมตฺถ นวมสุตฺเต วุตฺตนยานุสาเรน เวทิตพฺพํฯ ปณิหิตอจฺฉวคฺควณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "ทสเมปิ ภวงฺคจิตฺตเมว จิตฺตํ… วิปฺปมุตฺตนฺติ… [ในสูตรที่ ๑๐ จิตก็คือภวังคจิต… คำว่า หลุดพ้น ได้แก่…]")
- แปลฎีกา: ในสูตรที่ ๑๐ คำว่า "จิต" ก็คือ ภวังคจิตนั่นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า *"ปภสฺสรมิทํ, ภิกฺขเว, จิตฺตํ"* (ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส) ก็ทรงหมายเอาภวังคจิตนั่นเอง.
นับตั้งแต่กาลใด (ยทคฺเคน) ภวังคจิต ถูกเรียกว่าเป็นจิตเศร้าหมอง เมื่อมีการประชุมพร้อมแห่งปัจจัยเห็นปานนั้น; นับตั้งแต่กาลนั้น (ตทคฺเคน) ภวังคจิตนั้น ก็ถูกเรียกว่าเป็นจิตหลุดพ้นจากอุปกิเลส เมื่อมีการประชุมพร้อมแห่งปัจจัยที่ปราศจากอุปกิเลสเหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺตํ นาม โหติ"
- (ชื่อว่าเป็นจิตหลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสทั้งหลาย).
ความที่เหลือในสูตรนี้ พึงทราบตามแนวทางที่กล่าวแล้วในนวมสูตร (สูตรที่ ๙). (จบการอธิบายวรรณนาแห่งปณิหิตอัจฉวรรค)
6. อัจฉราสงฆาตวรรควรรณนา (อธิบายฎีกาวรรคว่าด้วยการดีดนิ้วมือ)
[๕๑] การวิเคราะห์อักขระ "อ" (อการะ) ในบทว่า "อสฺสุตวา"
- ข้อความฎีกา: `ฉฏฺฐสฺส ปฐเม อสฺสุตวาติ เอตฺถ ‘‘สาธุ ปญฺญาณวา นโร’’ติอาทีสุ (ชา. ๒.๑๘.๑๐๑) อตฺถิตามตฺตสฺส โพธโก วา-สทฺโทฯ ‘‘สีลวา โหติ กลฺยาณธมฺโม’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๓.๓๘๑) ปสํสาวิสิฏฺฐาย อตฺถิตายฯ ‘‘ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๑๗; ม. นิ. ๒.๒๕) อติสยตฺถวิสิฏฺฐาย อตฺถิตาย, ตสฺมา ยสฺส ปสตฺถํ อติสเยน วา สุตํ อตฺถิ, โส สุตวา, สํกิเลสวิทฺธํสนสมตฺถํ ปริยตฺติธมฺมสฺสวนํ, ตํ สุตฺวา ตถตฺตาย ปฏิปตฺติ จ ‘‘สุตวา’’ติ อิมินา ปเทน ปกาสิตาฯ โสตพฺพยุตฺตํ สุตฺวา กตฺตพฺพนิปฺผตฺติวเสน สุณีติ วา สุตวา, ตปฺปฏิกฺเขเปน น สุตวาติ อสฺสุตวาฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "ตํ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโนติ… อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิติ…")
- แปลฎีกา: ในบทที่ ๑ ของสูตรที่ ๖ ในบทว่า "อสฺสุตวา" นี้:
- ปัจจัยรูป วา-ศัพท์ (ผู้มี…) ในคาถาเป็นต้นว่า *"สาธุ ปญฺญาณวา นโร"* (นรชนผู้มีปัญญา เป็นคนดี) ทำหน้าที่แสดงถึง ความมีอยู่เพียงอย่างเดียว (อตฺถิตามตฺตสฺส โพธโก).
- ในคำเป็นต้นว่า *"สีลวา โหติ กลฺยาณธมฺโม"* (เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม) แสดงถึง ความมีอยู่ที่วิเศษด้วยคำสรรเสริญ.
- ในคำเป็นต้นว่า *"ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต"* (เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิดและความดับ) แสดงถึง ความมีอยู่ที่วิเศษโดยอรรถอันยิ่งยวด (อติสยตฺถ).
เพราะเหตุนั้น บุคคลใดมีความรู้ (สุตะ) อันประเสริฐ หรือมีความรู้อย่างยิ่งยวด บุคคลนั้นชื่อว่า "สุตวา" (ผู้มีสุตะ / ผู้ได้สดับ). การฟังปริยัติธรรมอันสามารถทำลายกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้ และการปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้นหลังจากได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ถูกประกาศไว้ด้วยบทว่า "สุตวา" นี้. อีกนัยหนึ่ง บุคคลใดฟังธรรมอันควรฟังแล้ว ทำกิจที่พึงทำให้สำเร็จได้ ชื่อว่า สุตวา (ผู้ฟังอยู่); โดยการปฏิเสธคำนั้น บุคคลผู้ไม่ได้ฟัง จึงชื่อว่า "อสฺสุตวา" (ผู้ไม่ได้สดับ).
การแจกแจงนัย ๑๐ ประการของ อ-อุปสรรค (อการะ)
- ข้อความฎีกา: `อยญฺหิ อกาโร ‘‘อเหตุกา ธมฺมา (ธ. ส. ๒ ทุกมาติกา), อภิกฺขุโก อาวาโส’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๑๐๔๗) ตํสมาโยคนิวตฺติยํ ทิฏฺโฐฯ`
- แปลฎีกา: จริงอยู่ อ-อักษร (อการะ) นี้:
1. ปรากฏในการ กั้นการประกอบด้วยสิ่งนั้น (ตํสมาโยคนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อเหตุกา ธมฺมา"
- (ธรรมไร้เหตุ), *"อภิกฺขุโก อาวาโส"* (อาวาสไร้ภิกษุ) เป็นต้น.
- ข้อความฎีกา: `‘‘อปฺปจฺจยา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๗ ทุกมาติกา) ตํสมฺพนฺธิภาวนิวตฺติยํฯ ปจฺจยุปฺปนฺนญฺหิ ปจฺจยสมฺพนฺธีติ อปจฺจยุปฺปนฺนตฺตา อตํสมฺพนฺธิตา เอตฺถ โชติตาฯ`
- แปลฎีกา:
2. ปรากฏในการ กั้นภาวะความสัมพันธ์กับสิ่งนั้น (ตํสมฺพนฺธิภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อปฺปจฺจยา ธมฺมา"
- (ธรรมที่ไม่มีปัจจัย). เพราะว่า ธรรมที่เกิดจากปัจจัย ย่อมชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับปัจจัย; ในคำนี้ ความไม่สัมพันธ์กับปัจจัยนั้น จึงถูกส่องให้เห็นเพราะความที่ธรรมนั้นไม่ได้เกิดจากปัจจัย.
- ข้อความฎีกา: `‘‘อนิทสฺสนา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๙ ทุกมาติกา) ตํสภาวนิวตฺติยํฯ นิทสฺสนญฺหิ เอตฺถ ทฏฺฐพฺพตาฯ อถ วา ปสฺสตีติ นิทสฺสนํ, จกฺขุวิญฺญาณํฯ ตคฺคเหตพฺพตานิวตฺติยํ, ตถา ‘‘อนาสวา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๑๕ ทุกมาติกา)ฯ`
- แปลฎีกา:
3. ปรากฏในการ กั้นสภาวะของสิ่งนั้น (ตํสภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อนิทสฺสนา ธมฺมา"
- (ธรรมที่เห็นไม่ได้). คำว่า "นิทัสสนะ" ในบทนี้ ได้แก่ ความเป็นสิ่งที่พึงเห็นได้; อีกนัยหนึ่ง จักษุวิญญาณ ชื่อว่า นิทัสสนะ เพราะทำหน้าที่เห็น. อ-อักษร จึงทำหน้าที่กั้นความสามารถที่จะถูกยึดถือด้วยจักษุวิญญาณนั้น; แม้ในคำว่า *"อนาสวา ธมฺมา"* (ธรรมไม่มีอาสวะ) ก็มีนัยเช่นเดียวกัน.
- ข้อความฎีกา: `‘‘อปฺปฏิฆา ธมฺมา (ธ. ส. ๑๐ ทุกมาติกา) อนารมฺมณา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๕๕ ทุกมาติกา) ตํกิจฺจนิวตฺติยํฯ`
- แปลฎีกา:
4. ปรากฏในการ กั้นกิจของสิ่งนั้น (ตํกิจฺจนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อปฺปฏิฆา ธมฺมา"
- (ธรรมไม่มีการกระทบ), *"อนารมฺมณา ธมฺมา"* (ธรรมไม่มีอารมณ์).
- ข้อความฎีกา: `‘‘อรูปิโน ธมฺมา อเจตสิกาธมฺมา’’ติ ตํสภาวนิวตฺติยํฯ ตทญฺญตา หิ อิธ ปกาสิตาฯ`
- แปลฎีกา:
5. ปรากฏในการ กั้นสภาวะของสิ่งนั้น โดยแสดงความเป็นอย่างอื่นจากสิ่งนั้น (ตทญฺญตา) เช่นในคำว่า *"อรูปิโน ธมฺมา"
- (ธรรมไม่ใช่รูป), *"อเจตสิกา ธมฺมา"* (ธรรมไม่ใช่เจตสิก). เพราะความเป็นอย่างอื่นจากสิ่งนั้น ถูกประกาศไว้ในบทนี้.
- ข้อความฎีกา: `‘‘อมนุสฺโส’’ติ ตพฺภาวมตฺตนิวตฺติยํฯ มนุสฺสตฺตมตฺตํ นตฺถิ, อญฺญํ ตํสทิสนฺติฯ สทิสตา หิ เอตฺถ สูจิตาฯ`
- แปลฎีกา:
6. ปรากฏในการ กั้นเพียงภาวะของสิ่งนั้น (ตพฺภาวมตฺตนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อมนุสฺโส"
- (อมนุษย์). ในบทนี้ ความเป็นมนุษย์แท้ๆ ไม่มี แต่มีสิ่งอื่นที่มีสภาพคล้ายคลึงกับมนุษย์นั้น; เพราะว่า ความเป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ถูกชี้ไว้ในบทนี้.
- ข้อความฎีกา: `‘‘อสฺสมโณ สมณปฏิญฺโญ อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาริปฏิญฺโญ’’ติ (อ. นิ. ๓.๑๓) จ ตํสมฺภาวนียคุณนิวตฺติยํฯ ครหา หิ อิธ ญายติฯ`
- แปลฎีกา:
7. ปรากฏในการ กั้นคุณอันพึงยกย่องของสิ่งนั้น (ตํสมฺภาวนียคุณนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อสฺสมโณ สมณปฏิญฺโญ"
- (ผู้ไม่ใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ), *"อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาริปฏิญฺโญ"* (ผู้ไม่ใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์). เพราะว่า คำติเตียน (ครหา) ย่อมทราบได้ในบทนี้.
- ข้อความฎีกา: `‘‘กจฺจิ โภโต อนามยํ (ชา. ๑.๑๕.๑๔๖; ๒.๒๐.๑๒๙) อนุทรา กญฺญา’’ติ จ ตทนปฺปภาวนิวตฺติยํฯ`
- แปลฎีกา:
8. ปรากฏในการ กั้นภาวะความไม่น้อยของสิ่งนั้น (ตทนปฺปภาวนิวตฺติยํ - คือกั้นความมีอยู่น้อย) เช่นในคำว่า *"กจฺจิ โภโต อนามยํ"
- (ท่านไม่มีโรคหรือ?), *"อนุทรา กญฺญา"* (หญิงสาวผู้ไม่มีท้อง / มีสะเอวบางกิ่ว).
- ข้อความฎีกา: `‘‘อนุปฺปนฺนา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๑๗ ติกมาติกา) ตํสทิสภาวนิวตฺติยํฯ อตีตานญฺหิ อุปฺปนฺนปุพฺพตฺตา อุปฺปาทิธมฺมานญฺจ ปจฺจเยกเทสสิทฺธิยา อารทฺธุปฺปาทภาวโต กาลวินิมุตฺตสฺส จ วิชฺชมานตฺตา อุปฺปนฺนานุกูลตา, ปเคว ปจฺจุปฺปนฺนานนฺติ ตพฺพิธุรตา เหตฺถ วิญฺญายติฯ`
- แปลฎีกา:
9. ปรากฏในการ กั้นสภาวะที่คล้ายคลึงกับสิ่งนั้น (ตํสทิสภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อนุปฺปนฺนา ธมฺมา"
- (ธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น). จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายที่เป็นอดีต มีความคล้ายคลึงกับธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว; และธรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไป (อุปปาทิธรรม) ก็มีความคล้ายคลึงกับธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะภาวะแห่งการเริ่มเกิดขึ้นด้วยความสำเร็จแห่งปัจจัยบางส่วน; และธรรมที่พ้นจากกาล (นิพพาน) ก็มีความเอื้อต่อธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเพราะปรากฏอยู่ ยิ่งกว่าธรรมในปัจจุบันเสียอีก; ดังนั้น ความปราศจากสภาวะเหล่านั้น (ตพฺพิธุรตา) จึงพึงทราบได้ในบทนี้.
- ข้อความฎีกา: `‘‘อเสกฺขา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๑๑ ติกมาติกา) ตทปริโยสานนิวตฺติยํฯ ตนฺนิฏฺฐานญฺเหตฺถ ปกาสิตนฺติ เอวํ อเนเกสํ อตฺถานํ โชตโกฯ`
- แปลฎีกา:
10. ปรากฏในการ กั้นความไม่สิ้นสุดแห่งสิ่งนั้น (ตทปริโยสานนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อเสกฺขา ธมฺมา"
- (ธรรมของพระอเสขะ). เพราะความสิ้นสุดแห่งกิจนั้น ถูกประกาศไว้ในบทนี้.
อ-อักษร ย่อมเป็นตัวส่องสว่างเนื้อความอันหลากหลายเช่นนี้.
สรุปการใช้ "อ" ในบทว่า "อสฺสุตวา"
- ข้อความฎีกา: `อิธ ปน ‘‘อรูปิโน ธมฺมา (ธ. ส. ๑๑ ทุกมาติกา), อเจตสิกา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ๕๗ ทุกมาติกา) วิย ตํสภาวนิวตฺติยํ ทฏฺฐพฺโพ, อญฺญตฺเถติ อตฺโถฯ เอเตนสฺส สุตาทิญาณวิรหํ ทสฺเสติฯ เตน วุตฺตํ – ‘‘อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิตี’’ติฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิติ")
- แปลฎีกา: แต่ในบทนี้ (อสฺสุตวา) พึงเห็นว่า อ-อักษร ทำหน้าที่ กั้นสภาวะของสิ่งนั้น เหมือนในคำว่า *"อรูปิโน ธมฺมา, อเจตสิกา ธมฺมา"* เป็นต้น มีความหมายว่า "เป็นอย่างอื่น" (อญฺญตฺถ).
ด้วยคำนี้ พระอรรถกถาจารย์แสดงถึงความปราศจากญาณมีความรู้ (สุตะ) เป็นต้นของปุถุชนนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิติ"
- (พึงทราบว่า บุคคลชื่อว่า อสสุตวา เพราะความไม่มีแห่งอาคมและอธิคม).
ขยายความบทว่า "อาคม" และ "อธิคม"
- ข้อความฎีกา: `อิทานิ ตสฺสตฺถํ วิวรนฺโต ‘‘โย หี’’ติอาทิมาหฯ ตตฺถ ยสฺมา ขนฺธธาตาทิโกสลฺเลนปิ อุปกฺกิเลสอุปกฺกิลิฏฺฐานํ ชานนเหตุภูตํ พาหุสจฺจํ โหติฯ ยถาห – ‘‘กิตฺตาวตา นุ โข, ภนฺเต, พหุสฺสุโต โหติ? ยโต โข, ภิกฺขุ, ขนฺธกุสโล โหติฯ ธาตุ…เป.… อายตน…เป.… ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสโล โหติฯ เอตฺตาวตา โข, ภิกฺขุ, พหุสฺสุโต โหตี’’ติฯ ตสฺมา ‘‘ยสฺส จ ขนฺธธาตุอายตนปจฺจยาการสติปฏฺฐานาทีสู’’ติอาทิ วุตฺตํฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวขยายความผู้ไม่มีอาคมและอธิคม: "โย หิ อิทํ สุตฺตํ… ยสฺส จ ขนฺธธาตุอายตน…")
- แปลฎีกา: บัดนี้ เมื่อจะเปิดเผยเนื้อความนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า *"โย หิ"* (จริงอยู่ ผู้ใด…) เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น เพราะเหตุที่ความเป็นพหูสูต อันเป็นเหตุให้รู้แจ้งอุปกิเลสและสภาพที่เศร้าหมอง ย่อมมีได้แม้ด้วยความฉลาดในขันธ์และธาตุเป็นต้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:
- “ท่านผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นพหูสูต? ดูกรภิกษุ เมื่อใดภิกษุเป็นผู้ฉลาดในขันธ์… เป็นผู้ฉลาดในธาตุ… อายตนะ… ปฏิจจสมุปบาท… ดูกรภิกษุ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นพหูสูต”*.
เพราะเหตุนั้น คำเป็นต้นว่า *"ยสฺส จ ขนฺธธาตุอายตนปจฺจยาการสติปฏฺฐานาทีสู"
- (และผู้ใด ปราศจากความรู้ในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจยาการ สติปัฏฐาน เป็นต้น) จึงถูกกล่าวไว้.
- ข้อความฎีกา: `ตตฺถ วาจุคฺคตกรณํ อุคฺคโหฯ อตฺถปริปุจฺฉนํ ปุริปุจฺฉาฯ กุสเลหิ สห โจทนาปริหรณวเสน วินิจฺฉยกรณํ วินิจฺฉโยฯ อาจริเย ปน ปยิรุปาสิตฺวา อตฺถธมฺมานํ อาคมนํ สุตมยญาณวเสน อวพุชฺฌนํ อาคโมฯ มคฺคผลนิพพานานํ สจฺฉิกิริยา อธิคโมฯ`
- แปลฎีกา: ในบทเหล่านั้น:
- การกระทำบทธรรมให้คล่องปาก (วาจุคฺคตกรณํ) ชื่อว่า อุคคหะ (การเล่าเรียนท่องจำ).
- การสอบถามเนื้อความ ชื่อว่า ปริปุจฉา (การซักถาม).
- การทำการวินิจฉัยด้วยอำนาจการตั้งข้อซักถามและการแก้ข้อกล่าวหาร่วมกับผู้ฉลาดทั้งหลาย ชื่อว่า วินิจฉัย.
- การเข้าไปนั่งใกล้ครูอาจารย์ แล้วรับเอาเนื้อความและธรรมมาเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยอำนาจสุตมยญาณ ชื่อว่า อาคมะ (การเล่าเรียนสืบต่อ).
- การทำให้แจ้งซึ่ง มรรค ผล และนิพพาน ชื่อว่า อธิคมะ (การบรรลุ).
วิภาษวิธีเกี่ยวกับคำว่า "ปุถุชน"
- ข้อความฎีกา: `พหูนํ นานปฺปการานํ สกฺกายทิฏฺฐาทีนํ อวิหตตฺตา ตา ชเนนฺติ, ตาหิ วา ชนิตาติ ปุถุชฺชนาฯ อวิฆาตเมว วา ชน-สทฺโท วทติฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถาอ้างอิงคาถา: "ปุถูนํ ชนนาทีหิ การเณหิ ปุถุชฺชโน…")
- แปลฎีกา: ชนทั้งหลาย ชื่อว่า ปุถุชน เพราะกิเลสทั้งหลายมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น อันมีประการต่างๆ เป็นอันมาก (ปุถู) ยังไม่ถูกทำลาย ย่อมสร้างชนเหล่านั้นขึ้นมา (ตา ชเนนฺติ) หรือชนเหล่านั้นถูกกิเลสเหล่านั้นสร้างขึ้นมา (ตาหิ ชนิตา).
อีกนัยหนึ่ง ชน-ศัพท์ ย่อมกล่าวถึง "ความไม่ถูกทำลายไปนั่นเอง" (อวิฆาตเมว).
- ข้อความฎีกา: `ปุถุ สตฺถารานํ มุขุลฺโลกิกาติ เอตฺถ ปุถู ชนา สตฺถุปฏิญฺญา เอเตสนฺติ ปุถุชฺชนาฯ`
- แปลฎีกา: ในบทว่า *"ปุถุ สตฺถารานํ มุขุลฺโลกิกา"* (เป็นผู้เพ่งมองดูหน้าศาสดาเป็นอันมาก) มีอธิบายว่า ชนทั้งหลายผู้ปฏิญาณตนว่ามีศาสดาเป็นอันมาก ย่อมมีแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ปุถุชน.
- ข้อความฎีกา: `สพฺพคตีหิ อวุฏฺฐิตาติ เอตฺถ ชเนตพฺพา, ชายนฺติ วา เอตฺถ สตฺตาติ ชนา, คติโย, ตา ปุถู เอเตสนฺติ ปุถุชฺชนาฯ`
- แปลฎีกา: ในบทว่า *"สพฺพคตีหิ อวุฏฺฐิตา"* (เป็นผู้ยังไม่พ้นไปจากคติทั้งปวง) มีอธิบายว่า คำว่า ชนา ได้แก่ คติทั้งหลาย อันเป็นสิ่งที่พึงให้เกิด หรือเป็นที่ที่สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิด; คติเหล่านั้นมีจำนวนมาก (ปุถู) แก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ปุถุชน.
- ข้อความฎีกา: `อิโต ปเร ชายนฺติ เอเตหีติ ชนา, อภิสงฺขาราทโย, เต เอเตสํ ปุถู วิชฺชนฺติติ ปุถุชฺชนาฯ อภิสงฺขาราทิอตฺโถ เอว วา ชน-สทฺโท ทฏฺฐพฺโพฯ`
- แปลฎีกา: อภิสังขารเป็นต้น ชื่อว่า ชนา เพราะเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายเกิดต่อจากชาตินี้; อภิสังขารเป็นต้นเหล่านั้น มีจำนวนมากแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ปุถุชน.
อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นว่า ชน-ศัพท์ มีอรรถหมายถึง อภิสังขารเป็นต้นนั่นเอง.
- ข้อความฎีกา: `โอฆา กาโมฆาทโยฯ ราคคฺคิอาทโย สนฺตาปาฯ เต เอว สพฺเพปิ วา กิเลสา ปริฬาหาฯ`
- แปลฎีกา:
- บทว่า โอฆะ ได้แก่ กาโมฆะ เป็นต้น.
- บทว่า ความเร่าร้อน (สนฺตาปา) ได้แก่ ไฟคือราคะ เป็นต้น.
- บทว่า ความกระวนกระวาย (ปริฬาหา) ได้แก่ กิเลสเหล่านั้นนั่นแหละ หรือกิเลสทั้งปวงนั่นแหละ ชื่อว่าความกระวนกระวาย.
- ข้อความฎีกา: `ปุถุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ รตฺตาติ เอตฺถ ชายตีติ ชโน, ราโค เคโธติ เอวมาทิโก, ปุถุ ชโน เอเตสนฺติ ปุถุชฺชนาฯ ปุถูสุ ชนา ชาตา รตฺตาติ เอวํ ราคาทิอตฺโถ เอว วา ชน-สทฺโท ทฏฺฐพฺโพฯ`
- แปลฎีกา: ในบทว่า *"ปุถุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ รตฺตา"* (ยินดีในกามคุณ ๕ อย่างมากมาย) มีอธิบายว่า กิเลสมีราคะและความกริ้วโกรธเป็นต้น ชื่อว่า ชน (ชโน) เพราะสภาวะนั้นย่อมเกิด; ชน (คือราคะเป็นต้น) มีจำนวนมาก ย่อมมีแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ปุถุชน.
อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นว่า ชน-ศัพท์ มีอรรถหมายถึง ราคะเป็นต้นนั่นเอง โดยวิเคราะห์ว่า "สัตว์ทั้งหลายเกิดแล้ว ยินดีแล้ว ในกามคุณอันมาก".
อธิบายอุปมาคำพ้องของ "ราคะ/กิเลสผูกมัด"
- ข้อความฎีกา: `รตฺตาติ วตฺถํ วิย รงฺคชาเตน จิตฺตสฺส วิปริณามกเรน ฉนฺทราเคน รตฺตา สารตฺตาฯ`
- แปลฎีกา: บทว่า "รตฺตา" (ผู้กำหนัดแล้ว) ได้แก่ ผู้กำหนัดแล้ว ยินดีอย่างยิ่งแล้ว ด้วยฉันทราคะอันทำความแปรปรวนแก่จิต เหมือนผ้าที่ถูกย้อมด้วยน้ำย้อม.
- ข้อความฎีกา: `คิทฺธาติ อภิกงฺขนสภาเวน อภิคิชฺฌเนน คิทฺธา เคธํ อาปนฺนาฯ`
- แปลฎีกา: บทว่า "คิทฺธา" (ผู้มัวเมา) ได้แก่ ผู้มัวเมา ถึงความเพ่งเล็ง ด้วยการมุ่งหวังโดยสภาวะที่อยากได้ยิ่ง.
- ข้อความฎีกา: `คธิตาติ คนฺถิตา วิย ทุมฺโมจนียภาเวน ตตฺถ ปฏิพทฺธาฯ`
- แปลฎีกา: บทว่า "คธิตา" (ผู้ติดพัน) ได้แก่ ผู้ผูกพันอยู่ในกิเลสนั้น โดยภาวะที่แก้ออกได้ยาก เสมือนถูกผูกมัดไว้.
- ข้อความฎีกา: `มุจฺฉิตาติ กิเลสวเสน วิสญฺญิภูตา วิย อนญฺญกิจฺจา โมหมาปนฺนาฯ`
- แปลฎีกา: บทว่า "มุจฺฉิตา" (ผู้หลงใหล) ได้แก่ ผู้ถึงความหลงใหล ไม่มีกิจอื่นใดจะทำ เสมือนเป็นคนหมดสติ (สลบ) ไปด้วยอำนาจกิเลส.
- ข้อความฎีกา: `อชฺโฌปนฺนาติ อนญฺญสาธารเณ วิย กตฺวา คิลิตฺวา ปรินิฏฺฐาเปตฺวา ฐิตาฯ`
- แปลฎีกา: บทว่า "อชฺโฌปนฺนา" (ผู้จมลงอย่างยิ่ง) ได้แก่ ผู้กลืนกินแล้ว ทำเสมือนไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น แล้วตั้งมั่นเสร็จสรรพอยู่.
- ข้อความฎีกา: `ลคฺคาติ วงฺกกณฺฏเก วิย อาสตฺตา, มหาปลิเป ยาว นาสิกคฺคา ปลิปนฺนปุริโส วิย อุทฺธริตุํ อสกฺกุเณยฺยภาเวน นิมุคฺคา ฯ`
- แปลฎีกา: บทว่า "ลคฺคา" (ผู้ติดแน่น) ได้แก่ ผู้ข้องอยู่ เสมือนติดหนามโค้ง, จมลงแล้วโดยภาวะที่ไม่สามารถจะถอนตัวขึ้นได้ เสมือนบุรุษผู้จมลงในตมใหญ่ลึกถึงปลายจมูก.
- ข้อความฎีกา: `ลคฺคิตาติ มกฺกฏาเลเป อาลคฺคภาเวน สมฺมสิโต วิย มกฺกโฏ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ วเสน อาลคฺคิตาฯ`
- แปลฎีกา: บทว่า "ลคฺคิตา" (ผู้เกาะติด) ได้แก่ ผู้เกาะติดอยู่ด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์ ๕ เสมือนลิงที่ถูกจับติดแน่นอยู่กับตังลิง.
- ข้อความฎีกา: `ปลิพุทฺธาติ สมฺพทฺธา, อุปทฺทุตา วาฯ`
- แปลฎีกา: บทว่า "ปลิพุทฺธา" ได้แก่ ผู้ถูกผูกพันไว้ หรือผู้ถูกเบียดเบียน.
- ข้อความฎีกา: `อาวุตาติ อาวริตาฯ นิวุตาติ นิวาริตาฯ โอวุตาติ ปลิคุณฺฐิตา, ปริโยนทฺธา วาฯ ปิหิตาติ ปิทหิตาฯ ปฏิจฺฉนฺนาติ ฉาทิตาฯ ปฏิกุชฺชิตาติ เหฏฺฐามุขชาตาฯ`
- แปลฎีกา:
- บทว่า อาวุตา ได้แก่ ผู้ถูกปิดบัง (อาวริตา).
- บทว่า นิวุตา ได้แก่ ผู้ถูกกั้นไว้ (นิวาริตา).
- บทว่า โอวุตา ได้แก่ ผู้ถูกรัดรึงรอบด้าน (ปลิคุณฺฐิตา) หรือถูกห่อหุ้มไว้ (ปริโยนทฺธา).
- บทว่า ปิหิตา ได้แก่ ผู้ถูกปิดไว้ (ปิทหิตา).
- บทว่า ปฏิจฺฉนฺนา ได้แก่ ผู้ถูกปกปิดไว้ (ฉาทิตา).
- บทว่า ปฏิกุชฺชิตา ได้แก่ ผู้มีหน้าคว่ำลงเบื้องล่าง (เหฏฺฐามุขชาตา).
สรุปเรื่อง "อนฺธปุถุชฺชโน" และ "จิตฺตภาวนา"
- ข้อความฎีกา: `‘‘อสฺสุตวา’’ติ เอเตน อวิชฺชนฺธตา วุตฺตาติ อาห – ‘‘อนฺธปุถุชฺชโน วุตฺโต’’ติฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถาสรุปว่า: "…เตสุ อนฺธปุถุชฺชโน วุตฺโต โหตีติ เวทิตพฺโพ")
- แปลฎีกา: พระอรรถกถาจารย์กล่าวคำว่า *"อนฺธปุถุชฺชโน วุตฺโต"* (ทรงหมายถึง อนธปุถุชน) เพื่อแสดงว่า ความตาบอดเพราะอวิชชา (อวิชฺชนฺธตา) ถูกกล่าวไว้ด้วยบทว่า *"อสฺสุตวา"* นี้.
- ข้อความฎีกา: `จิตฺตฏฺฐิติ จิตฺตปริคฺคโห นตฺถีติ ยาย ปฏิปตฺติยา จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ตโต วิปฺปมุตฺติญฺจ ยถาสภาวโต ชาเนยฺย, สา จิตฺตภาวนา จิตฺตฏฺฐิติฯ เอการมฺมเณ สุฏฺฐุ สมาธานวเสน อวฏฺฐิติํ ปาทกํ กตฺวา ปวตฺติตา สมฺปยุตฺตธมฺเมหิ นิสฺสยารมฺมเณหิ จ สทฺธิํ จิตฺตสฺส ปริคฺคหสญฺญิตา วิปสฺสนาภาวนาปิ นตฺถิ, ยาย วุตฺตมตฺถํ ยถาสภาวโต ชาเนยฺยฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "จิตฺตภาวนา นตฺถีติ จิตฺตฏฺฐิติ จิตฺตปริคฺคโห นตฺถิ…")
- แปลฎีกา: ข้อความว่า *"จิตฺตฏฺฐิติ จิตฺตปริคฺคโห นตฺถิ"* (ความตั้งมั่นแห่งจิตและการกำหนดรู้จิตไม่มี) มีอธิบายว่า:
บุคคลพึงรู้แจ้งอุปกิเลสของจิตและความหลุดพ้นจากอุปกิเลสนั้นตามสภาวะได้ด้วยการปฏิบัติใด การปฏิบัตินั้นชื่อว่า จิตตภาวนา คือ จิตตฐิติ (ความตั้งมั่นแห่งจิต - สมถะ); และ วิปัสสนาภาวนา อันได้ชื่อว่า จิตตปริคคหะ (การกำหนดรู้จิต) พร้อมทั้งสัมปยุตตธรรม นิสสยธรรม และอารมณ์ ซึ่งดำเนินไปโดยทำความตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในอารมณ์เดียวให้เป็นบาทฐาน ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น, อันจะเป็นเหตุให้เขารู้แจ้งเนื้อความที่กล่าวแล้วตามสภาวะความเป็นจริงได้.
[๕๒] ทุติยสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๒)
- ข้อความฎีกา: `ทุติเย สุตวาติ ปทสฺส อตฺโถ อนนฺตรสุตฺเต วุตฺโตเยวฯ อริยสาวโกติ เอตฺถ จตุกฺกํ สมฺภวตีติ ตํ ทสฺเสตุํ – ‘‘อตฺถิ อริโย’’ติอาทิ อารทฺธํฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวจำแนก ๔ นัย: "อตฺถิ อริโย น สาวโก… อตฺถิ สาวโก น อริโย…")
- แปลฎีกา: ในสูตรที่ ๒ เนื้อความของบทว่า "สุตวา" ท่านกล่าวไว้แล้วในสูตรที่เพิ่งผ่านไปนั่นเอง.
เพื่อจะแสดงว่า หมวด ๔ (จตุกกะ) ย่อมสำเร็จได้ในบทว่า "อริยสาวก" นี้ พระอรรถกถาจารย์จึงเริ่มต้นคำว่า *"อตฺถิ อริโย"
- (มีอริยะ…) เป็นต้น.
- ข้อความฎีกา: `ปจฺเจกํ สจฺจานิ พุทฺธวนฺโตติ ปจฺเจกพุทฺธาฯ นนุ สพฺเพปิ อริยา ปจฺเจกเมว สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺติ ธมฺมสฺส ปจฺจตฺตเวทนียภาวโต? นยิทมีทิสํ ปฏิเวธํ สนฺธาย วุตฺตํฯ ยถา ปน สาวกา อญฺเญสํ นิสฺสเยน สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺติ ปรโตโฆเสน วินา เตสฺส ทสฺสนมคฺคสฺส อนุปฺปชฺชนโตฯ ยถา จ สมฺมาสมฺพุทฺธา อญฺเญสํ นิสฺสยภาเวน สจฺจานิ อภิสมฺพุชฺฌนฺติ, น เอวเมเต, เอเต ปน อปรเนยฺยา หุตฺวา อปรนายกภาเวน สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺติฯ เตน วุตฺตํ – ‘‘ปจฺเจกํ สจฺจานิ พุทฺธวนฺโตติ ปจฺเจกพุทฺธา’’ติฯ`
- แปลฎีกา: ชนทั้งหลาย ชื่อว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้แจ้งสัจจะทั้งหลายเฉพาะตนๆ (ปจฺเจกํ).
- ถามว่า:* แม้อริยบุคคลทั้งปวง ย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลายเฉพาะตนๆ มิใช่หรือ? เพราะความที่ธรรมเป็นสิ่งที่พึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจฺจตฺตเวทนียภาวโต).
- ตอบว่า:* คำนี้ไม่ได้กล่าวหมายถึงการแทงตลอดเห็นปานนั้น.
แต่ว่า เหล่าสาวกย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลายโดยอาศัยผู้อื่น เพราะโสฬสมรรค (ทัสสนมรรค) ของสาวกเหล่านั้น ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากเสียงบอกเล่าจากผู้อื่น (ปรโตโฆสะ); และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมตรัสรู้แจ้งสัจจะทั้งหลายโดยความเป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่น; แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ ไม่เป็นเช่นนั้นทั้งสองอย่าง, พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ เป็นผู้ไม่ต้องให้ผู้อื่นแนะนำ (อปรเนยฺยา) และแทงตลอดสัจจะทั้งหลายโดยความเป็นผู้ไม่ต้องนำพาผู้อื่น (อปรนายกภาเวน). เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"ปจฺเจกํ สจฺจานิ พุทฺธวนฺโตติ ปจฺเจกพุทฺธา"
- (ชื่อว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้แจ้งสัจจะทั้งหลายเฉพาะตนๆ).
- ข้อความฎีกา: `อตฺถิ สาวโก น อริโยติ เอตฺถ โปถุชฺชนิกาย สทฺธาย รตนตฺตเย อภิปฺปสนฺโน สทฺโธปิ คหิโต เอวฯ คิหี อนาคตผโลติ อิทํ ปน นิทสฺสนมตฺตํ ทฏฺฐพฺพํฯ ยถาวุตฺปุคฺคโล หิ สรณคมนโต ปฏฺฐาย โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโนอิจฺเจว วตฺตพฺพตํ ลภติฯ สฺวายมตฺโถ ทกฺขิณาวิสุทฺธิสุตฺเตน (ม. นิ. ๓.๓๗๖ อาทโย) ทีเปตพฺโพฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "อตฺถิ สาวโก น อริโย, เสยฺยถาปิ คิหี อนาคตผโล")
- แปลฎีกา: ในคำว่า *"อตฺถิ สาวโก น อริโย"* (มีสาวกแต่ไม่อริยะ) นี้ แม้ปุถุชนผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยด้วยศรัทธาอย่างปุถุชน (โปถุชฺชนิกาย สทฺธาย) ก็ถูกนับรวมเข้าแล้วนั่นแล.
ส่วนคำว่า *"คิหี อนาคตผโล"
- (คฤหัสถ์ผู้ยังไม่บรรลุผล) นี้ พึงเห็นว่าเป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น.
เพราะว่า บุคคลที่กล่าวถึงแล้ว นับตั้งแต่การถึงสรณคมน์เป็นต้นมา ย่อมได้รับคำเรียกว่า "เป็นผู้ปฏิบัติดำเนินเพื่อการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล" โดยแท้. เนื้อความนี้ พึงทำให้แจ่มแจ้งด้วย ทักขิณาวิสุทธิสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์).
- ข้อความฎีกา: `สุตวาติ เอตฺถ วุตฺตอตฺโถ นาม อตฺตหิตปรหิตปฺปฏิปตฺติ, ตสฺส วเสน สุตสมฺปนฺโนฯ ยํ สนฺธาย วุตฺตํ – ‘‘โส จ โหติ สุเตน อุปปนฺโน, อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน’’ติ จ อาทิฯ อริยสาวโกติ เวทิตพฺโพติ อริยสฺส ภควโต ธมฺมสฺสวนกิจฺเจ ยุตฺตปฺปยุตฺตภาวโต วุตฺตํฯ`
- แปลฎีกา: เนื้อความที่กล่าวไว้ในบทว่า "สุตวา" ในที่นี้ ได้แก่ การปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น; บุคคลชื่อว่าเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสุตะ ก็ด้วยอำนาจการปฏิบัติดังกล่าว.
ข้อความใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้หมายถึงผู้นั้นว่า: *"โส จ โหติ สุเตน อุปปนฺโน, อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน…"
- (และผู้นั้นย่อมเป็นผู้เข้าถึงแล้วด้วยสุตะ แม้จะกล่าวคำอันประกอบด้วยประโยชน์เพียงเล็กน้อย…) เป็นต้น.
คำว่า "พึงทราบว่าเป็นอริยสาวก" ท่านกล่าวไว้เพราะความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ขวนขวายประกอบตนในกิจคือการฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอริยะ.
- ข้อความฎีกา: `อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺติ อนุปกฺกิลิฏฺฐตา, ตสฺสา ยถาสภาวชานนํ ทฬฺหตราย เอว จิตฺตภาวนาย สติ โหติ, น อญฺญถาติ ‘‘พลววิปสฺสนา กถิตา’’ติ วุตฺตํฯ`
- อิงอรรถกถา: (อรรถกถาสรุปว่า: "อิมสฺมิํ สุตฺเต พลววิปสฺสนา กถิตา")
- แปลฎีกา: ความหลุดพ้นจากอุปกิเลส คือ ภาวะที่ไม่เศร้าหมอง; การรู้แจ้งภาวะที่ไม่เศร้าหมองนั้นตามสภาวะความเป็นจริง ย่อมมีได้ก็ต่อเมื่อมีการเจริญจิตภาวนาที่มั่นคงยิ่งขึ้นเท่านั้น (ทฬฺหตราย เอว), ย่อมมีไม่ได้โดยประการอื่น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวสรุปไว้ว่า *"พลววิปสฺสนา กถิตา"* (วิปัสสนาอันมีกำลัง ถูกกล่าวไว้แล้ว).