การรู้และเห็น (ญาณทัสสนะ) สำหรับ iPad
2566
สารบัญ ………………………………………………………………………………………….. p002
พุทธศาสน์ ………………………………………………………………………………………. p019
ธรรมใดพึงรู้แจ้ง ……………………………………………………………………………… p020
การรู้และเห็นทุกข์อริยสัจ ……………………………………………………………….. p033
รู้และเห็นสมุทัยอริยสัจและนิโรธอริยสัจ ………………………………………….. p054
อารัมภบท ………………………………………………………………………………………………. p068
วิธีเจริญสมาธิ ………………………………………………………………………………………… p073
หมายเหตุสำหรับ “ตาราง ๑: วิถีจิตเมื่อได้ฌาน (ฌานสมาปัตติวิถี)” ………………………………………………………… p097
คาถามและคำตอบ ๑ …………………………………………………………………………………….. p099
วิธีเจริญอาการ ๓๒ ในร่างกาย ————————————————————————– p112
วิธีเจริญกรรมฐานด้วยโครงกระดูก —————————————————————— p116
วิธีเจริญกสิณ ๑๐ ————————————————————————————- p119
วิธีเจริญอรูปฌาน ๔ —————————————————————————— p127
คำถามและคำตอบ ๒ ………………………………………………… p133
อารัมภบท ……………………………………………………………………………………….. p148
วิธีเจริญเมตตา ……………………………………………………………………………….. p148
วิธีเจริญกรุณา ……………………………………………………………………………… p159
วิธีเจริญมุทิตา ……………………………………………………………………………. p161
วิธีเจริญอุเบกขา …………………………………………………………………………… p161
วิธีเจริญอารักขกรรมฐาน ๔ ……………………………………………………………… p162
สรุปความ ……………………………………………………………………………………….. p168
ประโยชน์ของสมถะ ……………………………………………….. p169
คำถามและคำตอบ ๓ …………………………………………….. p171
จตุธาตุวัฏฐานเป็นเบื้องต้นของการเจริญวิปัสสนา …………………………………….. p206
วิธีเจริญจตุธาตุวัฏฐาน ………………………………………………………………………….. p206
วิธีเห็นรูปปรมัตถ์ ………………………………………………………………………………….. p218
อานิสงส์ของสมาธิ ………………………………………………………………………………… p219
สรุปเนื้อหา ………………………………………………………………………………… p241
คำถามและคำตอบ ๔ ……………………………………………………………………….. p252
วิธีกำหนดรู้นามภายนอก …………………………………………………….. p293
คำเพิ่มเติมสำหรับ “ตาราง ๘ – มโนทวารวิถีเมื่อมีรูปารมณ์” …………….. p298
หมายเหตุเพิ่มเติมของ “ตาราง ๙ – ปัญจทวารวิถี” ………………………….. p302
คำถามและคำตอบ ๕ …………………………………………………………….. p303
อารัมภบท ………………………………………………………………………….. p319
วิธีที่ ๕ – ปฏิจจสมุปบาท ๓ รอบ ………………………………………………………………………….. p320
วิธีกำหนดรู้ชาติที่แล้ว …………………………………………………………………………………….. p321
วิธีกำหนดรู้ชาติก่อนๆต่อไปอีก ……………………………………………………………………….. p327
วิธีกำหนดรู้อนาคต ………………………………………………………………………………………….. p327
วิธีที่ ๑ …………………………………………………………………………………………………………… p329
คำเพิ่มเติมสำหรับ “ตาราง ๑๐ – จุติและปฏิสนธิ” …………………………………………….. p332
คำถามและคำตอบ ๖ ………………………………………………………………………………………. p336
อารัมภบท ………………………………………………………………………………………… p358
วิธีเจริญสัมมสนญาณ ………………………………………………………………………… p359
วิธีกำลังของวิปัสสนาญาณ …………………………………………………………………… p362
วิธีเจริญอุทยัพพยญาณ ………………………………………………………………………… p370
วิธีข้ามวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ……………………………………………………………….. p379
วิธีเจริญภังคญาณ ……………………………………………………………………………… p380
รู้จักกญาณ ๑๑ อย่างแรก ………………………………………………………………………….. p381
วิธีรู้และเห็นพระนิพพาน ……………………………………………………………….. p383
พิจารณาทบทวนญาณ ………………………………………………………………………….. p386
คำถามและคำตอบ ๗ ………………………………………………………………………….. p388
พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร ……………………………………………………………… p412
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศการปลงสังขาร ………………………………………. p414
หน้าที่ของเราผู้เป็นพุทธศาสนิกชน ………………………………………………………. p415
คำแนะนำของพระพุทธเจ้าต่อพระภิกษุ ………………………………………………. p431
ท้ายบท ……………………………………………………………………………………………. p433
อารัมภบท …………………………………………………………………………………………. p435
หนีของสาวกแด่ครูอาจารย์ …………………………………………………………………. p437
โอกาสที่ไม่ควรพลาด …………………………………………………………………………. p440
ปาฏิปุคคิกทาน ๑๔ อย่าง ……………………………………………………………………. p443
การถวายทานในสงฆ์ ๗ ประเภท …………………………………………………………. p446
ความบริสุทธิ์ของทาน ๔ อย่าง ……………………………………………………………… p448
องค์ ๖ ของทานอันมีผลประมาณไม่ได้ …………………………………………………….. p453
ทานที่ให้ในคอร์สปฏิบัติดธรรม ……………………………………………………….. p456
อามิสทานอันยอดเยี่ยม ……………………………………………….. p459
อัมราภิบทจากผู้แปล
หนังสือเล่มหนึ่ง ไม่สามารถทำได้โดยคนคนเดียว หนังสือแปลเล่มนี้ก็เช่นกัน ต้องอาศัยบุคคลผู้ช่วยเหลือในการแก้ไขหลายคน รวมทั้งพระอาจารย์ผู้ที่อธิบายความหมายต่างๆ ด้วย
ขอกราบขอบพระคุณสาธุอนุโมทนากับท่านเหล่านั้น
หนังสือแปลเล่มนี้ มอบให้เป็นสาธารณสมบัติ แต่แนะนาให้แจกจ่ายเฉพาะแก่บุคคลที่เป็นเป้าหมาย เพราะหนังสือยังไม่สมบูรณ์พอแจกจ่ายแก่บุคคลทั่วไป
บุคคลเป้าหมายก็คือ
หนังสือฉบับ PDF นี้มุ่งทำให้เหมาะกับการใช้แท็บเล็ต เช่น ไอแพดอ่าน การนำไปพิมพ์ใส่กระดาษปริ้นเตอร์อาจจะไม่เหมาะเพราะเสียเนื้อที่กระดาษเกินไป
การอ้างอิงต่างๆ ในหนังสือสามารถคลิกเพื่อไปยังหน้าที่อ้างอิงเหล่านั้นได้เลย แต่อาจจะขึ้นอยู่กับแอปที่ใช้เปิดไฟล์บ้าง เช่น ให้ลองคลิกที่ข้อความที่ว่า “หมายเหตุการแปล” หรือเลขหน้า “16” เพื่อดูหน้าต่อไป
หนังสือสามารถรับได้ออนไลน์จากลิงก์ต่อไปนี้ (ให้คลิกที่ลิงก์)
อารัมภบทจากผู้แปล ปล { หน้า ๑๕ }
…
๓. เรายังไม่รู้แจ้ง ทุกขนิโรธอริยสัจ ๔. เรายังไม่รู้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ตามความเป็นจริง แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบได้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
นี้หมายความว่า เราไม่สามารถทำที่สุดแห่งทุกข์โดยสิ้นเชิง (คือเราไม่สามารถบรรลุ อริยสัจที่ ๓ คือพระนิพพาน) เว้นแต่จะเห็นแจ้ง อริยสัจที่ ๑ (คือทุกข์) และเห็นแจ้ง อริยสัจที่ ๒ (คือทุกขสมุทัย) ก่อน เมื่อเห็นแจ้งทุกข์และสมุทัยแล้วเท่านั้น จึงสามารถเห็นแจ้ง อริยสัจที่ ๔ อันเป็นโลกุตตระ คือ โลกุตตรมรรคมีองค์ ๘ ด้วย
ทางเดียวที่จะเห็นแจ้งเช่นนี้ได้ก็คือ ก่อนอื่น พึงเจริญ อริยสัจที่ ๔ อันเป็นโลกิยะ คือ โลกิยมรรคสัจ ซึ่งก็คือ โลกิยมรรคมีองค์ ๘ อันได้แก่ สิกขา ๓ คือ ๑. สีลสิกขา ๒. สมาธิสิกขา ๓. ปัญญาสิกขา
สำหรับพระภิกษุ ศีลก็คือ ปาฏิโมกขสังวรศีล และสำหรับคฤหัสถ์ ศีลก็คือศีล ๕ หรือศีล ๘ เมื่อเราตั้งมั่นในศีล ก็จะสามารถเจริญ อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ คือฌาน แล้วจึงสามารถดำเนินต่อไปเพื่อเจริญปัญญาคือ วิปัสสนาภาวนา ซึ่งไม่ใช่ความนี้ อธิบายไว้ในอรรถกถาของ ม. มูล. มหายมกวรรค มหาโคปาลสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอธิบายคุณวิบัติ ๑๑ อย่างในพระภิกษุ ที่ทำให้เจริญขึ้นในพระธรรมวินัยนี้ไม่ได้
(หน้า ๒๑)
อะไรอื่นนอกจากการเห็นแจ้งความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ของทุกข์อริยสัจและทุกขสมุทัยอริยสัจ เมื่อเราเจริญวิปัสสนาได้ดีและสมบูรณ์จนเห็นแจ้งสัจจะทั้ง ๒ อย่างนี้แล้ว เท่านั้น จึงจะสามารถแทงตลอดโลกุตตรอริยสัจที่ ๔ ซึ่งก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเกิดกับโลกุตตรมรรคสัจ ได้แก่ โสตาปัตติมรรค (ของผู้ถึงกระแส) สกทาคามิมรรค (ของผู้กลับมาอีกครั้งเดียว) อนาคามิมรรค (ของผู้ไม่เวียนกลับมาอีก) และอรหัตตมรรค (ของผู้หักกว่าแห่งสังสารได้แล้ว)
สรุปแล้ว เป้าหมายของอริยสัจที่ ๔ (อริยมรรคมีองค์ ๘) ก็คือ เพื่อเห็นแจ้งอริยสัจที่ ๓ (พระนิพพาน) ซึ่งบรรลุได้ด้วยการแทงตลอดอริยสัจที่ ๑ และที่ ๒ (ทุกข์อริยสัจและทุกขสมุทัยอริยสัจ) เท่านั้น
แต่ว่าอะไรคืออริยสัจที่ ๑ คือทุกข์อริยสัจ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (พระสูตรว่าด้วยการยังธรรมจักรให้เป็นไป) พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นทุกข์อริยสัจ คือ แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ แม้ความเจ็บก็เป็นทุกข์ แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ความประสบสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
ส. มหาวารวรรค (มกุฏ – ปฐมตถาคตสูตร) ข้อ ๑๐๘๑
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงสอนทุกขอริยสัจ ซึ่งเป็นการสอนเรื่องปัญจขันธ์ ก็ทรงสอนให้รู้และเห็นปัญจขันธ์ โดยโลกมนุษย์เป็นภพที่มี ๕ ขันธ์ (ปัญจโวการภพ) (คือเป็นโลกของปัญจขันธ์) และถ้าเราไม่รู้และไม่เห็นปัญจขันธ์ ก็จะไม่สามารถเห็นแจ้งคำสอนของพระพุทธเจ้า
นี่เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงอธิบายในปุปผสูตร (พระสูตรว่าด้วยดอกไม้) ว่า:
ก็อะไรเล่าชื่อว่าโลกธรรมในโลก (โลเก โลกธมฺโม) ที่ตถาคตตรัสรู้ รู้แจ้งแล้ว จึงบอกแสดงบัญญัติ กาหนด เปิดเผย จาแนก ทำให้ง่าย คือรูปจัดเป็นโลกธรรมในโลก ที่ตถาคตตรัสรู้ ฯลฯ ทำให้ง่าย
บุคคลใด เมื่อตถาคตบอกแสดงบัญญัติ กาหนด เปิดเผย จาแนกทำให้ง่ายอยู่ย่างนี้ ยังไม่รู้ ไม่เห็น เราจะทำอะไรกับบุคคลผู้โง่เขลา เป็นปุถุชน คนบอด ไม่มีดวงตา ไม่รู้ ไม่เห็นนั้นได้
เวทนา สัญญา สังขาร
ความหมายของบทว่า “สังขาร” นี้เป็นไปตามเนื้อหาดังนี้:
๑. ถ้ากล่าวหมายถึงเหตุของวิญญาณ (ในการสืบต่อของปฏิจจสมุปบาท) ก็จะหมายถึงการปรุงแต่งของกรรม คือการปรุงแต่งของเจตนาทางกาย วาจา และใจ ๒. ถ้ากล่าวหมายถึงอุปาทานขันธ์ที่ ๔ (เช่นในที่นี้) ก็จะหมายถึงเจตสิกทั้งหมดที่เกิดร่วมกับจิตแต่ละชนิด (รวมจิตที่เป็นวิบาก กิริยา) (ดูหน้าต่อไป)
อารัมภบท – ทุกขฦยริยสัจและทุกขสมุทัยอริยสัจ { หน้า ๒๓ }
วิญญาณจัดเป็นโลกธรรมในโลกที่ตถาคตตรัสรู้ รู้แจ้งแล้ว จึงบอกแสดงบัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนกทำให้ง่าย
บุคคลใด เมื่อตถาคตบอกแสดงบัญญัติ กำหนด เปิดเผยจำแนกทำให้ง่ายอยู่ย่างนี้ ยังไม่รู้ ไม่เห็น เราจะทำอะไรกับบุคคลผู้โง่เขลา เป็นปุถุชน คนบอด ไม่มีดวงตา ไม่รู้ ไม่เห็นนั้นได้
ความจริงแท้ของโลก (โลกธรรม) ที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายในที่นี้ ได้แก่ ปัญจขันธ์ ซึ่งก็คือทุกขฦยริยสัจและสมุทัยอริยสัจ และทรงอธิบายในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า
ภิกษุทั้งหลาย โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นอย่างไร คือ (๑) รูปูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือรูป) (๒) เวทนูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือเวทนา) (๓) สัญญูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสัญญา) (๔) สังขารูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสังขาร) (๕) วิญญาณูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ)
ภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
และในพระสูตรหลายสูตรเช่นขันธสูตร พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายว่า ขันธ์ ๕ จัดเป็นกองโดยอาการ ๑๑ อย่าง คือ
หรือกรรม) ยกเว้นเวทนาและสัญญา ซึ่งก็คือสังขารขันธ์ ความหมายอื่นๆ อีก.
ที. มหาวรรค ข้อ ๓๗๒, ม. มูล. ข้อ ๑๐๕
ในบริบทอื่นๆ บทนี้ยังมี
ภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็น (๑-๓) อดีต อนาคต และปัจจุบัน (๔-๕) ภายในหรือภายนอก (๖-๗) หยาบหรือละเอียด (๘-๙) เลวหรือประณีต (๑๐-๑๑) ไกลหรือใกล้ ประกอบด้วยอาสวะ เกื้อกูลแก่อุปาทาน นี้เรียกว่า รูปูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือรูป)
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ ไกลหรือใกล้ก็ตาม ประกอบด้วยอาสวะ เกื้อกูลแก่อุปาทาน นี้เรียกว่า วิญญาณูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ)
ภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ
อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านี้เป็นอริยสัจที่ ๑ คือ ทุกข์อริยสัจ และตามที่พระพุทธองค์ทรงอธิบาย ขันธ์แต่ละขันธ์จัดเป็นกองโดยอาการ ๑๑ (มีอดีต อนาคต และ…) ขันธวรรค (สันนิษฐาน: ขันธสังยุต ข้อ ๔๘ ใน ม.อุป.เทวทหวรรค มหาปุณณมสูตร) พระภิกษุรูปหนึ่งถามพระพุทธเจ้าว่า ทามิ ขันธ์จึงเรียกว่าขันธ์ (คือกองหรือหมู)่ พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายว่า อาการ ๑๑ จัดเป็นกอง (หรือหมู่) ของขันธ์แต่ละขันธ์
ปัจจุบันเป็นต้น) นี่หมายความว่า การรู้และการเห็นปัญจขันธ์ ก็คือการรู้และการเห็นอาการ ๑๑ อย่างของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
ขันธ์แรกในอุปาทานขันธ์ ๕ อาจเรียกแค่ว่า “รูป” โดยอุปาทานขันธ์ที่เหลือทั้ง ๔ คือเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็อาจเรียกแค่ว่า “นาม” ดังนั้น อุปาทานขันธ์ ๕ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “นามรูป”
เพื่อรู้และเห็นนามรูปตามความเป็นจริง เราต้องรู้และเห็นว่า นามรูปเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไรด้วย คือต้องรู้และเห็นว่าในภพที่มีขันธ์ ๕ (ปัญจโวการภพ) นามนั้นอาศัยรูป ปัญจโวการภพก็คือโลกของขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายปัญจโวการภพไว้ในโลกสูตร
ในสูตรนี้ พระองค์ทรงอธิบายนามรูปโดยความเป็นธาตุ ๑๘ คือทวาร ๖, อารมณ์ ๖, และวิญญาณ ๖ โดยพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า
จากอีกมุมหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงเรียกนามรูปว่า “อายตนะ ๖” (คือ ๖ อย่างภายใน และอีก ๖ อย่างภายนอก) ซึ่งเป็นคาที่พระผู้มีพระภาคทรงใช้เมื่อทรงอธิบายปฏิจจสมุปบาท พระองค์ทรงอธิบายธรรมะตามจริตและปัญญาของผู้ฟังตลอดคาสอนของพระองค์ทั้งหมด ดังนั้น แม้พระองค์จะได้ทรงอธิบายนามรูปไว้โดยหลายนัย แต่ก็หมายถึงสิ่งเดียวกันนั่นเอง (ดูคาถามและคาตอบ ๒.๒ หน้า ๑๓๕ และเชิงอรรถ ๕๒๖ หน้า ๔๒๕ จากอรรถกถา)
บทว่า รูปนิสฺสิต นาม
นามอาศัยรูป คือนามในปัญจโวการภพ ท่านเรียกว่า นามอาศัยรูป เพราะไม่ละรูปเป็นไป.
**
ส. สฬา. โยคักเขมีวรรค โลกสมุทยสูตร (โลกสูตร) ข้อ ๑๐๗
พจนานุกรมให้ความหมายของคาว่า “ทวาร” – ทางรับรู้อารมณ์
ภิกษุทั้งหลาย ความเกิดแห่งโลกเป็นอย่างไร คือ
* ความประจวบแห่งธรรม ๓ ประการเป็น '''ผัสสะ''' เพราะผัสสะเป็นปัจจัย '''เวทนา''' จึงเกิด * เพราะเวทนาเป็นปัจจัย '''ตัณหา''' จึงเกิด * เพราะตัณหาเป็นปัจจัย '''อุปาทาน''' จึงเกิด * เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย '''ภพ''' จึงเกิด * เพราะภพเป็นปัจจัย '''ชาติ''' จึงเกิด * เพราะชาติเป็นปัจจัย '''ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส''' และ '''อุปายาส''' จึงเกิด
อารมณ์
พจนานุกรม ได้ให้ความหมายของคำว่า “อารมณ์” ว่าเป็นสิ่งที่ยึดหน่วงจิต โดยผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เช่น รูปเป็นอารมณ์ของตา เสียงเป็นอารมณ์ของหู
ในที่นี้ คำว่า รูป หมายถึงสีที่ปรากฏทางตา ซึ่งถ้าไม่มีแล้ว ก็ไม่สามารถเห็นสิ่งนั้นได้
ในที่นี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวถึงธาตุ ๑๘ อย่างของโลก คำว่า ธรรมะ หมายถึงรูปละเอียด ๑๖ อย่างและเจตสิกทั้งหมด แต่เมื่อกล่าวถึงธรรมะในที่อื่น ๆ พระพุทธเจ้าหมายถึง (ดูหน้าต่อไป)
ดังนั้น เพื่อจะรู้และเห็นนามรูป ก็จะต้องรู้และเห็น ๑. ทวาร ๒. อารมณ์ที่มากระทบทวาร ๓. จิตกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันด้วยเหตุนั้น
ดังที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ ทวารมี ๖ คือ ๑. จักขุทวาร (ตา) ๒. โสตทวาร (หู) ๓. ฆานทวาร (จมูก) ๔. ชิวหาทวาร (ลิ้น) ๕. กายทวาร (กาย) ๖. มโนทวาร (ทวารทางใจคือภวังค์)
ทวาร ๕ ทวารแรกเป็นรูป ดังนั้น จึงเป็นอย่างเดียวกันกับวัตถุรูป ๕ แต่ทวารที่ ๖ คือมโนทวาร (ภวังค์) เป็นนาม โดยอาศัยวัตถุรูปที่ ๖ คือหทัยวัตถุ เป็นที่เกิด
ทวารที่เป็นรูปทั้ง ๕ รับอารมณ์ซึ่งเป็นรูปตามสมควรแก่ทวารนั้นๆ แต่มโนทวารที่เป็นนามรับอารมณ์ซึ่งเป็นรูป ๕ เหล่านั้นด้วย รับอารมณ์เฉพาะของตนด้วยอารมณ์ทุกอย่างรวมทั้งพระนิพพานและบัญญัติ แต่ธรรมะในกรณีหลังไม่เรียกว่าโลก (คือไม่ใช่นามหรือรูป) ดังนั้น จึงไม่ใช่ทุกขสัจและสมุทัยสัจ จึงไม่รวมอยู่ในโลกสูตร. ดูรายละเอียดเพิ่มที่เชิงอรรถ ๕๒๖ หน้า ๔๒๕
อารัมภบท – ทุกขอริยสัจและทุกขสมุทยั อริยสัจ {หน้า ๒๘}
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายทวาร ๕ โดยใช้คำว่า “อินทรีย์” แทนคำว่า “ทวาร”
ไว้ในอุณณาภพราหมณสูตร โดยทรงใช้คำว่า
พราหมณ์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ มีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน อินทรีย์ ๕ ประการอะไรบ้าง คือ
๑. จักขุนทรีย์
๒. โสตินทรีย์
๓. ฆานินทรีย์
๔. ชิวหินทรีย์
๕. กายินทรีย์
พราหมณ์ ใจเป็นที่ยึดเหนี่ยวของอินทรีย์ ๕ ประการนี้ที่มีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน และใจย่อมเสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนี้”
เมื่ออารมณ์ที่เป็นรูปกระทบทวารที่เป็นรูป ก็กระทบมโนทวาร (คือภวังค์) ไปพร้อม ๆ กัน ส่วนอารมณ์ที่ไม่ใช่รูปอื่น ๆ ทั้งหมดกระทบเฉพาะมโนทวาร
คำว่า อินทรีย์ ในสูตรนี้เป็นอย่างเดียวกันกับ อายตนะ และ ทวาร ฯลฯ ที่ใช้ในที่อื่น พราหมณ์ผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงสนทนาด้วยในสูตรนี้ใช้คำว่า “อินทรีย์ห้า” ในคำถามต้นพระสูตร (ส. มหาวารวรรค ข้อ ๕๑๒)
พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าตอยะอ้างอิงคำอุปมาในอัฏฐสาลินี (จิตตุปปาทกัณฑ์ กามาวจรกุสลปทภาชนีย์) ว่า เมื่อนกตัวหนึ่งบินมาจับที่กิ่งต้นไม้ เงาของมันก็ปรากฏที่พื้นดิน (ดูหน้าต่อไป)
เท่านั้น โดยรวมอารมณ์ซึ่งไม่ใช่นามรูป คือไม่ใช่โลกธรรม ดังนั้น อารมณ์จึงมี ๖ อย่าง ได้แก่
ธัมมารมณ์ คือ อารมณ์ทั้งหมดที่เหลือจากอารมณ์ที่เป็นรูป ๕ อย่างข้างต้น คือ อารมณ์ทั้งหมดในโลก ซึ่งรู้ได้ทาง มโนทวาร เท่านั้น โดยมี ๖ ประเภท คือ
พร้อม ๆ กัน โดยนัยเดียวกัน เมื่ออารมณ์กระทบทวารที่เป็นรูป ก็กระทบมโนทวารไปพร้อม ๆ กัน
รูปหยาบ/ละเอียด:
รูป ๒๘ แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม รูปชื่อว่าหยาบเพราะกระทบได้ (สัปปาทิฆรูป) รูปหยาบมี ๑๒ อย่าง คือ
ปสาทรูปรับรู้ได้โดยจิตทางมโนทวาร (ดูหน้าต่อไป)
ส่วนรูปที่เหลือรับรู้ได้โดยจิตทั้งทางมโนทวารและปัญจทวาร รูปหยาบเหล่านี้กาหนดรู้ได้ง่ายด้วยญาณปัญญา
รูปชื่อว่าละเอียด (สุขุมรูป) เพราะกระทบไม่ได้ (อัปปฏิฆรูป) รูปละเอียดมี ๑๖ อย่าง คือ
รูปละเอียดรับรู้ได้โดยจิตทางมโนทวารเท่านั้น และกาหนดรู้ได้ไม่ง่ายด้วยญาณปัญญา
จิต ๘๙ อย่าง ได้แก่ จักขุวิญญาณธาตุ, โสตวิญญาณธาตุ, ฆานวิญญาณธาตุ, ชิวหาวิญญาณธาตุ, กายวิญญาณธาตุ, มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ (อ้างอิงเชิงอรรถแก้ตามหมายเหตุบรรณาธิการภาษาอังกฤษฉบับที่ ๕ p.275.)
เจตสิก ๕๒ ชนิด แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม:
สำหรับกุศลจิต ดูตัวอย่างเจตสิก ๓๓ ในปฐมฌานในตาราง ๗ หน้า 286
ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายไว้ เมื่อทวารหนึ่งในบรรดาทวารทั้งประชุมกับอารมณ์ที่สมควร จิตก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้น จิตจึงมี ๖ อย่าง คือ ๑. จักขุวิญญาณ ๒. โสตวิญญาณ ๓. ฆานวิญญาณ ๔. ชิวหาวิญญาณ ๕. กายวิญญาณ ๖. มโนวิญญาณ
อนึ่ง ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายแก่พราหมณ์ว่า เมื่ออารมณ์กระทบ ทวารใดทวารหนึ่งใน ๕ ทวารที่เป็นรูป อารมณ์นั้นก็กระทบมโนทวารด้วย เมื่อโยคี มีสมาธิที่มั่นคงและมีกำลัง ก็จะเห็นได้ว่า อารมณ์นั้นก็ปรากฏทางมโนทวาร (ภวังค์) ด้วย โดยเหมือนกับรูปสะท้อนในกระจกเงา เมื่อนั้น โยคีก็จะสามารถเห็นว่า จิตที่เกิดขึ้นทางปัญจทวารเป็นจิตที่อ่อนแอ มากคือเพียงแค่รับอารมณ์เท่านั้น (อภินิปาตมัตตา) การรู้อารมณ์ที่แท้จริงจึงเป็น หน้าที่ของมโนวิญญาณจิตที่เกิดขึ้นเป็นลำดับภายหลัง ยกตัวอย่างเช่น เมื่ออารมณ์ที่เป็นรูปเช่นสีกระทบจักขุปสาทรูป และพร้อม กันนั้นก็กระทบมโนทวาร (คือภวังค์) ด้วย มโนวิญญาณจิตขณะหนึ่งก็เกิดขึ้น ตาม ด้วยจักขุวิญญาณขณะหนึ่ง จิตเหล่านี้ ไม่ได้ “รู้” อารมณ์ จิตเหล่านี้ไม่รู้ว่านั่นคือสี แต่อารมณ์นั้น “รู้” โดยมโนวิญญาณจิตที่เกิดต่อมา ดังนั้น เราจึงสามารถเข้าใจได้ว่า เพื่อที่จะรู้รูปนาม เราต้องรู้จักนามแต่ละ ชนิด รูปแต่ละชนิด และรู้ว่ารูปและนามทำงานด้วยกันอย่างไร เราจะต้องรู้ ๑. รูปที่เป็นทวาร ให้ดูตาราง ๘ หน้า 297 และคาจากสัมโมหวิโนทนีในหน้า 223
๒. รูปที่เป็นอารมณ์ ๓. นามที่เกิดขึ้นทางปัญจทวารและมโนทวาร
เราต้องรู้และเห็นจักขุทวาร, อารมณ์ของจักขุทวาร (คือสี), มโนวิญญาณจิต และจักขุวิญญาณจิตที่เกิดขึ้นเมื่อสีกระทบจักขุทวาร เราต้องรู้และเห็นว่า ถ้าไม่มี รูปคือจักขุปสาท จักขุวิญญาณก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีรูปคือหทัยวัตถุ มโนวิญญาณ จิตก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีรูปที่เป็นอารมณ์ (คือสี) จักขุวิญญาณจิตและมโนวิญญาณจิตก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากนี้ เราต้องรู้และเห็นโดยนัยเดียวกันทางหู ทางจมูก ลิ้น และกาย ต้องรู้และเห็นว่า มีอารมณ์ที่มโนวิญญาณจิตเท่านั้นรู้ และ มโนวิญญาณจิตเหล่านั้นเกิดขึ้นโดยอาศัยหทัยวัตถุ
แต่ปรมัตถธรรมเหล่านี้ เราไม่ควรรู้เพียงโดยบัญญัติ เพราะนั่นเป็นการรู้การ เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่ปรากฏแก่เรา ซึ่งเท่ากับว่า เรายังเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าทรง เรียกว่า บุคคลผู้โง่เขลา เป็นปุถุชน คนบอด ไม่มีดวงตา ไม่รู้ และไม่เห็น เพื่อรู้และเห็นสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริง เราต้องแทงตลอดความจริงที่เป็น ปรมัตถ์ คือต้องรู้และเห็นรูปนามอันเป็นปรมัตถ์
การรู้และเห็นทุกข์อริยสัจ
เราต้องรู้และเห็นนามแต่ละอย่างทุกๆ อย่าง ต้องเห็นว่าที่วัตถุรูปทั้ง ๕ มีจิต ๑ ชนิดใน ๒ อย่างที่เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่า ทวิปัญจวิญญาณจิต (จิต ๒ อย่างคูณ ๕ ทวาร) คือ
๑. กุศลวิปากวิญญาณจิต ได้แก่ จักขุวิญญาณจิต โสตวิญญาณจิต ฆานวิญญาณจิต ชิวหาวิญญาณจิต และกายวิญญาณจิต เป็นจิต ๕ อย่าง
๒. อกุศลวิปากวิญญาณจิต ได้แก่ จักขุวิญญาณจิต โสตวิญญาณจิต ฆานวิญญาณจิต ชิวหาวิญญาณจิต และกายวิญญาณจิต เป็นจิตอีก ๕ อย่าง รวมเป็นจิต ๑๐ ชนิด ส่วนจิตอย่างอื่นทั้งหมดเกิดที่หทัยวัตถุ
* สัมปฏิจฉันจิต ๒ (ทำหน้าที่รับอารมณ์) * สันตีรณจิต ๓ (ทำหน้าที่สอบสวนอารมณ์) * ปัญจทวารวัชชนจิต ๑ (ทำหน้าที่ปรารภอารมณ์ทางปัญจทวาร) * มโนทวารวัชชนจิต ๑ (ทำหน้าที่ปรารภอารมณ์ทางมโนทวาร) * หสิตปุพพาทจิต ๑ (ทำให้เกิดการแย้มยิ้มในพระอรหันต์) รวมกับทวิปัญจวิญญาณจิตที่เพิ่งกล่าว นับเป็น '''อเหตุกจิต ๑๘ อย่าง'''
(หนังสือภาษาอังกฤษฉบับปรับปรุงครั้งที่ ๕ ได้ปรับข้อความในย่อหน้านี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น)
(หน้า ๓๔)
[เนื้อหานี้] รวมกันเป็นจิต ๘๙ อย่าง เมื่อจิตดวงหนึ่งในบรรดาจิตเหล่านี้เกิดขึ้น ก็ย่อมมีเจตสิกที่สมควรหลายดวงเกิดร่วมกัน เจตสิกมีทั้งหมด ๕๒ อย่าง ดังนั้น นามจึงประกอบด้วยจิต ๘๙ อย่างและเจตสิก ๕๒ อย่าง นามธรรมเหล่านี้รวมอยู่ในทุกขอริยสัจ
แต่ว่า ตราบเท่าที่เรายังไม่ตรัสรู้ เราก็จะสามารถกำหนดรู้จิตเพียง ๕๔ จาก ๘๙ ประเภทกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันเท่านั้น คือ
ดังนั้น เพื่อจะรู้และเห็นทุกขอริยสัจตามความเป็นจริง เราจึงต้องรู้และเห็นโดยประจักษ์ซึ่งจิต ๕๔ อย่างพร้อมกับเจตสิกที่เกิดร่วมกัน แต่ดังที่พระพุทธเจ้าได้เมื่อโยคีกาลางค์เจริญนามกรรมฐานอยู่ ก็ย่อมรู้และเห็นนาม (บางอย่าง) เหล่านี้ได้โดยประจักษ์ จนกว่าจะถึงเวลานั้น ก็จะกล่าวไปอย่างครบถ้วน
อารัมภบท
ทรงอธิบายไว้ ในโลกของเรานี้ซึ่งเป็นโลกของขันธ์ ๕ นามธรรมย่อมเกิดขึ้นโดยอาศัยรูปธรรม คือจิตแต่ละดวงย่อมเกิดขึ้นโดยอาศัยวัตถุรูปเฉพาะตน เราจึงต้องรู้และเห็นรูปโดยประจักษ์ด้วย
เพื่อรู้และเห็นรูปตามความเป็นจริง เราต้องรู้และเห็นว่ารูปประกอบด้วยอนุภาคซึ่งเล็กกว่าอะตอม ซึ่งในภาษาบาลีเรียกว่า รูปกลาป รูปกลาปนั้นเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว แต่นั่นก็ยังเป็นการเห็นความจริงที่เป็น บัญญัติ (วิชฺชมานบัญญัติ) ไม่ได้เห็นรูปปรมัตถ์ เพื่อรู้และเห็นรูปตามความเป็นจริง เราต้องแทงตลอดบัญญัติของรูปกลาป (คือการแหลกสลายความหลงผิดในขันธ์) โดยเห็นความจริงที่เป็นปรมัตถ์ คือรูปปรมัตถ์ประเภทต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นรูปกลาปแต่ละอย่าง
ในมหาโคปาลกสูตร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความรู้เรื่องรูปที่ภิกษุต้องมี เพื่อจะเจริญขึ้นในธรรมวินัยนี้ ว่า
เล็กกว่าอะตอม (sub-atomic): พระอาจารย์ได้ใช้คำว่าเล็กกว่าอะตอมในที่นี้ เพื่อบ่งความเล็กละเอียดของปรมัตถธรรมที่เราพึงเห็น พระอาจารย์ไม่ได้หมายเทียบทฤษฎีวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน กับความจริงที่โยคีจะเห็นได้ในวิทยาการอันเก่าแก่ของพระพุทธเจ้า
คัมภีร์ภาษาไทยอาจแปลว่า บัญญัติของสิ่งที่มีสภาวะปรมัตถ์ พจนานุกรมบาลี-พม่าแปล "วิชฺชมานบัญญัติ" ไว้สองนัย คือ ๑. บัญญัติอันมีปรากฏโดยปรมัตถ์ ๒. บัญญัติซึ่งธรรมอันมีปรากฏโดยปรมัตถ์
รายละเอียดเรื่องการแทงตลอดความหลงผิดในขันธ์ ให้ดูคำถามและคำตอบ ๑.๓ หน้า 100 และดูหัวข้อ “วิธีแยกแยะรูปกลาป” ในหน้า 220 ม. มูล. ข้อ ๓๔๖
(หน้า ๓๖)
ภิกษุรู้รูป เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้ชัดรูปอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเป็นจริงว่า ‘มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔’ ภิกษุรู้รูปเป็นอย่างนี้แล
และพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า หากปราศจากความรู้นี้ ภิกษุจะเป็นผู้ไม่สามารถถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ได้
นี้หมายความว่า เราต้องรู้และเห็นรูปทั้ง ๒๘ อย่างทั้งหมด คือ
1. ธาตุดิน ('''ปฐวีธาตุ''')
2. ธาตุน้ำ ('''อาโปธาตุ''')
3. ธาตุไฟ ('''เตโชธาตุ''')
4. ธาตุลม ('''วาโยธาตุ''') * รูปโปร่งแสง ('''ปสาทรูป''') ๕ อย่าง คือ จักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท และกายปสาท ซึ่งรวมเป็นปัญจทวารที่เป็นรูป
* โคจรรูป ๔ อย่าง คือ สี เสียง กลิ่น รส
* '''โภชะ''' (หรือ โอชา)
* ชีวิตินทรีย์ดูรายการรูป ๒๘ อย่างทั้งหมดใน “ตาราง ๓ – รูป ๒๘ อย่าง” หน้า ๒๔๔
จากพจนานุกรม
เจริญสมาธิ
การเห็นรูปแต่ละอย่างในรูปกลาปแต่ละประเภทเป็นการเห็นรูปปรมัตถ์ ซึ่งต้องใช้สมาธิที่มั่นคงและมีกำลัง จึงจะสามารถรู้และเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ในพระสูตรต่างๆ เช่น *สมาธิสูตร* ใน *สัจจสังยุต* ไว้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ ภิกษุผู้มีสมาธิย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง รู้ชัดอะไรตามความเป็นจริง คือ ๑. รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ๒. รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดทุกข์)
สมาธิที่มั่นคงและมีกำลังเพื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงนี้เรียกว่า ฌาน อันเป็นบาทแห่งวิปัสสนา (*วิปสฺสนาปาทกชฺฌาน*) (ดูเชิงอรรถ ๓๓๔, หน้า ๑๗๓)
พระสูตรหลายสูตรกล่าวถึงสมาธินี้ เช่นใน *ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค สามัญญผลสูตร* ในที่นั้น พระพุทธเจ้าทรงอธิบายวิธีเจริญฌานทั้ง ๔ แล้วจึงตรัสว่า “เมื่อจิตเป็นสมาธิ (*สมาหิเต*) บริสุทธิ์ (*ปริ-สุทฺเธ*) ผุดผ่อง (*ปริโยทาเต*) ไร้มลทิน (*อนงฺคเณ*) ปราศจากความเศร้าหมอง (*วิคตูปกฺกิเลเส*) อ่อน (*มุทุภูเต*) เหมาะแก่การใช้งาน (*กมฺมนิเย*) ตั้งมั่น (*ฐิเต*) ไม่หวั่นไหว (*อาเนญฺชปฺปตฺเต*) อย่างนี้ ภิกษุนั้น น้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ (*ญาณทสฺสนาย จิตฺต อภินีหรติ อภินินฺนาเมติ*)”
อารัมภบท – วิธีรู้และเห็นทุกข์อริยสัจและสมุทัยอริยสัจ { หน้า ๓๘ }
๓. รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) ๔. รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกขนิโรธคามินิปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับทุกข์)
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ ภิกษุผู้มีสมาธิย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง
นี่คือเหตุผลที่วัดพะเอ้า ก่อนอื่น เราย่อมสอนให้เจริญสมาธิที่มั่นคงและมีกำลังในระดับฌาน (อัปปนาสมาธิ) โดยกรรมฐานต่างๆ เช่น อานาปานสติและกสิณ ๑๐ หรือเจริญสมาธิในระดับอุปจารระ โดยธาตุกรรมฐาน ๔ (จตุธาตุววัฏฐาน)
พัฒนาแสงสว่างแห่งปัญญา
สมาธิที่มั่นคงและมีกำลังย่อมก่อแสงสว่างที่เจิดจ้าและสว่างไสว และด้วยแสงสว่างที่เจิดจ้าสว่างไสวนั้น โยคีก็จะสามารถแทงตลอดความจริงที่เป็นปรมัตถ์ (ปรมัตถสัจจะ) พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายในอังคุตตรนิกาย อาภาวรรค ไว้ว่า
๑. แสงสว่างแห่งดวงจันทร์ ๒. แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ๓. แสงสว่างแห่งไฟ ๔. แสงสว่างแห่งปัญญา (ปัญญาภา)
* ๑. รัศมีแห่งดวงจันทร์ * ๒. รัศมีแห่งดวงอาทิตย์ * ๓. รัศมีแห่งไฟ * ๔. รัศมีแห่งปัญญา (ปญฺ าปภา)
* ๑. ความสว่างแห่งดวงจันทร์ * ๒. ความสว่างแห่งดวงอาทิตย์ * ๓. ความสว่างแห่งไฟ * ๔. ความสว่างแห่งปัญญา (ปญฺ าโลโก)
* ๑. ความสว่างไสวแห่งดวงจันทร์ * ๒. ความสว่างไสวแห่งดวงอาทิตย์ * ๓. ความสว่างไสวแห่งไฟ * ๔. ความสว่างไสวแห่งปัญญา (ปญฺโ ภาโส)
* ๑. ความรุ่งเรืองแห่งดวงจันทร์ * ๒. ความรุ่งเรืองแห่งดวงอาทิตย์ * ๓. ความรุ่งเรืองแห่งไฟ * ๔. ความรุ่งเรืองแห่งปัญญา (ปญฺ าปชฺโชโต)
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงแสงสว่างในปฐมเทศนาคือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งพระองค์ตรัสถึงการตรัสรู้ของพระองค์ไว้ว่า
ส. มหาวารวรรค (มกุฏ – ปฐมตถาคตสูตร) ข้อ ๑๐๘๑
ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง (*อาโลโก*) เกิดขึ้นแล้ว แก่เราในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน
โลกิยวิปัสสนาจิตก่อแสงสว่างแห่งการเห็นแจ้ง (*วิปสฺสโนภาโส*) ที่เจิดจ้าและสว่างไสว แต่โลกุตตรวิปัสสนาจิตย่อมก่อแสงสว่างที่เจิดจ้าสว่างไสวยิ่งกว่านั้น ตัวอย่างเช่น แสงสว่างแห่งการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แผ่ไปทั่วหมื่นจักรวาล
แสงสว่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จิตที่มีสมาธิหยั่งลึกย่อมเกิดกับปัญญา จิตเช่นนั้นจึงก่อรูป (จิตตชรูป) ซึ่งมีแสงเจิดจ้ายิ่ง หลายรุ่น ด้วยแสงสว่างนั้น เรา…
**
อ้างอิง:
รายละเอียดเรื่องแสงที่เกิดขึ้นเพราะสมาธิที่ลึกซึ้งและการเจริญวิปัสสนา ดู “จิตตชรูป (รูปเกิดจากจิต)” หน้า ๒๐๑ และ คาถามและคาตอบ ๔.๑๐ หน้า ๒๗๗
สามารถแจ้งตลอดปรมัตถสัจจะ สามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง เสมือนการเข้าไปในห้องมืด เราต้องใช้แสงสว่างเพื่อให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ในห้อง
ใน ส. ขันธวารวรรค สมาธิสูตร ข้อ ๑๖๐, พระพุทธเจ้าทรงอธิบายการปรากฏตามความเป็นจริงโดยอายตนะ ๖ ว่า: “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ เมื่อภิกษุมีจิตตั้งมั่นแล้ว (สมาหิตสฺส) สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏตามความเป็นจริง ก็อะไรเล่าชื่อว่าปรากฏตามความเป็นจริง คือ จักขุปรากฏตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง รูป… จักขุวิญญาณ… จักขุสัมผัส… แม้ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย… [โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน, อารมณ์ของทวารเหล่านั้น, จิตซึ่งเกิดที่ทวารเหล่านั้น, ผัสสะ, เวทนา” นี้เท่ากับ “สิ่งทั้งปวง” ในปฐมอปริชานนสูตรที่อ้างถึงหน้า ๒๗๑
ใน ส. อรรถกถา อธิบายว่า *โอกฺขายตีติ ปจฺจกฺขายติ ปญฺญายติ ปากฏ โหติ* ซึ่งแปลว่า บทว่า โอกฺขายติ (ปรากฏตามความเป็นจริง) ความว่า ประจักษ์กันได้ (ปจฺจกฺขายติ) คือรู้กันได้ (ปญฺญายติ) ได้แก่ปรากฏชัด (ปากฏ) โดยคำว่า ปจฺจกฺข (คือกาหนดรู้ ได้รับรู้ได้ รู้ได้ทางอายตนะ ชัดแจ้ง) เป็นคำตรงข้ามกันกับ อนุมาน (คาดคะเนตามหลักเหตุผล)
ใน ส. มหาวารวรรค สาลสูตร ข้อ ๓๗๐ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า ภิกษุผู้บวชใหม่ควรศึกษาคือฝึกให้ดำรงอยู่ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ (วลีนี้มาจากพระพุทธพจน์แปลของสูตรนี้) โดย “มีธรรมเป็นหนึ่งผุดขึ้น (เอโกทิภูตา) มีจิตผ่องใส (วิปฺปสนฺน-จิตฺตา) ตั้งมั่น (สมาหิตา) มีอารมณ์เดียว (เอกคฺคจิตฺตา) เพื่อรู้ยิ่ง… [สติปัฏฐาน ๔] ตามความเป็นจริง (กายสฺส ยถาภูต าณาย)”
ป้องกันสมาธิ
แต่สมาธิที่หยั่งลึกเท่านั้นยังไม่พอ เพราะว่าการแทงตลอดปรมัตถสัจจะเป็นเรื่องสุขุมลุ่มลึก เราจึงไม่ควรเสียโอกาสนี้ไป ดังนั้น เราจึงสอนโยคีเพิ่มขึ้นให้ป้องกันทั้งตนและกรรมฐาน ด้วยการเจริญพรหมวิหาร ๔ จนถึงสมาธิขั้นฌานหรือขั้นอุปจาระ พรหมวิหาร ๔ คือ
๑. เมตตา เพื่อข่มโทสะและพยาบาท ๒. กรุณา เพื่อข่มความมุ่งร้ายและการเบียดเบียน ๓. มุทิตา เพื่อข่มริษยา ๔. อุเบกขา เพื่อข่มความยินดียินร้ายในสัตว์ทั้งหลาย
ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ เราจึงสอนโยคีให้เจริญอารักขภาวนา ๔ (จตุอารกฺขภาวนา) จนถึงสมาธิขั้นฌานหรืออุปจาระ อารักขภาวนา ๔ คือ
๑. เมตตา เพื่อป้องกันโยคีจากอันตรายจากสัตว์อื่น
ดูการแยกแยะพรหมวิหาร ๔ ของพระพุทธเจ้าใน อ. ฉักก. นิสสารณียสูตร ข้อ ๑๓, และ ม. ม. มหาราหุโลวาทสูตร ข้อ ๑๑๒ และคาถามและคาตอบ ๒.๒ หน้า 135 ดูคาแนะนาของพระพุทธเจ้าใน อ. นวกนิบาต เมฆิยสูตร ข้อ ๓ ซึ่งได้อธิบายในหัวข้อ “สรุปความ” หน้า 168 และคาถามและคาตอบ ๗.๑๓ หน้า 403
See 'Editorial Notes', 'Fifth Revised Edition', p.275.
เรียกอีกอย่างหนึ่งคือ อารักขกรรมฐาน ๔.
๒. พุทธานุสสติ เพื่อป้องกันโยคีจากความกลัว และอันตรายจากสัตว์อื่น
๓. อสุภกรรมฐาน (อสุภภาวนา) เพื่อป้องกันโยคีจากราคะ
๔. มรณานุสสติ เพื่อป้องกันโยคีจากความเกียจคร้านในภาวนา เพื่อกระตุ้นโยคี ให้เกิดความสังเวช (สงฺเวค) ด้วยฌานสมาธิหรืออุปจารสมาธิที่โยคีได้เจริญมาก่อนแล้ว กรรมฐานเหล่านี้ ก็จะฝึกสำเร็จได้โดยไม่ช้านาน
แทงตลอดปรมัตถสัจจะ แทงตลอดรูปปรมัตถ์
ถ้าเป็นโยคีผู้เจริญสมถะ มีสมาธิมั่นคงและมีกาลังอันรักษาไว้ดีแล้ว ต่อจากนี้ เราจึงสอนเพื่อให้รู้และเห็นรูปตามความเป็นจริงโดยการฝึกจตุธาตุววัฏฐาน หากโยคีไม่ประสงค์จะเจริญสมถะ และประสงค์เจริญเพียงแค่อุปจารสมาธิ ก็สามารถเริ่มฝึกจตุธาตุววัฏฐานได้เลย
ดูประโยชน์ของเมตตากรรมฐาน ในอังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต เมตตาสูตร ข้อ ๑๕ ตามที่อ้างอิงในหน้า 159 สำหรับตัวอย่างอานิสงส์อย่างหนึ่งของกรรมฐานนี้ ให้ดูใน คาถามและคาตอบ ๒.๒ ที่หน้า 139
เราสอนการกำหนดรู้รูปก่อนเพราะเหตุผลหลายอย่าง อย่างหนึ่งก็คือ การกำหนดรู้รูปเป็นเรื่องละเอียดสุขุมมาก แม้ว่ารูปจะเกิดดับเป็นพันล้านครั้งต่อวินาที แต่ก็ยังไม่เกิดดับเร็วเท่ากับนาม นี้หมายความว่า เมื่อโยคีได้ผ่านการกำหนดรู้รูปที่ลึกซึ้งแล้ว การกำหนดรู้นามที่สุขุมยิ่งกว่านั้น ย่อมง่ายขึ้นสำหรับโยคี เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ นามอาศัยรูป ถ้าไม่เห็นรูปโดยเฉพาะที่จิตหนึ่งๆ อาศัยเป็นที่เกิดขึ้น แล้ว ก็จะไม่สามารถเห็นนามได้เลย เพื่อจะเห็นนาม จะต้องเห็นการเกิดขึ้นของนาม
การเจริญจตุธาตุววัฏฐาน หมายถึง โยคีกำหนดรู้ธาตุ ๔ ของรูปโดยเริ่มด้วยรูปที่อยู่ในกายของตน คือเริ่มด้วยรูปที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่ารูปภายใน (อชฺฌตฺต)
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายจตุธาตุววัฏฐานในมหาสติปัฏฐานสูตร ไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นกายนี้ตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่โดยความเป็นธาตุว่า “ในกายนี้ มี ๑. ธาตุดิน (ปฐวีธาตุ)
วิสุทธิมรรค ทิฏฐิวิสุทธินิเทศ ข้อ ๖๗๑ (นามรูปปริคหคาถา) ได้อธิบายไว้ว่า ถ้าไม่กำหนดรู้รูปให้เสร็จก่อนไปกำหนดนาม “โยคีย่อมจะเสื่อมจากกรรมฐานเสียก็ได้ เหมือนโคที่หากินบนภูเขา (ที่กล่าวถึงใน อ. สัตตก. คาวีอุปมาสูตร ข้อ ๒๕ ที่กล่าวถึงในหน้า 92) ไม่รู้จักเขตแดน เดินไปพลัดตกเหว….” แต่นี่หมายถึงกามาวจรจิตเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงรูปาวจรจิต ดูเพิ่มเติมในหน้า 282
อารัมภบท – วิธีรู้และเห็นทุกข์อริยสัจและสมุทัยอริยสัจ { หน้า ๔๕ }
๒. ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) ๓. ธาตุไฟ (เตโชธาตุ) ๔. ธาตุลม (วาโยธาตุ)
การเริ่มที่รูปของตนเป็นเรื่องง่ายกว่า เพราะการรู้ว่ารูปของตนเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ย่อมง่ายกว่าการรู้รูปภายนอกเช่นรูปของสัตว์อื่น แต่เมื่อโยคีชำนาญในการกำหนดรู้รูปภายในแล้ว ก็จะต้องกำหนดรู้เช่นกันซึ่งรูปที่เหลืออีก ๑๐ กองที่พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงไว้ คือ อดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายนอก หยาบ ละเอียด ทราม ประณีต ไกล และใกล้
พระพุทธเจ้าทรงสอนจตุธาตุวัฏฐานเพื่อให้เราสามารถรู้และเห็นรูปปรมัตถ์ เริ่มแรก โยคีจะพัฒนาสมรรถภาพในการรู้และเห็นลักษณะต่างๆ ของธาตุทั้ง ๔ ในร่างกายตนเองโดยรวมกันเป็นกลุ่มก้อน เมื่อชำนาญและสมาธิดีขึ้น ในที่สุดก็จะสามารถเห็นรูปกลาป จากนั้นโดยใช้แสงสว่างแห่งสมาธิที่ได้เจริญแล้ว ก็จะสามารถชาญแรกความหลงผิดในฆนะ (คือความหลงผิดว่าเป็นกลุ่มก้อน) แทงตลอดรูปปรมัตถ์ สามารถรู้และเห็น สามารถระบุและจำแนกรูปแต่ละอย่างที่อยู่ในรูปกลาปชนิดต่างๆ
แทงตลอดนำมปรมัตถ์
เมื่อได้รู้และเห็นรูปปรมัตถ์ชนิดต่าง ๆ อย่างประจักษ์ดังนี้แล้ว โยคีก็จะสามารถดำเนินต่อไปเพื่อรู้และเห็นนามปรมัตถ์ ซึ่งก็คือการกำหนดรู้นาม (นามกรรมฐาน) จริง ๆ เราสามารถกำหนดรู้นามได้โดยทางวัตถุ ๖ หรือทางทวาร ๖ ก็ได้ แต่เพราะโยคีได้กำหนดรู้รูปโดยทางทวาร คัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า ควรกำหนดรู้นามโดยทางทวารเหมือนกัน คือ “นามธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นอันปรากฏโดยเกี่ยวกับทวาร แก่โยคีผู้ได้กำหนดรูปอย่างนี้แล้วนั้น” และมหาฎีกายังขยายความต่อไปว่า การกำหนดรู้นามทางทวารเป็นวิถีที่ “ไม่มีความสับสน”
ถ้าเป็นการกำหนดรู้โดยทางวัตถุรูป ๕ โยคีก็จะกำหนดรู้จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันโดยอาศัยวัตถุแต่ละอย่าง (เช่น กำหนดรู้จักขุปสาท แล้วจากนั้นกำหนดรู้จักขุวิญญาณ ๑ และเจตสิก ๗ ที่เกิดขึ้นอาศัยจักขุวัตถุ) แต่ถ้ากำหนดรู้ทางทวาร ๖ โยคีก็จะกำหนดรู้จิตชนิดต่าง ๆ กันในวิถีจิตของแต่ละทวาร เช่น จิตชนิดต่าง ๆ และเจตสิกที่เกิดร่วมกันในวิถีจิตทางจักขุทวาร ให้ดูหน้า 33 และต่อ ๆ ไป
ผู้แปล – ในที่นี้ เข้าใจว่า ท่านอ้างมหาฎีกาโดยความว่า *กาม วตฺถุวเสนาปิ อรูปธมฺมา ปากฏา โหนฺติ, ทฺวารวเสน ปน ปริคฺคโห อนากุโลติ กตฺวา วุตฺต* “ทวารวเสน (ดูหน้าต่อไป)
ทวาร ๖ และอารมณ์ของทวารเหล่านั้น ได้กล่าวไปแล้ว ได้แก่ ๑. จักขุทวาร มีสีเป็นอารมณ์ ๒. โสตทวาร มีเสียงเป็นอารมณ์ ๓. ฆานทวาร มีกลิ่นเป็นอารมณ์ ๔. ชิวหาทวาร มีรสเป็นอารมณ์ ๕. กายทวาร มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ ๖. มโนทวาร (ภวังค์) มีอารมณ์ทั้ง ๕ ของทวาร ๕ ข้อแรก และ ธรรมารมณ์เป็นอารมณ์
เมื่ออารมณ์หนึ่งในหกอย่างมากระทบทวารของตน ๆ วิถีจิตก็เกิดขึ้น ในจิตแต่ละดวงก็จะมีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย นี้เป็นไปตามกฎธรรมชาติของจิต (จิตฺตนิยาม) การเกิดขึ้นเป็นลำดับของจิตกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันเช่นนี้ เรียกว่า วิถีจิต (จิตฺตวิถ) โดยมีอยู่ ๖ ชนิดด้วยกัน คือ ๑. จักขุทวาราวิถี ๒. โสตทวาราวิถี
“อรูปธมฺมา ปากฏา โหนฺตี” ฯ ท่านอาจารย์กล่าวว่า “อรูปธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏด้วยอานาจของทวาร” ดังนี้ เพราะกระทั่งอธิบายว่า อรูปธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏแม้ด้วยอานาจของวัตถุ ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น การกำหนดถือเอาด้วยอานาจของทวารก็ไม่ปะปนกัน
ดูหน้า 30 สำหรับคำอธิบายว่า ธรรมารมณ์ คือมีจิตหลายดวงเกิดขึ้นสืบต่อกันเป็นสาย
อารัมภบท – วิธีรู้และเห็นทุกข์อริยสัจและสมุทัยอริยสัจ { หน้า ๔๘ }
๓. ฆานทวาราวิถี ๔. ชิวหาทวาราวิถี ๕. กายทวาราวิถี ๖. มโนทวาราวิถี
เมื่ออารมณ์ที่เป็นรูปกระทบทวารที่เป็นรูป วิถีจติ ทาง ๕ ทวารแรกก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า “ปัญจทวาราวิถี” แต่วิถีจิตที่เกิดขึ้นทางทวารที่ ๖ คือมโนทวาร (ภวังค์) ก็จะเรียกว่า “มโนทวาราวิถี”
ดังที่กล่าวแล้ว เมื่ออารมณ์ที่เป็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๕ อย่างกระทบ ทวารของตนที่เป็นรูป อารมณ์นั้นย่อมกระทบมโนทวาร (คือภวังค์) พร้อม ๆ กัน ทั้งปัญจทวาราวิถีจิตและมโนทวาราวิถีจิตจึงเกิดขึ้น เช่น เมื่อสีกระทบจักขุทวาร สีนี้ก็ย่อมกระทบมโนทวารคือภวังค์พร้อม ๆ กัน ซึ่งเบื้องต้นก่อจักขุทวาราวิถี แล้ว มโนทวาราวิถีหลายวิถี จึงเกิด นี่ก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติของจิต (จิตฺตฺ นิยาม) เหมือนกัน
ดังนั้น จึงชัดเจนว่า เพื่อจะรู้และเห็นนาม เราต้องรู้และเห็นรูปก่อน เพราะ การที่จะรู้และเห็นวิถีจติเหล่านี้ได้ ต้องรู้เห็นทวารและอารมณ์ของทวารก่อน ซึ่งโยคีได้ทำแล้วเมื่อกำหนดรู้รูป
**
อ้างอิง
เมื่อกำลังกำหนดรู้นาม โยคีต้องกำหนดรู้วิถีจิตประเภทต่างๆ ก่อน ซึ่งหมายความว่า โยคีต้องกำหนดรู้วิถีจิตแต่ละอย่างว่ามีจิตกี่ขณะ (จิตฺตขณ) และกำหนดรู้ชนิดของจิตในขณะต่างๆ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่นามปรมัตถ์ คือเหมือนกับเมื่อโยคีกำหนดรู้รูป ที่ต้องทาลายความหลงผิดในขณะ (ความเป็นกลุ่มก้อน) เกี่ยวกับรูปกลาป ในการกำหนดรู้นามนี้ โยคีก็ต้องทาลายความหลงผิดในขณะเกี่ยวกับวิถีจิตด้วยเหมือนกัน
วิถีจิตแต่ละวิถีประกอบด้วยขณะจิต (จิตฺตฺกฺขณ) ขณะจิตแต่ละขณะก็คือช่วงเวลาที่จิตดวงหนึ่งกับเจตสิกที่เป็นไปร่วมกันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป จิตดวงหนึ่งจะไม่เกิดขึ้นเดี่ยวๆ แต่ต้องเกิดขึ้นกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันเสมอ เช่นเดียวกัน เจตสิกจะไม่เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เกิดขึ้นพร้อมกับจิตดวงหนึ่งตลอด ดังนั้น จิตกับเจตสิกที่เป็นไปร่วมกันจึงเกิดเป็นกลุ่มก้อน
เพื่อแยกแยะความเป็นกลุ่มก้อนเช่นนี้ โยคีต้องจำแนกขณะจิตแต่ละอย่าง รู้และเห็นจิตแต่ละขณะกับเจตสิกที่เกิดร่วมกัน นี่เป็นการรู้เห็นนามปรมัตถ์ชนิดต่างๆ ซึ่งละเอียดยิ่งกว่าการรู้เห็นรูปปรมัตถ์แต่ละอย่าง แต่ก็ยังรู้ได้ก็เพราะแสงสว่างแห่งสมาธิที่เจิดจ้าและมีกำลังที่ได้เจริญแล้ว และเพราะกำลังแห่งการกำหนดรู้ที่ได้อบรมเมื่อกำหนดรู้รูป
ดังที่กล่าวไว้แล้ว นามประกอบด้วยจิต ๘๙ อย่าง และเจตสิกที่เกิดร่วม ๕๒ อย่าง แต่จิต ๘ อย่างในจิตเหล่านั้นเป็นโลกุตตรจิต คือมรรคจิต ๔ และผลจิต ๔ และจะเกิดก็ต่อเมื่อโยคีเจริญวิปัสสนากับโลกิยจิต ๘๑ อย่างที่เหลือและกับเจตสิก ดูหน้า 33 หัวข้อ “การรู้และเห็นทุกข์อริยสัจ”
(หน้า ๕๐)
ที่เกิดร่วมกันเท่านั้น (หรือกับรูป ๑๘ อย่างซึ่งเป็นโลกิยะเท่านั้น) กล่าวอีกนัยก็คือ อารมณ์ของวิปัสสนามีแค่โลกิยจิต ๘๑ อย่างกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันเท่านั้น (หรือรูป ๑๘ อย่าง) แต่ผลของวิปัสสนาก็คือ โลกุตตรจิต ๘ อย่าง
ยิ่งไปกว่านั้น ในบรรดาโลกิยจิต ๘๑ อย่างนี้ ยังมีฌานจิตรวมอยู่ด้วย แต่โยคีก็ไม่สามารถกำหนดรู้ถ้ายังไม่ได้ฌาน ดังนั้น โยคีสุทธวิปัสสกะ (ผู้ไม่ได้ฌาน) จึงไม่ต้องกำหนดรู้ฌานจิต
พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายสิ่งที่เราจะสามารถกำหนดรู้ได้ตอนนี้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ไว้ว่า:
ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้:
1. จิตมีราคะ (ราคะจิตฺต) ก็รู้ชัดว่า “จิตมีราคะ” 2. จิตปราศจากราคะ (วีราคะจิตฺต) ก็รู้ชัดว่า “จิตปราศจากราคะ” 3. จิตมีโทสะ (โทสะจิตฺต) ก็รู้ชัดว่า “จิตมีโทสะ” 4. จิตปราศจากโทสะ (วีโตสจิตฺต) ก็รู้ชัดว่า “จิตปราศจากโทสะ” 5. จิตมีโมหะ (โมหจิตฺต) ก็รู้ชัดว่า “จิตมีโมหะ” 6. จิตปราศจากโมหะ (วีโตโมหจิตฺต) ก็รู้ชัดว่า “จิตปราศจากโมหะ” 7. จิตหดหู่ (สงฺขิตฺตจิตฺต) ก็รู้ชัดว่า “จิตหดหู่”
ศัพท์อธิบาย:
๘. จิตฟุ้งซ่าน (*วิกฺขิตฺตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตฟุ้งซ่าน” ๙. จิตเป็นมหัคคตะ (*มหคฺคตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตเป็นมหัคคตะ” ๑๐. จิตไม่เป็นมหัคคตะ (*อมหคฺคตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตไม่เป็นมหัคคตะ” ๑๑. จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า (*สอุตฺตรจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า” ๑๒. จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า (*อนุตฺตรจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า” ๑๓. จิตเป็นสมาธิ (*สมาหิตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตเป็นสมาธิ” ๑๔. จิตไม่เป็นสมาธิ (*อสมาหิตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตไม่เป็นสมาธิ” ๑๕. จิตหลุดพ้นแล้ว (*วิมุตฺตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตหลุดพ้นแล้ว” ๑๖. จิตไม่หลุดพ้น (*อวิมุตฺตจิตฺต*) ก็รู้ชัดว่า “จิตไม่หลุดพ้น”
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในอยู่ (อชฺฌตฺต) พิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกอยู่ (พหิทฺธา) หรือพิจารณาเห็นจิตทั้งภายในและภายนอกอยู่ (อชฺฌตฺพหิทฺธา) พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในจิตอยู่
สมาธิ – จิตที่เว้นจากสมาธิทั้งสอง หลุดพ้นแล้ว – นี้กล่าวถึงจิตที่หลุดพ้นชั่วคราว เพราะเหตุแห่งโยนิโสมนสิการหรือเพราะนิวรณ์นั้นมีสมาธิข่มไว้ จิตไม่หลุดพ้น – จิตที่ยังไม่หลุดพ้น คู่ ๙-๑๐, ๑๑-๑๒, ๑๓-๑๔, ๑๕-๑๖ แต่ละคู่นี้ครอบคลุมจิตที่เป็นโลกิยทั้งหมด
ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายนามธรรมโดยเป็นจิต ๑๖ ชนิด หมายความว่า โยคีควรที่จะรู้และเห็นจิตแต่ละคู่ เช่น จิตที่ประกอบด้วยราคะและจิตที่ไม่ประกอบด้วยราคะ ตามความเป็นจริงทางทวาร ๖ แต่ละทวาร และรู้และเห็นนามภายใน ภายนอก และทั้งภายในและภายนอก เมื่อเป็นเช่นนี้ โยคีจึงจะแทงตลอดนามปรมัตถ์ และรู้และเห็นนามปรมัตถ์นั้นตามความเป็นจริง
วิสุทธิ ๓
เพราะได้รู้และเห็นนามรูปตามความเป็นจริงแล้ว เรียกว่าวิสุทธิ ๓ วิสุทธิมรรค อธิบายว่า
โยคีจึงได้เข้าถึงธรรมที่ ๑. ศีลวิสุทธิ คือ ศีล ๔ อย่าง มีปาฏิโมกขสังวรศีลเป็นต้นที่บริสุทธิ์ดี ๒. จิตวิสุทธิ คือ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร ๓. ทิฏฐิวิสุทธิ คือ การเห็นนามและรูปตามความเป็นจริง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในคาถามและคำตอบ ๒.๓ หน้า ๑๔๒
วิสุทธิมรรค (หนทางแห่งความบริสุทธิ์) วิสุทธิมรรคเป็นคัมภีร์กรรมฐานที่ได้รับความเชื่อถือและมีเนื้อหากว้างขวาง อันได้รวบรวมจากภาษาสิงหลที่เป็นคำแปลโบราณอันเคร่งครัดของอรรถกถาภาษาบาลีอันเก่าแก่ยิ่งกว่านั้น (หลัก ๆ เป็นปุราณอรรถกถาอันสืบมาจากสมัยพุทธกาลและปฐมสังคายนา) และรวบรวมจากอรรถกถาภาษาสิงหลซึ่งรจนาขึ้นภายหลัง โดยพระพุทธโฆษาจารย์ผู้เป็นพระนักวิชาการชาวอินเดียได้แปลกลับมาเป็นภาษาบาลีราวปี ค.ศ. ๕๐๐.
อ้างอิง:
รู้และเห็นสมุทัยอริยสัจและนิโรธอริยสัจ แต่เพื่อจะบรรลุพระนิพพาน เราก็จะต้องรู้และเห็นทุกขสมุทัยอริยสัจ พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายไว้ใน *ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร* ว่า
ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความกาหนัด มีปกติให้เพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ ๑. กามตัณหา ๒. ภวตัณหา ๓. วิภวตัณหา
ละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่านั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายทุกขสมุทัยอริยสัจโดยเป็น *ปฏิจจสมุปบาท*
ภิกษุทั้งหลาย ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นอย่างไร คือ ๑. เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี ๒. เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ๓. เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ๔. เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ๕. เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ๖. เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
อังคุตตรนิกาย เอก. ติตถายตนสูตร ข้อ ๖๒
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหา จึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพ จึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติ จึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงมี
กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีความเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้ เรียกว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ
โยคีต้องรู้และเห็น ปฏิจจสมุปบาท นี้ตามความเป็นจริงด้วย คือรู้และเห็นว่า เหตุ ๕ อย่างในชีวิตของตน (คือ อวิชชา, อภิสังขาร, ตัณหา, อุปาทาน และภพ) ย่อมก่อภพใหม่ โดยเป็นผล ๕ อย่าง (คือ วิญญาณ, นามรูป, สฬายตนะ, ผัสสะ และ เวทนา) ต้องเห็นความเป็นไปเช่นนี้โดยสืบเนื่องจากภพสู่ภพ
ภพมี ๒ อย่างคือ ๑. ภพคือกรรม (กรรมภพ) คือการกระทากรรม ๒. ภพคือการเกิด (อุปปัตติภพ) ซึ่งเป็นผลของกรรม (คือการเกิดในภพต่างๆ)
(ดูการอ้างอิงที่เชิงอรรถ ๔๑๔ หน้า ๓๓๔ เสนอเป็นทางเลือกเชิงอรรถ จากพจนานุกรมของ อ. ปยุตฺโต)
ภพ มี ๒ อย่างคือ ๑. กรรมภพ ภพคือกรรม ตรงกับ อภิสังขาร ๒. อุปปัตติภพ ภพคือที่อุบัติ ตรงกับ ภพ
ทาอย่างไรจึงจะรู้และเห็นนิโรธอริยสัจ
แต่การเห็นปฏิจจสมุปบาทโดยการเกิดของสังขารเพียงเท่านั้นยังไม่พอ ต้องเห็นความเสื่อมสิ้นไปของสังขารอีกด้วย
ภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นอย่างไร คือ
๑. เพราะอวิชชาสารอกดับไป สังขารจึงดับ ๒. เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ๓. เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ๔. เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ ๕. เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ๖. เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ๗. เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ๘. เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ๙. เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ๑๐. เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ๑๑. เพราะชาติดับ ๑๒. ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับ
กองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีความดับด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ
**
และเห็นนิโรธอริยสัจ { หน้า ๕๖ }
โยคีต้องเห็นความดับโดยขณะของสังขารซึ่งเกิดในทุกๆ ขณะจิต ซึ่งก็คือการรู้ และเห็นทุกขสมุทัยอริยสัจ (ที่เป็นโลกิยะ) และต้องทำอย่างนี้จนเห็นว่า ในอนาคตโยคีได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วหลังจากนั้นคือการปรินิพพาน
เมื่อโยคีบรรลุเป็นพระอรหันต์ อวิชชา (๑) ก็ได้คลายแล้ว และจะมีความดับไปอย่างไม่มีส่วนเหลือ (อนวเสสนิโรธา) ของอภิสังขาร (๒) ตัณหา (๘) และอุปาทาน (๙) นั่นก็คือเหตุของทุกข์ได้ดับไปแล้ว แต่ทุกข์เองจะยังไม่ดับไป เพราะว่าผลของกรรมในอดีตยังให้ผลอยู่ คือโยคีก็จะยังมีขันธ์ ๕ อยู่ (แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังทรงมีขันธ์ ๕ อยู่ และต้องทรงอดกลั้นต่อเวทนาทั้งที่เป็นสุขและเป็นทุกข์) เมื่อปรินิพพานแล้วเท่านั้น ขันธ์ทั้ง ๕ จึงจะดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ ซึ่งก็คือเมื่อถึงปรินิพพานแล้วเท่านั้น ทุกข์จึงดับไป
นี้หมายความว่า ความดับไปมี ๒ อย่าง คือ ๑. ความดับไปเมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ ๒. ความดับไปเมื่อปรินิพพาน
เหตุของความดับทั้ง ๒ อย่างนี้ก็คือ อรหัตตมรรคญาณ ซึ่งรู้และเห็น (อสังขต) นิพพาน โดยมรรคญาณเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ แต่เมื่อโยคีหยั่งดูอนาคตในตอนนี้แล้ว รู้และเห็นการบรรลุเป็นพระอรหันต์และการถึงปรินิพพาน นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการรู้และเห็นพระนิพพานในขั้นนี้ โยคีไม่รู้และเห็นพระนิพพาน
ขันธ์ ๕ ได้แก่ วิญญาณ (๓) นามรูป (๔) สฬายตนะ (๕) ผัสสะ (๖) และเวทนา (๗) ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าทรงได้รับความทุกข์ทรมานเพราะปวดหลัง (ดูหน้า 412) และเพราะความชราเมื่อทรงถึงวัยชรา (ดูการอ้างอิงในหน้า 430)
ในขั้นนี้ เป็นการรู้และเห็นเพียงว่า เมื่อเหตุที่ก่อสังขาร ๕ อย่างดับ ก็จะไม่เกิดสังขารต่อไปอีก ด้วยความหยั่งรู้นี้ จึงเข้าใจได้ว่า โยคีปรินิพพานแล้ว พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าไม่เห็นเช่นนี้ ก็จะไม่สามารถบรรลุพระนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายของความเป็นสมณะและความเป็นพราหมณ์ คือ
ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
๑. ไม่รู้ชัดชราและมรณะ ๒. ไม่รู้ชัดความเกิดแห่งชราและมรณะ ๓. ไม่รู้ชัดความดับแห่งชราและมรณะ ๔. ไม่รู้ชัดปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ ไม่รู้ชัดชาติ ฯลฯ ไม่รู้ชัดภพ…อุปาทาน…ตัณหา…เวทนา…ผัสสะ…สฬายตนะ…นามรูป…วิญญาณ…
ส. นิทานวรรค สมณพราหมณสูตร ข้อ ๑๓. ใน ม. ม. เวขณสูตร ข้อ ๒๗๘ (เวขณะเป็นชื่อของปริพาชก) พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายไว้ด้วยว่า “กัจจานะ สมณพราหมณ์เหล่าใด เมื่อไม่รู้เงื่อนเบื้องต้น ไม่เห็นเงื่อนเบื้องปลาย ยังยืนยันว่า ‘เรารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ สมณพราหมณ์เหล่านั้นควรถูกข่มขี่สมกับเหตุ”
(คา แปลภาษาไทยมาจากมหามกุฏ พ.อ.พยอมบอกเป็นการแปลตามอรรถ แปลตาม พยัญชนะแปลว่า การข่มซึ่งสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปโดยสหธรรมนั่นเทียว)
ไม่รู้ชัดสังขารทั้งหลาย ไม่รู้ชัดความเกิดแห่งสังขาร ไม่รู้ชัดความดับแห่งสังขาร ไม่รู้ชัดปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ไม่จัดว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือไม่จัดว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ ทั้งท่านเหล่านั้นก็ไม่ทำให้แจ้งประโยชน์ของความเป็นสมณะ และประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
แต่โยคีย่อมสามารถเข้าถึงอยู่ในประโยชน์ของความเป็นสมณะ ย่อมเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ก็เพราะว่าได้เจริญสมาธิที่มั่นคงและมีกำลัง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงอธิบายในสมาธิสูตร ขันธสังยุต ไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง รู้ชัดอะไรเล่าตามความเป็นจริง คือ ภิกษุรู้ชัด
๑. ความเกิดและความดับแห่งรูป ๒. ความเกิดและความดับแห่งเวทนา ๓. ความเกิดและความดับแห่งสัญญา ๔. ความเกิดและความดับแห่งสังขาร ๕. ความเกิดและความดับแห่งวิญญาณ
รู้และเห็นปฏิจจสมุปบาท
ความรุ่งโรจน์ ความโชติช่วง แสงสว่าง ความสุกใส และความเจิดจ้าของปัญญาที่เจริญแล้ว ย่อมยังโยคีให้สามารถย้อนลำดับกระแสของนามรูปต่อ ๆ กัน
(ส. ขันธวารวรรค. สมาธิสูตร ข้อ ๕)
จากปัจจุบัน จนกระทั่งถึงขณะเกิดในชาตินี้ จนกระทั่งถึงขณะตายในชาติที่แล้ว และย้อนกลับต่อ ๆ ไปโดยวิธีเดียวกันหลายภพชาติเท่าที่จะสามารถกำหนดรู้ได้ แล้วต่อจากนั้นก็ย่อมมองไปในอนาคตได้ด้วย จนกระทั่งถึงเวลาที่ตนปรินิพพาน โยคีจะระบุเหตุและผลได้โดยดูองค์ประกอบแต่ละอย่างของนามรูป
ในช่วงที่โยคีปฏิบัติอย่างขยันหมั่นเพียร และด้วยจิตบริสุทธิ์อันมีกำลังจากสมาธิที่มั่นคง มีกำลัง อยู่กับการปฏิบัติที่สุขุมลุ่มลึกเพื่อกำหนดนามรูปปรมัตถ์ ก็จะเห็นว่า ในอนาคตมีการถึงความดับสนิท คือพระนิพพาน ทว่าเมื่อโยคีหยุดภาวนา เป็นต้น เหตุปัจจัยย่อมเปลี่ยนไป โดยผลในอนาคตก็จะเปลี่ยนไปด้วย
มีตัวอย่างในเรื่องนี้เช่นมหาธนะผู้เป็นบุตรเศรษฐีและภรรยาของเขา ทั้งสองได้รับมรดกมหาศาล แต่มหาธนะถลุงทรัพย์นั้นกับสุราและการบันเทิง ในที่สุดทั้งเขาและภรรยาก็หมดตัว จึงต้องมาขอทานอยู่ตามถนน พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายแก่ท่านพระอานนท์ว่า ถ้ามหาธนะได้บวชเป็นพระภิกษุเมื่อเยาว์วัย ก็จะได้เป็นพระอรหันต์ ถ้าได้บวชเมื่อวัยกลางคนก็จะได้เป็นพระอนาคามี และถ้าได้บวชเมื่อวัยชรา ก็จะได้เป็นพระสกทาคามี นี้เป็นบารมีที่เขาได้สั่งสมไว้แล้ว แต่เพราะเหตุแห่งสุรา เขาจึงไม่ได้อะไรเลย และบัดนี้จึงกลายเป็นคนขอทาน นี่แสดงว่าอนาคตของเรานั้นกำลังกำหนดอยู่ตลอดเวลาด้วยการกระทำในปัจจุบันของเรานี้
ดูรายละเอียดที่หัวข้อ “วิธีกำหนดรู้อนาคต” หน้า 327 และตาราง ๑๐ – จุติและปฏิสนธิ หน้า 330
ขุ. ธรรมบท. มหาธนเสฏฐิปุตตวัตถุ ข้อ ๑๕๕
คือเหตุผลว่า เมื่อกำลังปฏิบัติกรรมฐานอันสุขุมลุ่มลึกอย่างต่อเนื่องสักชั่วระยะหนึ่ง โยคีก็จะเห็นการปรินิพพานของตน ไม่ในชาตินี้ก็ในชาติต่อๆ ไป ถ้าไม่เห็นอดีตชาติและอนาคตชาติ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าใจปฏิจจสมุปบาทตามความเป็นจริง คือรู้และเห็นว่าเหตุในอดีตกำลังให้ผลในปัจจุบัน เหตุปัจจุบันก็จะให้ผลในอนาคต การดับเหตุย่อมอำนวยการดับผล และถ้าไม่รู้และเห็นปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้และเห็นทุกขสมุทัยอริยสัจตามความเป็นจริง วิสุทธิมรรคได้อธิบายไว้ว่า:
ไม่มีสักคนเลยแม้ในความฝัน ผู้จะล่วงภัยคือสงสารอันบีบคั้นอยู่เป็นนิตย์ดุจสายฟ้า ถ้าบุคคลยังทำลายไม่ได้ด้วยดาบคือญาณ อันลับไว้ดีแล้วที่ศิลาอันประเสริฐคือสมาธิ เพราะภวจักรนี้ หยั่งไม่ถึงโดยความลึกซึ้ง ได้โดยยากเพราะต้องศึกษาเอาโดยนัยต่างๆ ข้อนี้ สมด้วยคาที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า:
อานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง สุดจะคาดคะเนได้ ก็เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทนี้ หมู่สัตว์จึงยุ่งเหมือนขอดด้ายของช่างหูก เป็นปมนุงนังเหมือนกระจุกด้าย เหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ไม่ข้ามพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต และสงสาร
—
เมื่อโยคีได้รู้และเห็นอริยสัจที่ ๒ (ทุกขสมุทัยอริยสัจ) ตามความเป็นจริง ก็จะสามารถข้ามพ้นความสงสัยในกาล ๓ คือปัจจุบัน อดีต และอนาคต *วิสุทธิมรรค* ได้อธิบายไว้ว่า
ภิกษุนั้น ครั้นเห็นความเป็นไปตามปัจจัย (ปัจฺจยตฺโต) แห่งนามรูปอย่างนี้แล้ว ก็ย่อมพิจารณาเห็น (สมนุปสฺสติ) ว่า “นามรูปนี้ในกาลปัจจุบนานี้ ย่อมเป็นไปตามปัจจัยฉันใด, แม้ในกาลอดีตก็ได้เป็นไปแล้วตามปัจจัย, แม้ในกาลอนาคตก็จักเป็นไปตามปัจจัยฉันนั้น” ดังนี้
เมื่อถึงขั้นนี้ โยคีได้เข้าถึงวิสุทธิที่ข้ามพ้นความสงสัย (กังขาวิตรณวิสุทธิ) เมื่อถึงขั้นนี้เท่านั้น จึงจะเริ่มฝึกวิปัสสนาได้ เพราะเมื่อถึงขั้นนี้แล้วเท่านั้น จึงจะรู้และเห็นปรมัตถธรรม นั่นก็คือ โยคีจะเจริญวิปัสสนาไม่ได้จนกว่าจะได้เห็นธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง
เมื่อเริ่มเจริญวิปัสสนา โยคีจะย้อนกลับไปรู้และเห็นทุกขอริยสัจและทุกขสมุทัยอริยสัจตามความเป็นจริงอีก คือรู้และเห็นการเกิดขึ้นแล้วดับไปของรูปนาม ๑๑ กอง แต่ในรอบนี้ โยคีจะรู้และเห็นนามรูปนานี้ว่าเป็นของไม่เที่ยง (อนิจฺจ) (*วิสุทธิมรรค*, *กังขาวิตรณวิสุทธินิเทศ*, ข้อ ๖๗๙)
วิธีการกำหนดรู้รูปนามในอดีตและในอนาคต ให้ดูหัวข้อ “วิธีเห็นการสืบต่อของปฏิจจสมุปบาท” หน้า ๓๑๙
ทุกข์ (ทุกฺข) และไร้ความเป็นตน คือไม่ใช่ตน (อนตฺต) รู้และเห็นสังขารธรรมตามความเป็นจริง และพิจารณาสังขารธรรมเหล่านั้นตามคำสอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ในทุติยเทศนา คืออนัตตลักขณสูตร ซึ่งพระองค์ได้ตรัสสอนพระภิกษุปัญจวัคคีย์ว่า
๑. ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง (นิจฺจ วา อนิจฺจ วา) – ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข (ทุกฺข วา ต สุข วา) – เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา (เอต มม) เราเป็นนั่น (เอโสหมสฺม)ิ นั่นเป็นอัตตาของเรา (เอโส เม อตฺตา) – ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น
๑. รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม รูปทั้งหมดนั้นเธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา (เนต มม) เราไม่เป็นนั่น (เนโสหมสฺมิ) นันไม่ใช่อัตตาของเรา (น เมโส อตฺตา)
ส. ขันธวารวรรค. ข้อ ๕๙
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ ไกล หรือ ใกล้ก็ตาม เวทนาทั้งหมดนั้น ฯลฯ
สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ ไกล หรือ ใกล้ก็ตาม สัญญาทั้งหมดนั้น ฯลฯ
สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ ไกล หรือ ใกล้ก็ตาม สังขารทั้งหมดนั้น ฯลฯ
วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายใน หรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม วิญญาณทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา
กล่าวโดยอีกนัยหนึ่ง สังขารธรรม ซึ่งก็คือนามรูปและเหตุของนามรูป เพราะดับไปทันทีที่เกิด จึงเป็นของไม่เที่ยง (อนิจฺจ) เพราะเกิดแล้วดับอยู่ตลอด (ทุกฺข) จึงเป็นทุกข์ เพราะไร้อัตตาหรือสาระที่มั่นคงอันทำลายไม่ได้ จึงเป็นอนัตตา
อรรถกถาของฉันโนวาทสูตร (ม. อุ. สฬายตนวรรค) อธิบาย “นั่นไม่ใช่ของเรา” ว่าเป็นการพิจารณาถึงความไม่เที่ยง “เราไม่เป็นนั่น” ว่าเป็นการพิจารณาถึงความเป็นทุกข์ “นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา” ว่าเป็นการพิจารณาถึงความเป็นอนัตตา
อารัมภบท – ทาอย่างไรจึงจะรู้และเห็นนิโรธอริยสัจ
และเห็นนิโรธอริยสัจ { หน้า ๖๔ }
รู้และเห็นอสังขตธรรม
เมื่อฝึกไปตามลำดับ โดยพิจารณาการเกิดขึ้นและดับไปของสังขารธรรม แล้ว ต่อจากนั้น เพียงการดับไปของสังขารธรรม โยคีก็จะก้าวไปตามลำดับญาณที่เหลือ ในที่สุด ก็จะรู้และเห็นอสังขตธรรม ซึ่งก็คือพระนิพพาน เมื่อโยคีรู้และเห็นอสังขตธรรม ก็ย่อมรู้และเห็นธรรมที่ไม่ตาย คืออมตธรรม พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายไว้ว่า
ดูก่อนโมฆราช ท่านจงพิจารณาเห็นโลกโดยความว่างเปล่า มีสติทุกเมื่อ เป็นผู้ข้ามมัจจุราชเสียได้ โดยถอนอัตตานุทิฏฐิเสีย เพราะว่า มัจจุราช ย่อมไม่เห็นบุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างนี้
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่า
“เราต้องรู้และเห็นโลกโดยเป็นของว่างเปล่า”
พระองค์ทรงหมายความว่า ต้องรู้และเห็นโลกว่า ว่างเปล่าจากความเที่ยง จากความสุข และความเป็นอัตตา ในคำพูดทั่วไป เราอาจกล่าวได้ว่า ต้องเห็นเป็นศูนย์สมบูรณ์ (absolute zero) แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า จิตของโยคีจะเป็นศูนย์สมบูรณ์ จิตของโยคีนั้นย่อมรู้ชัด แต่อารมณ์ที่จิตรู้และเห็นจะเป็นศูนย์สัมบูรณ์ อารมณ์ที่จิตรู้ชัด รู้และเห็นก็…
**
คือนิพพานธาตุ คืออสังขตธาตุ นี่เป็นการบรรลุอริยมรรคมีองค์แปดที่เป็นโลกุตตระ เมื่อองค์มรรคทั้งแปดนั้น มีพระนิพพานเป็นอารมณ์
แทงตลอดอริยสัจทั้ง ๔
เมื่อถึงขั้นนี้ โยคีจึงจะสามารถแทงตลอดอริยสัจทั้ง ๔ ตามความเป็นจริง โดยเมื่อมีเหตุปัจจัยที่สมควรแล้วเท่านั้น ตามกูฏาคารสูตรที่ได้กล่าวมาแล้ว พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายว่า ปัจจัยเหล่านี้สามารถขจัดทุกข์ทั้งปวงได้อย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปได้ที่บุคคลจะพึงกล่าวว่า เราได้สร้างเรือนชั้นล่าง แล้ว จักต่อชั้นบนแห่งเรือนยอด แม้ฉันใด เป็นไปได้ที่บุคคลจะพึงกล่าวว่า ๑. เราได้รู้แจ้งทุกข์ อริยสัจ ตามความเป็นจริง ๒. เราได้รู้แจ้งทุกข์ สมุทัยอริยสัจ ตามความเป็นจริง ๓. เราได้รู้แจ้งทุกข์ นิโรธอริยสัจ ตามความเป็นจริง ๔. เราได้รู้แจ้งทุกข์ นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ตามความเป็นจริง แล้ว จักถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบได้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
พระองค์ทรงตรัสต่อไปว่า ๑. ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
(ส่วนที่เหลือคือการอ้างอิงตำรา ไม่จำเป็นต้องแก้ไขเนื้อหา)
{ หน้า ๖๖ }
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้แจ้งตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกขสมุทัย
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้แจ้งตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกขนิโรธ
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้แจ้งตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
<br> ขอให้สรรพสัตว์จงได้โอกาสทำความเพียรที่สมควรเพื่อให้รู้แจ้งอริยสัจ ๔ และถึงที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวง เทอญ
<br>
{ หน้า ๖๗ }
วิธีเจริญสติปัณณาสติจนถึงอัปปมัญญา
อารัมภบท
อาตมา*รู้สึกเบิกบานใจมากที่ได้มาเยือนไต้หวัน โดยได้รับคานิมนต์จากพระภิกษุและแม่ชีไต้หวันกลุ่มหนึ่ง ผู้เคยอาศัยอยู่ที่วัดป่าพะเอ้าใกล้เมืองเมาะลาเลิงในประเทศพม่า
ในช่วงที่อยู่ในไต้หวันนี้ อาตมาจะสอนแบบแผนการเจริญกรรมฐาน/การภาวนาตามที่สอนที่วัดป่าพะเอ้า แบบแผนนี้มาจากคำสอนในพระบาลีและคัมภีร์วิสุทธิมรรค
อาตมาเชื่อว่า กรรมฐานที่มีในพระบาลีเป็นกรรมฐานเดียวกันกับที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงปฏิบัติเอง และได้ทรงสอนเหล่าพระสาวกเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่
ภาวนาเพื่ออะไร
ก่อนอื่น เราควรจะถามตนเองว่า “ทำไมพระพุทธองค์ถึงทรงสอนกรรมฐาน” หรือว่า “การภาวนามีเป้าหมายอะไร”
เป้าหมายของการภาวนาในพุทธศาสนาก็เพื่อบรรลุพระนิพพาน ซึ่งเป็นความดับนามและรูป ดังนั้น เพื่อที่จะเข้าถึงพระนิพพาน เราจึงต้องกำจัดทั้งกุศลเจตนาที่มีอโลภะ อโทสะ และอโมหะ เป็นมูล ทั้งอกุศลเจตนาที่มีโลภะ โทสะ และ
**
โมหะ เป็นมูลโดยทั้งหมดก่อให้เกิดชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ เมื่อจิตได้ละเจตนาเหล่านั้นให้หมดสิ้นด้วยมรรคญาณ เมื่อนั้นแลจึงจะได้บรรลุพระนิพพาน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระนิพพานเป็นความหลุดพ้น เป็นอิสระจากสังสารวัฏทุกข์ เป็นการดับชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ พวกเราล้วนแต่ตกอยู่ใต้อานุภาพของทุกข์ทั้งปวง จากชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ ดังนั้น เพื่อเปลื้องตนจากทุกข์นานัปการ เราจึงต้องภาวนา เพราะปรารถนาความเป็นอิสระจากทุกข์ทั้งปวง จึงต้องศึกษาการภาวนาเพื่อบรรลุพระนิพพาน
ภาวนา/กรรมฐานคืออะไร
แล้วอะไรล่ะคือภาวนาและกรรมฐาน กรรมฐานมีทั้งสมถภาวนาและวิปัสสนา ภาวนาทั้งสองอย่างนี้มีศีลทั้งทางกายและทางวาจาเป็นฐาน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาวนาคือการเจริญและทำให้สมบูรณ์ซึ่งอริยมรรคมีองค์แปด (อริยอัฏฐังคิกมรรค)
อริยมรรคมีองค์แปด ได้แก่
สัมมาทิฏฐิ มี ๒ อย่าง คือ วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ และ มัคคสัมมาทิฏฐิ
สัมมาทิฏฐิ กับ สัมมาสังกัปปะ รวมกันเรียกว่า ปัญญาสิกขา สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, และ สัมมาอาชีวะ รวมกันเรียกว่า สีลสิกขา สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, และ สัมมาสมาธิ รวมกันเรียกว่า จิตตสิกขา (สมาธิ) ซึ่งก็คือสมถภาวนา
อริยมรรคมีองค์ ๘ ต่อไปนี้ เรามาดูรายละเอียดของอริยมรรคมีองค์ ๘ แต่ละองค์
องค์แรกคือสัมมาทิฏฐิ อะไรคือสัมมาทิฏฐิ? สัมมาทิฏฐิ ประกอบด้วยปัญญา ๔ ประเภท ได้แก่ ๑. วิปัสสนาปัญญาในทุกขอริยสัจ ซึ่งก็คือ *อุปาทานขันธ์ ๕* ๒. วิปัสสนาปัญญาในทุกขสมุทัยอริยสัจ เป็นปัญญาที่กำหนดรู้เหตุเกิดของ *อุปาทานขันธ์ ๕* หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นวิปัสสนาปัญญาในปฏิจจสมุปบาท ๓. ปัญญาในการทำให้แจ้งและปัญญาในความดับทุกข์ ซึ่งก็คือความดับ *อุปาทานขันธ์ ๕* ได้แก่พระนิพพาน ๔. ปัญญาในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นทางปฏิบัติที่นำไปสู่การทำให้แจ้งพระนิพพาน ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘
องค์มรรคที่ ๒ ได้แก่สัมมาสังกัปปะ ความคิดชอบ มี ๔ ประเภท เช่นเดียวกัน ๑. การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์คือ ทุกขอริยสัจ ซึ่งก็คือ *อุปาทานขันธ์ ๕*
หน้า ๗๐
๒. การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์คือทุกขสมุทัยอริยสัจ ซึ่งก็คือเหตุเกิดของอุปาทานขันธ์ ๕ ๓. การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์คือความดับทุกข์ ซึ่งก็คือพระนิพพาน ๔. การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ซึ่งก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘
ดังนั้น สัมมาสังกัปปะ ย่อมยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ที่เป็นทุกขอริยสัจ ซึ่งก็คืออุปาทานขันธ์ ๕ สัมมาทิฏฐิก็เข้าใจทุกขอริยสัจนั้นตามความเป็นจริง องค์มรรคทั้ง ๒ นี้ ร่วมกันยกจิตขึ้นสู่อริยสัจ ๔ แต่ละอย่าง และร่วมกันเข้าใจอริยสัจ ๔ เหล่านั้น เพราะมีกิจร่วมกันอย่างนี้ จึงเรียกว่าปัญญาสิกขา
องค์มรรคที่ ๓ คือสัมมาวาจา ได้แก่ การเว้นพูดโกหก พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ องค์มรรคที่ ๔ คือสัมมากัมมันตะ การกระทำชอบ ได้แก่ การเว้นการฆ่า การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม และการเสพเบียร์ ไวน์ และของมึนเมาอื่น ๆ องค์มรรคที่ ๕ คือสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ การเว้นจากการประกอบอาชีพด้วยมิจฉาวาจาหรือมิจฉากัมมันตะ เช่น การฆ่า การลักทรัพย์ หรือการโกหก สำหรับคฤหัสถ์ สัมมาอาชีวะรวมการละเว้นมิจฉาพาณิชย์ ๕ อย่าง คือ
ดูรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับเบียร์ ไวน์ และของมึนเมา ในเชิงอรรถ ๕๒๒ หน้า ๔๒๑
{ หน้า ๗๑ }
การค้าอาวุธ, การค้ามนุษย์, การค้าสัตว์เพื่อนาไปฆ่า, การค้าสุราและของมึนเมาอื่น ๆ รวมถึงการค้ายาพิษ
องค์มรรคทั้ง ๓ คือ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ รวมกัน เรียกว่า ศีลสิกขา
๑. ความเพียรเพื่อป้องกันอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ๒. ความเพียรเพื่อละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ๓. ความเพียรเพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ๔. ความเพียรเพื่อยังกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เพิ่มพูนไพบูลย์
เพื่อเจริญ สัมมาวายามะ ทั้ง ๔ ประเภทเหล่านี้ เราต้องปฏิบัติและเจริญ ไตรสิกขา คือ ศีล, สมาธิ, และปัญญา
องค์มรรคที่ ๗ ก็คือ สัมมาสติ การระลึกชอบ มี ๔ ประเภทเช่นเดียวกัน คือ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน: การพิจารณากาย ๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน: การพิจารณาเวทนา ๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน: การพิจารณาจิต ๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน: การพิจารณาธรรม
ในที่นี้ ธรรม หมายถึงเจตสิก ๕๑ ประเภทยกเว้นเวทนา, หมายถึงอุปาทานขันธ์ ๕, หรืออายตนะภายในและภายนอก ๑๒, หรือธาตุ ๑๘, หรือโพชฌงค์ ๗, หรืออริยสัจ ๔ เป็นต้น แต่สติ ๔ ประเภทนั้นจริง ๆ แล้วสามารถย่อลงเป็น ๒ ประเภท คือสติที่เป็นไปในรูป และสติที่เป็นไปในนาม
องค์มรรคที่ ๘ คือ สัมมาสมาธิ เป็นการมีจิตตั้งมั่นชอบ ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ฌานเหล่านี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ ตามที่กล่าวในมหาสติปัฏฐานสูตร ส่วนในวิสุทธิมรรค ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า สัมมาสมาธิประกอบด้วย รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และอุปจารสมาธิ
ชนบางพวกได้สั่งสมบารมีไว้มาก จึงสามารถบรรลุพระนิพพานได้ด้วยการฟังธรรมเทศนาอย่างสังเขปหรืออย่างพิสดาร แต่ส่วนมากยังไม่ได้สั่งสมบารมีไว้เช่นนั้น จึงต้องปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ไปตามลำดับ คนเหล่านี้เรียกว่า “เนยยบุคคล” คือบุคคลที่พอแนะนาสั่งสอนได้ และต้องเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ทีละขั้น เริ่มตั้งแต่ศีล สมาธิ ไปจนถึงปัญญา กล่าวคือ เมื่อได้ชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์แล้ว ก็ต้องฝึกฝนในด้านสมาธิ และเมื่อชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ด้วยการฝึกสมาธิแล้ว ก็ต้องฝึกฝนในด้านปัญญา
โยคีควรจะเจริญสมาธิอย่างไร สมถกรรมฐานมี ๔๐ อย่าง ดังนั้น บุคคลจึงสามารถเจริญกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้สมาธิ ส่วนผู้ที่ไม่สามารถตัดสินใจว่าจะเจริญกรรมฐานอะไร ก็ควรเริ่มที่อานาปานสติ คือการตั้งสติที่ลมหายใจ เพราะคนส่วนมากประสบความสำเร็จในกรรมฐานด้วยอานาปานสติ (ม. มหาวรรค ข้อ ๓๗๒, ม. มูล. ข้อ ๑๐๕)
ในส่วนของวิสุทธิมรรค ทิฏฐิวิสุทธินิเทศ ข้อ ๖๖๒ ได้อธิบายว่า “จิตตวิสุทธิ” ก็คือ “สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจารสมาธิ” ซึ่งมีความหมายเหมือนกันกับสัมมาสมาธิ</blockquote>
(หน้า ๗๓)
อานาปานสติหรือด้วยจตุธาตุวัฏฐานคือการกำหนดธาตุ ๔ ฉะนั้น เราก็จะมาดูกันอย่างสังเขปว่า จะเจริญอานาปานสติอย่างไร
วิธีเจริญอานาปานสติ
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอานาปานสติไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร โดยเริ่มว่า
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ อย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่าง (คือ ในที่สงบ) ก็ดี นั่งข่มบัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า (คือเฉพาะอารมณ์ของกรรมฐาน) มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
แล้วทรงอธิบายอานาปานสติว่า
สาเหนียว่า “เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า” สาเหนียว่า “เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก” สาเหนียว่า “เราระงับกายสังขาร หายใจเข้า” สาเหนียว่า “เราระงับกายสังขาร หายใจออก”
เพื่อเริ่มเจริญกรรมฐาน ให้นั่งในท่าที่สบายและพยายามมีสติที่ลมหายใจ เมื่อลมกำลังเข้าและออกจากกายผ่านรูจมูก โยคีอาจรู้สึกถึงลมหายใจใต้จมูก หรือ
บริเวณรอบๆ รูจมูก จุดนั้นเรียกว่า จุดสัมผัส อย่าตามลมหายใจที่เข้าไปในกาย หรือออกมานอกกาย เพราะจะไม่สามารถทำสมาธิให้สมบูรณ์ได้ เพียงแค่มีสติที่ลมหายใจตรงจุดชัดสุดซึ่งลมเสียดสีหรือกระทบ ไม่ว่าจะเป็นที่เหนือริมฝีปากบน หรือรอบๆ รูจมูก แล้วก็จะสามารถเจริญและทำสมาธิให้สมบูรณ์ได้
อย่าใส่ใจในสภาวลักษณะ หรือสามัญญลักษณะ หรือสีนิมิตของสมาธิ สภาวลักษณะก็คือลักษณะของธาตุทั้ง ๔ ของลมหายใจ คือความแข็ง ความหยาบ สภาวะที่ไหลไป ความร้อน ความพยุงไว้ ความดัน เป็นต้น สามัญญลักษณะก็คือ ความไม่เที่ยง (อนิจฺจ) ความเป็นทุกข์ (ทุกฺข) ความเป็นอนัตตา (อนตฺต) ของลมหายใจ คืออย่ากำหนดว่า “เข้า-ออก-ไม่เที่ยง” หรือ “เข้า-ออก-เป็นทุกข์” หรือ “เข้าออก-เป็นอนัตตา” ให้เพียงแค่มีสติที่ลมหายใจเข้าออกโดยความเป็นบัญญัติ
บัญญัติของลมหายใจเป็นอารมณ์ของอานาปานสติ โยคีต้องตั้งสมาธิอยู่กับอารมณ์นี้เพื่อเจริญสมาธิ เมื่อโยคีตั้งสมาธิอยู่กับบัญญัติของลมหายใจอย่างนี้ ทั้งเคยได้ฝึกกรรมฐานนี้ในชาติก่อนๆ ทั้งได้อบรมเจริญบารมีมาแล้ว ก็จะสามารถตั้งสมาธิอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกได้ง่าย
สภาวลักษณะ ก็คือลักษณะเฉพาะของปรมัตถธรรมแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือนาม โดยเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปัจจัตตลักษณะ (ลักษณะเฉพาะตัว) ส่วนสามัญญลักษณะ ก็คือลักษณะ ๓ ที่สามัญในสังขารธรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือนาม ซึ่งก็คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา
ถ้าทำไม่ได้ วิสุทธิมรรคก็แนะนาให้นับลมหายใจ โยคีควรนับหลังจากการหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง คือ “เข้า-ออก-หนึ่ง, เข้า-ออก-สอง” เป็นต้น ให้นับอย่างน้อยถึง ๕ แต่ไม่เกิน ๑๐ เราแนะนาให้นับจนถึง ๘ เพราะเป็นการเตือนให้ระลึกถึงอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นสิ่งที่โยคีกาลังพยายามเจริญ ดังนั้น จึงควรนับตามชอบใจระหว่าง ๕ จนถึง ๑๐ โดยอธิษฐานว่า ในช่วงนั้น จะไม่ให้ใจเลื่อนลอยไปที่อื่น แต่จะมีสติอย่างสงบอยู่กับลมหายใจ เมื่อนับลมหายใจเช่นนี้ ก็จะเห็นว่า สามารถรักษาใจให้มีสมาธิได้ โดยมีสติอย่างสงบอยู่กับลมหายใจเท่านั้น เมื่อใจมีสมาธิเช่นนี้ได้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ก็ควรปฏิบัติตามกรรมฐานขั้นที่หนึ่งและสองต่อไป คือ
ในขั้นนี้ โยคีต้องเจริญสติว่า ลมหายใจเข้าออกนั้นยาวหรือสั้น “ยาว” หรือ “สั้น” ในที่นี้ไม่ได้หมายเอาความยาวที่วัดเป็นฟุตหรือนิ้ว แต่หมายถึงระยะเวลา ควรตัดสินเองว่า ช่วงเวลาขนาดไหนควรเรียกว่า "ยาว" และช่วงเวลาขนาดไหนควรเรียกว่า "สั้น" ให้มีสติในระยะเวลาของลมหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง แล้วก็จะสังเกตได้ว่า ลมหายใจนั้น บางครั้งก็ยาว บางครั้งก็สั้น
วิสุทธิมรรค กถาว่าด้วยอานาปานสติ ข้อ ๒๒๓.
โยคีควรทราบว่า นี่คือทั้งหมดที่ต้องทำในขั้นนี้ อย่าไปกำหนดว่า “เข้าออก-ยาว, เข้า-ออก-สั้น” เพียงกำหนดว่า “เข้า-ออก” แล้วมีสติว่าลมหายใจยาวหรือสั้น ควรรู้เช่นนี้ได้ โดยมีสติกับระยะเวลาที่ลมหายใจเสียดสีและกระทบกับริมฝีปากบนหรือรอบ ๆ รูจมูกเมื่อลมเข้าหรือออกจากกาย บางครั้ง ลมหายใจอาจยาวตลอดการนั่ง และบางครั้งก็สั้น แต่ไม่ควรตั้งใจพยายามทำให้ยาวหรือสั้น
ในขั้นนี้ นิมิตอาจจะปรากฏขึ้น แต่ถ้าโยคีแม้ทำเช่นนี้ได้โดยสงบจนถึงประมาณชั่วโมงหนึ่ง นิมิตก็ยังไม่ปรากฏ ก็พึงปฏิบัติตามขั้นที่ ๓ ต่อไป คือ สาเหนียกว่า “เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า” สาเหนียกว่า “เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก”
ในที่นี้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้มีสติในลมหายใจทั้งปวงตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ นิมิตก็อาจปรากฏ โดยถ้าปรากฏ อย่าเพิ่งเข้าไปกำหนดนิมิตนั้น ให้อยู่กับลมหายใจต่อไปก่อน
ถ้ามีสติในลมหายใจตั้งแต่ต้นจนถึงปลายโดยสงบจนถึงประมาณหนึ่งชั่วโมง นิมิตก็ยังไม่ปรากฏ ก็พึงปฏิบัติตามขั้นที่ ๔ ต่อไป คือ สาเหนียกว่า “เราระงับกายสังขาร หายใจเข้า” สาเหนียกว่า “เราระงับกายสังขาร หายใจออก”
เพื่อจะระงับกายสังขาร โยคีควรอธิษฐานให้ลมหายใจสงบ แล้วมีสติอย่างต่อเนื่องกับลมหายใจตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย ไม่ควรทำอะไรอย่างอื่น ไม่เช่นนั้นแล้วสมาธิจะไม่ต่อเนื่องแล้วหลุดไป
วิธีเจริญอานาปานสติจนถึงอัปปนา – วิธีเจริญอานาปานสติ { หน้า ๗๗ }
วิสุทธิมรรคได้ระบุองค์ ๔ ที่ทำให้ลมหายใจสงบ คือ
องค์เหล่านี้ได้อธิบายก่อนอื่นด้วยอุปมา คือ เหมือนลมหายใจเข้าและออกของคนที่วิ่งลงมาจากภูเขา หรือปลงของหนักมากลงจากศีรษะแล้วยืนอยู่ ย่อมเป็นลมหยาบ หายใจทางจมูกอย่างเดียวไม่พอ ยืนหายใจทั้งเข้าทั้งออกทางปากอยู่ ต่อเมื่อใดเขาบรรเทาความเหนื่อยนั้นแล้ว ได้อาบและดื่มน้ำแล้ว เอาผ้าเปียกวางไว้ตรงที่หัวใจ นอนพักในที่อันร่มเย็น ทีนี้ ลมหายใจเข้าออกของเขานั้นก็ละเอียดลง จนกระทั่งต้องตรวจสอบว่า “ลมหายใจมีอยู่หรือไม่มีหนอ”
วิสุทธิมรรคกล่าวต่อไปว่า อุปมาฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น ลมหายใจเข้าออกของภิกษุย่อมหยาบในตอนแรก แล้วละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งต้องตรวจสอบว่า “ลมหายใจมีอยู่หรือไม่มีหนอ”
เพื่ออธิบายเพิ่มเติมว่า ทำไมภิกษุจึงต้องตรวจสอบความมีอยู่ของลมหายใจเข้าออก วิสุทธิมรรคจึงกล่าวว่า
วิสุทธิมรรค กถาว่าด้วยอานาปานสติ ข้อ ๒๒๐.
วิธีเจริญอานาปานสติจนถึงอัปปนา – วิธีเจริญอานาปานสติ { หน้า ๗๘ }
เพราะเป็นความจริงว่า ในกาลก่อนที่ยังมิได้กำหนดถือเอา (ลมหายใจเข้าออกนั้น) การคานึง การรวมใจ การมนสิการ การปัจจเวกขณว่า “เราจะระงับกายสังขารหยาบ ๆ” หามีแก่เธอไม่ ต่อในกาลที่กำหนดถือเอา (ลมหายใจเข้าออก) แล้วจึงมี เพราะเหตุนั้น กายสังขารของเธอในกาลที่ได้กำหนดถือเอา (ลมหายใจเข้าออก) แล้ว จึงละเอียดกว่ากาลที่ยังมิได้กำหนดถือเอา
๑. การคานึง (อาโภค) คือเบื้องต้นให้ใส่ใจในลมหายใจ จับลมหายใจนั้น หันความสนใจไปสู่ลมหายใจ โดยหมายว่า “เราจะพยายามระงับลมหายใจ”
๒. การรวมใจ (สมนฺนาหาร) คือการทำให้ต่อเนื่องโดยวิธีนั้น ๆ คือ ใส่ใจที่ลมหายใจอย่างนั้นอย่างต่อเนื่อง ทำแล้วทำอีก ทา(รง)ลมหายใจไว้ในใจ โดยหมายว่า “เราจะพยายามระงับลมหายใจ”
๓. การมนสิการ (มนสิการ) ตรง ๆ คือ “อธิษฐานเพื่อระงับลมหายใจ” มนสิการเป็นเจตสิกที่ยังใจให้หันหน้าไปสู่อารมณ์ มนสิการยังใจให้สานึกและรู้ลมหายใจ
๔. การพิจารณาทบทวน (ปจฺจเวกฺขณ) คือโยคีพิจารณา (วิมส) ลมหายใจ ทำให้ชัดเจนต่อจิตด้วยหมายว่า “เราจะพยายามระงับลมหายใจ”
ดังนั้น ทั้งหมดที่โยคีต้องทำในขั้นนี้ก็คือ อธิษฐานเพื่อระงับลมหายใจ และมีสติที่ลมหายใจอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีนี้ ก็จะเห็นว่าลมหายใจจะสงบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งนิมิตอาจปรากฏในตอนนี้
ก่อนนิมิตจะปรากฏ หลายท่านจะเผชิญกับความยากลำบาก โดยมากจะพบว่าลมหายใจละเอียดมากและไม่ชัด จึงอาจคิดว่าลมหายใจได้หยุดไปแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ โยคีควรรักษาสติไว้ที่จุดสุดท้ายซึ่งลมหายใจกระทบ และคอยเฝ้าดูลมที่จุดนั้น
คนตาย เด็กในครรภ์ คนจมน้ำ คนสลบ คนที่อยู่ในจตุตถฌาน คนที่อยู่ในนิโรธสมาบัติ และพรหม บุคคล ๗ จำพวกเหล่านี้เท่านั้นที่ไม่หายใจ พึงพิจารณาว่า โยคีไม่ใช่คนหนึ่งในบุคคลเหล่านั้น และจริงๆ แล้วยังหายใจอยู่ เพียงแค่สติไม่มีกำลังพอที่จะรู้สึกถึงลมหายใจเท่านั้น
เมื่อลมหายใจละเอียด ไม่ควรทำอะไรให้ลมชัดยิ่งขึ้น เพราะความพยายามเช่นนั้นจะทำให้ฟุ้งซ่าน แล้วสมาธิก็จะไม่เจริญขึ้น ให้มีสติทำหายใจตามที่เป็นเท่านั้น และถ้าลมไม่ชัด ก็เพียงแค่เฝ้าอยู่ที่จุดซึ่งลมกระทบเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็จะพบว่า เมื่อโยคีใช้สติและปัญญาเช่นนี้ ลมหายใจก็จะปรากฏอีก
นิโรธสมาบัติ คือเมื่อจิต เจตสิกที่เกิดร่วมกัน และรูปที่เกิดจากจิต ทั้งหมดจะระงับไปชั่วคราว ดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในคำถามและคำตอบ ๕.๑ หน้า ๓๐๓
{ หน้า ๘๐ }
สำหรับโยคีบางคน จะมีแสงสว่างก่อนนิมิตจะปรากฏ สำหรับคนอื่น นิมิตก็จะปรากฏเลย แสงและนิมิตไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ต่างกันเหมือนกับดวงอาทิตย์ต่างกับแสงอาทิตย์
นิมิตจะต่างๆ กันสำหรับโยคีแต่ละคน สำหรับบางคน นิมิตนั้นจะบริสุทธิ์และละเอียดเช่นปุยฝ้าย หรือใยฝ้ายที่คลี่ออกแล้ว หรือลมที่พัดหรือกระแสลม หรือแสงสว่างจ้าเหมือนกับดาวรุ่งคือดาวพระศุกร์ หรือทับทิมหรือเพชรที่สุกใส หรือแก้วมุกดาที่สุกใส สำหรับคนอื่น นิมิตจะเหมือนกับต้นฝ้ายหรือเสี้ยนไม้ สำหรับคนอื่นๆ นิมิตจะเหมือนกับเชือกหรือเส้นด้ายที่ยาว เหมือนกับพวงดอกไม้ เปลวควัน ใยแมงมุมที่ขึงแล้ว เมฆหมอก ดอกปทุม ล้อรถ ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์
ในกรณีส่วนมาก นิมิตที่สีขาวบริสุทธิ์เหมือนกับปุยฝ้าย เป็นอุคคหนิมิต คือนิมิตที่ถือเอาหรือที่ใช้ศึกษา ปกติมีลักษณะด้านและทึบ แต่เมื่อสว่างจ้าดุจดาวรุ่ง สุกใสและชัดเจน นั่นเป็นปฏิภาคนิมิต คือนิมิตเทียบเคียง เมื่อเป็นเหมือนทับทิมหรือเพชรที่ด้าน นั่นเป็นอุคคหนิมิต แต่เมื่อส่องสว่างและมีประกายระยิบระยับ นั่นเป็นปฏิภาคนิมิต นิมิตอื่นๆ ก็ควรเข้าใจโดยนัยเดียวกัน
ดังนั้น แม้อานาปานสติจะเป็นกรรมฐานเดียว แต่กว่านิมิตชนิดต่างๆ กล่าวคือนิมิตจะปรากฏแตกต่างกันสำหรับแต่ละบุคคล
วิสุทธิมรรคอธิบายว่า นิมิตนั้นต่างกันเพราะเกิดโดยสัญญา และมหาฎีกาของวิสุทธิมรรคก็อธิบายว่า เป็นเพราะสัญญาที่ต่างกันซึ่งโยคีแต่ละคนมีก่อนนิมิตเกิด ดังนั้น นิมิตที่ต่างกันก็เพราะสัญญาที่ต่างกัน แต่สัญญาไม่ได้เกิดขึ้นโดยลาพัง เพราะเป็นธรรมปรุงแต่งจิตชนิดหนึ่งที่เกิดพร้อมกับจิตแต่ละดวง และกับธรรมปรุงแต่งจิตอื่นๆ ธรรมปรุงแต่งจิตที่เกิดพร้อมกับจิตแต่ละดวงเรียกว่า เจตสิก เช่น
ถ้าโยคีตั้งสมาธิในนิมิตด้วยจิตที่เป็นสุข เจตสิกที่เกิดไม่ใช่มีเพียงสัญญาเท่านั้น แต่มีร่วมกันถึง ๓๓ ชนิด เช่น ผัสสะ เจตนา เอกัคคตา มนสิการ วิตก วิจาร อธิโมกข์ วิริยะ และฉันทะ ดังนั้น จึงไม่ใช่เพียงแค่สัญญาเท่านั้นที่ต่าง แม้เจตสิกอื่นๆ ทั้งหมดก็ต่างกันเช่นกัน
แท้ที่จริงแล้ว วิสุทธิมรรคก็ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในที่อื่น คือในเรื่องของการได้ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน คืออรูปฌานที่ ๔ ในที่นั้น วิสุทธิมรรคอธิบายว่า สัญญาในฌานนั้นละเอียดมาก ดังนั้น จึงเรียกว่า เนวสัญญานาสัญญาฌาน คือมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ แต่ไม่ใช่เพียงสัญญาเท่านั้นที่ละเอียดยิ่ง แม้เวทนา วิญญาณ ผัสสะ และเจตสิกอื่นๆ ก็ละเอียดยิ่งเช่นกัน ดังนั้น วิสุทธิมรรคจึงกล่าวว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น
**
การอ้างอิง:
วิธีเจริญอานาปานสติ { หน้า ๘๒ }
…จะมีเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ จะมีจิตก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ จะมีผัสสะก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ เป็นต้น
ดังนั้น เมื่ออรรถกถากล่าวว่านิมิตต่างกันเพราะสัญญาต่างกัน อรรถกถาเพียงอธิบายนิมิตของ*อานาปานสติ*จากมุมมองของสัญญาเดี่ยวๆ โดยใช้สัญญาเป็นบทอธิบาย ใช้สัญญาเป็นตัวอย่าง
แต่ไม่ว่ารูปร่างหรือสีของนิมิตจะเป็นเช่นไร ไม่ว่าสัญญาของลมหายใจเข้าออกจะเป็นอย่างไร ข้อสำคัญก็คือ ไม่พึงเล่นกับนิมิต อย่าให้นิมิตนั้นหายไป อย่าจงใจเปลี่ยนรูปร่างหรือลักษณะอื่นๆ ของนิมิต เพราะถ้าโยคีทำอย่างนั้น สมาธิก็จะไม่เจริญ การคืบหน้าจะชะงัก นิมิตอาจจะหายไปเลย ดังนั้น เมื่อนิมิตปรากฏเป็นครั้งแรก อย่าเปลี่ยนการใส่ใจที่ลมหายใจไปยังนิมิต ถ้าทำเช่นนั้น ก็อาจจะพบว่านิมิตหายไป
ถ้าโยคีพบว่า นิมิตนั้นคงที่ และจิตเองก็แนบแน่นอยู่ที่นิมิตแล้ว ก็พึงปล่อยให้จิตคงอยู่ที่นั่น เพราะถ้าฝืนดึงจิตออกจากนิมิตนั้น ก็อาจเสียสมาธิได้ ถ้านิมิตปรากฏอยู่ไกลข้างหน้าของโยคี ก็ไม่พึงใส่ใจ เพราะนิมิตน่าจะหายไป ถ้าไม่ใส่ใจในนิมิตโดยเพียงตั้งสมาธิที่ลมหายใจ ณ ที่ลมกระทบ นิมิตก็จะมาอยู่ที่จุดนั้น
เมื่อนิมิตปรากฏที่จุดสัมผัสอย่างมั่นคง ปรากฏเป็นลมหายใจ และลมหายใจก็ปรากฏเป็นนิมิต แม้เช่นนั้นก็ควรยังคงตั้งสมาธิไว้ที่ลมหายใจ ไม่ควรใส่ใจในนิมิต เมื่อตั้งสมาธิอย่างต่อเนื่องที่ลมหายใจ ลมกับนิมิตในที่สุดก็จะเป็นหนึ่งเดียวกัน
**
วิธีเจริญอานาปานสติจนถึงอัปปนา
จิตก็จะแนบแน่นอยู่ที่นิมิตเอง เมื่อเป็นเช่นนี้เท่านั้นจึงควรตั้งสมาธิที่นิมิต เมื่อรักษาใจไว้ที่นิมิตอย่างต่อเนื่อง นิมิตก็จะขาวขึ้น ๆ จนเหมือนปุยฝ้าย นั่นเป็นอุคคหนิมิต
โยคีควรอธิษฐานเพื่อรักษาใจให้มีสมาธิอย่างสงบอยู่ที่อุคคหนิมิตสีขาวนั้น เป็นระยะเวลาหนึ่ง-สอง-สามชั่วโมงหรือยิ่งกว่านั้น ถ้าสามารถรักษาใจให้แนบแน่นที่อุคคหนิมิตนั้นชั่วโมงหนึ่งหรือสองชั่วโมง นิมิตก็จะเริ่มชัดเจน สว่าง สุกใส นี่เป็นปฏิภาคนิมิต ให้อธิษฐานและปฏิบัติเพื่อรักษาใจให้อยู่ที่ปฏิภาคนิมิตเป็นเวลาหนึ่งสอง-สามชั่วโมง ให้ปฏิบัติจนสำเร็จ
ในขั้นนี้ โยคีจะได้อุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิ
อุปจารสมาธิเรียกว่าอุปจาร (เข้าใกล้) ก็เพราะอยู่ใกล้ฌานโดยเกิดก่อน ส่วนอัปปนาสมาธิก็คือฌาน
สมาธิทั้งสองประเภทมีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์ ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวของสมาธิทั้งสองก็คือ ในอุปจารสมาธิ องค์ฌานยังไม่สมบูรณ์ เพราะเหตุนี้ภวังคจิตจึงยังเกิดอยู่ และบุคคลยังอาจตกลงสู่ภวังค์ได้ (คือจิตที่รักษาภพชาติ) โยคีอาจกล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง (รวมทั้งจิต) หยุดทั้งหมด และอาจเข้าใจด้วยซ้ำว่านี่คือพระนิพพาน แต่ตามความจริงแล้ว จิตยังไม่หยุด แต่โยคียังไม่ชำนาญพอเพื่อกำหนดรู้การตกลงสู่ภวังค์ เพราะภวังคจิตนั้นละเอียดมาก
สำหรับหนังสือภาษาอังกฤษฉบับที่ ๒ และ ๓ มีผู้ชี้ว่า นี่ไม่ใช่คู่มือภาวนา แต่ถึงกระนั้น พระอาจารย์ใหญ่ก็ได้ปรับปรุงคำสอนในย่อหน้านี้สำหรับหนังสือฉบับที่ ๕
วิธีปรับอินทรีย์ ๕ ให้สมดุล
เพื่อหลีกเลี่ยงการตกลงสู่ภวังค์และเพื่อให้ก้าวหน้าต่อไป โยคีต้องอาศัยการอุปถัมภ์จากอินทรีย์ ๕ เพื่อช่วยหนุนจิตให้แนบอยู่กับปฏิภาคนิมิต อินทรีย์ ๕ ได้แก่
อินทรีย์ ๕ เป็นกำลัง ๕ อย่างที่ควบคุมและรักษาจิตไม่ให้หันเหไปจากทางของสมถะและวิปัสสนาที่นำไปสู่พระนิพพาน ถ้าอินทรีย์อย่างใดอย่างหนึ่งมีมากเกินไป ความไม่สมดุลก็จะเกิดขึ้น
อินทรีย์แรกคือศรัทธาในสิ่งที่ควรจะศรัทธา เช่นในพระรัตนตรัย หรือในกรรมและผลของกรรม
เป็นเรื่องสำคัญที่จะมีศรัทธาในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะถ้าไม่มีศรัทธา บุคคลย่อมท้อถอยจากสิ่งที่ต้องทำในกรรมฐาน
อนึ่ง เป็นเรื่องสำคัญที่จะมีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวคือ มรรค ๔ ผล ๔ และพระนิพพานเป็นต้น คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นตัวชี้ทางกรรมฐาน ดังนั้น ในขั้นนี้ศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมในทางนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ
สมมุติโยคีคิดว่า “จริงหรือที่จะสามารถได้ฌานเพียงแค่เฝ้าดูลมหายใจเข้าออก จริงหรือที่อุคคหนิมิตเป็นเหมือนกับปุยฝ้ายสีขาว และปฏิภาคนิมิตเป็นเหมือนกับน้ำแข็งหรือกระจกใส” ถ้าความคิดเหล่านี้คงยืน ก็จะก่อความเห็นเช่น “ไม่สามารถได้ฌานในปัจจุบัน” และศรัทธาในคำสอนก็จะลดลงจนกระทั่งเลิกเจริญสมถะ
ดังนั้น บุคคลผู้กำลังเจริญสมาธิด้วยกรรมฐานเช่นอานาปานสติ ต้องมีศรัทธาที่เข้มแข็ง โยคีควรจะเจริญอานาปานสติโดยปราศจากความสงสัย ควรคิดว่า “สามารถได้ฌานถ้าเราดำเนินตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างมีระบบ”
แต่ถ้าบุคคลมีศรัทธาเกิน ซึ่งในที่นี้เป็นศรัทธาในปฏิภาคนิมิต สมาธิจะลดลง ศรัทธาที่มากเกินประกอบกับปีติที่มากเกิน ซึ่งก่อความรู้สึกต่างๆ นี้ หมายความว่า จิตของโยคีจะถูกรบกวนด้วยราคะที่ประกอบกับปีติ และปัญญาก็จะไม่สามารถรู้ชัดซึ่งปฏิภาคนิมิตได้
ดังนั้น เพราะศรัทธาอันมากเกิน ได้ตั้งความเลื่อมใสไว้ที่อารมณ์ ปัญญาจึงไม่ชัดเจนหรือมั่นคง อินทรีย์ที่เหลือคือวิริยะ สติ และสมาธิก็จะไร้กำลัง คือ วิริยะไม่สามารถยกเจตสิกที่เกิดพร้อมกันขึ้นสู่ปฏิภาคนิมิตและรักษาให้อยู่กับปฏิภาคนิมิตนั้น สติก็ไม่สามารถระลึกถึงปฏิภาคนิมิต สมาธิก็ไม่สามารถห้ามจิตไม่ให้ไปสู่อารมณ์อื่น และปัญญาก็ไม่สามารถรู้ชัดซึ่งปฏิภาคนิมิต เพราะฉะนั้น ศรัทธาที่มากเกินจริงๆ แล้วนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธา
ถ้าวิริยะมีกำลังเกิน อินทรีย์ที่เหลือ คือศรัทธา สติ สมาธิ และปัญญา ก็จะไม่เลื่อมใส ไม่ระลึกถึง ไม่ป้องกันความวอกแวก และไม่อบรมการรู้ชัด เพราะฉะนั้น วิริยะที่มากเกินไปเป็นเหตุให้จิตไม่มีสมาธิอันสงบในปฏิภาคนิมิต
มีตัวอย่างในเรื่องของท่านพระโสณะ ในเมืองราชคฤห์ ท่านพระโสณะได้ยินคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เกิดศรัทธา แล้วจึงขออนุญาตพ่อแม่เพื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสอนกรรมฐานหนึ่งแก่ท่าน แล้วท่านก็ได้ไปอยู่ที่วิหารสีตะวัน ได้ปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เมื่อเดินจงกรมประกอบ
(หน้า ๘๖)
…กับกรรมฐานด้วยความเพียรใหญ่ เท้าของท่านก็แตก ท่านไม่นอนหรือหลับ เมื่อเดินไม่ได้แล้ว ก็คลานด้วยมือและเข่า ปฏิบัติเอาจริงเอาจังจนกระทั่งทางจงกรมเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด แม้ปฏิบัติอยู่เช่นนั้น ก็ไม่ได้บรรลุคุณอะไรเลยจนสิ้นหวัง
ขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ยอดเขาคิชฌกูฏ ได้ทรงทราบความสิ้นหวังของท่าน แล้วได้เสด็จไปหาเพื่อทรงเตือนให้ระลึกว่า เมื่อตอนที่ยังเป็นคฤหัสถ์ ท่านเคยดีดพิณ พิณนั้นย่อมมีเสียงไม่ไพเราะ หรือดีดไม่ได้เมื่อสายพิณนั้นตึงหรือหย่อนเกินไป สายต้องขึงพอดีๆ พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า ฉันใดก็ฉันนั้น วิริยะ ความพยายามที่มากเกินย่อมก่อความฟุ้งซ่าน วิริยะที่น้อยเกินย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ท่านพระโสณะได้ประโยชน์จากธรรมเทศนานั้นแล้ว เพราะไม่นานหลังจากนั้นเมื่อพิจารณาคำสอนนั้นอยู่ ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
บัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญการยังศรัทธาให้สมดุลกับปัญญา และการยังสมาธิให้สมดุลกับวิริยะ
แต่ถ้าศรัทธาและปัญญาสมดุลกัน บุคคลย่อมเลื่อมในวัตถุที่ควรเลื่อมใส คือในพระรัตนตรัย ในกรรมและผลของกรรม ย่อมเชื่อว่า ถ้าเจริญกรรมฐานตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะสามารถได้ปฏิภาคนิมิตและบรรลุฌาน
อนึ่ง ถ้าสมาธิมีกำลังและวิริยะอ่อนกำลัง บุคคลอาจกลายเป็นคนเกียจคร้าน เช่น ถ้าเมื่อสมาธิของโยคีดีขึ้น แล้วใส่ใจในปฏิภาคนิมิตของอานาปานสติด้วยจิตที่ผ่อนคลาย โดยไม่รู้ชัดในนิมิตนั้น ก็อาจเริ่มมีความเกียจคร้าน ในกรณีนี้ องค์ฌานทั้ง ๕ ย่อมไม่มีกำลังพอที่จะรักษาสมาธิไว้ในระดับสูงเช่นนั้นได้ ซึ่งหมายความว่า จิตก็ย่อมตกภวังค์บ่อยๆ
แต่ถ้าวิริยะมีกำลังแต่สมาธิอ่อน ก็อาจเริ่มฟุ้งซ่าน เมื่อสมาธิและวิริยะสมดุลกัน ก็ย่อมไม่เกียจคร้าน ไม่ฟุ้งซ่าน แล้วก็จะสามารถบรรลุฌานได้
เมื่อบุคคลหวังจะเจริญสมถกรรมฐาน การมีศรัทธาที่มีกำลังมากเป็นเรื่องดี ในทุกๆ กรณี ถ้าคนนั้นคิดว่า "เราจะได้ฌานอย่างแน่นอนถ้าเราเจริญสมาธิในปฏิภาคนิมิต" ด้วยกำลังของศรัทธานั้นและสมาธิที่ตั้งมั่นในปฏิภาคนิมิต ก็ย่อมบรรลุฌานอย่างแน่นอน เพราะฌานมีสมาธิเป็นมูลฐานหลัก
สำหรับบุคคลที่เจริญวิปัสสนา การมีปัญญาที่มีกำลังย่อมเป็นเรื่องดี เพราะเมื่อปัญญามีกำลังมาก ก็สามารถรู้และเห็นไตรลักษณ์คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา โดยการแทงตลอด
เมื่อสมาธิกับปัญญาสมดุลเท่านั้นโลกิยฌานจึงจะเกิดขึ้นได้ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ความสมดุลเช่นนี้ก็เช่นเดียวกันสำหรับโลกุตตรฌาน โดยสมาธิและปัญญาก็ยังต้องสมดุลกันกับวิริยะและศรัทธาอีกด้วย
วิธีเจริ
ส่วนสติเป็นสิ่งจำเป็นในทุกๆ กรณี เพราะช่วยป้องกันจิตไม่ให้ฟุ้งซ่านเมื่อศรัทธาเกิน วิริยะเกิน หรือปัญญาเกิน และไม่ให้เกียจคร้านเมื่อสมาธิเกิน สติทำให้ศรัทธาสมดุลกับปัญญา สมาธิกับวิริยะ และสมาธิกับปัญญา ดังนั้น สติจึงจำเป็นเสมอ เปรียบเสมือนกับเกลือที่จำเป็นในแกงทั้งหมด และเปรียบเสมือนนายกรัฐมนตรีที่จำเป็นต่อราชกิจทั้งปวง เพราะฉะนั้น โบราณอรรถกถาจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “สติจำเป็นเสมอในกรรมฐานทุกอย่าง” เพราะอะไร เพราะสติเป็นที่พึ่ง เป็นเครื่องป้องกันจิตในกรรมฐาน เป็นที่พึ่งเพราะช่วยให้จิตได้ภาวะอันวิเศษซึ่งไม่เคยได้หรือรู้จักมาก่อน ถ้าหากขาดสติ จิตก็จะไม่สามารถบรรลุสภาพอันวิเศษเหนือจิตธรรมดา สติป้องกันจิตและรักษากรรมฐานไม่ให้หลุดหายไป เพราะเหตุนี้ เมื่อกำหนดรู้สติด้วยวิปัสสนาญาณ สติจึงปรากฏเป็นเครื่องรักษากรรมฐานรวมทั้งจิตของโยคี หากขาดสติ บุคคลก็จะไม่สามารถยกจิตหรือข่มจิต เพราะเหตุดังกล่าว พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า สตินั้นจำเป็นในทุกกรณี
ถ้าบุคคลจะพึงได้ฌานด้วยอานาปานสติ การปรับความสมดุลของโพชฌงค์ ๗ ก็สำคัญด้วย โพชฌงค์ ๗ ได้แก่ ๑. สติสัมโพชฌงค์ – ระลึกถึงปฏิภาคนิมิตและกำหนดรู้นิมิตนั้น กำหนดแล้ว กำหนดอีก ๒. ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ – รู้ชัดปฏิภาคนิมิตนั้น ดูวิสุทธิมรรค ปฐวีกสิณนิเทศ อัปปนาโกศล ๑๐ อย่าง ข้อ ๖๒ และมหาฎีกา
๓. วิริยสัมโพชฌงค์ – คือการประสานโพชฌงค์ ๗ เข้าด้วยกัน และรักษาดุลยภาพขององค์ ๗ ให้ดำรงอยู่กับปฏิภาคนิมิต และโดยเฉพาะแล้ว เสริมกำลังตนเองและธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
๔. ปีติสัมโพชฌงค์ – คือความเบิกบานใจเมื่อประสบกับปฏิภาคนิมิต
๕. ปัสสัทธิสมฺโพชฌงค์ – คือความสงบของจิตและเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกันโดยมีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์
๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ – คือความมีอารมณ์เดียวของจิตที่ปฏิภาคนิมิต
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ – คือความสม่าเสมอของจิตโดยไม่มีทั้งราคะหรือปฏิฆะกับปฏิภาคนิมิต
**
โยคีต้องพัฒนาและปรับความสมดุลของโพชฌงค์ทั้ง ๗ ถ้าวิริยะไม่เพียงพอ จิตก็จะตกไปจากอารมณ์กรรมฐาน ซึ่งในที่นี้ก็คือปฏิภาคนิมิต ดังนั้น จึงไม่ควรเจริญปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา แต่ควรเจริญธัมมวิจยะ วิริยะ และปีติแทน ถ้าได้เช่นนี้ ก็จะสามารถยกจิตขึ้นสู่กรรมฐานได้อีก
เมื่อมีวิริยะมากเกินไป จิตก็จะฟุ้งซ่านไม่สงบ ดังนั้น จึงต้องทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับนัยก่อน คือไม่เจริญธัมมวิจยะ วิริยะ และปีติ แต่เจริญปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา เมื่อได้เช่นนี้ จิตที่ฟุ้งซ่านไม่สงบก็จะกลับกลายเป็นสมานและสงบ นี่เป็นวิธีปรับอินทรีย์ ๕ และโพชฌงค์ ๗ ให้สมดุลกัน
**
วิธีบรรลุฌาน
เมื่ออินทรีย์ ๕ คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ได้พัฒนามาเพียงพอแล้ว สมาธิก็จะลุล่วงผ่านอุปจารสมาธิไปจนถึงฌาน คืออัปปนาสมาธิ เมื่อบรรลุ…
ฌาน จิตของโยคีก็จะรู้ปฏิภาคนิมิตอย่างต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือแม้ตลอดคืน หรือแม้ตลอดทั้งวันทั้งคืน
เมื่อจิตมีสมาธิอยู่ที่ปฏิภาคนิมิตอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมง พึงพยายามกำหนดรู้บริเวณหัวใจที่ภวังคจิตอาศัยเกิดขึ้น ซึ่งก็คือหทยวัตถุ ภวังคจิตนั้นสว่างและสุกใส โดยอรรถกถาอธิบายว่า ภวังคจิตนั้นก็คือมโนทวาร ถ้าพยายามแล้วพยายามอีกหลายครั้งหลายคราว ในที่สุดก็จะสามารถกำหนดรู้มโนทวารคือภวังคจิตกับปฏิภาคนิมิตที่ปรากฏ ณ ที่นั้น แล้วพึงกำหนดรู้องค์ฌาน ๕ ทีละองค์ เมื่อปฏิบัติต่อไป ก็จะสามารถกำหนดรู้องค์ฌานทั้ง ๕ ได้พร้อมกัน
องค์ฌาน ๕ คือ
๑. วิตก – ยกจิตขึ้นและตั้งจิตไว้ที่ปฏิภาคนิมิต ๒. วิจาร – รักษาจิตไว้ที่ปฏิภาคนิมิต ๓. ปีติ – เอิบอิ่มใจในปฏิภาคนิมิต ๔. สุข – สุขใจในปฏิภาคนิมิต ๕. เอกัคคตา – ความรวมเป็นหนึ่งของจิตที่ปฏิภาคนิมิต
องค์ฌานทั้งหมดเรียกรวมกันว่า “ฌาน” เมื่อโยคีเริ่มเข้าฌานได้ ควรฝึกเพื่อให้อยู่ในฌานได้เป็นเวลานานๆ ไม่ควรใช้เวลามากเกินเพื่อกำหนดรู้องค์ฌาน ควรเจริญวสีภาวะแห่งฌาน
วสี มี ๕ อย่าง คือ
๑. เข้าฌานได้ตามต้องการ (สมาปัชชนวสี) ๒. อธิษฐานให้อยู่ในฌานโดยกำหนดระยะเวลา (อธิฏฐานวสี)
แล้วอยู่ได้ตามที่อธิษฐาน
๓. ออกจากฌานได้ตามที่กำหนดเวลาไว้ (วุฏฐานวสี) ๔. การอาวัชชน (การระลึกถึง) องค์ฌานได้ (อาวัชชนวสี) ๕. ทบทวนพิจารณาองค์ฌานได้ (ปัจจเวกขณวสี)
ในอังคุตรนิกาย คาวีอุปมาสูตร พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า บุคคลไม่พึงพยายามยังทุติยฌานให้เกิดก่อนจะชำนาญในปฐมฌาน ทรงอธิบายว่า ถ้ายังไม่มีวาสีภาวะในปฐมฌานอย่างบริบูรณ์ แล้วพยายามเพื่อยังฌานที่สูงขึ้นไปให้เกิด ก็จะเสียปฐมฌาน แล้วก็ไม่สามารถได้ฌานที่สูงขึ้นด้วย คือย่อมสูญเสียฌานทั้งหมด
เมื่อมีวาสีในปฐมฌานแล้ว โยคีสามารถพยายามยังทุติยฌานให้เกิดขึ้น โดยเข้าปฐมฌานที่ปานนี้ได้คุ้นเคยแล้ว ออกจากฌาน แล้วพิจารณาโทษของฌานนั้น และพิจารณาประโยชน์ของทุติยฌาน ซึ่งก็คือ ปฐมฌานนั้นใกล้กับนิวรณ์ ๕ และมีองค์ฌานที่หยาบคือวิตกและวิจาร ซึ่งทำให้ปฐมฌานนั้นสงบสุขน้อยกว่าทุติยฌานที่ไม่มีองค์ฌานอันหยาบเหล่านั้น ดังนั้น โดยไม่มีฉันทะในองค์ฌาน ๒ อย่างนั้น มีฉันทะเพียงแค่ปีติ สุข และเอกัคคตา พึงตั้งสมาธิในปฏิภาคนิมิตอีกแล้วเข้าปฐมฌาน
เมื่อออกจากปฐมฌาน แล้วพิจารณาองค์ฌานอีกด้วยสติสัมปชัญญะ อันการระลึกถึงและการทบทวนพิจารณาองค์ฌานเกิดขึ้นในมโนทวารวิถีเดียวกัน คือ
มโนทวาราวัชชนจิต (การระลึกถึง) อารมณ์นั้น ซึ่งในกรณีนี้ก็คือองค์หนึ่งในองค์ฌานทั้ง ๕ (ต่อจากนั้น) ชวนจิตก็ติดตามมโนทวาราวัชชนจิตโดยบางครั้งมี ๔-๕-๖ หรือ ๗ ขณะ และมีอารมณ์เดียวกัน ดูรายละเอียดในตาราง ๘ หน้า 297
**
อรรถกถา (อ. สัตตกนิบาต. ข้อ ๓๕)
(หน้า ๙๒)
องค์ฌาน ๒ อย่างคือ วิตก และ วิจาร จะปรากฏเป็นของหยาบ ในขณะที่ ปีติ สุข และ เอกัคคตา ปรากฏเป็นของประณีต ดังนั้น เพื่อที่จะละองค์ที่หยาบและได้องค์ที่ประณีต พึงตั้งสมาธิใน ปฏิภาคนิมิต อีก โดยวิธีนี้ ก็จะสามารถเข้าทุติยฌาน ซึ่งมีองค์ ๓ อย่างเหล่านี้เท่านั้น คือ ปีติ สุข และ เอกัคคตา เมื่อนั้น โยคีพึงเจริญ วสี ๕ ในทุติยฌาน เมื่อประสบผลสำเร็จ และต้องการเจริญตติยฌาน ก็พึงออกจากทุติยฌานที่คุ้นเคยแล้ว พิจารณาโทษของทุติยฌานนั้น และพิจารณาประโยชน์ของตติยฌาน ซึ่งก็คือ ทุติยฌานใกล้กับปฐมฌานที่มีองค์ฌานอันหยาบคือวิตกและวิจาร และทุติยฌานเองก็มีองค์ฌานที่หยาบคือปีติ จึงทำให้ทุติยฌานนั้นสงบน้อยกว่าตติยฌาน ซึ่งไม่มีปีติ ดังนั้น โดยที่ตอนนี้ไม่มีฉันทะในองค์ฌานที่หยาบนั้น และมีฉันทะในองค์ที่ประณีตเท่านั้น โยคีพึงตั้งสมาธิอีกในปฏิภาคนิมิตแล้วเข้าทุติยฌาน เมื่อออกจากทุติยฌานและพิจารณาถึงองค์ฌาน องค์ฌานคือปีติจะปรากฏโดยเป็นของหยาบ ในขณะที่สุขและเอกัคคตาจะปรากฏเป็นของประณีต ดังนั้น เพื่อละองค์ฌานที่หยาบและได้องค์ที่ประณีต พึงตั้งสมาธิในปฏิภาคนิมิตอีก โดยวิธีนี้ ก็จะสามารถเข้าตติยฌาน ซึ่งมีองค์คือ สุข และ เอกัคคตา เพียงเท่านั้น เมื่อบรรลุตติยฌานแล้ว ก็พึงเจริญ วสีภาวะ ๕ ในตติยฌาน
**
พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าตอยะอธิบายว่า องค์ฌานคือปีตินั้น เป็นองค์สนับสนุนให้เกิดความยึดติดกับฌานสุข แต่เพราะอารมณ์ของฌานนั้นสุขุม ความยึดติดนั้นจึงไม่สามารถเพิ่มขึ้นจนเป็นกามราคะได้ จึงเป็นความติดข้องที่ละเอียด (ปีห)
เมื่อประสบผลสำเร็จ และต้องการเจริญ จตุตถฌาน พึงออกจากตติยฌานที่คุ้นเคยแล้ว พิจารณาโทษของตติยฌานและพิจารณาประโยชน์ของจตุตถฌาน คือ ตติยฌานนั้นใกล้กับทุติยฌานซึ่งมีองค์ฌานที่หยาบคือปีติ และตติยฌานเองก็มีองค์ฌานอันหยาบคือสุข ทำให้ตติยฌานนั้นสงบน้อยกว่าจตุตถฌาน ซึ่งไม่มีองค์ฌานอันหยาบ ตอนนี้ พร้อมกับ ฉันทะ เพื่อให้ได้จตุตถฌาน พึงตั้งสมาธิในปฏิภาคนิมิตอีกครั้ง เพื่อเข้าสู่ตติยฌาน เมื่อออกจากตติยฌานและพิจารณาองค์ฌานอีก องค์ฌานคือสุขก็จะปรากฏเป็นของหยาบ ในขณะที่ อุเบกขา และ เอกัคคตา จะปรากฏเป็นของประณีต ดังนั้น เพื่อที่จะละองค์ฌานที่หยาบและได้องค์ฌานที่ประณีต พึงตั้งสมาธิในปฏิภาคนิมิตอีก โดยวิธีนี้ โยคีก็จะสามารถเข้าถึงจตุตถฌาน ซึ่งมีองค์ฌานคืออุเบกขาและเอกัคคาเท่านั้น
เมื่อได้จตุตถฌานแล้ว พึงเจริญ วสี ๕ แห่งจตุตถฌาน เมื่อได้จตุตถฌาน ลมหายใจจะหยุดไปโดยสิ้นเชิง นี่เป็นความบริบูรณ์ของขั้นที่ ๔ ในการเจริญอานาปานสติ ซึ่งได้ทรงตรัสไว้ว่า สาเหนียกว่า “เราระงับกายสังขาร หายใจเข้า” และสาเหนียกว่า “เราระงับกายสังขาร หายใจออก”
ขั้นนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อนิมิตจวนจะปรากฏ และเมื่อสมาธิเจริญขึ้นตลอดฌานทั้ง ๔ ลมหายใจก็จะสงบลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดอย่างสิ้นเชิงในจตุตถฌาน ฌาน ๔ เหล่านี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “รูปาวจรฌาน” เพราะอาจก่อภพใหม่ในรูปภูมิ (ภูมิของรูปพรหม) เราไม่สนับสนุนให้โยคีเจริญฌานเพื่อเกิดในรูปภูมิ แต่เพื่อนำไปใช้ในการเจริญวิปัสสนา
เมื่อ โยคี สามารถเข้าถึง จตุตถฌาน ด้วย อานาปานสติ และเจริญ วสีภาวะ ทั้ง ๕ แล้ว แสงแห่งสมาธินั้นก็จะเจิดจ้า สุกใส และโชติช่วง ถ้าต้องการก็เลื่อนไปเจริญ วิปัสสนา ต่อได้ หรือมิฉะนั้น ก็เจริญ สมถกรรมฐาน ต่อไปได้
นี่เป็นประเด็นของธรรมเทศนาต่อไป กล่าวคือ วิธีการเจริญสมถกรรมฐานด้วยอาการ ๓๒ ของร่างกาย ด้วยกระดูก และกสิณ ๑๐ เป็นต้น
{ หน้า ๙๕ }
จิตดวงหนึ่งมีอายุหนึ่งขณะจิต โดยมีสามอนุขณะ คือ เกิดขึ้น (อุปาทขณะ), ตั้งอยู่ (ฐีติขณะ), และ ดับไป (ภังคขณะ)
ในระหว่างวิถีจิต มีภวังคจิตเกิดขึ้นจำนวนหนึ่ง (ดู ตารางที่ ๑ก: การจุติและการปฏิสนธิ)
ขณะจิต | อารมณ์ —|— (ก่อนวิถีจิต) | … อารมณ์ก่อนจุติ | จิตในชาติก่อน ภวังค์ | มโนทวารา, วัชชนะ, ภูมิ (กาม / รูป / อรูป) ….
ฌานอารมณ์
| จิต | |
| :— | |
| ชวนะ ๑ | |
| ชวนะ ๒ | |
| ชวนะ ๓ | |
| บริกรรม | |
| อุปจาร | |
| อนุโลม | ๔ |
| โคตรภูญาณ |
(หลังวิถีจิต) … อารมณ์ก่อนจุติ | จิตในชาติก่อน ชวนะ | ภวังค์ (มาก: พัน ล้าน ฯลฯ) ||…|| | อัปปนา | รูป / อรูป (กาม / รูป / อรูป)
สรุปรายละเอียด: ฌานสมาปัตติวิถีเป็นมโนทวารวิถีที่สามารถเกิดขึ้นได้ใน ๓ ภูมิ คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ รายละเอียดที่มาในที่นี้มาจากวิสุทธิมรรค นิเทศเรื่องปฐวีกสิณ ข้อ ๖๙ (กถาว่าด้วยปฐมฌาน)
**
หมายเหตุสำหรับ “ตาราง ๑: วิถีจิต เมื่อได้ฌาน (ฌานสมาปัตติวิถี)”
กระบวนการของฌานสมาปัตติวิถีคือ (๑) มโนทวาราวัชชนจิต – มีอารมณ์เป็นปฏิภาคนิมิตของกรรมฐาน (๒-๔) ชวนจิต ตระเตรียมเบื้องต้น ๓ ดวง คือ บริกรรม อุปจาระ และอนุโลม มีอารมณ์เดียวกันนั้นนั่นแหละ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาของจิตเหล่านั้น มีกาลังยิ่งกว่ากามาวจรจิตปกติ เพราะฉะนั้น จิตเหล่านี้จึงบริกรรมคือเตรียมทางให้กับอัปปนา เป็นอุปจาระคือใกล้กับฌาน และอนุโลมคือคล้อยตามจิตที่มาก่อน ๆ และคล้อยตามโคตรภูจิตที่มาภายหลัง (ในผู้มีอินทรีย์กล้า บริกรรมจะไม่เกิด มีเพียงแค่อุปจาร อนุโลม และโคตรภู) (๕) โคตรภูจิต เป็นชวนจิตตระเตรียมอันดับที่ ๔ เป็นจุดเปลี่ยนจากกามาวจรจิตอันเป็นโคตรของจิตอันจำกัด (*ปริตฺตโคตฺ*) ไปสู่รูปาวจรจิตหรืออรูปาวจรจิตอันเป็นโคตรของจิตอันยิ่งใหญ่ (*มหคคตโคตฺ*) (๖) อัปปนาชวนจิต มีจำนวนนับไม่ได้ซึ่งมีอารมณ์เดียวกัน จิตแต่ละดวงเสริมกาลังให้แก่จิตดวงต่อ ๆ ไป จำนวนของอัปปนาชวนจิตนั้นขึ้นอยู่กับว่าดำรงอยู่ในฌานนานเท่าไร ซึ่งอาศัยการฝึกฝนและความชำนาญของโยคี อาจดำรงอยู่เพียงแค่ส่วนของวินาที หรือเป็นชั่วโมง หรือหลาย ๆ วัน โยคีที่ได้เจริญวสี ๕ ของฌานย่อมอธิษฐานก่อนว่าจะดำรงอยู่ในฌานนานเท่าไร แต่สำหรับผู้เพิ่งได้ฌานเป็นครั้งแรก มีฌานจิตดวงเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้น (อาทิกัมมิกฌานวิถี)
ดูนามธรรมของอัปปนาจิตแต่ละดวงที่หัวข้อ “วิธีกาหนดรู้กามาวจรวิถี” หน้า ๒๘๙
====== วิธีเจริญอานาปานสติจนถึงอัปปนา ====== (หน้า ๙๗)
กระบวนการเช่นนี้ย่อมเป็นไปในบุคคลผู้เข้าผลสมาบัติซึ่งเป็นโลกุตตระ
ในทางเดียวกัน สำหรับปัญจทวารวิถีและมโนทวารวิถีหนึ่ง ๆ ในกามาวจรภูมิ จิตจะเหมือนกันทั้งหมด แต่ในฌานสัมปัตติวิถี (ในชั้นรูปาวจรภูมิหรืออรูปาวจรภูมิ) จิตจะไม่เหมือนกันทั้งหมด
จิตดวงที่ ๕ จึงจะเป็นฌานจิตจริง ๆ และไม่ใช่มีดวงเดียวเท่านั้น แต่มีเป็นพันล้านดวง และล้วนแต่เป็นฌานจิตประเภทเดียวกัน
ถ้าบุคคลดำรงอยู่ในฌานเดียวกันนานยิ่ง ๆ ขึ้นไป จิตที่ ๕ (ซึ่งเป็นฌานจิต) ย่อมถึงความนับไม่ได้
โยคีเข้าฌานตามจิตที่ส่งไป คือตั้งใจว่าจะเข้าฌานไหน กุศลกรรมของการเข้าฌานจะเป็นครุกรรมที่เป็นกุศล ถ้าหากรักษาฌานนั้นไว้ได้จนกระทั่งถึงมรณาสันนวิถี (คือวิถีจิตใกล้ ๆ จุติจิต)
**
อ้างอิง:
{ หน้า ๙๘ }
๑.๑ การเลื่อนขั้น สำหรับอานาปานสติ
คำถาม ในลำดับการปฏิบัติอานาปานสติทั้ง ๔ ขั้นนั้น เราจะตัดสินใจได้อย่างไรว่าเมื่อไรควรจะเลื่อนจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง
คำตอบ พระผู้มีพระภาคได้ทรงสอนการปฏิบัติตามลำดับขั้น โดยเริ่มต้นจากลมหายใจยาว ลมหายใจสั้น ลมหายใจตลอดทั้งสาย และลมหายใจละเอียด เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายเท่านั้น ในการปฏิบัติจริง ลำดับขั้นทั้ง ๔ อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันก็ได้
ดังนั้น หากสามารถมีสมาธิอยู่กับลมหายใจยาวตลอดทั้งสาย และลมหายใจสั้นตลอดทั้งสาย ประมาณหนึ่งชั่วโมง ต่อจากนั้น (เมื่อสมาธิเจริญขึ้น) ลมหายใจจะเริ่มละเอียดขึ้นโดยอัตโนมัติ
โยคีสามารถเปลี่ยนไปตั้งสมาธิอยู่กับลมหายใจละเอียด หากลมละเอียดยาว ควรพยายามรู้ลมหายใจละเอียดและยาวตลอดทั้งสาย หากลมละเอียดสั้น ควรพยายามรู้ลมหายใจละเอียดและสั้นตลอดทั้งสาย ถ้าลมหายใจไม่ละเอียดเอง ควรตั้งสมาธิ (มนสิการ) อยู่กับลมหายใจโดยอธิษฐานว่า ลมหายใจจงละเอียด
วิธีนี้จะช่วยให้ลมหายใจกลายเป็นลมละเอียด แต่อย่าจงใจทำให้ลมหายใจละเอียด หรือทำให้ลมหายใจยาวหรือสั้น พึงแค่อธิษฐานว่าลมหายใจจงละเอียดเท่านั้น ด้วยวิธีนี้ ลมหายใจยาว ลมหายใจสั้น ลมหายใจตลอดทั้งสาย และลมหายใจละเอียด ทั้ง ๔ ขั้นนี้ก็จะรวมอยู่ในขั้นๆ เดียว
ดูรายละเอียดของการทำให้ลมหายใจละเอียดในหน้า ๗๗
'คำถามและคำตอบ ๑ – ๑.๑ การเลื่อนขั้นสำหรับอานาปานสติ' { หน้า ๙๙ }
ในช่วงต้นของขั้นที่ ๔ ลมหายใจจะกลายเป็นลมละเอียดมากเท่านั้น ไม่ถึงกับหยุดไปเลย จะหยุดโดยสิ้นเชิงก็ต่อเมื่อถึงจตุตถฌานเท่านั้น นี่เป็นขั้นละเอียดสุด
คำถาม จำเป็นจะต้องได้นิมิตหรือไม่ในการเจริญกรรมฐาน
คำตอบ สำหรับกรรมฐานบางอย่าง เช่น อานาปานสติ กสิณ ๑๐ และอสุภะ ๑๐ จำเป็นต้องได้นิมิต ถ้าต้องการได้ฌานในกรรมฐานอื่น เช่น พุทธานุสสติ นิมิตไม่มี สำหรับเมตตากรรมฐาน การแผ่เมตตาได้เสมอกันโดยไม่แบ่งบุคคล (คือ การทาลายสีมาสัมเภทะ) จัดว่าเป็นนิมิต
คำถาม บางท่านกล่าวว่า เมื่อปฏิบัติอานาปานสติอยู่ วิญญาณของตนได้ออกไปจากร่าง เรื่องนั้นเป็นจริง หรือว่าโยคีเหล่านั้นอยู่ในหนทางที่ผิด
คำตอบ โดยปกติแล้วจิตที่มีสมาธิจะสร้างนิมิตได้ เมื่อสมาธินั้นลึก มั่นคง และมีพลัง เนื่องจากสัญญาต่างกัน นิมิตต่างๆ กันก็จึงปรากฏ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าโยคีต้องการนิมิตให้ยาว นิมิตนั้นก็จะยาว ต้องการให้นิมิตสั้น นิมิตก็จะสั้น เป็นเพียงแต่โวหารเท่านั้น เพราะจริงๆ ไม่ใช่นิมิต
ต้องการให้นิมิตกลม นิมิตก็จะกลม ต้องการให้นิมิตเป็นสีแดง นิมิตก็จะแดง ดังนั้น สภาวณหมายที่ต่างกันอาจเกิดขึ้นเมื่อปฏิบัติอานาปานสติ โยคีจึงอาจสภาวณ์หมายว่าตนเองออกมาอยู่นอกร่างกาย แต่นี่เป็นเพียงสิ่งที่จิตสร้างขึ้น หาใช่วิญญาณแต่ อย่างใดไม่ นี่ไม่ใช่ปัญหา ให้เพียงแค่ไม่สนใจนิมิตนั้น และกลับมามีสติอยู่กับลมหายใจ
เมื่อแยกแยะ นามปรมัตถ์ – รูปปรมัตถ์ ทั้งภายในและภายนอกแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถไขปริศนาเกี่ยวกับวิญญาณได้ คือ โยคีจะไม่พบวิญญาณในที่ไหน ๆ เลย ดังนั้น จึงต้องทำลายความสภาวณหมายว่าเป็นกลุ่มก้อน (ฆนสัญญา) ของนามและรูป แล้วประจักษ์สภาพปรมัตถ์ของนามรูป
คัมภีร์วิสุทธิมรรคได้กล่าวไว้ว่า นานาธาตุโย วินิพฺภชุ ิตฺวา ยาถาวสรสโต อุปฏฺ าติ ฆนวินิพฺโภเค กเต อนตฺตลกฺขณ
เมื่อได้ทำการแยกฆนะ (คือการรวมกันเป็นกลุ่มก้อน) โดยได้แยกออกเป็นธาตุต่าง ๆ แล้ว อนัตตลักษณะ ก็ย่อมปรากฏโดยสภาวะของตนตามความเป็นจริง เพราะเหตุแห่งฆนสัญญา ความสภาวณหมายว่ามีวิญญาณ จึงเกิดขึ้นได้
ในกรณีของรูป การรวมกันเป็นกลุ่มก้อน (ฆนะ) มี ๓ อย่าง คือ
๑) สันตติฆนะ (ความเป็นกลุ่มก้อนโดยการสืบต่อ) อธิบายว่า เพราะรูปปรากฏเป็นอันเดียวกันโดยสืบเนื่องกันไป เราอาจคิดว่ากายและแขนขามีอยู่จริง ๆ และอาจคิดว่า อัตตา เดียวกันนั่นแหละไปจากภพสู่ภพ โดยมีรูปร่างต่าง ๆ กัน เพื่อข้ามความเห็นผิดเช่นนี้ เราต้องแยกแยะสลายความเป็นกลุ่มก้อนที่เหมือนจะมีในกายนี้ ต้องเห็นว่ากายนี้ประกอบด้วย รูปกลาป ที่เกิดขึ้นและดับไป เพื่อให้เห็นว่า กลาปหนึ่ง ๆ ไม่ได้อยู่ต่อเนื่องกันไป ทันทีที่เกิดขึ้นก็จะดับไป ไม่มีเวลาพอที่กลาปนั้นจะไปในที่ไหน ๆ ไม่ได้ไปจากภพสู่ภพ ไม่ได้ไปแม้แต่จากวินาทีนี้สู่วินาทีหน้า
๒) สมูหฆนะ (ความเป็นกลุ่มก้อนโดยการรวมกัน) อธิบายว่า เพราะรูปปรากฏโดยรวมเป็นอันเดียวกัน เราอาจคิดว่า รูปกลาป ต่าง ๆ นั้นเป็น รูปปรมัตถ์ และอาจคิดว่า รูปกลาป ต่าง ๆ นั้นก็คือ อัตตา เพื่อข้ามความเห็นผิดนี้ เราต้องแยกแยะสลายความเป็นกลุ่มก้อนที่เหมือนจะมีใน รูปกลาป ประเภทต่าง ๆ ต้องจำแนกวิเคราะห์รูปกลาปแต่ละชนิด โดยวิธีนี้ ก็จะเห็นว่า รูปกลาป หนึ่ง ๆ ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ เป็นต้นว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สี กลิ่น รส โอชา และชีวิตรูป ความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันของธาตุที่มารวมกันนั้นไม่มีในที่ไหน ๆ
๓) กิจจฆนะ (ความเป็นกลุ่มก้อนโดยมีกิจเดียวกัน) อธิบายว่า เพราะเข้าใจ รูปปรมัตถ์ ไม่ดีพอ เราอาจคิดว่าธาตุทั้งหลายตั้งอยู่บน อัตตา เหมือนกับเมล็ดพืช และพืชที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน เพื่อข้ามความเห็นผิดนี้ เราต้องเห็นว่าธาตุแต่ละอย่าง
**
ธาตุแต่ละอย่างมีลักษณะ กิจ (รส) อาการปรากฏ (ปัจจุปฏฺฐาน) และเหตุใกล้ (ปทฏฺฐาน) ของตนๆ จึงไม่ได้อาศัยสิ่งที่ไม่ใช่ธาตุอื่นๆ เช่น อัตตา
โยคีจะแยกแยะสลายความเป็นกลุ่มก้อนของรูปได้อย่างไร?
ต้องเริ่มต้น กำหนดรู้รูปกลาป (เป็นอณูเล็กๆ) จากนั้นจึงวิเคราะห์รูปกลาปต่างๆ เพื่อให้เห็นว่ารูปกลาปแต่ละกลาปประกอบด้วยรูปต่างๆ อย่างน้อยแปดชนิด จากนั้นจึงวิเคราะห์รูปแต่ละอย่าง หากไม่ทำตามลำดับนี้ ความสำคัญว่ามีวิญญาณก็จะไม่สูญหายไป
เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ทำลายความเป็นกลุ่มก้อน (ฆนะ) ของนามธรรม สัญญา ว่ามีวิญญาณก็จะไม่หายไป ตัวอย่างเช่น เมื่อใจฟุ้งไป ก็อาจจะคิดว่าจิตที่ฟุ้งอยู่นั้น คือวิญญาณของโยคี
—
ความเป็นกลุ่มก้อน ๔ อย่างในวิถีจิตที่ต้องทำลายด้วยวิปัสสนาญาณ
๑) สันตติฆนะ (ความเป็นกลุ่มก้อนโดยการสืบต่อ) อธิบายว่า เพราะนามนั้นปรากฏโดยความสืบต่อเป็นอันเดียวกันและสืบเนื่องกันไป เราจึงอาจคิดว่าเป็นใจเดียวกันนั้นแหละที่รู้อารมณ์ทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย และใจ อาจคิดไปต่างๆ กัน เป็นต้นว่า นี้เป็นอัตตาเดียวกัน ใจเดียวกัน จิตบริสุทธิ์ ดวงเดียวกัน ที่ท่องเที่ยวไปจากภพสู่ภพ โดยเข้าไปสถิตอยู่ในร่างกายต่างๆ กัน และในชาตินี้ ก็อาจคิดว่าใจของตนนั้นท่องเที่ยวไปภายนอกร่างกาย เพื่อข้ามความเห็นผิดนี้
ต้องแยกแยะความเป็นอันเดียวกันที่ปรากฏของจิตใจ ต้องเห็นว่า การรู้นั้นเกิดขึ้นอาศัยวิถีจิตที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป โดยวิธีนี้ จึงจะเห็นว่า ใจนั้นไม่มีการสืบต่อ คือ ทันทีที่เกิดขึ้นก็จะดับไป ไม่มีเวลาพอที่จะไปในที่ไหน ๆ ไม่ว่าจากภพสู่ภพ ไม่ใช่ แม้แต่จากวินาทีนี้ไปสู่วินาทีหน้า
๒) สมุหฆณะ (ความเป็นกลุ่มก้อนโดยการรวมกัน) อธิบายว่า เพราะนามปรากฏโดยรวมเป็นนามธรรมเดียวกัน เราจึงอาจคิดว่าเป็นจิตบริสุทธิ์ที่รู้อารมณ์ และอาจคิดว่าจิตบริสุทธิ์นั้นเป็นอัตตาของตน เพื่อข้ามความเห็นผิดนี้ เราต้องแยกแยะความเป็นอันเดียวกันที่ปรากฏของจิตแต่ละประเภท ต้องวิเคราะห์จิตแต่ละชนิดในวิถีจิตแต่ละประเภทด้วยวิธีนี้จึงจะเห็นว่า จิตดวงหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยจิตและเจตสิกอันเป็นไปตามกฎ เช่น เวทนา สัญญา สังขาร วิตก วิจาร หรือ โทสะ โมหะ มิจฉาทิฏฐิ มานะ และวิจิกิจฉา หรือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ปีติ สติ ศรัทธา และสัมมาทิฏฐิ ความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันของนามที่มาประชุมรวมกันนั้น ไม่มีในที่ไหน ๆ
๓) กัจฉฆณะ (ความเป็นกลุ่มก้อนโดยมีกิจเดียวกัน) อธิบายว่า เพราะเข้าใจไม่เพียงพอเกี่ยวกับสภาวะปรมัตถ์ของนาม (คือจิตและเจตสิก) เราจึงอาจคิดว่านามธาตุทั้งหลายตั้งอยู่บนอัตตา เหมือนกับเมล็ดพืชและพืชที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน เพื่อข้ามความเข้าใจผิดนี้ ก็จะต้องเห็นว่า จิตและเจตสิกแต่ละอย่างมีลักษณะเฉพาะ, กิจหน้าที่, อาการปรากฏ และเหตุใกล้ของตน ๆ นามธรรมแต่ละอย่างจึงไม่ได้อาศัยสิ่งอื่น ๆ เช่น อัตตา
๔) อารัมมณฆณะ (ความเป็นกลุ่มก้อนโดยมีอารมณ์เดียวกัน) อธิบายว่า แม้จะแทงตลอดแล้วซึ่งฆณะทั้ง ๓ ดังที่กล่าวไปแล้ว โยคีก็ยังอาจมีความคิดเป็นต้นว่า
“เราได้เห็นสภาวปรมัตถ์ของรูปนามแล้ว” หรือว่า “อัตตาตัวรู้ เห็นรูปนามปรมัตถ์แล้ว”
เพื่อข้ามความเห็นผิดเหล่านี้ ก็จะต้องแยกแยะฆนะทั้ง ๓ ของวิปัสสนาวิถีจิตก่อน ๆ ซึ่งแทงตลอดฆนะทั้ง ๓ ของอารมณ์ก่อน ๆ ด้วยวิปัสสนาปัญญาที่มีในภายหลัง จะต้องเห็นว่านามที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาปัญญาภายหลังก็ยังเป็นตัวรู้ในวิปัสสนาปัญญาที่มีมาก่อน เพราะนามนั้นแทงตลอดฆนะทั้ง ๓ ของนามธรรมซึ่งก็เป็นตัวรู้ที่มีอารมณ์ด้วย
แล้วโยคีจะทำลายฆนะของนามได้อย่างไร มาดูตัวอย่างคือมโนทวารวิถีของอุปจารสมาธิที่มีปฏิภาคนิมิตของอานาปานสติเป็นอารมณ์ วิถีจิตเช่นนี้มีมโนทวาราวัชชนจิตขณะหนึ่งและชวนจิตเจ็ดขณะ ในมโนทวาราวัชชนจิตนั้น มีเจตสิก ๑๒ ประเภท ส่วนชวนจิตแต่ละขณะมีเจตสิก ๓๔ ประเภท
ถ้าทำลายฆนะ ๔ อย่างของนามได้อย่างนี้ ก็จะเห็นแต่การเกิดและดับไปอย่างรวดเร็วของจิตกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันเท่านั้น
ตัวอย่างความเห็นผิดอย่างอื่นที่เป็นไปในทำนองนี้ก็คือ “ผู้รู้รู้” “คนทารู้” “สิ่งที่รู้รู้” ฯลฯ.
บางคนอาจจะคิดว่า “รูปนามปรมัตถ์เปลี่ยนแปรไป แต่จิตที่รู้นามรูปนั้นไม่เปลี่ยน”
เพราะมีอนิจจสัญญาเช่นนี้ ก็จะไม่คิดว่าจิตคือวิญญาณของตนอีกต่อไป เพราะอนัตตสัญญาย่อมมากับอนิจจสัญญา สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ในเมฆิยสูตร ว่า
(เมฆิยะ อนัตตสัญญาย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ได้อนิจจสัญญา)
คาถาม นิมิตของอานาปานสติมาจากไหน? อะไรทำให้เกิดนิมิตปรากฏ?
คาตอบ จิตส่วนมากที่เกิดโดยอาศัยหทัยวัตถุ ย่อมก่อลมหายใจ นิมิตของอานาปานสติแท้ ๆ มาจากลมหายใจ แต่จิตทุกดวงก็ไม่ได้ก่อนิมิต เพราะจิตที่มีสมาธิที่ลึกเท่านั้นจึงก่อนิมิต ดังนั้น ลมหายใจที่เกิดจากจิตที่มีสมาธิอันลึกและแน่วแน่จึงจะให้นิมิตของอานาปานสติให้ปรากฏได้ ถ้านิมิตนั้นอยู่ห่างจากปลายจมูก นั่นไม่ใช่นิมิตแท้
นิมิตบางอย่างอาจปรากฏเพราะเหตุแห่งสมาธิ แต่ก็อาจไม่ใช่นิมิตแท้ของอานาปานสติ ถ้านิมิตนั้นยังทำให้เกิดฌานได้ นิมิตนั้นก็จัดเป็นอานาปานนิมิต แต่ถ้าไม่ยังฌานให้เกิด นั่นไม่ใช่อานาปานนิมิตแท้ ถ้าโยคีตั้งจิตจดจ่อที่นิมิตนั้น ฌานขุ. อุ. ข้อ ๓๑ (และ อ. นวก. ข้อ ๓)
ผู้แปล – พระอาจารย์อธิบายไว้ในที่ต่าง ๆ ว่า นิมิตแท้ของอานาปานสติมีลักษณะดังนี้คือ (๑) เกิดที่ลมหายใจกระทบเท่านั้น (๒) ใช้เป็นอารมณ์ของกรรมฐานแทนลมหายใจได้ (๓) ถ้าจดจ่อที่นิมิตนั้นแล้ว ก็จะถึงอัปปนาสมาธิได้ ดังนั้น นิมิตที่อยู่ที่อื่น เช่นที่ห่างจากปลายจมูก จึงไม่ใช่นิมิตแท้
{ หน้า ๑๐๖ }
ย่อมไม่เกิดขึ้น โดยปกติแล้วสมาธิในนิมิตนั้นจะไม่เข้มแข็งและมีกำลัง ถ้าเจริญกรรมฐานในนิมิตนั้น นิมิตก็จะหายไปโดยเร็ว
คำถาม วิสุทธิ ๗ และวิปัสสนาญาณ ๑๖ คืออะไร
คำตอบ วิสุทธิ ๗ คือ ๑. ศีลวิสุทธิ – การทำศีลให้บริสุทธิ์ ๒. จิตตวิสุทธิ – การทำจิตให้บริสุทธิ์ ๓. ทิฏฐิวิสุทธิ – การทำความเห็นคือทิฏฐิให้บริสุทธิ์ ๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ – การทำญาณที่เป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัยให้บริสุทธิ์ ๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ – การทำญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือไม่ใช่ทางให้บริสุทธิ์ ๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ – การทำญาณที่รู้เห็นทางดำเนิน (คือการปฏิบัติ) ให้บริสุทธิ์ ๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ – การทำญาณทัสสนะ (คือการรู้การเห็น) ให้บริสุทธิ์
วิปัสสนาญาณ ๑๖ คือ ๑. นามรูปปริจเฉทญาณ – ญาณกำหนดนามและรูป
คาถามและคาตอบ ๑ – ๑.๕ วิสุทธิ ๗ และวิปัสสนาญาณ ๑๖ คืออะไร { หน้า ๑๐๗ }
บัดนี้โยคีได้รู้จักชื่อของวิปัสสนาญาณแล้ว แต่ได้ประสบกับวิปัสสนาญาณเหล่านั้นแล้วหรือยัง ยังไม่ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมความรู้ทางปริยัตินั้นยังไม่พอ จึงจะต้องปฏิบัติธรรมด้วยวิริยะอันยิ่งเพื่อให้ได้วิปัสสนาญาณเหล่านั้น
นิวรณ์ ๕
[ในที่สุดแห่งธรรมเทศนานี้ พระอาจารย์ใหญ่ได้กล่าวเพิ่มเติมถึง นิวรณ์ ๕ ประการ]
ต่อไปนี้ มาคุยกันเรื่องนิวรณ์ ๕ อย่างย่อๆ นิวรณ์ ๕ คือ
๑. กามฉันทะ – ความพอใจในกาม ๒. พยาบาท – ความมุ่งร้าย ๓. ถีนมิทธะ – ความหดหู่เซื่องซึม ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ – ความฟุ้งซ่านและความเดือดร้อนใจ ๕. วิจิกิจฉา – ความสงสัย
นิวรณ์แรกคือกามฉันทะ เป็นความติดข้องกับทรัพย์สมบัติหรือกับบุคคล เป็นความยินดีพอใจในอารมณ์ที่เป็นกามคุณ เช่น โยคีอาจติดข้องกับกุฏิ หรือกับห้องของตน เมื่อเจริญกรรมฐานอยู่ จึงอาจคิดว่า “แหม น่าจะดีถ้าเราได้กุฏิดีๆ” หรืออาจคิดว่า “แหม น่าจะดีถ้าห้องทั้งห้องเป็นของเรา” ถ้าถูกกามฉันทะนั้น ครอบงำ โยคีก็จะไม่สามารถตั้งจิตไว้ที่กรรมฐานได้ดี จึงต้องทุ่มเทให้เกิดสติที่มีกำลังและพยายามห้ามกามฉันทะไม่ให้เกิด
นิวรณ์ที่สองคือพยาบาท พยาบาทเป็นความเกลียดชังหรือความไม่พอใจในบุคคลหรือสิ่งของ ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ปฏิบัติที่อยู่ข้างๆ เมื่อนั่งลง ทาจีวรเสียงดัง โยคีอาจจะโกรธและคิดว่า “แหม ทำไมคนนี้ต้องทาเสียงดังอย่างนี้” ถ้าใจถูก
คาถามและคาตอบ ๑ – นิวรณ์ ๕ { หน้า ๑๐๙ }
ครอบงาด้วยความเกลียดชังหรือความไม่พอใจ ก็จะไม่สามารถตั้งจิตไว้ที่อารมณ์กรรมฐานได้ดี
นิวรณ์ที่สาม คือ ความหดหู่เซื่องซึม ถ้าใจอ่อนกำลัง หรือไม่สนใจในอารมณ์กรรมฐาน ความหดหู่เซื่องซึมก็จะเกิดขึ้นได้ แต่บางครั้งก็อาจง่วงเพราะเหนื่อย ป่วย หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
นิวรณ์ที่สี่ คือ อุทธัจจกุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่านและความเดือดร้อนใจ ถ้าใจนั้นฟุ้งซ่าน ก็จะเป็นเหมือนกองขี้เถ้าเมื่อก้อนหินมากระทบ ขี้เถ้าก็จะฟุ้งกระจายไปทั่ว คือจิตใจย่อมฟุ้งซ่าน ดังนั้น เมื่อเจริญกรรมฐาน โยคีไม่พึงคลายความเพียร ไม่พึงปล่อยใจออกนอกอารมณ์กรรมฐาน มิฉะนั้น ความฟุ้งซ่านก็จะเกิด ส่วนความเดือดร้อนใจ เป็นความเสียใจในกรรมชั่วที่ทำไปแล้ว หรือในกรรมดีที่ไม่ได้ทำในอดีต สำหรับนิวรณ์นี้ก็เช่นกัน ต้องทุ่มเทให้เกิดสติที่มีกำลัง ต้องพยายามห้ามอุทธัจจกุกกุจไม่ให้เกิด
นิวรณ์ที่ ๕ คือ วิจิกิจฉา เป็นความสงสัยในวัตถุ ๘ อย่าง ได้แก่ ๑. ความสงสัยในพระพุทธเจ้า ๒. ความสงสัยในพระธรรม ๓. ความสงสัยในพระสงฆ์ ๔. ความสงสัยในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ๕. ความสงสัยในขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีต คือในอดีตชาติ ๖. ความสงสัยในขันธ์ ๕ ที่เป็นอนาคต คือในชาติต่อๆ ไป ๗. ความสงสัยในขันธ์ ๕ ทั้งที่เป็นอดีตและอนาคต คือทั้งชาติอดีตและอนาคต ๘. ความสงสัยในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหมายรวมเอาขันธ์ทั้ง ๕ ในปัจจุบัน
{ หน้า ๑๑๐ }
ถ้าโยคีมีความสงสัยในการฝึกสมาธิ (จิตสิกขา) ก็จะเจริญกรรมฐานได้ไม่ดี เช่น อาจคิดว่า “เป็นไปได้หรือที่จะบรรลุฌานได้ด้วยอานาปานสติ” หรือ “การใส่ใจในอานาปานนิมิตจะทำให้บรรลุฌานได้จริงหรือ”
นิวรณ์ ๕ นั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน
คาถามและคำตอบ ๑ – นิวรณ์ ๕ (หน้า ๑๑๑)
วิธีเจริญอานาปานสมาธิในกรรมฐานอื่น
เมื่อคราวที่แล้ว เราได้สนทนากันเรื่องวิธีการเจริญอานาปานสติจนถึงจตุตถฌาน และการเจริญวิสี ๕ เมื่อปฏิบัติได้ดังที่กล่าวไว้แล้ว แสงจากสมาธิก็จะสว่างสุกใส โชติช่วง ซึ่งแสดงว่าหากโยคีปรารถนา ก็จะเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้ต่อไป
แต่แม้ถึงระดับนี้ ก็ยังสามารถเจริญสมถกรรมฐานต่อไปได้ด้วย ในวันนี้ เราจะสนทนากันเรื่องวิธีเจริญสมถกรรมฐานอื่น คือ อาการ ๓๒ ของร่างกาย กระดูก และกสิณ ๑๐ เป็นต้น
วิธีเจริญอาการ ๓๒ ในร่างกาย
ถ้าโยคีต้องการจะเจริญกรรมฐานในอาการ ๓๒ ของร่างกาย ก่อนอื่นต้องเข้าจตุตถฌานอีกเพื่อให้แสงจากสมาธิสว่างสุกใส และโชติช่วง ต่อจากนั้นค่อยใช้แสงนั้นเพื่อพยายามกำหนดรู้อาการ ๓๒ ของร่างกายทีละอย่าง ในบรรดาอาการ ๓๒ อย่างนั้น ๒๐ อย่างมีธาตุดินเป็นธาตุหลัก และอีก ๑๒ อย่างมีธาตุน้ำเป็นหลัก
สำหรับธาตุดิน ๒๐ อาการ ควรกำหนดรู้โดยแบ่งเป็น ๔ หมวด หมวดละ ๕ อย่าง คือ
วิธีเจริ
เจริญอัปปนาสมาธิในกรรมฐานอื่น – วิธีเจริญอาการ ๓๒ ในร่างกาย { หน้า ๑๑๒ }
๑. ผม ๒. ขน ๓. เล็บ ๔. ฟัน ๕. หนัง
๖. เนื้อ ๗. เอ็น ๘. กระดูก ๙. เยื่อในกระดูก ๑๐. ไต ๑๑. หัวใจ ๑๒. ตับ ๑๓. พังผืด ๑๔. ม้าม ๑๕. ปอด ๑๖. ไส้ใหญ่ ๑๗. สายยึดลาไส้ ๑๘. อาหารใหม่ ๑๙. อาหารเก่า ๒๐. มันสมอง
ธาตุน้ำ ๑๒ อาการ ควรกำหนดรู้โดยแบ่งเป็น ๒ หมวด หมวดละ ๖ อย่าง คือ
๑. ดี ๒. เสลด ๓. หนอง ๔. เลือด ๕. เหงื่อ ๖. มันข้น ๗. น้ำตา ๘. มันเหลว ๙. น้ำลาย ๑๐. น้ำมูก ๑๑. ไขข้อ ๑๒. มูตร
พึงกำหนดรู้ส่วนเหล่านั้นไปตามลำดับทีละอย่าง พยายามเห็นแต่ละส่วนให้ชัดเจนเหมือนกับเห็นใบหน้าของตนในกระจกเงาที่ใสสะอาด
พังผืด มีสีขาว เป็นเยื่อเหมือนตาข่าย แยกเนื้อแต่ละมัดออกจากกันตลอดทั่วร่างกาย
อาหารใหม่ คือ อาหารที่ยังไม่ได้ย่อย หรืออาหารในกระเพาะ
ไขข้อ คือ น้ำหล่อลื่น หรือ น้ำมันในข้อกระดูก
วิธีเจริญอัปปนาสมาธิในกรรมฐานอื่น – วิธีเจริญอาการ ๓๒ ในร่างกาย {หน้า ๑๑๓}
เมื่อกำลังปฏิบัติอยู่เช่นนี้ ถ้าแสงจากสมาธิอ่อนลง และส่วนของร่างกายที่กำลังกำหนดรู้อยู่นั้นไม่ชัดเจน พึงเข้าอานาปานจตุตถฌานอีกเพื่อให้แสงนั้นสว่างและมีกำลัง หลังจากนั้นจึงกลับไปกำหนดรู้ส่วนต่างๆ ของร่างกายให้ทำดังนี้ทุกครั้งที่แสงจากสมาธิอ่อนลง
ให้หัดเริ่มจากผมไปจนถึงมูตร หรือจากมูตรกลับไปถึงผม จนเห็นส่วนแต่ละส่วนอย่างชัดเจน ให้ฝึกฝนต่อไปจนชำนาญด้วยญาณที่แทงตลอด
หลังจากนั้น ให้ใช้แสงจากสมาธิอีกโดยยังหลับตาอยู่ พยายามกำหนดรู้สัตว์อื่นที่อยู่ใกล้ๆ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ข้างหน้า กำหนดรู้อาการ ๓๒ ของร่างกายในบุคคลหรือสัตว์นั้น ตั้งแต่ผมไปจนถึงมูตร และจากมูตรกลับไปถึงผม กำหนดรู้
อาการ ๓๒ โดยอนุโลมและปฏิโลม คือจากต้นไปถึงปลาย จากปลายไปถึงต้น หลายครั้งหลายคราว เมื่อประสบความสำเร็จ พึงกำหนดรู้อาการ ๓๒ รอบหนึ่งภายใน คือในกายของตนเอง และรอบหนึ่งภายนอก คือในกายคนอื่น ทำอย่างนี้หลายๆ ครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำอีก
เมื่อกำหนดรู้ได้ทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ กำลังของกรรมฐานก็ย่อมเจริญขึ้น ดังนั้น พึงขยายขอบเขตการกำหนดรู้ทีละหน่อยๆ จากใกล้ไปถึงไกล อย่าไปคิดว่าจะกำหนดรู้สัตว์ไกลๆ ไม่ได้ โยคีจะเห็นสัตว์ที่อยู่ไกลๆ ด้วยแสงที่สุกใสจากจตุตถฌานได้อย่างสบายๆ โดยมิใช่ด้วยตาเปล่าแต่ด้วยปัญญาจักษุ ควรจะสามารถขยายขอบเขตการกำหนดรู้ไปทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ คือด้านบน ด้านล่าง ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ พึงกำหนดรู้สัตว์ใดก็ได้ ไม่ว่า
จะเป็นมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉาน หรือสัตว์อื่นในทิศทั้งสิบนั้น พึงกำหนดรู้อาการ ๓๒ รอบหนึ่งภายใน และรอบหนึ่งภายนอก ในบุคคลหรือในสัตว์ทีละหนึ่งๆ เมื่อไม่เห็นเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เทวดา วัว ควาย และสัตว์อื่นอย่างที่เคยเห็น แต่เห็นเป็นเพียงกลุ่มอาการ ๓๒ ไม่ว่าจะในเวลาใด หรือในที่ใด ซึ่งได้ตรวจดูทั้งภายในและภายนอก เมื่อนั้นก็จะเรียกได้ว่า โยคีประสบความสำเร็จ มีความเชี่ยวชาญ เป็นผู้ชำนาญในการกำหนดรู้อาการ ๓๒ ของร่างกาย
มุข ๓ สู่พระนิพพาน
ต่อไปนี้มาดูว่า ที่เรียกว่ามุข ๓ สู่พระนิพพานนั้นคืออะไร ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนว่า สติปัฏฐาน ๔ เป็นทางเดียวเท่านั้นสู่พระนิพพาน อรรถกถาอธิบายเพิ่มอีกว่า มีมุข ๓ สู่พระนิพพาน คือ สมถกรรมฐานในวัณณกสิณ, ปฏิกูลมนสิการ และสุญญตา ซึ่งก็คือจตุธาตุวัฏฐาน ดังนั้น เมื่อบุคคลมีความชำนาญในการกำหนดรู้อาการ ๓๒ ของร่างกายทั้งภายในและภายนอก ก็จะสามารถเลือกเจริญมุขสู่พระนิพพาน ๓ อย่างมุขใดมุขหนึ่งก็ได้ ส่วนมุขแรกที่เราจะสนทนากันก็คือ ปฏิกูลมนสิการ
ที.ม. ๓๗๒ (สติปัฏฐานสูตร) และ ม.ม. ๑๐๕ (มหาสติปัฏฐานสูตร)
มุขคือวัณณกสิณได้กล่าวไว้ในมหาปรินิพพานสูตร (ที.ม. ๑๓๑) ในอภิภายตนสูตร (อัง. อัฏฐ. จารวรรค ๖๕) และอภิภายตนคาถา (ในอัฏฐสาลินี ธัมมสังคณีอรรถกถา จิตตุปปาทกัณฑ์. ๒๐๔) ส่วนมุขคือปฏิกูลมนสิการและสุญญตา (ว่างจากตัวตน) ได้กล่าวไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร (ที.ม. ๓๗๒) ในหัวข้อกายานุปัสสนา (การพิจารณากาย) สำหรับสุญญตสัญญา ดูหน้า ๖๕ และดูคาถามคาตอบ ๕.๙ หน้า ๓๑๖
เพื่อจะเจริญปฏิกูลมนสิการ พึงถือเอาอารมณ์คืออาการ ๓๒ แห่งร่างกายทั้งหมด หรืออาการหนึ่งเท่านั้นก็ได้ เรามาดูวิธีการเจริญกรรมฐานกับอาการอย่างหนึ่ง เช่น โครงกระดูก ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการ ๓๒ ของร่างกาย
เบื้องแรก พึงเข้าจตุตถฌานก่อนเพื่อให้แสงจากสมาธิสว่าง สุกใส และโชติช่วง แล้วใช้แสงนั้นกำหนดรู้อาการ ๓๒ ภายในกายของตน จากนั้นพึงกำหนดรู้กายของสัตว์อื่นที่อยู่ใกล้ พึงกำหนดรู้อย่างนั้นทั้งภายในและภายนอก รอบหนึ่งหรือสองรอบ
จากนั้น พึงถือเอาโครงกระดูกภายในทั้งหมดแล้วกำหนดรู้ด้วยญาณ เมื่อโครงกระดูกทั้งหมดนั้นปรากฏอย่างชัดเจน
พึงถือเอาความเป็นปฏิกูลของโครงกระดูกนั้นเป็นอารมณ์อันเป็นบัญญัติ แล้วกำหนดรู้ความปฏิกูลนั้นแล้วๆ เล่าๆ ว่า “ปฏิกูล ปฏิกูล” หรือว่า “โครงกระดูกปฏิกูล โครงกระดูกปฏิกูล” หรือว่า “โครงกระดูก โครงกระดูก”
กำหนดความเป็นปฏิกูลนั้นในภาษาใดก็ได้ตามความชอบ พยายามรักษาใจให้สงบตั้งมั่นอยู่ที่อารมณ์ คือความเป็นปฏิกูลของกระดูก เป็นเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมง พึงใส่ใจให้เห็นสี รูปร่าง ตำแหน่ง และขอบเขตของกระดูกเพื่อให้ความปฏิกูลของกระดูกนั้นปรากฏ
เพราะกำลังและแรงขับของจตุตถฌานสมาธิในอานาปานสติ ก็จะพบว่า แม้กรรมฐานนี้ก็จะหยั่งลึกและตั้งมั่นเป็นอย่างดี โยคีย่อมสามารถก่อ ก้าจุน และเพิ่มพูนทั้งสัญญาและปัญญาในความปฏิกูล
เมื่อสมาธิตั้งมั่นในความปฏิกูลของกระดูกแล้ว พึงละสัญญาว่า “โครงกระดูก” แล้วตั้งสติอยู่กับความปฏิกูลเท่านั้น วิสุทธิมรรคได้กล่าวไว้ว่า การเห็นสี…
รูปร่าง ตำแหน่ง และขอบเขตของอาการหนึ่ง ๆ เป็นการเห็นอุคคหนิมิต การเห็น และการกำหนดรู้ความปฏิกูลของอาการนั้น ๆ เป็นการเห็นปฏิภาคนิมิต
โดยตั้งสมาธิอยู่กับปฏิภาคนิมิต คือความปฏิกูลของกระดูก โยคีกย่อมสามารถบรรลุปฐมฌาน เมื่อนั้นย่อมมีองค์ฌาน ๕ ประการ คือ
๑. วิตก คือ การยกจิตขึ้นสู่ปฏิภาคนิมิต คือความปฏิกูลของกระดูก ๒. วิจาร คือ การรักษาใจไว้ที่ปฏิภาคนิมิต คือความปฏิกูลของกระดูก ๓. ปีติ คือ ความเอิบอิ่มในปฏิภาคนิมิต คือความปฏิกูลของกระดูก ๔. สุข คือ ความสุขในปฏิภาคนิมิต คือความปฏิกูลของกระดูก ๕. เอกัคคตา คือ ความมีจิตเป็นหนึ่งในปฏิภาคนิมิต คือความปฏิกูลของกระดูก
โดยนัยเดียวกัน โยคีก็ย่อมสามารถบรรลุปฐมฌานโดยความเป็นปฏิกูลของอาการอื่น ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งในร่างกายเช่นกัน
มีคำถามว่า “ปีติและสุขจะสามารถเกิดขึ้นจากการมีความเป็นปฏิกูลของโครงกระดูกเป็นอารมณ์ได้อย่างไร”
คำตอบก็คือ แม้โยคีจะตั้งสมาธิอยู่กับความปฏิกูลของโครงกระดูกและรู้สึกว่าโครงกระดูกนั้นเป็นปฏิกูลจริง ๆ แต่ก็ยังมีปีติ เพราะได้ปฏิบัติกรรมฐานนี้และเพราะเข้าใจในประโยชน์ กล่าวคือ จะช่วยให้พ้นจากความแก่ ความเจ็บ และความตายที่สุด อนึ่ง ปีติและสุขสามารถเกิดขึ้นเพราะโยคีได้กำจัดมลทินของนิวรณ์ทั้ง ๕ อันทำให้ใจเร่าร้อนและอ่อนล้า
วิ.อนุสสติกัมมัฏฐาน.๒๑๔ (กถาว่าด้วยการกำหนดโกฏฐาส)
วิธีเจริญอัปปนาสมาธิในกรรมฐานอื่น – วิธีเจริญกรรมฐานด้วยโครงกระดูก {หน้า ๑๑๗}
เหมือนกับคนเก็บขยะย่อมยินดีเมื่อเห็นขยะกองใหญ่ ด้วยคิดว่า “เราจะได้ทรัพย์มากจากกองขยะนี้” หรือเหมือนกับผู้ป่วยหนักย่อมได้ความสุขและปีติเมื่อความทุกข์บรรเทาไปเพราะอาเจียนหรือท้องร่วง
อรรถกถาของพระอภิธรรมปิฎกอธิบายว่า ผู้บรรลุปฐมฌานโดยอาศัยความปฏิกูลของโครงกระดูก พึงเจริญภาวนาในองค์ธรรมทั้ง ๕ หลังจากนั้นให้ทำเหมือนกับการเจริญอาการ ๓๒ คือ พึงถือเอาสัตว์ใกล้สุดโดยเฉพาะผู้ที่นั่งข้างหน้า แล้วใช้แสงจากสมาธิเพื่อถือเอาโครงกระดูกของผู้นั้นเป็นอารมณ์ พึงตั้งสมาธิให้อยู่กับโครงกระดูกโดยความเป็นปฏิกูล แล้วเจริญสมาธินั้นจนกระทั่งองค์ฌานเด่นชัด
แต่ถึงกระนั้น อรรถกถาก็ยังกล่าวว่า สมาธินั้นไม่ใช่ทั้งอุปจารสมาธิ ไม่ใช่ทั้งอัปปนาสมาธิ เพราะอารมณ์นั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่ตามมูลฎีกา ซึ่งเป็นฎีกาของพระอภิธรรมปิฎก ถ้าโยคีตั้งสมาธิอยู่กับโครงกระดูกภายนอกนั้นเสมือนว่าเป็นโครงกระดูกที่ตายแล้ว ก็จะบรรลุอุปจารสมาธิได้
เมื่อองค์ฌานนั้นชัดเจน พึงตั้งสมาธิอยู่กับโครงกระดูกภายในว่าเป็นปฏิกูลอีก ทว่าให้สลับไปสลับมาอย่างนี้ คือรอบหนึ่งภายใน รอบหนึ่งภายนอก ครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อทำสมาธิอย่างนี้กับความปฏิกูลของโครงกระดูก จนสมาธินั้นหยั่งลึกและสมบูรณ์แล้ว ก็พึงขยายขอบเขตการกำหนดรู้ไปในทิศทั้ง ๑๐ โดยให้ถือเอาทิศหนึ่งในแต่ละครั้งไปจนสุดเขตที่แสงสมาธิของโยคีแผ่ไปถึง แล้วเจริญสมาธิในแต่ละทิศโดยวิธีเดียวกัน
พึงใช้ปัญญาเพื่อแทงตลอดในที่ใกล้ ที่ไกล ในทิศทั้งปวง รอบหนึ่งภายใน รอบหนึ่งภายนอก ปฏิบัติจนกระทั่งเมื่อมองไปในทิศทั้ง ๑๐ จะเห็นว่า *สัตว์วิภังค์.อ. (สัมโมหวิโนทนี) สุตตันตภาชนีย์ กายานุปัสสนานิทเทส*
ทั้งหลายเป็นเพียงแค่โครงกระดูก เมื่อทาได้อย่างนี้แล้ว ก็พร้อมที่จะเจริญโอทาตกสิณ (กสิณสีขาว) ต่อไปได้
วัณณกสิณ
มีสี ๔ อย่างที่ใช้ในกสิณกรรมฐาน คือ สีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดง และสีขาว
คาบาลีว่า สีน้ำเงิน (นีล) สามารถแปลว่าสีดา หรือสีน้ำตาล กสิณทั้ง ๔ เจริญได้
จนถึงจตุตถฌานโดยใช้สรีระองค์อาการต่างๆ ในร่างกายเป็นอารมณ์
ตามอรรถกถาของพระอภิธรรมปิฎก ผม ขน และม่านตา สามารถใช้เป็นอารมณ์ของนีลกสิณ (กสิณสีน้ำเงิน หรือสีน้ำตาล หรือสีดา) โดยเจริญได้จนถึงจตุตถฌาน มูลและมูตรสามารถใช้เป็นอารมณ์ของปีกกสิณ (กสิณสีเหลือง) โลหิตและเนื้อสามารถใช้เป็นอารมณ์ของโลหิตกสิณ (กสิณสีเลือด) ส่วนสีขาวของร่างกายคือกระดูก ฟัน และเล็บสามารถใช้เป็นอารมณ์ของโอทาตกสิณ (กสิณสีขาว)
ในพระสูตรทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้ว่า โอทาตกสิณ คือกสิณสีขาว เป็นกสิณยอดสุดในวัณณกสิณทั้ง ๔ เพราะยังใจให้ใสสะอาดและสว่าง เพราะเหตุนั้น จึงจะกล่าวถึงวิธีเจริญโอทาตกสิณเป็นอันดับแรก
เริ่มแรก โยคีพึงเข้าอานาปานสมาธิ (หรืออานาปานจตุตถฌาน) เพื่อให้แสงจากสมาธิสว่าง สุกใส และโชติช่วง แล้วจึงใช้แสงนั้นกำหนดรู้อาการ ๓๒ ของกายตนเองภายใน และต่อจากนั้นของสัตว์อื่นภายนอก
หลังจากนั้นจึงค่อยกำหนดรู้เพียงแค่โครงกระดูก ถ้าต้องการกำหนดรู้โดยความเป็นปฏิกูล ก็ทำได้ หรือไม่ก็กำหนดรู้เพียงแค่โครงกระดูกภายนอก
ต่อจากนั้น ให้ถือเอาส่วนที่ขาวสุดในโครงกระดูกนั้น หรือถ้าโครงกระดูกทั้งปวงขาว ก็ให้ถือเอาโครงกระดูกทั้งปวง หรือถือเอาด้านหลังของกะโหลกศีรษะ และตั้งสมาธิไว้ในที่นั้นว่า “ขาว ขาว”
อีกวิธีหนึ่ง หากต้องการให้สมาธิของโยคีคมกล้ามาก เมื่อเห็นโครงกระดูกภายในว่าปฏิกูลและได้บรรลุปฐมฌานแล้ว ให้ถือเอาโครงกระดูกภายในนั้นว่าขาว และใช้สีขาวนั้นเป็นอารมณ์เริ่มต้น
อีกอย่างหนึ่ง โยคีสามารถกำหนดรู้ความปฏิกูลของโครงกระดูกภายนอกก่อน แล้วทาสัญญานั้นให้มั่นคงและแน่วแน่ ซึ่งก็จะทาสีขาวของโครงกระดูกนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากนั้น พึงเปลี่ยนสัญญาในโครงกระดูกนั้นให้เป็น “ขาว ขาว” แล้วเจริญโอทาตกสิณแทน โดยมีสีขาวจุดหนึ่งของโครงกระดูกภายนอกเป็นอารมณ์ พึงปฏิบัติเพื่อรักษาใจให้สงบตั้งมั่นเป็นเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมง
ผู้แปล – คือปฏิบัติตามลำดับที่ได้ปฏิบัติมาแล้ว คือกำหนดรู้โดยอาการ ๓๒ ก่อน และหลังจากนั้นกำหนดรู้โดยเพียงแค่โครงกระดูกหรือโดยความเป็นปฏิกูล ทั้งภายในภายนอก
เพราะกำลังและแรงขับของจตุตถฌานสมาธิในอานาปานสติ ก็จะพบว่า ใจจะสงบตั้งมั่นในอารมณ์สีขาวได้ เมื่อตั้งสมาธิอยู่กับสีขาวได้เป็นเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมง ก็จะพบว่า กระดูกนั้นหายไป เหลือแต่วงกสิณสีขาว เมื่อวงกสิณสีขาวนั้นขาวจนเหมือนปุยฝ้าย นั่นเป็นอุคคหนิมิต เมื่อวงกสิณนั้นสว่างและชัดเจนเหมือนกับดาวประกายพรึก นั่นเป็นปฏิภาคนิมิต และก่อนที่อุคคหนิมิตจะเกิดขึ้น นิมิตคือโครงกระดูกที่อุคคหนิมิตอาศัยเกิดขึ้น เป็นบริกรรมนิมิต
กำหนดวงกสิณนั้นว่า “ขาว ขาว” ต่อไปจนกลายเป็นปฏิภาคนิมิต ตั้งสมาธิอยู่กับปฏิภาคนิมิตนั้นต่อไปจนกระทั่งบรรลุปฐมฌาน แต่โยคีก็จะพบว่า สมาธินี้ไม่มั่นคงและไม่ดำรงอยู่นาน เพื่อให้สมาธินั้นมั่นคงและดำรงอยู่ได้นาน ก็จะต้องขยายนิมิตนั้นต่อไป
เพื่อขยายนิมิต พึงตั้งสมาธิอยู่กับปฏิภาคนิมิตสีขาวนั้นเป็นเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมง หลังจากนั้นพึงกำหนดขยายวงกสิณสีขาวนั้นหนึ่งนิ้ว สองนิ้ว สามนิ้ว หรือสี่นิ้ว ตามที่คิดว่าจะขยายได้ แล้วลองดูว่าทำได้ไหม ไม่พึงพยายามขยายนิมิตนั้นโดยไม่กำหนดก่อนว่า จะขยายเท่าไร แต่ให้กำหนดล่วงหน้าก่อนว่า จะขยายหนึ่งนิ้ว สองนิ้ว สามนิ้ว หรือสี่นิ้ว
เมื่อกำลังขยายวงกสิณสีขาวอยู่ อาจพบว่าวงกสิณนั้นไม่มั่นคง ถ้าเป็นเช่นนั้น พึงกลับไปกำหนดวงกสิณนั้นว่า “ขาว ขาว” เพื่อให้มั่นคง เมื่อสมาธิเจริญขึ้น นิมิตนั้นจะเริ่มมั่นคงและสงบ
เมื่อนิมิตที่ขยายวงแรกมั่นคงแล้ว พึงทำซ้ำอีกโดยกำหนดขยายนิมิตนั้นอีก ๒-๓ นิ้ว ด้วยวิธีนี้ ก็จะขยายนิมิตนั้นได้ไปตามลำดับจนมีขนาดหนึ่งวา สองวา เป็นต้น ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนนิมิตขยายไปทั่ว ๑๐ ทิศรอบโยคี จนไม่มีขอบเขต จนไม่ว่าจะมองไปในทางไหน ก็จะเห็นเพียงสีขาว ทำจนไม่เห็นรูปอะไร ๆ แม้แต่หน่อยหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นภายในภายนอก
ถ้าโยคีได้เจริญโอทาตกสิณในชาติก่อน ๆ ในศาสนาของพระพุทธเจ้า พระองค์นี้หรือพระองค์ก่อน ๆ กล่าวคือ ได้ทำบารมีไว้แล้วด้วยโอทาตกสิณ ก็ไม่จำเป็นต้องขยายปฏิภาคนิมิต เพราะเมื่อตั้งสมาธิอยู่กับกสิณนั้นแล้ว วงกสิณจะขยายไปเองในทิศทั้ง ๑๐
ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ พึงรักษาใจให้ตั้งมั่นอย่างสงบในกสิณสีขาวที่ขยายออกแล้วนั้น และเมื่อกสิณนั้นมั่นคง ให้ใส่ใจในจุด ๆ หนึ่งในกสิณสีขาวนั้น ประหนึ่งว่าแขวนหมวกไว้กับขอเกี่ยวที่กำแพง ให้รักษาใจไว้ ณ ที่นั้น และกำหนดต่อไปว่า “ขาว ขาว”
เมื่อใจของโยคีสงบและมั่นคง กสิณสีขาวนั้นก็จะสงบและมั่นคงเช่นกัน และกสิณนั้นจะขาวอย่างยิ่ง สว่าง และชัดเจน นี่ก็เป็นปฏิภาคนิมิตด้วย เป็นนิมิตที่เกิดจากการขยายปฏิภาคนิมิตดั้งเดิมของกสิณสีขาว
โยคีต้องเจริญกรรมฐานไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสามารถตั้งสมาธิอยู่กับปฏิภาคนิมิตของกสิณสีขาวนั้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมง ต่อจากนั้น องค์ฌานจะปรากฏในใจของโยคีอย่างเด่นชัด แจ่มแจ้ง และมั่นคง นั่นก็คือ โยคีได้บรรลุปฐมฌานแล้ว องค์ฌาน ๕ คือ
๑. วิตก คือ การยกใจและตั้งใจไว้ที่ปฏิภาคนิมิตของกสิณสีขาว ๒. วิจาร คือ การรักษาใจไว้ที่ปฏิภาคนิมิตของกสิณสีขาว ๓. ปีติ คือ ความเอิบอิ่มในปฏิภาคนิมิตของกสิณสีขาว ๔. สุข คือ ความสุขในปฏิภาคนิมิตของกสิณสีขาว ๕. เอกัคคตา คือ ความมีจิตเป็นหนึ่งที่ปฏิภาคนิมิตของกสิณสีขาว
องค์ฌานทั้งหมดเรียกรวม ๆ กันว่า ฌาน ด้วยวิธีที่กล่าวในการสนทนาเรื่องอานาปานสติ โยคีพึงเจริญวิสีทั้งห้าในปฐมฌานของกสิณสีขาวก่อน แล้วจึงเจริญทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน พร้อมกับวิสีทั้งห้าในฌานเหล่านั้น
ถ้าได้เจริญกสิณสีขาวจนถึงจตุตถฌานโดยใช้สีของกะโหลกภายนอก โยคีก็จะสามารถเจริญนีลกสิณ (กสิณสีน้ำตาล สีน้ำเงิน หรือสีดา) โดยใช้ผมที่อยู่ภายนอก เจริญกสิณสีเหลืองโดยใช้ไขมันหรือมูตรภายนอก และเจริญกสิณสีแดงโดยใช้เลือดภายนอกด้วย อนึ่ง ยังสามารถใช้ส่วนเหล่านั้นภายในกายของโยคีด้วยเช่นกัน
ดูวิสี ๕ ในหน้า ๙๑
เมื่อสำเร็จได้อย่างนี้ โยคีย่อมสามารถเจริญวัณณกสิณโดยใช้สีของดอกไม้ หรือโดยใช้วัตถุอื่น ๆ ที่อยู่ภายนอก ดอกไม้สีน้ำเงินหรือสีน้ำตาลย่อมเชื้อเชิญโยคีให้เจริญนีลกสิณ ดอกไม้สีเหลืองย่อมเชื้อเชิญให้เจริญกสิณสีเหลือง ดอกไม้สีแดงย่อมเชื้อเชิญให้เจริญกสิณสีแดง ดอกไม้สีขาวย่อมเชื้อเชิญให้เจริญกสิณสีขาว
ดังนั้น โยคีผู้ชำนาญจะสามารถใช้สิ่งใดก็ได้ที่เห็นเพื่อเจริญสมาธิในกสิณและเพื่อเจริญวิปัสสนา ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมีชีวิตหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอก
ตามพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงสอนกสิณทั้งสิบ ซึ่งก็คือวัณณกสิณสี่ อย่างที่กล่าวแล้ว บวกกับกสิณอีกหก คือ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ อากาสกสิณ และอาโลกกสิณ (กสิณแสงสว่าง) ต่อไปนี้ เราจะมาสนทนากันเรื่องการเจริญกสิณที่เหลือทั้งหก
เพื่อเจริญปฐวีกสิณ พึงหาดินเปล่าที่มีสีน้ำตาลแดงเหมือนกับท้องฟ้ารุ่งสาง ที่ไม่มีเศษไม้ เศษหิน หรือเศษหญ้า หลังจากนั้น ให้ใช้ท่อนไม้หรือเครื่องมืออย่างอื่นวาดวงกลมขนาดประมาณฟุตหนึ่ง นั่นจะเป็นอารมณ์กรรมฐานของโยคี คือ วงกสิณดิน
พึงตั้งสมาธิอยู่กับวงกสิณนั้นแล้วบริกรรมว่า “ดิน ดิน” ให้ตั้งสมาธิอยู่กับกสิณโดยลืมตาดูเป็นเวลาครู่หนึ่ง แล้วหลับตานึกให้เห็นภาพกสิณดินนั้น ถ้าไม่สามารถนึกเห็นภาพด้วยวิธีนี้ พึงเข้าจตุตถฌานโดยอานาปานสติหรือโดยโอทาตกสิณ แล้วใช้แสงจากสมาธิดูกสิณดิน เมื่อเห็นนิมิตของดินเสมือนกับเปิดตาดู นั่น (ม.มัช.๒๓๗ (มหาสกุลทายิสูตร) และ อภิ.ส.๒๐๓ (จาแนกกสิณ ๘ เป็นอย่างละ ๑๖))
การเจริญกสิณดิน (ปฐวี)
เมื่อถึงอุคคหนิมิต โยคีจึงสามารถไปที่อื่น (จากที่ตั้งกสิณดินนั้นไว้) เพื่อเจริญกรรมฐาน ไม่พึงตั้งสมาธิอยู่กับสีของนิมิตดิน หรือกับลักษณะของธาตุดิน เช่น ความแข็ง ความหยาบ เป็นต้น แต่ควรตั้งสมาธิอยู่กับดินโดยความเป็นบัญญัติเท่านั้น
พึงเจริญอุคคหนิมิตนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งนิมิตบริสุทธิ์และใสสะอาด นั่นจะเป็นปฏิภาคนิมิต หลังจากนั้น พึงขยายปฏิภาคนิมิตทีละเล็กทีละน้อยในทิศทั้ง ๑๐ แล้วเจริญกรรมฐานนี้จนถึงจตุตถฌาน
วิธีเจริญอาโปกสิณ
เพื่อเจริญอาโปกสิณ พึงใช้ชาม หรือถังน้ำ หรือบ่อน้ำที่บริสุทธิ์และใสสะอาด ตั้งสมาธิอยู่กับน้ำโดยความเป็นบัญญัติว่า “น้ำ น้ำ” จนกระทั่งได้อุคคหนิมิต แล้วเจริญกรรมฐานกับอุคคหนิมิตนั้นเหมือนกับที่ได้เจริญในปฐวีกสิณ
วิธีเจริญเตโชกสิณ
เพื่อเจริญเตโชกสิณ พึงใช้เทียน หรือกองไฟ หรือเปลวไฟที่โยคีเคยเห็นมาก่อน หากไม่สามารถนึกให้เห็นไฟ โยคีสามารถทำฉากที่มีช่องกลม ๆ ขนาดประมาณหนึ่งฟุตไว้ แล้วตั้งฉากนั้นข้างหน้ากองไฟฟืน หรือกองไฟหญ้า โดยให้เห็นเพียงแต่เปลวไฟผ่านช่องนั้น
ไม่พึงใส่ใจในควัน ในฟืน หรือในหญ้าที่กำลังไหม้ พึงตั้งสมาธิอยู่กับไฟโดยความเป็นบัญญัติว่า “ไฟ ไฟ” จนได้อุคคหนิมิต แล้วเจริญกรรมฐานกับนิมิตนั้นตามเคย
วาโยกสิณเจริญได้โดยการกระทบสัมผัสหรือโดยการเห็น พึงตั้งสมาธิอยู่กับลมที่เข้ามาทางหน้าต่างหรือประตูแล้วมาถูกตัว หรือในการเห็นใบไม้กิ่งไม้ลู่ไปตามลม ให้ตั้งสมาธิอยู่กับลมโดยความเป็นบัญญัติว่า “ลม ลม” จนได้อุคคหนิมิต โยคีสามารถกำหนดรู้นิมิตของลมโดยเข้าจตุตถฌานด้วยกสิณอีกอย่างหนึ่ง แล้วใช้แสงจากสมาธิดูการเคลื่อนไหวที่เกิดจากลมนอกร่างกาย อุคคหนิมิตของกสิณลมจะเหมือนกับไอน้ำอันระเหยออกจากข้าวปายาสร้อน แต่ปฏิภาคนิมิตนั้นจะนิ่งไม่เคลื่อนไหว ให้เจริญกรรมฐานในนิมิตดังที่ว่านั้นตามเคย
เพื่อเจริญอาโลกกสิณ พึงดูลาแสงของไฟที่ลอดเข้ามาในห้องผ่านช่องกำแพงเป็นต้นแล้วส่องลงที่พื้น หรือดูลาแสงที่ลอดผ่านใบไม้แล้วส่องลงบนดิน อนึ่ง อาจมองขึ้นลอดผ่านกิ่งไม้แล้วดูแสงสว่างบนท้องฟ้า ถ้าไม่สามารถนึกให้เห็นแสงที่มองดูแล้วนั้น ก็อาจตั้งเทียนหรือตะเกียงไว้ในภาชนะดิน แล้วตั้งภาชนะนั้นโดยให้ดูลาแสงลอดออกมาจากปากภาชนะดินแล้วส่องลงที่กำแพง ให้ตั้งสมาธิอยู่กับวงแสงบนกำแพงโดยความเป็นบัญญัติว่า “แสง แสง” จนกระทั่งได้อุคคหนิมิต แล้วเจริญกรรมฐานไปตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
พจนานุกรม
วิธีเจริญอัปปนาสมาธิในกรรมฐานอื่น – วิธีเจริญกสิณ ๑๐ { หน้า ๑๒๖ }
เพื่อเจริญอากาศกสิณ ให้ดูช่องประตู ช่องหน้าต่าง หรือช่องกุญแจ ถ้าไม่สามารถนึกให้เห็นช่องว่างนั้นได้ ก็อาจทำช่องกลม ๆ ที่แผ่นกระดาษแข็งมีขนาดประมาณ ๘-๑๒ นิ้ว ยกแผ่นกระดาษนั้นขึ้นให้เห็นท้องฟ้าผ่านช่องกลมนั้น โดยไม่ให้เห็นต้นไม้หรืออะไรอื่น ตั้งสมาธิอยู่กับความว่างในช่องกลมนั้น โดยเป็นบัญญัติว่า “อากาศ อากาศ” แล้วเจริญกรรมฐานกับนิมิตนั้นตามเคย
เมื่อโยคีได้บรรลุจตุตถฌานด้วยกสิณ ๑๐ แต่ละอย่าง ก็จะสามารถเจริญอรูปฌาน ๔ ได้ต่อไป อรูปฌาน ๔ ได้แก่
โยคีสามารถเจริญฌานเหล่านี้ทั้งหมดได้ด้วยกสิณทุกอย่าง ยกเว้นอากาศกสิณ เพราะอากาศไม่ใช่รูป จึงไม่สามารถใช้อากาศกสิณเพื่อเพิกกสิณที่เป็นรูปเพื่อให้ได้อรูปฌาน
วิธีเจริญอัปปนาสมาธิในอรูปฌาน
เพื่อเจริญอรูปฌานทั้ง ๔ แรกสุด พึงใคร่ครวญโทษของรูป คือ กายมนุษย์ที่เกิดจากอสุจิและไข่ของพ่อแม่นั้น เรียกว่า กรชกาย
เพราะมีกรชกาย จึงไม่ปลอดภัยจากการถูกทำร้ายด้วยอาวุธต่าง ๆ เช่น มีด หอก และกระสุนปืน ไม่ปลอดภัยจากการถูกทุบ การถูกตี และการทรมาน กรชกายนั้นมีภัยจากโรคนานัปการ เช่น โรคตา โรคหู และโรคหัวใจ พึงพิจารณาด้วยปัญญาว่า เพราะโยคีมีกรชกายอันเกิดจากรูป จึงต้องประสบทุกข์นานัปการ และถ้าสามารถพ้นจากรูปนั้นไปได้ ก็จะพ้นจากทุกข์เหล่านั้นได้
แม้รูปฌานอันละเอียดขั้นที่สี่จะข้ามพ้นรูปหยาบ ๆ ไปแล้ว แต่ก็ยังต้องอาศัยรูปเกิด ดังนั้น โยคีจึงต้องเพิกรูปคือกสิณเหล่านั้น เมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้ว โดยที่ไม่มีฉันทะในรูปคือกสิณเหล่านั้น พึงเข้าจตุตถฌานอีกครั้งด้วยกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๙ อย่าง เช่น ปฐวีกสิณ เมื่อออกจากฌานนั้นแล้ว พึงใคร่ครวญโทษของฌานนั้นว่า ฌานนั้นต้องอาศัยรูปซึ่งโยคีไม่มีฉันทะอีกต่อไป ฌานนั้นยังมีปีติของตติยฌานเป็นศัตรูใกล้ และหยาบกว่าอรูปฌานทั้ง ๔ แต่ไม่ต้องใคร่ครวญโทษของเจตสิก (คือองค์ฌานทั้ง ๒) ในจตุตถฌาน เพราะอรูปฌานก็ยังมีเหมือนกัน เมื่อไม่มีฉันทะในจตุตถฌานแล้ว พึงใคร่ครวญความสงบยิ่งกว่าของอรูปฌานทั้งหลาย
วิสุทธิ.อารุปปนิเทศ.๒๗๖ กล่าวว่า “เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรนั้น เบื่อหน่ายใคร่จะหลีกไปจากกสิณรูปอันเป็นอารมณ์ของจตุตถฌาน ตามประการที่กล่าวแล้วนี้ ย่อมเป็นผู้สั่งสมวสีไว้โดยอาการ ๕ ออกจากรูปาวจรจตุตถฌานที่คล่องแคล่วแล้ว ก็เล็งเห็นโทษในฌาน (ดูหน้าต่อไป)”
หลังจากนั้น พึงขยายนิมิต เช่น นิมิตของปฐวีกสิณ ให้ไม่มีที่สิ้นสุด หรือให้มากสุดตามความต้องการ จากนั้นพึงแทนที่รูปธรรม คือกสิณทั้งหมดด้วยอากาศ แล้วตั้งสมาธิอยู่กับอากาศนั้นว่า “อากาศ อากาศ” หรือ “อากาศไม่มีที่สิ้นสุด อากาศไม่มีที่สิ้นสุด” สิ่งที่เหลือก็คือ อากาศไม่มีที่สิ้นสุดในที่ที่กสิณเคยอยู่
ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ พึงกำหนดรู้และตั้งสมาธิอยู่กับอากาศ ณ จุด ๆ หนึ่งในปฐวีกสิณนิมิต แล้วขยายนิมิตนั้นให้เต็มจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการแทนที่นิมิตทั้งหมดของปฐวีกสิณด้วยอากาศอันไม่มีที่สิ้นสุด
พึงตั้งสมาธิอยู่ต่อไปกับนิมิตของอากาศอันไม่มีที่ที่สุดจนบรรลุฌาน แล้วพึงเจริญวสีทั้ง ๕ นี่เป็นอรูปฌานที่ ๑ ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า อากาสานัญจายตนฌาน คือ ฌานอันมีที่ตั้งคืออากาศอันไม่มีที่สิ้นสุด
นั้นว่า ‘อิม มยา นิพฺพิณฺณ รูปํ อารมฺมณ กโรติ’ ฌานนี้ กระทารูปที่เราเบื่อหน่ายให้เป็นอารมณ์’ ว่า ‘ฌานนี้มีข้าศึกคือโสมนัสอยู่ใกล้’ และว่า ‘ฌานนี้หยาบกว่าสันตวิโมกข์’ ดังนี้
แต่ว่า ในรูปาวจรจตุตถฌานนี้ ไม่มีความหยาบแห่งองค์ ก็รูปาวจรจตุตถฌานนี้ มีองค์ ๒ เท่านั้น โดยประการใด แม้อรูปฌานทั้งหลาย ก็มีองค์ ๒ โดยประการนั้นเหมือนกันแล
พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าตอยะสยาดออธิบายเพิ่มขึ้นอีกว่า “เรากาลังอธิบาความหมายของคาในวิสุทธิมรรค (ที่เพิ่งอ้างอิง) ในที่นี้ ธรรมทั้งหมดของจตุตถฌานถือเอากสิณเป็นอารมณ์ ไม่ใช่เพียงองค์ฌาน ๒ เท่านั้น ดังนั้น จึงใช้คาว่า ‘นามธรรม’ แต่ในนามธรรมเหล่านั้น องค์ฌาน ๒ เป็นธรรมที่เด่นสุด ดังนั้น จึงกล่าวองค์ฌาน ๒ นั้นไว้ในวงเล็บ”
วิธีเจริญอัปปนาสมาธิ
อรูปฌานที่ ๒ หรือเรียกว่า วิญญาณัญจายตนะฌาน มีอารมณ์คืออากาสานัญจายตนะฌานจิต ซึ่งมีอากาศอันไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์
เพื่อเจริญวิญญาณัญจายตนะฌาน พึงใคร่ครวญโทษของอากาสานัญจายตนะ คืออากาสานัญจายตนะนั้นมีรูปฌานที่ ๔ เป็นศัตรูใกล้ และไม่สงบเหมือนกับวิญญาณัญจายตนะ เมื่อไม่มีฉันทะในอากาสานัญจายตนะแล้ว พึงใคร่ครวญความสงบยิ่งกว่าของวิญญาณัญจายตนะ หลังจากนั้น พึงตั้งสมาธิครั้งแล้วครั้งเล่าให้อยู่กับจิตอันมีอากาศอันไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ (คือในอรูปฌานจิตที่ ๑) และกำหนดว่า “จิตไม่มีที่สิ้นสุด จิตไม่มีที่สิ้นสุด” หรือเพียงแค่ว่า “จิต จิต” ให้ตั้งสมาธิอยู่กับวิญญาณัญจายตนนิมิตต่อไปเรื่อย ๆ จนบรรลุฌาน แล้วเจริญวิสัชชะทั้ง ๕ นี่เป็นอรูปฌานที่ ๒ ซึ่งเรียกว่า วิญญาณัญจายตนะฌาน
อรูปฌานที่ ๓ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อากิญจัญญายตนะฌาน มีอารมณ์เป็นความไม่มีของอากาสานัญจายตนะฌานจิต โดยอากาสานัญจายตนะฌานจิตนั้นก็เป็นอารมณ์ของวิญญาณัญจายตนะด้วย
เพื่อจะเจริญอากิญจัญญายตนะฌาน พึงใคร่ครวญโทษของวิญญาณัญจายตนะ คือวิญญาณัญจายตนะมีอากาสานัญจายตนะเป็นศัตรูใกล้ และไม่สงบเหมือนกับอากิญจัญญายตนะ เมื่อไม่มีฉันทะในวิญญาณัญจายตนะแล้ว โยคีพึงใคร่ครวญความสงบยิ่งกว่าของอากิญจัญญายตนะ แล้วตั้งสมาธิอยู่กับความไม่มีของอากาสานัญจายตนะฌานจิต ตามที่กล่าวมาแล้ว มีฌานจิต ๒ อย่าง อย่างแรกคืออากาสานัญจายตนะฌานจิต อย่างที่สองคือวิญญาณัญจายตนะฌานจิต จิตทั้ง ๒
อย่างนี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นในขณะจิตเดียวกัน เมื่ออากาสานัญจายตนฌานจิตเกิดขึ้น วิญญาณัญจายตนฌานจิตก็ไม่อาจมีได้ ในนัยกลับกันก็เช่นกัน ดังนั้น พึงถือเอาความไม่มีแห่งอากาสานัญจายตนฌานจิตเป็นอารมณ์ และกำหนดว่า “ว่างเปล่า ว่างเปล่า” หรือ “ไม่มี ไม่มี” ให้ตั้งสมาธิอยู่กับนิมิตนั้นต่อไปจนบรรลุฌาน แล้วเจริญวิสีทั้ง ๕ นี่เป็นอรูปฌานที่ ๓ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อากิญจัญญายตนฌาน
อรูปฌานที่ ๔ นั้นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (คือมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) เพราะสัญญาในฌานนี้สุขุมมาก แต่จริงๆ แล้วนามธรรมทั้งหมดในฌานนี้ก็สุขุมมาก เช่นว่า จะมีเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ จะมีจิตก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ จะมีผัสสะก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ถึงแม้นามธรรมทุกอย่างจะสุขุม แต่ฌานนี้ก็อธิบายด้วยคำว่า สัญญา โดยมีอารมณ์คือ อากิญจัญญายตนฌานจิต เพื่อเจริญเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน พึงใคร่ครวญโทษของอากิญจัญญายตนะ คืออากิญจัญญายตนะนั้นมีวิญญาณัญจายตนะเป็นศัตรูใกล้ และไม่สงบเท่ากับเนวสัญญานาสัญญายตนะ ยิ่งกว่านั้น ตัวสัญญาเองก็เป็นโรค เป็นฝี และเป็นลูกศร เมื่อไม่มีฉันทะในอากิญจัญญายตนะแล้ว พึงใคร่ครวญความสงบยิ่งกว่าของเนวสัญญานาสัญญายตนะ หลังจากนั้นพึงตั้งสมาธิครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่กับ
**
อากิญจัญญายตนฌานจิตว่า “สงบ สงบ” ทำอย่างนั้นต่อไปเรื่อย ๆ จนบรรลุฌาน แล้วเจริญวิสีทั้ง ๕ นี่เป็นอรูปฌานที่ ๔ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
สรุปวันนี้ เราได้สนทนากันถึงวิธีเจริญกสิณ ๑๐ และสมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ ส่วนในครั้งต่อไป เราจะสนทนากันเรื่องวิธีเจริญพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และอารักขกรรมฐาน ๔ คือ เมตตากรรมฐาน พุทธานุสสติ อสุภกรรมฐาน และมรณานุสสติ
{ หน้า ๑๓๒ }
คำถามและคำตอบ ๒
คำถาม ๒.๑ – การพัฒนาสมาธินทรีย์และปัญญินทรีย์ให้สมดุล
คำถาม โยคีผู้ปฏิบัติใหม่นั้น จะพัฒนาสมาธินทรีย์และปัญญินทรีย์ให้สมดุลได้อย่างไร จะเจริญปัญญาโดยอาศัยอานาปานสติได้อย่างไร
คำตอบ เราได้กล่าวถึงเรื่องการพัฒนาอินทรีย์ ๕ ให้สมดุลแล้วในการสนทนาครั้งแรก แต่ก็จะกล่าวสรุปอีกครั้งหนึ่งว่า ผู้ปฏิบัติใหม่ยังไม่จำเป็นต้องพัฒนาสมาธิและปัญญาให้สมดุลกันเพราะยังใหม่ และอินทรีย์ทั้ง ๕ ก็ยังไม่ได้พัฒนาในระดับที่เพียงพอ ในเบื้องต้นของกรรมฐาน จิตมักจะฟุ้งซ่านมาก ดังนั้น อินทรีย์ทั้ง ๕ จึงยังไม่เข้มแข็งและมีกำลังพอ ต่อเมื่ออินทรีย์เข้มแข็งและมีกำลังพอแล้ว จึงจะจำเป็นต้องพัฒนาให้สมดุลกัน
อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ปฏิบัติใหม่สามารถพัฒนาอินทรีย์เหล่านั้นให้สมดุลตั้งแต่เริ่มต้น นั่นย่อมดีอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกำลังปฏิบัติอานาปานสติ คือการมีสติอยู่กับลมหายใจ การรู้แจ้งลมหายใจนั้นเป็นปัญญา การระลึกรู้ที่ลมเป็นสติ การมีใจจดจ่ออยู่กับลมเป็นสมาธิ ความเพียรในการรับรู้ลมหายใจอย่างชัดเจนเป็นวิริยะ ความเลื่อมใสว่าอานาปานสติ (คือลมหายใจเข้าออก) จะนำไปสู่ฌานได้เป็นศรัทธา ผู้ปฏิบัติใหม่ต้องพยายามเจริญอินทรีย์ ๕ ให้เข้มแข็งและมีกำลัง ศรัทธาต้องมีกำลังพอ วิริยะเพื่อให้รู้ลมหายใจอย่างชัดเจนต้องมีกำลังพอ สติที่ลมต้องมีกำลังพอ สมาธิที่ลมต้องมีกำลังพอ ต้องเห็นลมหายใจนั้นให้ชัดเจน พึงพยายามพัฒนาอินทรีย์ ๕ ให้เข้มแข็งและมีกำลังพร้อมกับการพยายามปรับให้สมดุล ถ้าอินทรีย์ใดอินทรีย์หนึ่งมากเกินไป อินทรีย์อื่นก็จะทำหน้าที่ของตนไม่ได้ด้วยดี
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าศรัทธาเข้มแข็งและมีกำลังเกินไป ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรง นี้หมายความว่า วิริยอินทรีย์จะไม่สามารถรักษานามธรรมซึ่งเกิดร่วมกันให้อยู่กับลมหายใจ สติจะไม่ตั้งอยู่กับลมหายใจ สมาธินทรีย์ก็จะไม่ตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจ และปัญญาก็จะไม่รู้แจ้งลมหายใจ เมื่อวิริยะมีกำลังมากเกินไป ก็จะทำให้จิตฟุ้งซ่าน ดังนั้นเช่นกัน อินทรีย์อื่นๆ ย่อมอ่อนกำลังลงและไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ดี เมื่อสติอ่อนกำลัง ก็จะไม่สามารถปฏิบัติได้เลย เพราะไม่สามารถเฝ้าอยู่กับลมหายใจ และจะไม่พยายามกำหนดรู้ลม หรือพยายามเพียงผิวเผิน และอาจไม่มีศรัทธาเลย
ในขั้นนี้ โยคีกำลังเจริญสมถกรรมฐาน ในสมถกรรมฐานนั้น สมาธิที่เข้มแข็งและมีกำลังย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่สมาธิที่เกินจะก่อความเกียจคร้าน เมื่อเกิดความเกียจคร้าน อินทรีย์อื่นๆ ก็จะอ่อนกำลังลงและทำหน้าที่ของตนได้ไม่ดี
ในขั้นนี้ ปัญญานั้นยังทื่อมากหรือยังด้อยกำลังอยู่ เพราะรู้เพียงเฉพาะลมหายใจตามธรรมชาติ ดังนั้น สำหรับผู้เริ่มเจริญสมถกรรมฐาน การรู้ลมหายใจอย่างชัดเจนเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เมื่ออุคคหนิมิตหรือปฏิภาคนิมิตปรากฏ ปัญญาจะรู้แจ้งอุคคหนิมิตหรือปฏิภาคนิมิต ความรู้ทั่วไปเกินกว่านี้ไม่ดี เพราะโยคีอาจมัวแต่คุยและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวต่างๆ ถ้าคุยหรือวิพากษ์วิจารณ์มากเกิน ก็อาจกล่าวได้ว่าปัญญาเกิน แล้วทำให้อินทรีย์อื่นๆ อ่อนกำลังและทำหน้าที่ของตนได้ไม่ดี
แม้การให้อินทรีย์ทั้ง ๕ ให้สมดุลยังไม่สำคัญมากในเบื้องต้น แต่ก็เป็นการดี ถ้าผู้ปฏิบัติใหม่สามารถทำให้สมดุลได้ จะทำให้สมดุลได้อย่างไร ต้องปฏิบัติด้วยสติและวิริยะที่เข้มแข็งและมีกำลังเพื่อให้รู้ลมหายใจอย่างชัดเจน และมีสมาธิอยู่กับลมพร้อมด้วยศรัทธา
คาถาม ๒.๑ – การสมาธิ-อินทรีย์ และปัญญา-อินทรีย์ให้สมดุล { หน้า ๑๓๔ }
คาถาม ๒.๒ – การเจริญสมถกรรมฐานก่อนเจริญวิปัสสนา
เมื่อได้จตุตถฌานแล้ว เหตุไฉนจึงไม่ไปกำหนดรู้ขันธ์ทั้ง ๕ โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วบรรลุพระนิพพานโดยตรง ทำไมต้องมาเจริญกรรมฐานในอาการ ๓๒ ของร่างกาย, โครงกระดูก, โอฏฐกสิณ, ธาตุ ๔, รูป, นาม, ปฏิจจสมุปบาท และวิปัสสนาด้วย
คาตอบ
พระพุทธองค์ทรงสอนการเจริญวิปัสสนาด้วยการกำหนดรู้ขันธ์ ๕ แก่บุคคล ๓ ประเภท คือ ผู้มีปัญญาแหลมคม, ผู้มีวิปัสสนาญาณไม่ชัดเจนในเรื่องนาม และผู้มีอัธยาศัยเจริญวิปัสสนาแบบย่อ
โยคีรู้: ขันธ์ ๕ คืออะไร? อะไรเป็นความต่างกันระหว่างขันธ์ ๕ กับรูปนาม?
คาตอบ
ก่อนจะตอบคาถามที่สองของโยคี เรามาคุยกันก่อนเรื่องรูปนามและขันธ์ ๕
ปรมัตถสัจจะนั้นมี ๔ อย่างคือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน เพื่อจะบรรลุพระนิพพานซึ่งเป็นปรมัตถสัจจะที่ ๔ เราต้องเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาในปรมัตถสัจจะที่เหลือ ๓ อย่าง คือ จะต้องเห็น
พระอาจารย์ใหญ่กาลังกล่าวเรื่องนี้อย่างกว้างๆ หน้า ๓๓ ดูหัวข้อ “การรู้และเห็นทุกข์อริยสัจ”
คาถามและคาตอบ ๒ – คาถาม ๒.๒ – การเจริญสมถกรรมฐานก่อนเจริญวิปัสสนา { หน้า ๑๓๕ }
๓. รูป ๒๘
จิต ๘๙ อย่างนั้นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิญญาณขันธ์ ส่วนในบรรดาเจตสิก ๕๒ อย่างนั้น ความรู้สึกเป็นเวทนาขันธ์ ความจำได้หมายรู้เป็นสัญญาขันธ์ และเจตสิกที่เหลือ ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ ในบางแห่ง จิตกับเจตสิกเรียกรวมกันว่านาม ในบางแห่ง จิตเจตสิกจัดรวมอยู่ในขันธ์ ๔ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ซึ่งเรียกรวม ๆ กันว่า นามขันธ์ รูปขันธ์ก็คือรูป ๒๘ ประเภท ส่วนจิต เจตสิก และรูป เรียกรวม ๆ กันว่า นามรูป โดยบางครั้งก็เรียกว่า ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ เหตุเกิดของนามรูปก็มีเพียงแต่นามรูปเท่านั้น
อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ เป็นธรรมะ เป็นทุกข์อริยสัจ เราต้องเข้าใจขันธ์ ๕ ว่าเป็นเช่นนั้น
ในมหานิทานสูตรในทีฆนิกาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ว่า “อานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง สุดจะคาดคะเนได้ อานนท์ ก็เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทนี้ หมู่สัตว์จึงยุ่งเหมือนขอดด้ายของช่างหูก เป็นปมุนุงนังเหมือนกระจุกด้าย เหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ไม่ข้ามพ้นสังสารพร้อมทั้งอบาย ทุคติ วินิบาต”
หมายเหตุ – จากฉบับมหาจุฬา “ไม่ข้ามพ้นอบาย ทุคติ วินิบาตและสงสาร”
เกี่ยวกับคาเหล่านี้ อรรถกถาได้อธิบายไว้ว่า: ไม่มีสักคนเลยแม้ในความฝัน ผู้จะล่วงภัยคือสงสารอันบีบคั้นอยู่เป็นนิตย์ดุจสายฟ้า ถ้าบุคคลยังทำลายไม่ได้ด้วยดาบคือญาณ อันลับไว้ดีแล้วที่ศิลาอันประเสริฐคือสมาธิ เพราะภวจักรนี้หยั่งไม่ถึงโดยความลึกซึ้ง ต่อต้านได้ยากเพราะต้องศึกษาเอาโดยนัยต่างๆ
นี้หมายความว่า ผู้ไม่รู้ไม่แทงตลอดปฏิจจสมุปบาทด้วยวิปัสสนาญาณขันธ์ต่างๆ ก็จะไม่สามารถข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้
ในติตถายตนสูตรในอังคุตตรนิกาย พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า: "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกขสมุทัยอริยสัจ เป็นอย่างไร คือ
๑. เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี ๒. เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ๓. เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ๔. เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ๕. เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ๖. เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ๗. เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี ๘. เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี"
อ้างอิง: วิภังค์.อ. (สุตตันตภาชนีย์วรรณนา), วิสุทธิ.ปัญญาภูมินิเทศ. ๖๖๑, อ.เอก. ๖๒ (ติตถายตนสูตร)
คาถามและคาตอบ ๒ – คาถาม ๒.๒ – การเจริญสมถกรรมฐานก่อนเจริญวิปัสสนา { หน้า ๑๓๗ }
**
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงมี
กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีความเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า ทุกขสมุทัย นี้ก็เรียกได้ว่า ปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ปฏิจจสมุปบาทก็คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ทุกข์อริยสัจ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ และ ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ปฏิจจสมุปบาท เรียกรวม ๆ ว่า สังขารอริยสัจ ทั้ง ๒ นี้ เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาญาณ
ในวิปัสสนาญาณขั้นต่าง ๆ โยคีย่อมเข้าใจสังขารเหล่านี้โดยความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ถ้าไม่รู้แจ้งแทงตลอดสังขารเหล่านั้น จะเข้าใจสังขารเหล่านั้นโดยความไม่เที่ยงเป็นต้นได้อย่างไร นี่เป็นเหตุที่เราสอนวิปัสสนาอย่างเป็นระบบ
เพื่อให้หยั่งรู้ รูปปรมัตถ์ คือ รูปูปาทานขันธ์ ก็จะต้องเจริญกรรมฐานในธาตุ ๔ จนเห็นว่า รูปประกอบด้วยอณูเล็ก ๆ ที่เรียกว่า รูปกลาป แล้วเห็นธาตุ ๔ ในอณูเล็ก ๆ เหล่านั้น โดยต้องกำหนดรู้ทั้งวัตถุและอารมณ์ไปด้วยกัน
ดูรายละเอียดในหัวข้อ “อารัมภบท” หน้า 191 ดูการอ้างอิง (พระสูตรอื่น ๆ) ที่หน้า 27
ผู้แปล – คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และหทัยวัตถุ คู่กับสี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
การกำหนดรู้รูปอย่างนี้ ก็จะไม่สามารถกำหนดรู้นาม คือนามขันธ์อันเป็นที่ยึดมั่น ๔ อย่าง นี่เป็นเหตุที่เราสอนวิปัสสนาไปทีละขั้น
สำหรับคาถามที่สองของโยคี ตามแบบแผนของพุทธเถรวาทนั้น มีกรรมฐาน ๒ อย่าง คือ ปริหาริยกรรมฐาน และ สัพพัตถกรรมฐาน
ปริหาริยกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่ใช้เจริญสมาธิเพื่อนำมาใช้ในวิปัสสนา โยคีต้องใช้กรรมฐานนั้นเป็นบาทเสมอ
ส่วนสัพพัตถกรรมฐานเป็นกรรมฐานต่าง ๆ ที่ทุกคนควรเจริญเหมือน ๆ กัน เป็นอารักขกรรมฐาน ๔ คือ ๑. เมตตากรรมฐาน ๒. พุทธานุสสติ ๓. มรณสติ ๔. อสุภกรรมฐาน
ดังนั้น แม้ว่าโยคีจะใช้อานาปานสติเป็นปริหาริยกรรมฐาน แต่ก็ต้องเจริญอารักขกรรมฐาน ๔ ก่อนจะเจริญวิปัสสนา นี้เป็นวิธีการตามแบบแผน
ในการเจริญเมตตากรรมฐานให้ได้ฌาน จะดีกว่าถ้าโยคีได้เจริญโอทาตกสิณ จนได้จตุตถฌานแล้ว ตัวอย่างคือพระภิกษุ ๕๐๐ รูปที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส
ดูเหตุผลว่าทำไมต้องเจริญอารักขกรรมฐานและจะเจริญกรรมฐานอย่างไร ในหัวข้อ “ป้องกันสมาธิ” หน้า 43 สำหรับรายละเอียดให้ดู “วิธีเจริญพรหมวิหาร ๔ และอารักขกรรมฐาน” หน้า 148
พจนานุกรม – กรรมฐานเป็นเครื่องรักษาตน, กรรมฐานเป็นเครื่องรักษาผู้ปฏิบัติให้สงบ ระงับและให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
คำถาม ๒.๒ – การเจริญสมถกรรมฐานก่อนเจริญวิปัสสนา { หน้า ๑๓๙ }
ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในกสิณ ๑๐ และสมาบัติ ๘ ได้เจริญวิปัสสนาจนได้อุทยัพพยญาณแล้ว จึงเข้าป่าเพื่อเจริญกรรมฐานให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ภิกษุเหล่านั้นก็ได้กลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทวดาในป่าที่ได้หลอกภิกษุให้เกิดความหวาดกลัว พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนกรณียเมตตสูตรแก่ภิกษุเพื่อเป็นกรรมฐานและเพื่อสวดเป็นพระปริตร
เมื่อใช้เป็นกรรมฐานนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ได้เมตตาฌานและได้ขจัดการแบ่งแยกระหว่างบุคคล (สีมาสัมเภท) แล้ว พระสูตรนี้จึงแสดงการเจริญเมตตาแบบพิเศษ ที่โยคีได้เจริญกรรมฐานจนถึงตติยฌานด้วยการแผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์ โดยมีอานุภาพการคิดว่า *“สุขิโน วา เขมิโน โหนฺต,ุ สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตฺตา”* (ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีความสุข เป็นผู้หลุดพ้นจากภัย)
ในคัมภีร์กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนั้นจะเจริญกรรมฐานนี้ได้โดยง่าย เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญในกสิณทั้ง ๑๐ แล้ว ดังนั้น กสิณกรรมฐานนั้นจะช่วยให้เมตตาฌานเกิดขึ้นได้ง่ายอย่างไร?
ในอังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ในบรรดาวัณณกสิณทั้ง ๔ นั้น โอทาตกสิณเป็นเลิศ โอทาตกสิณนี้ทำให้จิตใจสะอาดสุกใส ใจที่สะอาดสงบนั้นก็จะดีกว่าและมีกำลัง หากได้เจริญเมตตากรรมฐานด้วยจิตใจที่สะอาดปราศจากกิเลส
**
{ หน้า ๑๔๐ }
จะได้เมตตาฌานด้วยการนั่งบัลลังก์เดียว ดังนั้น ถ้าเข้าจตุตถฌานด้วยโอทาตกสิณ ออกจากฌานนั้นแล้วเจริญเมตตาฌาน ก็ย่อมสำเร็จได้โดยง่าย
เพื่อบรรลุจตุตถฌานด้วยโอทาตกสิณ พึงควรเริ่มเจริญกรรมฐานด้วยโครงกระดูกทั้งภายในและภายนอกก่อน เพราะจะทำให้เจริญโอทาตกสิณได้ง่ายมาก
ดังนั้น เมื่อได้จตุตถฌานแล้ว โดยปกติเราจะสอนให้เจริญกรรมฐานในอาการ ๓๒ ของร่างกาย, กรรมฐานในโครงกระดูก และกรรมฐานในโอทาตกสิณ ตามประสบการณ์แล้วโยคีส่วนมากจะกล่าวว่า
จตุตถฌานในโอทาตกสิณนั้นดีกว่า
จตุตถฌานในอานาปานสติ
เพราะฌานในโอทาตกสิณนั้นมีผลให้ใจสะอาดกว่า สว่างไสวกว่า และสงบกว่า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเจริญกรรมฐานอื่นๆ
ดังนั้น เราจึงสอนโอทาตกสิณก่อนเมตตากรรมฐาน
มีปัญหาอย่างหนึ่งที่ทั่วไปกับผู้เริ่มปฏิบัติทั้งหมด โยคีอาจจะเคยฝึกเมตตากรรมฐานมาแล้ว แต่โยคีเคยได้ฌานหรือไม่ ในการปฏิบัติ ถ้าโยคีต้องการแผ่เมตตาไปในบุคคลเพศเดียวกัน ก่อนอื่นพึงทำใบหน้ายิ้มๆ ของบุคคลนั้นให้เป็นอารมณ์ แล้วเจริญเมตตาต่อบุคคลนั้นเป็นต้นว่า “ขอให้กัลยาณบุคคลนี้เป็นผู้ปราศจากความทุกข์ใจ”
สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ ไม่นานนักใบหน้ายิ้มๆ นั้นก็จะหายไป แล้วเจริญเมตตากรรมฐานต่อไปไม่ได้เพราะอารมณ์กรรมฐานได้หายไป ดังนั้น จึงไม่อาจบรรลุเมตตาฌานหรือแม้สมาธิอื่นๆ ได้
ทว่าใช้จตุตถฌานอันอาศัยโอทาตกสิณ ก็จะไม่เป็นเช่นนั้น คือ เมื่อโยคีออกจากฌานแล้วเจริญเมตตา เพราะสมาธิที่มีมาก่อน ใบหน้าที่มีรอยยิ้มนั้นก็จะไม่จาง
… จึงสามารถตั้งสมาธิอย่างแน่วแน่อยู่กับรูปนั้น และจะได้เมตตาตติยฌานในการนั่งบัลลังก์เดียว ถ้าปฏิบัติต่อไปอย่างมีระบบจนขจัดการแบ่งแยกบุคคลต่าง ๆ ก็ย่อมสามารถแม้จะปฏิบัติโดยวิธี ๑๑ อย่างตามที่กล่าวในกรณียเมตตสูตร และโดยวิธี ๕๒๘ อย่างที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสมัภิทามรรค ด้วยเหตุนี้ด้วย เราจึงสอนโอทาตกสิณก่อนเมตตากรรมฐาน
โยคีอาจจะเคยฝึกเจริญพุทธานุสสติมาแล้ว แต่ได้บรรลุถึงอุปจารสมาธิหรือไม่ เมื่อประสบผลสำเร็จในเมตตากรรมฐานแล้วเจริญพุทธานุสสติ ก็จะได้อุปจารสมาธิโดยการนั่งเพียงบัลลังก์เดียว เพราะได้สมาธิมาก่อนแล้วเช่นกัน แม้อสุภกรรมฐานก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย และถ้าเจริญอสุภกรรมฐานจนถึงปฐมฌาน แล้วเจริญมรณสติ ก็จะสำเร็จได้โดยการนั่งเพียงบัลลังก์เดียว
นี้เป็นเหตุที่เราสอนโอทาตกสิณก่อนอารักขกรรมฐาน ๔ แต่ถ้าโยคีปราถนาที่จะเจริญวิปัสสนาเลยโดยไม่ผ่านอารักขกรรมฐาน ๔ เลยก็ย่อมทำเช่นนั้นได้ ไม่เป็นปัญหาอะไร
คาถาม เพราะเหตุไร หลังจากที่กำหนดรู้รูปนามได้แล้ว จึงต้องกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทโดยวิธีที่หนึ่ง และวิธีที่ห้า วิธีที่หนึ่งและวิธีที่ห้าเป็นอย่างไร
ขุ.ปฏิ.๒๒ (เมตตากถา) ดูรายละเอียดการปฏิบัติวิธีที่ ๑ และวิธีที่ ๕ เพื่อเห็นปฏิจจสมุปบาทในหัวข้อ “วิธีที่ ๕ – ปฏิจจสมุปบาท ๓ รอบ” หน้า 320
คำตอบ
ในแบบแผนของศาสนาพุทธเถรวาท มีลำดับวิสุทธิ ๗ ขั้น ห้าขั้นแรกคือ
๑. ศีลวิสุทธิ เป็นศีล ๔ ประเภท คือ
๒. จิตตวิสุทธิ คือ อุปจารสมาธิ และ สมาบัติ ๘ (อัปปนาสมาธิ)
๓. ทิฏฐิวิสุทธิ (การทำความเห็น คือ ทิฏฐิให้บริสุทธิ์) คือ นามรูปปริจเฉทญาณ ความรู้แจ้งความแตกต่างกันของนามรูป
๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์แห่งญาณที่เป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย) คือ ปัจจยปริคคหญาณ ความรู้แจ้งเหตุของนามรูป อีกนัยหนึ่งคือการเห็นปฏิจจสมุปบาท
๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ในการเห็นแจ้งของญาณอันเป็นเครื่องดำเนินไปสู่มัคคปฏิปทา) คือ อุทยัพพยญาณ ความรู้แจ้งการเกิดขึ้นและดับไปของนามรูป ซึ่งเป็นเบื้องต้นของวิปัสสนา
จึงเห็นได้ว่า ก่อนวิปัสสนามีวิสุทธิ ๔ อย่าง เพราะเหตุไร เพราะวิปัสสนาเป็นไปเพื่อแทงตลอดความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของนาม
ดูรายละเอียดใน วิสุทธิ.ศีลนิเทส.๑๓ (กถาว่าด้วยประเภทแห่งศีล) วิสุทธิ.ทิฏฐิวิสุทธินิเทส.๑ (กถาว่าด้วยทิฏฐิวิสุทธิ)
คาถาม ๒.๓ – การกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทวิธีที่ ๑ และวิธีที่ ๕ { หน้า ๑๔๓ }
รูปและเหตุของนามรูป หากไม่รู้แจ้งนามรูปและเหตุของนามรูป จะจะรู้ได้อย่างไรว่า นามรูปนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา จะปฏิบัติวิปัสสนาได้อย่างไร ต่อเมื่อกาหนดรู้นามรูปและเหตุของนามรูปอย่างถี่ถ้วนแล้วเท่านั้น จึงจะเจริญวิปัสสนาได้
นามรูปและเหตุของนามรูปจัดเป็น สังขาร สังขารดับไปทันทีที่เกิดขึ้น ซึ่งแสดงถึงความไม่เที่ยง เกิดขึ้นและดับไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความเป็นทุกข์ ไร้อัตตาและแก่นสารอันมั่นคงทลายไม่ได้ ซึ่งแสดงถึงความเป็นอนัตตา ต้องรอบรู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาอย่างนี้ จึงจะเป็นวิปัสสนาที่แท้จริง ดังนั้น ก่อนวิปัสสนา เราจึงสอนโยคีให้กาหนดรู้นามรูปและปฏิจจสมุปบาท
อรรถกถาอธิบายว่า “อนิจฺจนฺติ ปญฺจกฺขนฺธา” และ “อนิจฺจนฺติ ขนฺธปญฺจก” ซึ่งหมายความว่า “ชื่อว่า อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) คือ ขันธ์ ๕” โดยกล่าวอีกนัยหนึ่ง ขันธ์ ๕ ก็คือ นามรูปและเหตุของนามรูป ดังนั้น จะเป็นวิปัสสนาที่แท้จริงได้ ก็จะต้องรู้ขันธ์ ๕ พร้อมทั้งเหตุของขันธ์ ๕
พระพุทธเจ้าทรงสอนตามจริตของผู้ฟัง ทรงสอนวิธี ๔ อย่างในการกาหนดรู้ปฏิจจสมุปบาท ในปฏิปัสมฺภิทามรรคก็ยังกล่าวอีกวิธีหนึ่ง รวมทั้งหมดเป็น ๕ วิธี วิธีแรกที่ทรงสอนก็คือการกาหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลม (คือเริ่มจากต้นไปหาปลาย)
**
อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา, สงฺขารปจฺจยา วิญญาณ, วิญญาณปจฺจยา นามรูปํ, ฯเปฯ
เพราะมีอวิชชา สังขารจึงเกิดขึ้น, เพราะมีสังขาร วิญญาณจึงเกิดขึ้น, เพราะมีวิญญาณ นามรูปจึงเกิดขึ้น, ฯลฯ
วิธีแรกนี้เป็นที่นิยมในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท แต่อาจยากมากสำหรับผู้ไม่รู้เรื่องพระอภิธรรม แม้โยคีผู้รู้เรื่องพระอภิธรรมดีก็ยังอาจมีความยากลำบากหลายประการ
ส่วนวิธีที่ ๕ ท่านพระสารีบุตรได้สอนโดยบันทึกไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค เป็นวิธีที่ง่ายสำหรับผู้ที่เริ่มปฏิบัติ คือการกำหนดรู้ว่าอดีตเหตุ ๕ อย่างก่อให้เกิดปัจจุบันผล ๕ อย่าง และปัจจุบันเหตุ ๕ อย่างก็จะให้อนาคตผล ๕ อย่าง
นี่คือหลักสำคัญของวิธีที่ ๕ ถ้าโยคีต้องการรู้ปฏิจจสมุปบาทโดยประจักษ์ ก็พึงปฏิบัติให้ถึงขั้นนี้
หลังจากที่ได้ปฏิบัติตามวิธีที่ ๕ อย่างเป็นระบบ การปฏิบัติตามวิธีที่ ๑ ก็จะไม่ยากนัก เพราะเหตุนี้ เราจึงสอนวิธีที่ ๕ ก่อนวิธีที่ ๑ อนึ่ง เราย่อมสอนวิธีทั้ง ๕ แก่ผู้มีเวลาและปรารถนาที่จะปฏิบัติต่อไป แม้พระพุทธเจ้าจะทรงสอนปฏิจจสมุปบาทวิธีต่างๆ ตามจริตของผู้ฟัง แต่แค่วิธีเดียวก็ทำให้ถึงพระนิพพานได้ อย่างไรก็ดี เพราะวิธีที่ ๑ เป็นที่นิยมในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เราจึงสอนทั้งวิธีที่ ๕ และวิธีที่ ๑
แล้วการกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทนั้น สำคัญหรือไม่ สำคัญมาก มหานิทานสูตรระบุไว้ว่า
คำถาม ๒.๓ – การกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทวิธีที่ ๑ และวิธีที่ ๕ { หน้า ๑๔๕ }
วันหนึ่ง ท่านพระอานนท์ได้ปฏิบัติปฏิจจสมุปบาทโดยวิธี ๔ ในตอนเย็น ท่านเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลว่า
อย่างทั้งหมด
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง สุดจะคาดคะเนได้ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนกับว่าเป็นธรรมง่ายๆ พระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าตรัสว่า อย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ อย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง สุดจะคาดคะเนได้ ก็เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทนี้ หมู่สัตว์จึงยุ่งเหมือนขดด้ายของช่างหูก เป็นปมด้ายเหมือนกระจุกด้าย เหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ไม่ข้ามพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต และสังสาร
นี่แสดงว่า ถ้าไม่รู้แจ้งปฏิจจสมุปบาทด้วยอนุโพธญาณและปฏิเวธญาณ ก็จะไม่สามารถพ้นจากสังสารและอบายทั้ง ๔ ได้ อนุโพธญาณ ก็คือนามรูปปริจเฉทญาณ (คือความเข้าใจความแตกต่างกันของนามรูป) และปัจจยปริคคหญาณ (คือความเข้าใจเหตุของนามรูป) ส่วนปฏิเวธญาณก็คือวิปัสสนาญาณทั้งหมด ดังนั้น ถ้าไม่รู้แจ้งปฏิจจสมุปบาทด้วยญาณทั้ง ๒ ก็บรรลุพระนิพพานไม่ได้
อนึ่ง วิธีทั้ง ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน ที.ม.๙๕ (มหานิทานสูตร)
(หน้า ๑๔๖)
อรรถกถาได้อธิบายไว้ว่า ถ้าไม่รู้แจ้งปฏิจจสมุปบาท ใคร ๆ ก็พ้นจากวัฏฏสงสารไม่ได้แม้แต่ในฝัน
ดูการอ้างอิงที่หน้า 61
วิธีเจริญพรหมวิหาร ๔ และอารักขกรรมฐาน – คาถาม ๒.๓ – การกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทวิธีที่ ๑ และวิธี…
ที่ ๕ { หน้า ๑๔๗ }
อารัมภบท
วันนี้ เรามาดูวิธีเจริญพรหมวิหาร ๔ (เครื่องอยู่อันประเสริฐ ๔ อย่าง) และอารักขกรรมฐาน ๔ (กรรมฐานเครื่องรักษาตน ๔ อย่าง)
พรหมวิหาร ๔ คือ ๑. เมตตา ๒. พุทธานุสสติ ๓. อสุภกรรมฐาน ๔. มรณานุสสติ
อารัมภบท
ในการเจริญเมตตาพรหมวิหาร ก่อนอื่นจะต้องทราบว่า ไม่ควรเจริญเมตตาพรหมวิหารต่อเพศตรงข้าม หรือต่อคนตาย
ไม่ควรถือเอาเพศตรงกันข้ามเป็นอารมณ์กรรมฐาน เพราะราคะในบุคคลนั้นอาจเกิดขึ้นได้ แต่หลังจากได้ฌานแล้ว จะเจริญเมตตาต่อเพศตรงกันข้ามโดยรวมเป็นกลุ่มก็ย่อมได้ เช่นด้วยคาว่า “ขอให้หญิงทั้งปวงมีความสุข” ไม่ควรใช้คนตายเป็นอารมณ์ในกาลทั้งปวง เพราะจะไม่สามารถได้เมตตาฌานโดยมีคนตายเป็นอารมณ์
บุคคลที่พึงเจริญเมตตามี ๔ จาพวก ได้แก่ ๑. ตนเอง (อตฺตา) ๒. ผู้เป็นที่รัก (ปิยปุคฺคล) คือ ผู้ที่โยคีชอบใจหรือเคารพ ๓. ผู้เป็นกลางๆ (มชฺฌตฺตปุคฺคล) คือ ผู้ที่โยคีรู้สึกเฉยๆ
๔. ผู้เป็นคู่เวร (เวรีปุคคฺค)
แต่ในเบื้องต้นนี้ พึงเจริญเมตตาต่อบุคคล ๒ จำพวกแรก เท่านั้น คือตนเอง และผู้ที่ตนชอบใจและเคารพ ในเบื้องต้น ไม่พึงเจริญเมตตาต่อบุคคลต่อไปนี้ คือ ผู้ไม่เป็นที่รัก (อปิยปุคคฺค), ผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง (อติปฺปิยสหายกปุคคฺค), ผู้เป็นกลาง ๆ (มัชฌัตตปุคคฺค) และผู้เป็นคู่เวร (เวรีปุคคฺค)
ผู้ไม่เป็นที่รัก ก็คือผู้ไม่ทาประโยชน์ให้แก่โยคี หรือแก่คนที่โยคีชอบใจ ผู้เป็นคู่เวรก็คือบุคคลที่ทาความเสื่อมเสียให้แก่โยคี หรือแก่คนที่โยคีชอบใจ
ในเบื้องต้น การเจริญเมตตาต่อบุคคลทั้ง สองจำพวกนี้ เป็นเรื่องยาก เพราะความโกรธอาจเกิด อนึ่ง การเจริญเมตตาต่อบุคคลผู้ที่โยคีมีความรู้สึกเป็นกลาง ๆ ก็ยากเช่นกัน ในกรณีผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง โยคีอาจติดข้องกับผู้นั้นมากเกินไป เต็มไปด้วยความห่วงใยและความเศร้าโศก จนอาจร้องไห้เมื่อได้ยินว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับผู้นั้น ดังนั้น บุคคลทั้ง ๔ ประเภทนี้ไม่ควรเจริญเมตตาให้ในเบื้องต้น แต่เมื่อได้เมตตาฌานแล้ว ก็จะเจริญเมตตาในบุคคลเหล่านั้นได้
โยคีไม่อาจได้ฌานโดยมีตนเองเป็นอารมณ์แม้จะเจริญเมตตากรรมฐานนั้นตั้งร้อยปี ดังนั้น เหตุใดจึงต้องเริ่มเจริญเมตตาให้ตนเองก่อน ไม่ใช่เพื่อจะได้แม้แต่อุปจารสมาธิ แต่เพราะเมื่อเจริญเมตตาให้ตนเองด้วยคิดว่า “ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข” ก็ย่อมทำให้ตนเสมอกับคนอื่นได้ คือเห็นว่า ตนเองต้องการความสุข ปราศจากความทุกข์ มีอายุยืน และไม่อยากตายฉันใด แม้สัตว์อื่นทั้งหมดก็ต้องการความสุข ปราศจากความทุกข์ มีอายุยืน และไม่อยากตายฉันนั้นเหมือนกัน
วิธีเจริญพรหมวิหาร ๔ และอารักขกรรมฐาน – วิธีเจริญ…
เจริญเมตตา { หน้า ๑๔๙ }
ด้วยเหตุนี้ จึงจะสามารถพัฒนาจิตใจที่ปรารถนาความสุขและความเจริญของสัตว์อื่นให้งอกงามขึ้นได้ สมจริงดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ. เอว ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรส ตสฺมา น หึเส ปรมตฺตกาโม”ติ
(แปลความ) บุคคลตั้งใจค้นหาทั่วทุกทิศ ก็ไม่พบใครที่ไหนซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนเลย สัตว์เหล่าอื่นก็รักตนมากเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
ดังนั้น เพื่อทำตนให้เสมอกับคนอื่นด้วยวิธีนี้ และยังใจให้อ่อนโยนมีเมตตา ก่อนอื่น พึงเจริญเมตตาต่อตนเองด้วยความคิด ๔ อย่างดังต่อไปนี้
๑. ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีเวร (อเวโร โหมิ) ๒. ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีความทุกข์ใจ (อพฺยาปชฺโฌ โหมิ) ๓. ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีความทุกข์กาย (อนีโฆ โหมิ) ๔. ขอให้ข้าพเจ้าบริหารตนให้เป็นผู้มีความสุขกายสุขใจอยู่เถิด (สุขี อตฺตาน ปริหรามิ)
ถ้าใจอ่อนโยน มีเมตตา ประกอบด้วยความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น ก็จะไม่ลำบากในการเจริญเมตตาต่อบุคคลอื่น ดังนั้น จึงสำคัญที่จะเจริญเมตตาต่อตนเอง
(ส.ส.๑๑๙ มัลลิกาสูตร)
: หน้า ๑๕๐
ได้อย่างเข้มแข็งและมีกาลัง เมื่อใจของโยคีอ่อนโยน มีเมตตา ประกอบด้วยความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น ก็จะเริ่มเจริญเมตตาต่อบุคคลเหล่านั้นได้
ถ้าโยคีได้บรรลุจตุตถฌานโดยอานาปานสติหรือโดยโอทาตกสิณ ก็พึงเข้าฌานอีกเพื่อให้แสงจากฌานสว่างสุกใสและเจิดจ้า เพราะแสงสว่างของจตุตถฌานโดยเฉพาะของโอทาตกสิณจะช่วยให้เจริญเมตตากรรมฐานได้ง่ายมาก เหตุก็คือเพราะสมาธิแห่งจตุตถฌาน ใจจะบริสุทธิ์จากราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสอื่นๆ หลังจากออกจากจตุตถฌานแล้วโดยเฉพาะโอทาตกสิณ ใจก็จะอ่อน ควรแก่การงาน บริสุทธิ์ สว่าง สุกใส และเจิดจ้า ด้วยเหตุนี้ ก็จะเจริญเมตตาที่มีกาลังและบริบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ด้วยแสงที่สว่างและมีกาลัง พึงใส่ใจในบุคคลเพศเดียวกันผู้เป็นที่รัก ที่ชอบใจและเคารพ เช่นครูหรือเพื่อนของโยคีคนหนึ่ง จะพบว่าแสงนั้นแผ่ออกไปรอบๆ โยคีทั่วทุกทิศ จนสามารถมองเห็นบุคคลที่เลือกเป็นอารมณ์กรรมฐาน ต่อจากนั้น ให้ถือเอามโนภาพของบุคคลนั้น ผู้นั่งหรือยืนอยู่ก็ได้ เลือกเอาอิริยาบถที่ชอบใจสุดและทำให้โยคีมีความสุขมากสุด พยายามระลึกถึงเวลาที่บุคคลนั้นมีความสุขมากสุดเท่าที่เคยเห็น เลือกเอาภาพนั้นแล้วทำให้ปรากฏประมาณ ๒ หลาข้างหน้าโดยให้เห็นบุคคลนั้นได้ทั้งตัว เมื่อเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว ให้เจริญเมตตาแก่บุคคลนั้นด้วยความคิด ๔ อย่างคือ
๑. ขอให้สัตบุรุษนี้เป็นผู้ไม่มีเวร (อเวโร โหตุ) ๒. ขอให้สัตบุรุษนี้เป็นผู้ไม่มีวาทุกข์ใจ (อพฺยาปชฺโฌ โหตุ) ๓. ขอให้สัตบุรุษนี้เป็นผู้ไม่มีความทุกข์กาย (อนีโฆ โหตุ) ๔. ขอให้สัตบุรุษนี้บริหารตนให้เป็นผู้มีความสุขกายสุขใจอยู่เถิด (อตฺตาน ปริหรตุ)
(สุขี)
พึงแผ่เมตตาให้แก่บุคคลนั้นอาศัยประโยค ๔ ประโยคเหล่านี้ ๓-๔ ครั้ง แล้ว เลือกประโยคที่ชอบใจมากที่สุด เช่น “ขอให้สัตบุรุษนี้เป็นผู้ไม่มีเวร” หลังจากนั้น ด้วยมโนภาพใหม่ของบุคคลนั้น ซึ่งในกรณีนี้คือเป็นผู้ไม่มีเวร ให้แผ่เมตตาด้วยความคิดนั้น ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ “ขอให้สัตบุรุษนี้เป็นผู้ไม่มีเวร ขอให้สัตบุรุษนี้เป็นผู้ไม่มีเวร” ให้ทำอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งใจสงบ มีความสม่ำเสมอตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์นั้นและกำหนดรู้องค์ฌานได้ หลังจากนั้น ให้ปฏิบัติต่อไปจนได้ทุติยฌานและตติยฌาน ต่อจากนั้น พึงถือเอาประโยคอื่น ๓ ประโยคทีละอย่างๆ แล้วเจริญเมตตาจนถึงตติยฌาน พึงมีมโนภาพที่เหมาะสมสำหรับแต่ละประโยค เป็นต้นว่า เมื่อคิดว่า “ขอให้สัตบุรุษนี้เป็นผู้ไม่มีเวร” พึงมีมโนภาพเฉพาะของบุคคลนั้นโดยความเป็นผู้ไม่มีเวร เมื่อคิดว่า “ขอให้สัตบุรุษนี้เป็นผู้ไม่มีความทุกข์ใจ” พึงมีมโนภาพอีกรูปหนึ่งที่เป็นผู้ไม่มีความทุกข์ใจ ด้วยวิธีนี้ให้เจริญฌานทั้ง ๓ โดยอย่าลืมว่า ในแต่ละฌานนั้น พึงเจริญวสีทั้ง ๕
เมื่อได้สำเร็จกับบุคคลหนึ่งที่ชอบใจและเคารพ ให้ทำกับอีกบุคคลหนึ่งเพศเดียวกันซึ่งตนชอบใจและเคารพ พึงพยายามฝึกกับบุคคลประเภทนี้ประมาณ ๑๐ คน จนสามารถบรรลุตติยฌานโดยใช้ใครคนหนึ่งก็ได้ใน ๑๐ คนนั้น เมื่อถึงขั้นนี้ โยคีอาจเปลี่ยนอารมณ์ไปเป็นบุคคลอื่นที่ยังคงเป็นเพศเดียวกันแต่เป็นที่รักอย่างยิ่ง
ของโยคี (อติปฺปิยสหายกปุคฺคล) ได้โดยไม่มีปัญหา ให้ถือเอาบุคคลประเภทนั้นประมาณ ๑๐ คน แล้วเจริญเมตตาทีละคนโดยวิธีเดียวกันจนได้ตติยฌาน หลังจากนั้น ก็อาจเลือกเอาคน ๑๐ คนที่มีเพศเดียวกัน ที่โยคีมีความรู้สกีกลาง ๆ แล้วเจริญเมตตาโดยวิธีเดียวกันกับบุคคลนั้น ๆ จนได้ตติยฌาน
เมื่อถึงขั้นนี้ โยคีย่อมชำนาญในเมตตาฌานจนกระทั่งสามารถเจริญเมตตาโดยวิธีเดียวกันให้แก่คน ๑๐ คนผู้มีเพศเดียวกันและเป็นคู่เวรได้ ถ้าโยคีเป็นมหาบุรุษเช่นกับพระโพธิสัตว์เมื่อพระองค์เป็นพญาลิงมหากปิ ผู้ไม่เคยมีเวรกับใคร ๆ แม้กับผู้ที่ทาร้ายพระองค์ และหากโยคีไม่เกลียดไม่ดูถูกใคร ๆ ก็ไม่ต้องหาผู้เป็นคู่เวรกันในที่นี้ เฉพาะบุคคลซึ่งมีผู้ที่ตนโกรธหรือเหยียดหยามเท่านั้น จึงจะเจริญเมตตาในบุคคลผู้เป็นคู่เวรกันเช่นนี้ได้
ให้เจริญเมตตาไปอย่างนี้ คือพึงเจริญสมาธิจนถึงตติยฌานในบุคคลแต่ละประเภทไปตามลำดับจากประเภทหนึ่งสู่อีกประเภทหนึ่ง จากผู้ที่ง่ายที่สุดไปหาผู้ที่ยากที่สุด จนกระทั่งใจอ่อนโยน มีเมตตา และควรแก่การงาน จนในที่สุดสามารถบรรลุฌานในบุคคล ๔ จำพวกเหล่านั้นพวกใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้เป็นที่เคารพ ผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง ผู้เป็นกลาง ๆ หรือผู้เป็นคู่เวร
เมื่อเจริญเมตตาไปอย่างนี้ ก็จะพบว่าเมตตาของโยคีต่อบุคคลที่ชอบใจและเคารพ และต่อผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง จะเสมอกัน โดยอาจรวมบุคคลเหล่านั้นเป็นประเภทเดียวกันก็ได้ คือเป็นผู้ที่โยคีชอบใจ ดังนั้นก็จะเหลือบุคคลเพียง ๔ จำพวกได้แก่
๑. ตนเอง ๒. ผู้เป็นที่รัก
๓. ผู้เป็นกลางๆ ๔. ผู้เป็นคู่เวร
โยคีต้องเจริญเมตตาในบุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ต่อไป จนกระทั่งเมตตาในบุคคลเหล่านั้นเสมอกันและไม่ต่างกัน
แม้จะไม่สามารถบรรลุเมตตาฌานโดยมีตนเองเป็นอารมณ์ แต่ก็ยังต้องรวมตัวเองเข้าด้วยเพื่อให้เมตตาในบุคคล ๔ จำพวกสมดุลกันได้
เพื่อปฏิบัติให้ได้อย่างนี้ พึงเข้าจตุตถฌานโดยอานาปานสติหรือโดยโอทาตกสิณ ด้วยแสงที่สว่างและมีกำลัง พึงแผ่เมตตาให้แก่ตนเองประมาณนาทีหนึ่งหรือแม้เพียง ๒-๓ วินาที แล้วแผ่ให้แก่ผู้เป็นที่รัก ต่อจากนั้นจึงแผ่ให้แก่ผู้เป็นกลางๆ และหลังจากนั้นให้แก่ผู้เป็นคู่เวร โดยให้ได้ถึงตติยฌานสำหรับคนแต่ละจำพวก ต่อไป พึงแผ่เมตตาให้แก่ตนเองอีกสั้นๆ และแผ่ไปให้แก่คน ๓ จำพวกอื่นโดยคราวนี้ให้เปลี่ยนเป็นคนอื่นซึ่งไม่ซ้ำกับคนที่ได้แผ่ให้แล้ว อย่าลืมว่าพึงเจริญเมตตาต่อบุคคลเหล่านั้นด้วยประโยค ๓ ประโยคเป็นต้นว่า “ขอให้สัตบุรุษนี้เป็นผู้ไม่มีเวร” โดยทำให้ได้จนถึงตติยฌานสำหรับแต่ละประโยคๆ
ดังนั้น ในการเจริญเมตตาแต่ละรอบ พึงเปลี่ยนอารมณ์ให้เป็นบุคคลอื่นแต่ละพวกๆ ในบรรดา ๓ จำพวกนี้ คือ ผู้เป็นที่รัก ผู้เป็นกลางๆ และผู้เป็นคู่เวร ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบุคคล ๔ จำพวก จำพวกละหลายๆ ครั้ง จนจิตเจริญเมตตาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีระหว่างคั่นและไร้ความแตกต่างระหว่างบุคคล เมื่อเจริญเมตตาฌานในบุคคล ๓ ประเภทนั้นได้ไม่ว่าจะเป็นใครโดยไม่มีความต่างกัน ก็ได้สำเร็จกิจที่เรียกว่า สีมาสัมเภทะ (การทำลายเขตแดน) แล้ว เมื่อเขตแดนระหว่างบุคคลประเภทต่างๆ และระหว่างแต่ละบุคคลได้ถูกทำลายหมดแล้ว ก็ย่อมสามารถ
หน้า ๑๕๔
เจริญเมตตากรรมฐานให้ยิ่งๆ ปฏิสัมภิทามรรค
ขึ้นไปตามวิธีที่ท่านพระสารีบุตรได้สอนไว้ในคัมภีร์
อาการ ๒๒ ของเมตตาในปฏิสัมภิทา
คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคมีวิธีการแผ่เมตตาโดยอาการ ๒๒ อย่าง คือ แผ่ไปโดยไม่เจาะจง (อโนธิโส ผรณา) ๕, แผ่ไปโดยเจาะจง (โอธิโส ผรณา) ๗, และแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลาย (ทิสา ผรณา) ๑๐
การแผ่ไป (ในสัตว์) โดยไม่เจาะจง ๕ คือ
๑. สัตว์ทั้งปวง (สพฺเพ สตฺตา) ๒. ปาณชาติทั้งปวง (สพฺเพ ปาณา) ๓. ภูตทั้งปวง (สพฺเพ ภูตา) ๔. บุคคลทั้งปวง (สพฺเพ ปุคคฺ ลา) ๕. ผู้เนื่องอยู่กับอัตภาพทั้งปวง (สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา)
การแผ่ไป (ในสัตว์) โดยเจาะจง ๗ คือ
๑. สตรีทั้งปวง (สัพพา อิตฺถิโย) ๒. บุรุษทั้งปวง (สพฺเพ ปุริสา) ๓. พระอริยเจ้าทั้งปวง (สพฺเพ อริยา) ๔. ปุถุชนทั้งปวง (สพฺเพ อนริยา) ๕. เทวดาทั้งปวง (สพฺเพ เทวา)
ขุ.ปฏิ.๒๒ (เมตตากถา) คือสัตว์ผู้มีลมหายใจ
๖. มนุษย์ทั้งปวง (สพฺเพ มนุสฺสา) ๗. อบายสัตว์ทั้งปวง (สพฺเพ วินิปาติกา)
การแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลาย ๑๐ คือ: ๑. ในทิศตะวันออก (ทิศบูรพา) ๒. ในทิศตะวันตก (ทิศปัจฉิม) ๓. ในทิศเหนือ (ทิศอุดร) ๔. ในทิศใต้ (ทิศทักษิณ) ๕. ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ทิศอาคเนย์) ๖. ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) ๗. ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอีสาน) ๘. ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศหรดี) ๙. ในทิศเบื้องล่าง ๑๐. ในทิศเบื้องบน
วิธีเจริญการแผ่เมตตาไปโดยไม่เจาะจงและโดยเจาะจง
เพื่อเจริญเมตตากรรมฐานโดยวิธีนี้ พึงเข้าจตุตถฌานโดยโอทาตกสิณ เหมือนกับในครั้งก่อนๆ และเจริญเมตตาต่อตนเอง ต่อผู้เป็นที่เคารพหรือผู้เป็นที่รัก ผู้เป็นกลางๆ และผู้เป็นคู่เวร จนไร้ความแตกต่างระหว่างบุคคลเหล่านั้นกับตนเอง
หลังจากนั้น พึงใช้แสงที่สว่างและสุกใสเพื่อเห็นสัตว์ทั้งปวงในเขตซึ่งกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้รอบๆ โยคี รอบๆ อาคาร หรือรอบๆ วิหาร เมื่อเห็นได้อย่างชัดเจน พึงเจริญเมตตาต่อสัตว์เหล่านั้นดังนี้คือ แผ่ไปโดยไม่เจาะจง ๕ แผ่ไป
โดยเจาะจง ๗ รวมเป็น ๑๒ จาพวก ในแต่ละจาพวก พึงแผ่เมตตาไปโดยอาการ ๔ อย่าง ได้แก่
๑. ขอให้สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ไม่มีเวร ๒. ขอให้สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ไม่มีความทุกข์ใจ ๓. ขอให้สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ไม่มีความทุกข์กาย ๔. ขอให้สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้มีความสุขบริหารตนอยู่เถิด
สำหรับแต่ละอาการ คำว่า “สัตว์เหล่านั้น” หมายถึงจาพวกหนึ่งใน ๑๒ จาพวก เช่น สัตว์ทั้งปวง เทวดาทั้งปวง เป็นต้น ดังนั้น จึงเป็นการแผ่เมตตาไปโดยอาการ ๔๘ อย่าง ((๕+๗) x ๔) = ๔๘
ในแต่ละอาการนั้นควรเห็นสัตว์ให้ได้อย่างชัดเจนด้วยแสงจากสมาธิและด้วยปัญญา ตัวอย่างเช่น เมื่อแผ่เมตตาไปยังสตรีทั้งปวง สตรีทั้งปวงในเขตที่กำหนดไว้ ควรเห็นจริงๆ ด้วยแสงสว่าง ควรเห็นจริงๆ ซึ่งสัตว์ทั้งหลายเป็นต้นว่า มนุษย์ เทวดา วินิปาติกสัตว์ ในเขตที่กำหนดไว้ พึงเจริญเมตตาแต่ละอาการจนถึงขั้นตติยฌาน ก่อนจะเจริญโดยอาการต่อไป ควรปฏิบัติด้วยวิธีนี้จนชำนาญในการแผ่เมตตาโดยอาการ ๔๘ ทั้งหมด
นี่ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถเห็นจริงๆ ซึ่งสัตว์ทั้งหลายเป็นต้นว่า สตรีทุกคน บุรุษทุกคน เทวดาทุกตนในเขตที่กำหนดไว้ แต่หมายความว่า พึงแผ่เมตตาโดยมุ่งหมายสตรีทุกคน บุรุษทุกคน เทวดาทุกตนเป็นต้น และควรเห็นสัตว์เหล่านั้นทั้งหมดเท่าที่จะเป็นไปได้
เมื่อชานาญแล้ว พึงขยายเขตกาหนดให้รวมวิหารทั้งหมด หมู่บ้านทั้งหมด เมืองทั้งหมด รัฐทั้งหมด ประเทศทั้งหมด โลกทั้งหมด สุริยจักรวาลทั้งหมด ดาราจักรทั้งหมด และจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุดทั้งหมด พึงเจริญเมตตาในเขตขยายโดยอาการ ๔๘ จนถึงตติยฌาน
เมื่อชานาญดีแล้ว ก็อาจเจริญเมตตาไปสู่ทิศทั้ง ๑๐ ต่อไป
ส่วนการแผ่เมตตาไปสู่ทิศทั้ง ๑๐ นั้นก็คือการแผ่เมตตาตามอาการ ๔๘ อย่างที่ได้กล่าวแล้วไปในแต่ละทิศ
พึงเห็นสัตว์ในจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุดทั้งปวงทางด้านทิศตะวันออก พึงแผ่เมตตาไปยังสัตว์เหล่านั้นโดยอาการ ๔๘ แล้วทำอย่างเดียวกันต่อสัตว์ทั้งปวงในทิศตะวันตก และในทิศอื่นๆที่เหลือด้วย
รวมทั้งหมดเป็นการแผ่เมตตา ๔๘๐ อาการ (๑๐ x ๔๘ = ๔๘๐) เมื่อรวมกับการแผ่เมตตาในส่วนเบื้องต้น ๔๘ อาการ ก็จะได้การแผ่เมตตา ๕๒๘ อาการ (๔๘๐ + ๔๘ = ๕๒๘)
เมื่อชานาญในการแผ่เมตตาโดยอาการ ๕๒๘ อย่างนี้ ก็จะได้อานิสงส์ ๑๑ อย่างตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอังคุตตรนิกาย
อ.ทสก.๑๕ (เมตตาสูตร)
ภิกษุทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติที่บุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว ทาให้มาก แล้วทาให้เป็นดุจยานแล้ว ทาให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว พึงหวังได้อานิสงส์ ๑๑ ประการ
อานิสงส์ ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. หลับเป็นสุข ๒. ตื่นเป็นสุข ๓. ไม่ฝันร้าย ๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ๖. เทวดาทั้งหลายรักษา ๗. ไฟ ยาพิษ หรือศัสตรา กล้ากรายไม่ได้ ๘. จิตตั้งมั่นได้เร็ว ๙. สีหน้าสดใส ๑๐. ไม่หลงลืมสติตาย ๑๑. เมื่อยังไม่แทงตลอดคุณวิเศษอันยอดยิ่ง ย่อมเข้าถึงพรหมโลก
เมื่อได้เจริญเมตตาตามที่กล่าวมานี้แล้ว การเจริญกรุณาพรหมวิหารก็จะไม่ยาก ก่อนอื่น พึงเลือกผู้ยังมีชีวิตอยู่และมีเพศเดียวกัน ผู้กำลังมีความทุกข์ พึงยังความกรุณาให้เกิดขึ้นโดยพิจารณาถึงความทุกข์ของบุคคลนั้น ต่อจากนั้น พึงเข้าจตุตถฌานด้วยโอทาตกสิณอีกครั้งเพื่อให้แสงจากสมาธิสว่างสดใส แล้วใช้แสงให้เห็นบุคคลนั้น หลังจากนั้น จึงเจริญเมตตาให้ถึงตติยฌาน
เมื่อออกจากฌานแล้ว พึงเจริญกรุณาต่อผู้มีทุกข์นั้น โดยคิดว่า “ขอให้สัตบุรุษนี้จงพ้นจากความทุกข์ (อโส สปฺปุริโส ทุกฺขา มุจฺจตุ)” ทำอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนบรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน และตติยฌาน และได้วสีทั้ง ๕ ของแต่ละฌาน
หลังจากนั้น พึงเจริญกรุณาเหมือนกับเมื่อเจริญเมตตา คือต่อตนเอง ต่อผู้เป็นที่รัก ต่อผู้เป็นกลาง ๆ และต่อคู่เวร อนึ่ง ด้วยบุคคล ๓ จำพวกนั้น พึงเจริญกรุณาจนได้ตติยฌาน จนขจัดความไม่เสมอกันได้
เพื่อเจริญกรุณาต่อสัตว์ที่มิปรากฏว่ามีทุกข์ พึงพิจารณาตามเป็นจริงว่า สัตว์ทั้งปวงที่ยังไม่บรรลุธรรม ย่อมประสบผลบาปที่ได้ทำไว้ก่อนเมื่อเวียนว่ายไปในสังสารวัฏ ดังนั้น สัตว์ทั้งหมดที่ยังไม่บรรลุธรรมนั้น ยังอาจเกิดในภพที่ต่ำกว่า อนึ่ง สัตว์ทุกหมู่เหล่าควรคู่กับความกรุณา เพราะยังไม่พ้นทุกข์จากความแก่ ความเจ็บ และความตาย
เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว แม้ในที่นี้ก็พึงเจริญกรุณาเหมือนกับที่เจริญเมตตา คือต่อตนเอง และต่อบุคคล ๓ ประเภทอื่นตามปกติ อนึ่ง ในบุคคล ๓ ประเภทนั้น พึงเจริญกรุณาจนได้ตติยฌาน จนขจัดความไม่เสมอกันได้
หลังจากนั้น พึงเจริญกรุณาด้วยอาการ ๑๓๒ โดยนัยเดียวกันกับที่เจริญเมตตา คือแผ่ไปโดยไม่เจาะจง ๕ แผ่ไปโดยเจาะจง ๗ และแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลาย ๑๒๐ (๕ + ๗ + (๑๐ x ๑๒) = ๑๓๒)
ผู้แปล – ดูรายละเอียดในหัวข้อ “วิธีปฏิบัติให้ถึงสีมาสัมเภทะ” ในหน้า 153
เพื่อเจริญมุทิตาพรหมวิหาร
พึงเลือกเอาบุคคลผู้ยังมีชีวิตอยู่และมีเพศเดียวกัน ผู้มีความสุข ผู้ที่เมื่อเห็นแล้วทำให้อาหุเนคกว่าเป็นสุข เป็นบุคคลที่ชอบใจมากและเป็นมิตรด้วย
หลังจากนั้น พึงเข้าจตุตถฌานด้วยโอทาตกสิณอีก เพื่อให้แสงจากสมาธินั้นสว่างสดใส และใช้แสงเพื่อให้เห็นบุคคลนั้น แล้วเจริญเมตตาจนได้ตติยฌาน หลังจากออกจากเมตตาฌาน พึงเจริญกรุณาฌาน เมื่อออกจากกรุณาฌานนั้นแล้ว จึงเจริญมุทิตาต่อบุคคลผู้มีความสุขนั้น โดยคิดว่า “ขอให้สัตบุรุษนั้นเป็นผู้ที่ไม่พรากจากความเจริญที่ได้ถึงแล้ว” (*อย สปฺปุริโส ยถา ลตฺถสมปตฺโต มาวิคจฺฉตุ*) ทำอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และวิสสัฏฐีทั้ง ๕ สำหรับแต่ละฌาน
ต่อจากนั้น พึงเจริญมุทิตาต่อตนเองและบุคคลอื่น ๓ ประเภทตามปกติ อนึ่ง ด้วยบุคคล ๓ ประเภทเหล่านั้น พึงเจริญมุทิตาจนถึงตติยฌานและขจัดความไม่เสมอกันได้ ในที่สุด พึงเจริญมุทิตาต่อสัตว์ทั้งปวงในจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด อาการ ๑๓๒
เพื่อเจริญอุเบกขาพรหมวิหาร
ก่อนอื่น พึงเข้าจตุตถฌานด้วยโอทาตกสิณ หลังจากนั้น ให้เลือกบุคคลผู้ยังมีชีวิตอยู่และมีเพศเดียวกัน เป็นบุคคลผู้เป็นกลางๆ อาการ ๑๓๒ ใต้หัวข้อ “วิธีเจริญกรุณา” ในหน้า ๑๖๐
แล้วเจริญ เมตตา กรุณา และ มุทิตา แต่ละอย่างให้ถึง ตติยฌาน เมื่อออกจากตติยฌานแล้ว พึงพิจารณาพรหมวิหารทั้ง ๓ ว่ามีโทษ คือใกล้กับความติดข้อง ใกล้กับความยินดีและความยินร้าย กับปีติและโสมนัส ต่อจากนั้น พึงพิจารณา จตุตถฌาน ของ อุเบกขาพรหมวิหาร ว่าเป็นธรรมที่สงบ แล้วเจริญ อุเบกขา ต่อบุคคลผู้เป็นกลางๆ โดยพิจารณาว่า “สัตบุรุษผู้นี้มีกรรมเป็นของตน (อย สปฺปุริโส กมฺมสฺสโก)” ท่าอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งบรรลุจตุตถฌานและได้วสีทั้ง ๕ ของฌานนั้น เพราะมีฐานคือตติยฌานของการเจริญเมตตา กรุณา และมุทิตา ก็จะใช้เวลาไม่นานเลยเพื่อเจริญอุเบกขาจนได้จตุตถฌาน หลังจากนั้น พึงเจริญอุเบกขาต่อผู้เป็นที่เคารพและเป็นที่รัก ผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง และผู้เป็นคู่เวร ต่อไป ให้เจริญอุเบกขาต่อตนเองอีก ต่อผู้เป็นที่เคารพหรือเป็นที่รัก ผู้เป็นกลางๆ และผู้เป็นคู่เวร จนกระทั่งได้ขจัดความต่างของบุคคลเหล่านั้นกับตนเอง ในที่สุด ก็พึงเจริญอุเบกขาต่อสัตว์ทั้งปวงในจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุดโดยอาการ ๑๓๒ ดังที่กล่าวไปแล้ว การเจริญพรหมวิหาร ๔ จึงจบแล้วดังนี้
**
กรรมฐาน ๔ อย่าง คือ เมตตา พุทธานุสสติ อสุภกรรมฐาน และ มรณสติ ทั้งหมดเรียกว่า “เครื่องป้องกัน ๔” หรือ “อารักขกรรมฐาน ๔” เพราะกรรมฐานเหล่านี้ป้องกันโยคีจากภัยอันตรายต่างๆ จึงควรศึกษาและเจริญกรรมฐานเหล่านี้ ก่อนจะเริ่มวิปัสสนากรรมฐาน เพราะเราได้สนทนาเรื่องวิธีเจริญเมตตาไปแล้ว ณ บัดนี้ จึงเพียงต้องสนทนาเรื่องวิธีเจริญอารักขกรรมฐาน ๓ อย่างที่เหลือ เริ่มต้นที่ พุทธานุสสติ
{ หน้า ๑๖๒ }
พุทธานุสสติ (การระลึกถึงพระพุทธคุณ) นั้น เจริญได้โดยการพิจารณาพระคุณ ๙ ประการของพระพุทธเจ้า โดยใช้รูปแบบที่พระองค์ได้ตรัสไว้บ่อย ๆ ในพระสูตรว่า "อิติปิ โส ภควา" (เพราะเหตุอย่างนี้เถิด ข้าแต่พระผู้เจริญ…) ได้แก่:
๑. อรห ๒. สมฺมาสมฺพุทฺโธ ๓. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ๔. สุคโต ๕. โลกวิทู ๖. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ ๗. สตฺถา เทวมนุสฺสาน ๘. พุทฺโธ ๙. ภควา
ซึ่งสามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้:
๑. (อรห) พระผู้มีพระภาคนั้น ทรงทำลายกิเลสทั้งหมดได้แล้ว เป็นผู้ที่ควรบูชา ๒. (สมฺมาสมฺพุทฺโธ) พระองค์ทรงรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบ และรู้ด้วยพระองค์เอง
ที่มา: ที.ป.๖ (ปาฏิกสูตร) วินัย.เวรัญชกัณฑ์ วิสุทธิ.ฉอนุสตินิเทศ. ๑๒๕-๑๓๐ (กถาว่าด้วย พุทธานุสสติ)
คำจำกัดความ (คุณของพระพุทธเจ้า):
๓. (วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน) พระองค์ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชา (คือญาณ) ทั้งหลาย และจรณะ (คือการประพฤติ) ๔. (สุคโต) พระองค์ตรัสด้วยวาจาที่มีประโยชน์และเป็นความจริง ๕. (โลกวิทู) พระองค์ทรงรู้โลกทั้งปวง ๖. (อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ) พระองค์ทรงเป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า ๗. (สตฺถา เทวมนุสฺสาน) พระองค์ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ๘. (พุทฺโธ) พระองค์ทรงตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย ๙. (ภควา) พระองค์เป็นผู้มีโชค ผู้อุดมไปด้วยผลของบุญที่ได้ทำไว้ก่อนแล้ว
เรามาสนทนากันถึงวิธีเจริญสมาธิอาศัยคุณของพระพุทธเจ้า เช่น คุณอันดับแรกคือ อรห ตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค คาบาลีว่า อรห มีความหมาย ๕ ประการ คือ
๑. เพราะพระองค์ทรงขจัดกิเลสและวาสนาทั้งปวงโดยไม่มีส่วนเหลือ ดังนั้น พระองค์จึงทรงเป็นผู้ไกลจากกิเลส เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงเป็นผู้ที่ควรบูชา ๒. เพราะพระองค์ทรงตัดกิเลสทั้งปวงด้วยดาบคืออรหัตมรรค เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงเป็นผู้ที่ควรบูชา ๓. เพราะพระองค์ทรงทำลายเสียซึ่งกลไกของจักรคือปฏิจจสมุปบาท มีอวิชชาและตัณหาเป็นผู้นำ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงเป็นผู้ที่ควรบูชา
{ หน้า ๑๖๔ }
๔. เพราะว่าศีล สมาธิ และปัญญาของพระองค์ หาที่เปรียบมิได้ ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงเป็นอัครทักขิไณยบุคคลของพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย และจึงทรงเป็นผู้ที่ควรบูชา ๕. เพราะว่าพระองค์ไม่ทรงทาบาปทั้งทางกาย วาจา และใจในที่ใด ๆ แม้ในที่เร้นอันเป็นที่ลับ ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงเป็นผู้ที่ควรบูชา
เพื่อเจริญกรรมฐานนี้ พึงจาความหมายทั้ง ๕ นี้ให้ดีพอจนท่องได้ หลังจากนั้น พึงเข้าจตุตถฌานโดยอานาปานสติ หรือโอทาตกสิณ อีกครั้งหนึ่งเพื่อให้แสงจากสมาธิสว่างและสุกใส ต่อจากนั้น พึงใช้แสงให้เห็นภาพพระพุทธเจ้าที่โยคีจาได้ชื่นชมและเคารพ เมื่อภาพชัดเจนแล้ว ให้เห็นดุจเป็นพระพุทธเจ้าจริง ๆ ให้ตั้งสมาธิอยู่กับภาพนั้นดั่งเป็นพระพุทธเจ้า
ถ้าในชาติก่อน ๆ โยคีโชคดีพอได้พบเห็นพระพุทธเจ้า ภาพของพระองค์อาจมาปรากฏอีก หากเป็นเช่นนั้น พึงตั้งสมาธิลงในคุณของพระพุทธเจ้าด้วย คือไม่พึงใส่ใจเพียงแค่ภาพ แต่ถ้าภาพของพระพุทธเจ้าองค์จริงไม่ปรากฏ ก็พึงเห็นภาพที่จินตนาการว่าเป็นพระพุทธเจ้าจริง ๆ แล้วจึงระลึกถึงคุณของพระองค์ โยคีสามารถเลือกใช้ความหมายของอรหังที่ชอบใจมากที่สุด ให้ถือเอาความหมายนั้นเป็นอารมณ์ แล้วระลึกแล้วระลึกอีกว่า “อรหัง อรหัง”
เมื่อสมาธิเจริญและเข้มแข็งมากขึ้น ภาพพระพุทธเจ้านั้นจะหายไป ก็พึงเพียงตั้งสมาธิอยู่กับคุณของพระพุทธเจ้าดังที่ได้เลือกไว้ พึงตั้งสมาธิอยู่กับคุณของพระพุทธเจ้านั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งองค์ฌานปรากฏ โดยจะได้เพียงอุปจารสมาธิเท่านั้นในกรรมฐานนี้ อนึ่ง ยังอาจตั้งสมาธิลงในคุณอื่น ๆ ของพระพุทธเจ้าได้ด้วย
**
วิธีเจริญอสุภกรรมฐาน
อารักขกรรมฐานที่สองก็คือ อสุภกรรมฐาน ในซากศพ เพื่อเจริญกรรมฐานนี้ พึงเข้า จตุตถฌาน ด้วยอานาปานสติหรือโอทาตกสิณอีกครั้ง เพื่อให้แสงจากสมาธิสว่างและสุกใส แล้วใช้แสงนั้นเพื่อให้เห็นภาพซากศพซึ่งน่าเกลียดที่สุดและมีเพศเดียวกันกับโยคีตามที่เคยเห็น ใช้แสงเพื่อเห็นซากศพนั้นให้เหมือนกับที่เคยเห็นจริง ๆ ในอดีต เมื่อภาพชัดเจนแล้ว ทำให้ภาพนั้นน่ารังเกียจที่สุด ตั้งสมาธิอยู่กับภาพ แล้วกำหนดว่า “ปฏิกูล ปฏิกูล”
ให้มีสมาธิอยู่กับความปฏิกูลของซากศพนั้นจน อุคคหนิมิต กลายเป็น ปฏิภาคนิมิต
ตั้งสมาธิอยู่กับนิมิตนั้นต่อไปจนได้ ปฐมฌาน แล้วจึงเจริญ วสี ทั้ง ๕
วิธีเจริญมรณานุสสติ
อารักขกรรมฐานที่สามก็คือ มรณานุสสติ (การระลึกถึงความตาย) ตามมหาสติปัฏฐานสูตร และวิสุทธิมรรค โยคีอาจเจริญมรณานุสสติด้วยซากศพที่เคยเห็นด้วยเช่นกัน ดังนั้น พึงเข้า ปฐมฌาน อีกครั้ง อาศัยความน่าเกลียดของซากศพให้พิจารณาซากศพภายนอกนั้นเป็นอารมณ์ว่า “กายของเรานี้ก็ย่อมถึงความตายเป็นธรรมดา แท้จริงแล้ว กายนี้ย่อมตายเหมือนกับกายนั้น ไม่ล่วงความเป็นอย่าง”
ในที่นี้คำว่า อสุภะ และ ปฏิกูล นั้น เป็นไวพจน์ของกันและกัน
**
ที่มา:
(หน้า ๑๖๖)
นี้ไปได้” เมื่อรักษาใจให้มีสมาธิและมีสติอยู่กับความตายของตนเอง ก็จะพบว่า ความสังเวชใจจะเจริญขึ้น ด้วยความรู้นี้ โยคีอาจเห็นกายของตนเป็นซากศพที่น่าเกลียด เมื่อรู้ว่าชีวิตินทรีย์ในกายนั้นถูกทำลายเสียแล้ว พึงตั้งสมาธิอยู่กับความไม่มีของชีวิตินทรีย์ ด้วยความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
๑. ความตายของเราเป็นของแน่นอน (มรณ เม ธุว) ชีวิตของเราเป็นของไม่แน่นอน (ชีวิต เม อธุว) ๒. เราจะตายอย่างแน่นอน (มรณ เม ภวิสฺสติ) ๓. ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด (มรณปริโยสาน เม ชีวิต) ๔. ตาย ตาย (มรณ มรณ)
ให้เลือกข้อความหนึ่งแล้วกำหนดบทนั้นด้วยภาษาใดก็ได้ ตั้งสมาธิอยู่กับภาพซากศพของตนที่ไร้ชีวิตินทรีย์ต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งองค์ฌานปรากฏ โดยจะได้เพียงอุปจารสมาธิด้วยกรรมฐานนี้
(จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดยพระพรหมคุณาภรณ์)
สังเวช คือความรู้สึกกระตุ้นใจให้คิดได้ ให้คิดถึงธรรม ให้ตระหนักถึงความจริงของชีวิต และเร้าเตือนให้ไม่ประมาท
ตามความหมายที่แท้ของศัพท์สังเวช คือ “สังเวค” แปลว่า แรงเร่ง แรงกระตุ้น หรือพลังที่ปลุกเร้า หมายถึง แรงกระตุ้นเร้าเตือนใจ ให้ได้คิดหรือสำนึกขึ้นมาได้ ให้คิดถึงธรรม หรือตระหนักถึงความจริงความดีงาม อันทำให้ตื่นหรือถอนตัวขึ้นมาจากความเพลิดเพลิน ความหลงระเริง ปล่อยตัวมัวเมา หรือประมาท แล้วหักหันไปเร่งเพียรทำกิจที่ตระหนักรู้ว่าจะพึงทำด้วยความไม่ประมาทต่อไป
หมายเหตุ: ในภาษาไทย คำว่าสังเวชมีความหมายที่หดแคบลงและเพี้ยนไป
{ หน้า ๑๖๗ }
สรุปความ
จากที่กล่าวไปแล้ว กรรมฐาน ๔ นี้ คือ เมตตา พุทธานุสสติ อสุภกรรมฐาน และมรณานุสสติ เรียกว่า “เครื่องป้องกัน ๔” หรือ “อารักขกรรมฐาน ๔” เพราะป้องกันโยคีจากภัยอันตรายต่าง ๆ
ในขุททกนิกาย เมฆิยสูตร พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า
ความหมาย:
ตามพระสูตรนี้ อสุภกรรมฐานเป็นอาวุธชั้นยอดเพื่อละราคะ ถ้าโยคีถือเอาซากศพเป็นอารมณ์แล้วเห็นซากศพนั้นว่าเป็นของน่าเกลียด นั่นเรียกว่า “อสุภะของร่างกายที่ไม่มีชีวิต” (อวิญฺญาณก อสุภ) ถ้าถือเอาอาการ ๓๒ ของร่างกายสัตว์หนึ่ง แล้วเห็นอาการเหล่านั้นว่าเป็นของน่าเกลียด (ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในคิริมานันทสูตรในอังคุตตรนิกาย) นั่นเรียกว่า “อสุภะของร่างกายที่มีชีวิต” (สวิญฺญาณก อสุภ) อสุภกรรมฐานทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นอาวุธเพื่อละราคะ (ขุ.อุ. ๓๑, เมฆิยสูตร และ อัง.นวก.๓, อัง.ทสก. ๖๐, คิริมานันทสูตร)
วิธีเจริญพรหมวิหาร ๔ และอารักขกรรมฐาน – สรุปความ { หน้า ๑๖๘ }
อาวุธชั้นยอดเพื่อจะละพยาบาทก็คือการเจริญเมตตา และเพื่อละวิตก คือ ความคิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อย ก็คือ อานาปานสติ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อศรัทธาในการปฏิบัติหย่อน มีใจซบเซา อาวุธยอดสุดก็คือ พุทธานุสสติ
เมื่อความสังเวชใจถอยลงไป แล้วเบื่อที่จะปฏิบัติ อาวุธชั้นยอดก็คือ มรณานุสสติ
วันนี้ เราได้สนทนาถึง วิธีเจริญพรหมวิหาร ๔ และ อารักขกรรมฐาน ๔ ในการสนทนาครั้งต่อไป เราจะพูดถึงเรื่องวิธีการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน โดยเริ่มต้นตั้งแต่จตุธาตุวัฏฐาน และการวิเคราะห์รูปประเภทต่าง ๆ
ก่อนจบ เราควรจะสนทนากันอย่างสั้น ๆ เรื่องความสัมพันธ์กันระหว่าง สมถะ กับ วิปัสสนา
ในสมาธิสูตร สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง รู้ชัดอะไรเล่าตามความเป็นจริง? คือ ภิกษุรู้ชัด
1. ความเกิดและความดับแห่งรูป 2. ความเกิดและความดับแห่งเวทนา 3. ความเกิดและความดับแห่งสัญญา
๔. ความเกิดและความดับแห่งสังขาร ๕. ความเกิดและความดับแห่งวิญญาณ
ดังนั้น ภิกษุผู้ได้สมาธิย่อมรู้ขันธ์ ๕ พร้อมทั้งเหตุของขันธ์ ๕ และการเกิดดับของขันธ์ ๕ ย่อมเห็นอย่างชัดเจนว่า เพราะการเกิดของเหตุ ขันธ์ ๕ จึงเกิด และเพราะความดับไปอย่างไม่มีส่วนเหลือของเหตุ ขันธ์ ๕ จึงดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ
ด้วยสมถกรรมฐานที่เราได้พูดถึงในการสนทนา ๒ ครั้งแรกและในวันนี้ ย่อมก่อสมาธิที่มีกาลัง และแสงแห่งสมาธิ (คือแสงแห่งปัญญา) นั่นแหละ ที่ยังโยคีให้เห็นนามรูปปรมัตถ์ในวิปัสสนา เพราะอาศัยสมาธิที่หยั่งลึก เข้มแข็งและมีกาลัง จึงสามารถเห็นอย่างชัดเจนถึงธรรมชาติคือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปนาม และเหตุของรูปนาม การเห็นอย่างชัดเจนเช่นนี้ เป็นประโยชน์ใหญ่ที่ได้จากสมถกรรมฐาน
อนึ่ง สมถะยังเป็นที่พักสำหรับโยคีได้อีกด้วย เพราะมีอะไรมากมายที่ต้องกำหนดรู้ในวิปัสสนา ความอ่อนล้าจึงอาจมี เมื่อเป็นเช่นนี้ โยคีก็อาจอยู่ในฌานใดฌานหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ เป็นการพักและการเติมพลังใจ แล้วก็จะสามารถกลับไปเจริญวิปัสสนาต่อ เมื่อใดที่ความอ่อนล้าเกิดอีก ก็อาจเข้าฌานอีกเพื่อพัก
การระลึกถึงประโยชน์ของสมถะได้เป็นเรื่องดี ในการสนทนาครั้งต่อไป เราจะกล่าวถึงวิปัสสนา
คำถามและคำตอบ ๓
๓.๑ อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต
คำถาม การเจริญอานาปานสติ นั้น มี บริกรรมนิมิต คืออุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต ๑. บริกรรมนิมิต คืออะไร ๒. บริกรรมนิมิต นั้นมีเสียงเท่านั้น ใช่หรือไม่ ๓. บริกรรมนิมิต กับอุคคหนิมิต ต่างกันอย่างไร
คำตอบ อานาปานสติ มี นิมิต ๓ อย่าง มี สมาธิ ๓ อย่าง และมี ภาวนา ๓ อย่าง
นิมิต ๓ อย่าง ได้แก่ ๑. บริกรรมนิมิต (นิมิตที่ทำขึ้น) ๒. อุคคหนิมิต (นิมิตที่ถือเอา) ๓. ปฏิภาคนิมิต (นิมิตเทียบเคียง)
สมาธิ ๓ อย่าง คือ ๑. บริกรรมสมาธิ (สมาธิที่ทำขึ้น บางครั้งเรียกว่า ขณิกสมาธิ คือสมาธิชั่วขณะหนึ่ง) ๒. อุปจารสมาธิ ๓. อัปปนาสมาธิ หรือ ฌานสมาธิ หรือ สมาบัติ ๘
ภาวนา ๓ อย่าง คือ ๑. บริกรรมภาวนา
สมาบัติ ๘ ก็คือ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔
{ หน้า ๑๗๑ }
๒. อุปจารภาวนา ๓. อัปปนาภาวนา
อารมณ์ของบริกรรมสมาธิประกอบด้วยบริกรรมนิมิต, อุคคหนิมิต และบางครั้งบางคราวคือปฏิภาคนิมิต บริกรรมภาวนานั้นก็คือบริกรรมสมาธินั่นเอง
อุปจารสมาธิแท้และอุปจารภาวนาแท้ ทั้งสองนั้นเข้าใกล้ถึงอัปปนาสมาธิ เหตุนี้จึงเรียกว่า “อุปจาระ” (คือใกล้) แต่บางครั้งสมาธิที่หยั่งลึกและเข้มแข็งก่อนเกิดอัปปนาสมาธิและมีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์ ก็เรียกโดยโวหารว่าอุปจารสมาธิ หรืออุปจารภาวนาอีกด้วย
เมื่อบริกรรมสมาธิหรือขณิกสมาธินั้นได้เจริญอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็ย่อมนาไปสู่อุปจารสมาธิ เมื่ออุปจารสมาธิได้เจริญเต็มที่แล้ว ก็ย่อมนาไปสู่อัปปนาสมาธิคือฌาน
เราได้สนทนาเรื่องนิมิตในการสนทนาครั้งก่อน ตามที่กล่าวมาแล้ว นิมิตมี ๓ อย่างคือ บริกรรมนิมิต, อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต
๑) บริกรรมนิมิต มีอะไรบ้าง? ลมหายใจตามธรรมชาติเป็นนิมิต, จุดกระทบแห่งลมหายใจก็เป็นนิมิต ในที่นี้ นิมิตจึงหมายถึงอารมณ์ของสมาธิ
อรรถกถาได้กล่าวว่า นิมิตที่ปลายจมูก (*นาสิก นิมิตฺต*) และนิมิตที่เหนือริมฝีปากบน (*มุข นิมิตฺต*) เป็นบริกรรมนิมิตของโยคีผู้เริ่มปฏิบัติ เมื่อสมาธิมี*กาลัง*มากขึ้น สีเทาๆ เหมือนควันก็มักจะปรากฏใกล้กับปลายจมูก สีเทาเหมือนควันนั้นก็เป็นบริกรรมนิมิตเช่นกัน
นิมิตนี้ยังอาจมีสีอื่นๆ สมาธิและภาวนาที่มีบริกรรมนิมิตนั้นก็อยู่ในระดับบริกรรมด้วย
ดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกันในคาถามและคาตอบ ๔.๖ หน้า ๒๖๗
คาถามและคาตอบ ๓ – ๓.๑ อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต {หน้า ๑๗๒}
๒) อุคคหนิมิต คือนิมิตที่ถือเอานั้นเป็นอย่างไร เมื่อบริกรรมสมาธิมีกำลังมากขึ้น สีเทาเหมือนควันนั้นมักจะเปลี่ยนสีเป็นสีขาวเหมือนกับปุยฝ้าย แต่ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นสีอื่นได้ด้วยเพราะความแปรไปของสัญญา
เมื่อสัญญาเปลี่ยนไป สีและรูปร่างของนิมิตอาจเปลี่ยนไปด้วย ถ้าสีและรูปร่างของนิมิตเปลี่ยนบ่อย ๆ สมาธิก็จะค่อย ๆ ลดลง เพราะทุกครั้งที่สัญญาเปลี่ยนไป อารมณ์ก็จะเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งหมายความว่า โยคีก็จะมีอารมณ์ต่าง ๆ กัน ดังนั้น ไม่พึงใส่ใจในสีและรูปร่างของนิมิตนั้น พึงตั้งสมาธิอยู่กับนิมิตนั้นโดยเป็นเพียงแค่อานาปานสติสมาธิ ส่วนสมาธิและภาวนาในอุคคหนิมิตนั้นอยู่ในระดับบริกรรม
๓) ปฏิภาคนิมิต เป็นอย่างไร เมื่อสมาธิเข้มแข็งมีกำลังเพิ่มขึ้น อุคคหนิมิตก็จะเปลี่ยนไปเป็นปฏิภาคนิมิต ปฏิภาคนิมิตนั้นมักจะบริสุทธิ์ สว่าง และสุกใส คล้ายกับดาวประกายพรึก แม้กรณีนี้ก็เช่นกัน ถ้าสัญญาในนิมิตนั้นเปลี่ยนไป นิมิตก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
เมื่อสมาธินั้นเข้มแข็งและมีกำลัง ถ้าโยคีปรารถนาให้ นิมิตยาว นิมิตนั้นก็จะยาว ถ้าต้องการให้สั้น นิมิตนั้นก็จะสั้น ถ้าปรารถนาให้นิมิตนั้นมีสีแดงดุจทับทิม นิมิตนั้นก็จะแดงดุจทับทิม
คัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า ไม่พึงปรารถนาเช่นนี้ ถ้าปรารถนาเช่นนี้ ถึงแม้สมาธินั้นจะลึก แต่ก็จะค่อย ๆ ลดถอยลงไป เพราะโยคีมีสัญญาต่าง ๆ กัน และดังนั้นจึงมีอารมณ์ต่าง ๆ กัน เพราะฉะนั้น ไม่พึงเล่นกับนิมิต เพราะถ้าเล่นก็ย่อมจะบรรลุฌานไม่ได้
ดูรายละเอียดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนิมิตกับสัญญาในหน้า ๘๒ วิ. กัมมฐานคหณนิเทศ. ข้อ ๔๗ (วรรณนาว่าด้วยกรรมฐาน ๔๐)
ในเบื้องต้น สมาธิและภาวนาในปฏิภาคนิมิตนั้นเป็นบริกรรมเช่นกัน แต่เมื่อใกล้จะถึงฌาน สมาธิและภาวนานั้นเป็นอุปจาระ เมื่อถึงอัปปนาคือถึงฌานแล้ว นิมิตก็ยังเป็นปฏิภาคนิมติ แต่สมาธิและภาวนานั้นเป็นอัปปนา
คาถาม อะไรเป็นความต่างระหว่างอุปจารสมาธิกับอัปปนาสมาธิ
คาตอบ เมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏ สมาธิก็จะมีกำลัง แต่ในระดับนี้ซึ่งเป็นระดับอุปจารสมาธิ องค์ฌานยังไม่ได้เจริญอย่างเต็มที่ ดังนั้น ภวังค์ (คือจิตที่สืบต่อภพ) จึงยังเกิดอยู่ คือโยคียังตกลงไปในภวังค์ โยคีอาจคิดว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างได้ระงับไปหมดแล้ว” หรือว่า “นี่คือพระนิพพาน” แล้วคิดว่า “เราไม่รู้อะไรๆ เลยในช่วงนั้น” ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ ในที่สุด โยคีก็อาจดำรงอยู่ในภวังค์เป็นเวลายาวนาน
ในการฝึกอะไรๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะถูกหรือผิด บุคคลย่อมบรรลุเป้าหมายถ้าฝึกแล้วฝึกอีก เหมือนกับสำนวนอังกฤษว่า “Practice makes perfect” คือ การฝึกแล้วฝึกอีกทำให้บุคคลนั้นเก่งขึ้น ในกรณีนี้ก็เช่นกัน ถ้าปฏิบัติดังว่าซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็อาจจะตกลงสู่ภวังค์เป็นระยะเวลานาน แล้วทำไมจึงคิดว่าไม่ได้รู้อะไรๆ ทั้งสิ้น
ถ้าคิดว่า “นี่คือพระนิพพาน” นี่ก็จะเป็นอุปสรรคใหญ่ในการดำเนินถึงพระนิพพาน ถ้าไม่กำจัดอุปสรรคนี้ ก็จะบรรลุพระนิพพานไม่ได้ ทำไมถึงเกิดความคิดนี้ ก็เพราะหลายท่านคิดว่า สาวกไม่สามารถรู้แจ้งนามรูปเหมือนดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องเจริญสมาธิให้ลึกซึ้งมากเพื่อกำหนดรู้นามรูปและเหตุของนามรูปดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ เพราะฉะนั้น สมาธิของโยคีเหล่านี้จึงอ่อนแอ และภวังค์ก็ยังเกิดอยู่เพราะองค์ฌานก็อ่อนด้วย จึงไม่สามารถรักษาสมาธิไว้เป็นเวลานาน ถ้าจงใจปฏิบัติเพื่อให้ตกลงสู่ภวังค์ ก็ย่อมบรรลุ
จุดหมายนั้น แต่นี่ไม่ใช่พระนิพพาน เพื่อจะบรรลุพระนิพพาน ก็จะต้องปฏิบัติตามวิสุทธิ ๗ ไปตามลำดับขั้น ถ้าไม่รู้นามปรมัตถ์ ไม่รู้รูปปรมัตถ์ ไม่รู้เหตุของนามรูป ก็จะบรรลุพระนิพพานไม่ได้
ความคิดว่า การถึงการไม่รู้อะไรเป็นพระนิพพาน เป็นปัญหา ดังนั้น จึงน่าจะต้องอธิบายเพิ่มเติม
พระนิพพานเป็น วิสังขารธรรม คือไร้การปรุงแต่ง ส่วนสังขารธรรมก็คือนามรูปและเหตุของนามรูป โดยพระนิพพานก็ปราศจากสังขารธรรมเหล่านั้น จิตที่รู้พระนิพพานนั้นเรียกว่า วิสังขารคตจิต คือจิตที่เข้าไปรู้วิสังขารธรรม แต่จิตเองไม่ใช่วิสังขารธรรม คือจิตที่เห็นแจ้งพระนิพพานนั้นต้องมีการปรุงแต่ง
ตัวอย่างเช่น จิตที่เกิดเมื่อพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์เข้าผลสมาบัติและเห็นพระนิพพาน ก็คือ อรหัตผลจิต ซึ่งประกอบด้วยเจตสิกที่เกิดร่วมกัน ถ้าอรหัตผลจิตนั้นเข้าโดยอาศัยปฐมฌาน จิตก็ย่อมเป็น ปฐมฌานอรหัตผลจิต ซึ่งประกอบด้วยเจตสิก ๓๗ ประเภท หลักการนี้ก็เหมือนกันในมรรคญาณและผลญาณที่เหลือทั้งหมด โดยเกิดร่วมกันกับเจตสิกที่เกิดด้วยกัน มรรคญาณและผลญาณทั้งหมดมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ และพระนิพพานมีลักษณะคือความสุขอันสงบ เมื่อพระอริยะเข้าผลสมาบัติ ก็ย่อมรู้พระนิพพาน และด้วยผลญาณนั้น ก็จะเพลิดเพลินในสุขอันสงบคือพระนิพพาน
ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าผลสมาบัติแล้วกล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างได้ระงับแล้ว เราก็ไม่ได้รู้อะไรๆ เลยในช่วงนั้น” เพราะก่อนจะเข้าผลสมาบัติ ผู้เข้าสมาบัติต้องอธิษฐานว่า ผลสมาบัตินั้นจะดำรงอยู่นานเท่าไร เช่น ชั่วโมงหรือสอง
ชั่วโมง และในช่วงเวลาที่อธิษฐานไว้นั้น ก็จะรู้พระนิพพานอย่างต่อเนื่องโดยเป็นความสุขอันสงบ (สนฺติสขุ)
ดังนั้น จึงชัดเจนว่าถ้าไม่รู้อะไรเลย นี่ไม่ใช่เพราะได้บรรลุพระนิพพานแล้ว แต่เพราะสมาธิยังอ่อนอยู่
เมื่อปฏิภาคนิมิตของอานาปานสติปรากฏ จิตของโยคียังอาจตกลงสู่ภวังค์ได้ เพราะองค์ฌานยังไม่มีกำลัง เหมือนกับเด็กน้อยผู้หัดเดินยังอ่อนแอเกินที่จะยืนเอง จึงล้มแล้วล้มอีกฉันใด ในระดับของอุปจารสมาธิ องค์ฌานยังไม่ได้เจริญอย่างเต็มที่ จึงอาจตกลงสู่ภวังค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่พระนิพพาน
เพื่อไม่ให้ตกลงสู่ภวังค์และเพื่อเจริญสมาธิให้ยิ่งขึ้น โยคีต้องได้การสนับสนุนจากอินทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เพื่อผลักดันจิตและตั้งจิตไว้ที่ปฏิภาคนิมิต ต้องมีวิริยะเพื่อให้จิตรู้ปฏิภาคนิมิตครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องมีสติเพื่อระลึกถึงนิมิตนั้น และต้องมีปัญญาเพื่อรู้แจ้งนิมิต
เมื่อถึงขั้นอัปปนาฌาน องค์ฌานก็ได้เจริญอย่างเต็มที่แล้ว เหมือนกันบุรุษที่แข็งแรงและมีกำลังย่อมยืนได้ตลอดทั้งวันแม้ฉันใด โยคีเมื่อถือเอาปฏิภาคนิมิตนั้นเป็นอารมณ์ ก็ย่อมดำรงอยู่ในอัปปนาฌานนั้นเป็นเวลานานได้โดยไม่ตกลงสู่ภวังค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อัปปนาล้วนๆ ที่ไม่มีการคั่นในระหว่างอาจเกิดติดต่อกันได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง-สอง-สามชั่วโมงหรือยิ่งกว่านั้น ในช่วงเวลานั้น ย่อมไม่ได้ยินเสียงอะไรๆ เลย จิตย่อมไม่ไปสู่อารมณ์อื่น นอกจากปฏิภาคนิมิตนั้นแล้วก็จะไม่รู้อะไรอื่นเลย
คาถาม ในสถานการณ์เช่นไรหรือมีภาวะเช่นไรที่เราจะบ่งได้ว่า กรรมฐานได้ถึงอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิแล้ว
คาตอบ ถ้าภวังค์ยังเกิดในสมาธินั้น ก็กล่าวได้ว่าเป็นอุปจารสมาธิ แต่ถ้ายังมีนิมิตก็ยังต้องเป็นปฏิภาคนิมิต ต่อเมื่อสามารถอยู่ในอัปปนาสมาธิล้วน ๆ เป็นเวลายาวนานโดยไม่มีการแทรกคั่นในระหว่าง และมีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์ด้วย จึงจะกล่าวได้ว่าเป็นอัปปนาสมาธิ
จะรู้ได้อย่างไรว่าจิตของโยคีนั้นกำลังตกลงสู่ภวังค์? คือเมื่อสังเกตเห็นว่าไม่ได้ระลึกรู้ปฏิภาคนิมิตอยู่บ่อย ๆ ก็จะรู้ได้ว่ามีภวังค์เกิดขึ้นอยู่
จิตของโยคีบางครั้งก็อาจจะไปรู้อารมณ์อื่นนอกจากปฏิภาคนิมิตเป็นขณะสั้น ๆ การรู้อารมณ์อื่นนี้จะไม่เกิดในอัปปนาสมาธิ เพราะในอัปปนาสมาธิจะมีแต่อัปปนาล้วน ๆ โดยไม่มีการแทรกคั่นในระหว่าง
คาถาม มีทั้งอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิในฌานแต่ละขั้น ในบรรดาฌานทั้ง ๔ หรือไม่ อะไรเป็นลักษณะของสมาธิเหล่านั้น
คาตอบ เรามาดูตัวอย่างของฌานต่าง ๆ ซึ่งมีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์ อุปจารสมาธิมี ๔ ขั้น และอัปปนาสมาธิก็มี ๔ ขั้นเช่นกัน ในแต่ละขั้นนั้น อุปจารสมาธิมาก่อน แล้วอัปปนาสมาธิจึงมาทีหลัง สมาธิทั้งสองนั้นมีปฏิภาคนิมิตอย่างเดียวกันเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นจึงต่างกันโดยระดับสมาธิเท่านั้น
ในอุปจารฌานขั้นที่ ๑-๒-๓ องค์ฌานมี ๕ อย่าง แต่ในอุปจารฌานขั้นที่ ๔ องค์ฌานคือสุขนั้นไม่มี มีเพียงวิตก วิจาร อุเบกขา และเอกัคคตา แม้อุปจารฌาน…
ขั้นต่างๆ เหล่านั้นจะมีนิมิตเดียวกันเป็นอารมณ์ แต่องค์ฌานก็มีกำลังยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ
องค์ฌานของอุปจารฌานขั้นแรกข่มทุกขเวทนาทางกาย (กายิกทุกฺขเวทนา) ขั้นที่สองข่มโทมนัสเวทนา ขั้นที่สามข่มสุขเวทนาทางกาย (กายิกสุขเวทนา) ขั้นที่สี่ข่มโสมนัสเวทนา
ความต่างกันเช่นนี้ทำให้เราแยกแยะขั้นของอุปจารสมาธิได้ โดยเฉพาะขั้นที่สี่ เพราะในขั้นนั้น ลมหายใจจะสุขุมยิ่งจนเกือบหยุดแล้ว โดยจะหยุดโดยสิ้นเชิงในอัปปนาฌานขั้นที่ ๔
เราแยกแยะระดับของอัปปนาฌานโดยดูที่องค์ฌานเช่นกัน ในอัปปนาฌานขั้นแรกมีองค์ฌานทั้ง ๕ คือวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ในขั้นที่สองมีองค์ฌาน ๓ คือปีติ สุข และเอกัคคตา ในขั้นที่สามมี ๒ คือสุข และเอกัคคตา และในขั้นที่สี่ก็มี ๒ เช่นกัน คืออุเบกขา และเอกัคคตา เมื่อดูองค์ฌาน ก็จะกล่าวได้ว่า “นี่คืออัปปนาฌานขั้นที่หนึ่ง” “นี่คืออัปปนาฌานขั้นที่สอง” ฯลฯ อนึ่ง สมาธิจะเพิ่มกำลังไปตามลำดับ สมาธิในจตุตถฌานมีกำลังมากสุด มากที่สุดอย่างไร โยคีพึงพยายามเข้าฌานนั้นด้วยตนเอง มีหลายท่านที่ระบุว่า จตุตถฌานนั้นดียิ่งและสงบสุด
คาถาม อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้โยคีตกจากหรือถอยออกจากอัปปนาสมาธิกลับไปสู่อุปจารสมาธิ อะไรทำให้ผู้อยู่ในอุปจารสมาธิได้อัปปนาสมาธิ
คาตอบ ถ้าโยคีไม่เคารพในกรรมฐาน แต่เคารพในอารมณ์อื่นนอกจากปฏิภาคนิมิต นิวรณ์นานัปการย่อมเกิดขึ้น ความคิดที่เป็นไปในความโลภและความพยาบาทย่อมเกิดขึ้นเพราะอโยนิโสมนสิการ (คือการใส่ใจที่ไม่แยบคาย) อารมณ์
{ หน้า ๑๗๘ }
เหล่าสิ่งเหล่านี้ทำให้สมาธินั้นอ่อนกำลัง เพราะว่ากุศลธรรมและอกุศลธรรมย่อมเป็น ปฏิปักษ์กับกันและกัน เมื่อกุศลธรรมเข้มแข็งและมีกำลัง อกุศลธรรมก็จะอยู่ ห่างไกล แต่เมื่ออกุศลธรรมเข้มแข็งและมีกำลังเนื่องจากอโยนิโสมนสิการ กุศลธรรม ก็จะอยู่ห่างไกล กุศลธรรมและอกุศลธรรมไม่อาจเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันในขณะจิต เดียวกันหรือวิถีจิตเดียวกันได้
เราควรเข้าใจโยนิโสมนสิการและอโยนิโสมนสิการ เมื่อโยคีกำลังเจริญ อานาปานสติและมีสมาธิอยู่กับลมหายใจตามธรรมชาติ เมื่อนั้นก็จะมีโยนิโสมนสิการ เมื่ออุคคหนิมิตหรือปฏิภาคนิมิตปรากฏและโยคีมีสมาธิอยู่กับนิมิตนั้น นั่นก็เป็นโยนิโสมนสิการ เมื่อกำลังเจริญวิปัสสนากรรมฐานและเห็นว่า “นี่คือรูป” “นี่คือนาม” “นี่คือเหตุ” “นี่คือผล” “นี่ไม่เที่ยง” “นี่เป็นทุกข์” หรือ “นี่เป็นอนัตตา” นั่นก็เป็นโยนิโสมนสิการเช่นกัน แต่ถ้าเห็นว่า “นี่ผู้ชาย ผู้หญิง ลูกชาย ลูกสาว พ่อ แม่ เทวดา พรหม สัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ” หรือ “นี่ทอง นี่เงิน ฯลฯ” นั่นเป็นอโยนิโสมนสิการ
โดยทั่วไปจึง กล่าวได้ว่า เพราะโยนิโสมนสิการ กุศลธรรมนานัปการจึงเกิด และเพราะอโยนิโสมนสิการ อกุศลธรรมมากมายจึงเกิด ถ้ากำลังเจริญกรรมฐานอยู่แล้วอโยนิโสมนสิการเกิด นิวรณ์และกิเลสต่าง ๆ ก็จะตามมาอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นอกุศลธรรม อกุศลธรรมเหล่านั้นทำให้สมาธิอ่อนกำลัง หรือเป็นเหตุให้สมาธินั้นถดถอยหรือตกไป
ถ้าดูอารมณ์กรรมฐานด้วยโยนิโสมนสิการครั้งแล้วครั้งเล่า กุศลธรรมย่อม เกิดและเจริญขึ้น โดยฌานที่เป็นกุศลธรรมก็รวมอยู่กับกุศลธรรมเหล่านั้น ดังนั้น ถ้ามีสมาธิอยู่กับนิมิตเช่นปฏิภาคนิมิต ครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นเป็นโยนิโสมนสิการ เมื่อ
====== คาถามและคาตอบ ๓ – ๓.๕ การตกจากอัปปนาสมาธิ การได้อัปปนาสมาธิ ====== { หน้า ๑๗๙ }
พัฒนาโยนิโสมนสิการเช่นนี้จนสมบูรณ์ เมื่อนั้น ผู้ที่อยู่กับอุปจารสมาธิย่อมบรรลุอัปปนาสมาธิ
๓.๖ นิมิตก่อนตายคล้ายกับที่เห็นในกรรมฐานหรือไม่
คาถาม: เมื่อบุคคลหนึ่งเสียชีวิต กรรมนิมิตอาจจะปรากฏเพราะกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมในอดีต ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับที่เกิดเมื่อกำลังเจริญกรรมฐานหรือไม่ ที่ภาพในอดีตซึ่งได้ลืมไปแล้วปรากฏขึ้น
คาตอบ: อาจคล้ายคลึงกันบ้างในบางกรณี คือในกรณีที่กรรมนิมิตปรากฏกับบุคคลที่เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
๓.๗ การเห็นภาพในอดีตซึ่งลืมไปแล้วเป็นการขาดสติหรือไม่
คาถาม: เมื่อกำลังเจริญกรรมฐานอยู่ ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกว่า ๓๐ ปีซึ่งโยคีได้ลืมไปแล้วได้ปรากฏขึ้น นี่เป็นเพราะขาดสติซึ่งทำให้ใจออกนอกอารมณ์กรรมฐานไปหรือไม่
คาตอบ: อาจเป็นไปได้ แต่เพราะมนสิการก็เป็นไปได้เช่นกัน โยคีบางท่านไม่รู้เรื่องการมนสิการ เมื่อเจริญนามกรรมฐานแล้วเท่านั้นจึงจะเข้าใจ เพราะวิถีจิตนั้นรวดเร็วมาก ดังนั้น โยคีจึงไม่เข้าใจว่าภาพเหล่านั้นปรากฏเพราะมนสิการ สังขารธรรมทั้งหลายจะไม่เกิดเองโดยไม่มีเหตุ เพราะสังขารธรรมทั้งหลายนั้นมีการปรุงแต่ง (จึงเกิดขึ้น)
๓.๘ สติที่ข้มแข็งห้ามกรรมนิมิตได้
คาถาม ถ้ากำลังจะเสียชีวิต และบุคคลมีสติอันทรงพลัง เขาจะสามารถห้ามกรรมนิมิตของอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วไม่ให้เกิดขึ้นได้หรือไม่
คาตอบ สติที่เข้มแข็งและมีกำลังสามารถป้องกันนิมิตที่กล่าวถึงนั้นไม่ให้เกิด แต่อะไรคือสติที่เข้มแข็งและมีกำลัง ถ้าโยคีเข้าฌานและรักษาฌานนั้นไว้ได้ให้มั่นคงบริบูรณ์จนกระทั่งถึงตาย ก็กล่าวได้ว่า สติในฌานนั้นเข้มแข็งและมีกำลัง สติเช่นนั้นสามารถห้ามอกุศลนิมิตหรือกามวจรกุศลนิมิตไม่ให้เกิดขึ้น สตินั้นจะถือเอาแต่อารมณ์ของฌาน เช่น ปฏิภาคนิมิตอย่างหนึ่ง หรือปฏิภาคนิมิตของโอทาตกสิณ
สติที่เข้มแข็งและมีกำลังอีกอย่างหนึ่งก็คือสติในวิปัสสนาญาณ ถ้าวิปัสสนาญาณของโยคีถึงขั้นสังขารุเบกขาญาณ และถ้าปฏิบัติวิปัสสนาได้จนถึงก่อนตาย วิถี-จิตก่อนตายย่อมเป็นวิปัสสนาญาณที่ประกอบด้วยสติที่เข้มแข็งและมีกำลัง แม้สติเช่นนั้นก็สามารถห้ามอกุศลนิมิตไม่ให้ปรากฏ และห้ามกุศลนิมิตอย่างอื่นไม่ให้มาแทนที่วิปัสสนานิมิตนั้น วิปัสสนานิมิตก็คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ หรือความเป็นอนัตตาของสังขารธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง โยคีอาจเสียชีวิตโดยมีนิมิต
ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ใน “ตาราง ๑๐ – จุติและปฏิสนธิ” หน้า ๓๓๐
เช่นนั้นเป็นอารมณ์ของวิถีจิตก่อนตาย (มรณาสันนชวน) นิมิตนั้นอาจก่อให้เกิดปฏิสนธิจิตในภูมิของเทวดา ทำให้เกิดใหม่เป็นเทวดาโดยเป็นอุปปาติกะ
สำหรับอานิสงส์ที่โยคีเช่นนี้อาจได้ในชาติต่อไปที่เป็นเทวดา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ในโสตานุคตสูตร ในอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ว่า
ตสฺส เต ธมฺมา โสตานุคตา โหนฺติ วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา. โส มุฏฺฐสฺสติ กาล กุรุมาโน อญฺญตร เทวนิกาย อุปปชฺชติ. ตสฺส ตตฺถ สุขิโน ธมฺมปทา ปฺลวนฺติ ทนฺโธ ภิกฺขเว สตุปฺปาโท อถ โส สตฺโต ขิปฺปํเยว วิเสสคามี โหติ
ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ได้ยินได้ฟังคำสอนของพระอริยะ คล่องปาก ขึ้่นใจ แทงตลอดดีด้วยวิปัสสนาญาณ เมื่อเธอตายไป จะไปเกิดในหมู่เทวดาหมู่ใดหมู่หนึ่ง สังขารทั้งหลายย่อมปรากฏอย่างชัดเจนแก่เธอ สติอาจจะเกิดขึ้นช้า
[พจนานุกรม]
[อรรถกถา]
เพื่อพิจารณาธรรมะหรือเจริญวิปัสสนา แต่เธอย่อมบรรลุพระนิพพานโดยเร็วพลันทำไมสังขารธรรมทั้งหลายจึงปรากฏอย่างชัดเจนแก่บุคคลนั้น เพราะทั้งวิถีจิตก่อนตายเมื่อเป็นมนุษย์ในชาติก่อน และภวังคจิตเมื่อเป็นเทวดาในชาติต่อไป ได้ถือเอาอารมณ์เดียวกัน ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของสังขารทั้งหลาย
ภวังคจิตนั้นรู้อารมณ์ของวิปัสสนาอยู่แล้ว วิปัสสนาญาณจึงเจริญได้ง่าย ดังนั้น ตามพระสูตร สติที่มีกำลังในวิปัสสนาญาณ ย่อมสามารถห้ามอกุศลนิมิตไม่ให้ปรากฏ และห้ามกุศลนิมิตอย่างอื่นไม่ให้มาทดแทนวิปัสสนานิมิต โยคีจึงควรพยายามมีสติเช่นนี้ก่อนตาย
ตัวอย่างหนึ่งเช่นนี้ก็คือพระสูตรเกี่ยวกับพระภิกษุ ๓ รูปผู้เจริญสมถะวิปัสสนา แม้ภิกษุเหล่านั้นจะมีศีลและสมาธิที่ดี แต่ก็ใจยังน้อมไปในความเป็นบุรุษคนธรรพ์ เมื่อเธอเหล่านั้นมรณภาพไปเกิดในภูมิของเทวดา ได้เป็นคนธรรพ์ที่งดงามและสว่างสุกใสมาก มีรูปเหมือนกับอายุ ๑๖ ในช่วงชีวิตก่อนที่ยังเป็นพระภิกษุ ทั้ง ๓ รูปได้ไปยังบ้านของอุบาสิกาผู้หนึ่งทุกวันเพื่อบิณฑบาต
และการแปลตามต้นฉบับมหาจุฬาแปลว่า – ธรรมเหล่านั้นของภิกษุนั้นเป็นภาวะเข้าถึงโสตประสาทคล่องปากขึ้นใจแทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ เธอหลงลืมสติ เมื่อตายไปจะไปเกิดในหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏแก่เธอผู้มีความสุขในภพนั้น สติเกิดขึ้นช้า ต่อมาเธอระลึกได้ จึงบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน
นักดนตรีและนักฟ้อนในภูมิเทวดา
สอนธรรมแก่อุบาสิกานั้น อุบาสิกานั้นได้เป็นพระโสดาบันแล้ว และเมื่อสิ้นชีวิตไป ก็ได้ไปเกิดเป็นโคปกเทวบุตรผู้เป็นบุตรของท้าวสักกะ คนธรรพ์ทั้ง ๓ ได้แสดงศิลปะของตนแก่บุตรของท้าวสักกะแล้ว และเมื่อท้าวเธอทรงเห็นว่าคนธรรพ์เหล่านั้นงดงามและสว่างสุกใสมาก จึงทรงดาริว่า "เหล่านี้งดงามและสว่างมาก อะไรเป็นกรรมของพวกเธอ" แล้วจึงทรงเห็นว่านี้ก็คือพระภิกษุ ๓ รูปผู้ได้มายังบ้านของตนเมื่อยังเป็นอุบาสิกาอยู่ เทวบุตรนั้นรู้อยู่ว่าศีล สมาธิปัญญาของภิกษุทั้ง ๓ เหล่านั้นดีเยี่ยม ดังนั้น จึงยังคนธรรพ์เหล่านั้นให้ระลึกถึงชาติก่อน โดยตรัสว่า “เมื่อท่านทั้งหลายกำลังฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า และปฏิบัติตามคำสอนนั้น พวกท่านเอาตาและหูไปไว้ที่ไหน” คนธรรพ์ ๒ ตนจึงได้ระลึกถึงชาติก่อนของตนแล้วสลดสังเวชใจ เจริญสมถวิปัสสนาแล้ว แทงตลอดอนาคามิมรรคและผลโดยเร็ว จุติจากภพนั้นแล้ว ได้เกิดในภูมิของพรหมปุโรหิต แล้วบรรลุพระอรหันต์ในภพนั้น ส่วนคนธรรพ์ตนที่ ๓ ไม่ได้ความสลดใจ จึงคงเป็นคนธรรพ์ต่อไป
ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องติดต่อบริษัทประกันชีวิต เพราะสติเช่นนี้เป็นประกันชีวิตขั้นสุดยอด
คาถาม เมื่อกำลังกำหนดรู้ลักษณะ ๑๒ อย่างในจตุธาตุวัฏฐาน จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเริ่มที่ความแข็ง ความหยาบ และความหนักไปตามลำดับ ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกเริ่มที่ลักษณะใดลักษณะหนึ่งได้หรือไม่
คาตอบ ในเบื้องต้น จะเริ่มที่ลักษณะใดก็ได้ที่กำหนดรู้ได้ง่าย แต่เมื่อกำหนดรู้ลักษณะทั้งหมดได้ง่ายและชัดเจนแล้ว ก็จะต้องทำไปตามลำดับที่
พระพุทธเจ้าได้ทรงประทานไว้ คือ ธาตุดิน (ปฐวีธาตุ) ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) ธาตุไฟ (เตโชธาตุ) และธาตุลม (วาโยธาตุ) เพราะการตามลำดับนั้นก่อสมาธิที่เข้มแข็ง และมีกำลัง แต่เมื่อเห็นรูปกลาปและกำหนดรู้ธาตุ ๔ ในแต่ละรูปกลาปนั้นอย่างง่าย ๆ เมื่อนั้นลำดับก็จะไม่สำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญมากในตอนนั้นก็คือ สามารถกำหนดรู้ธาตุเหล่านั้นพร้อม ๆ กัน
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะอายุของรูปกลาปสั้นมาก โดยอาจจะน้อยกว่าส่วนหนึ่งในพันล้านของวินาที เมื่อกำหนดรู้ธาตุ ๔ ในรูปกลาป จึงไม่มีเวลาพอเพื่อกำหนดว่า “ดิน น้ำ ไฟ ลม” ดังนั้น จึงต้องกำหนดรู้ธาตุเหล่านั้นพร้อม ๆ กัน
**
๓.๑๐ จตุธาตุวัฏฐานรักษาความเจ็บป่วยได้หรือไม่
คำถาม การเจริญจตุธาตุวัฏฐานช่วยทำให้ธาตุ ๔ ในร่างกายให้สมดุลได้ แต่บางครั้งก็ยังอาจป่วยเพราะธาตุ ๔ ไม่สมดุล เมื่อป่วย โยคีสามารถเจริญจตุธาตุวัฏฐานด้วยสติที่มีกำลังเพื่อรักษาความเจ็บป่วยนั้นได้หรือไม่
คำตอบ ความเจ็บป่วยมีหลายอย่าง บางอย่างเกิดขึ้นเพราะกรรมในอดีต เช่น ความปวดหลังของพระผู้มีพระภาคเจ้า บางอย่างเกิดขึ้นเพราะธาตุไม่สมดุล ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นเพราะกรรมในอดีตรักษาด้วยการทำให้ธาตุ ๔ ให้สมดุลไม่ได้ แต่ความเจ็บป่วยบางอย่างที่เกิดขึ้นเพราะธาตุไม่สมดุลอาจหายเมื่อโยคีพยายามทำให้ธาตุให้สมดุล
มีความเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่เกิดจากอาหาร อุตุ (คืออุณหภูมิ) หรือจิต ถ้าเกิดจากจิตโดยสามารถเยียวยาจิตได้ ความเจ็บป่วยก็อาจหายไป ถ้าเกิดจากอุตุ คือธาตุไฟ เช่น มะเร็ง มาลาเรีย เป็นต้น ความเจ็บป่วยก็เยียวยาได้ด้วยยาเท่านั้น ไม่ได้โดยทำให้ธาตุสมดุล แม้ความเจ็บป่วยเพราะอาหารอันไม่เหมาะสมก็เช่นเดียวกัน
คาถาม ก่อนจะบรรลุจตุตฌานและกำจัดอวิชชาได้ อกุศลวิตกยังเกิดเพราะมีนิสัยต่าง ๆ เช่น ในชีวิตประจำวันเมื่อไม่ได้เข้ากรรมฐาน โดยรู้ว่า ทั้งราคะและโทสะก็ยังเกิด เราสามารถใช้อสุภกรรมฐานหรือเมตตากรรมฐานเพื่อกำจัดอกุศลได้หรือไม่ หรือควรจะไม่ใส่ใจในอกุศล แล้วเพียงแต่มีสมาธิอยู่กับอารมณ์กรรมฐานให้อกุศลหายไปเอง
คาตอบ อกุศลกรรมมีอวิชชาเป็นเหตุแฝง และมีอโยนิโสมนสิการเป็นเหตุใกล้ อโยนิโสมนสิการนั้นอันตรายมาก ถ้าโยคีสามารถทดแทนอโยนิโสมนสิการด้วยโยนิโสมนสิการ ราคะหรือโทสะก็จะหายไปได้ช่วงระยะหนึ่ง หรือบางทีอาจจะตลอดไปถ้าโยนิโสมนสิการนั้นเข้มแข็งและมีกำลังมาก
เราได้สนทนากันเรื่องโยนิโสมนสิการและอโยนิโสมนสิการไปแล้วก่อนหน้านี้ โยคีสามารถใช้อสุภกรรมฐานหรือเมตตากรรมฐานเพื่อกำจัดราคะและโทสะ แม้กรรมฐานเหล่านี้ก็เป็นโยนิโสมนสิการเหมือนกัน แต่วิปัสสนาก็ยังเป็นอาวุธที่เยี่ยมที่สุดเพื่อทำลายกิเลส เป็นโยนิโสมนสิการอันเลิศสุด
(หมายเหตุ: จตุตถฌานอวิชชาไม่ได้ เพียงแค่ข่มอวิชชาไว้ ดูรายละเอียดเพิ่มในคาถามคาตอบ ๗.๗๗.๘-๗.๙ หน้า ๓๙๗)
คำถาม ภวังค์ทำหน้าที่อะไรในกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และโลกุตตรภูมิ ขอให้พระอาจารย์อธิบายพร้อมทั้งตัวอย่างด้วย
คำตอบ กิจของภวังค์นั้นเหมือนกันใน ๓ ภูมิแรก
ภวังค์เกิดขึ้นเพื่อยังขณะจิตในชีวิตไว้ไม่ให้หยุดหย่อน ดำรงรักษานามธรรมไว้ เป็นการสืบต่อภพ
ภวังคจิตไม่ได้อยู่ในประเภทจิตใต้สำนึกหรือจิตไม่มีสำนึก ตามหลักจิตวิทยาของฟรอยด์ จิต ๒ ดวงเกิดขึ้นในขณะเดียวกันไม่ได้ ภวังคจิตคือจิตที่ต่อภพชาตินั้น เป็นกระแสวิบาก จิตอันกรรมซึ่งสุกงอมแล้วในเวลาที่ตายในชาติก่อนรักษาไว้
ภวังคจิตเป็นตัวสืบต่อนามธรรมระหว่างวิถีจิต โดยทำหน้าที่เป็น มโนทวาร ด้วย เมื่อกรรมซึ่งก่อภพนี้หมดสิ้นไป ภวังคจิตในภพนี้ก็จะหยุดลง สำหรับผู้ไม่ใช่พระอรหันต์ ภวังคจิตใหม่อันมีอารมณ์ใหม่ ก็จะเกิดขึ้นหลังจิตดวงแรกของชาติต่อไป คือภายหลังจาก ปฏิสนธิจิต จะมีภวังคจิต ๑๖ ขณะเกิดขึ้น
เพราะภวังคจิตเกิดเพราะกรรมเดียวกันอันก่อปฏิสนธิจิต ภวังคจิตในชาติใหม่นั้นจึงถือเอาอารมณ์เดียวกันกับปฏิสนธิจิต ดังนั้น ภวังคจิตจึงไม่ใช่กระแสจิตใต้สำนึกโดยทำกิจภายใต้กระแสวิถีจิตของทวารทั้ง ๖
ดังที่ระบุใน “ตาราง ๙ – ปัญจทวารวิถี” (หน้า 300) ก่อนที่ปัญจทวารวิถีจิตจะเกิดขึ้น กระแสของภวังคจิตนั้นก็จะหยุดชะงักไป และดำเนินต่อไปใหม่เมื่อวิถีจิตสุดสิ้นลง (ดู “ตาราง ๘ – มโนทวารวิถีเมื่อมีรูปารมณ์” หน้า 297 ด้วย) ภวังคจิตทุกดวงรู้อารมณ์เดียวกันอันต่างกับอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ ภวังคจิตจึงเรียกว่า วิถีมุตตจิต คือจิตที่พ้นจากวิถี ดูคำอธิบายในหน้า 282 ด้วย
เป็นเช่นนี้เพราะกรรมอันก่อภพนี้ยังไม่หมดสิ้น เพราะมีนามรูปในกามาวจรภูมิ และรูปาวจรภูมิ และมีนามในอรูปาวจรภูมิ จึงมีภวังค์ในภูมิเหล่านั้น
**
ภวังคจิตในกามาวจรภูมิ ในกามาวจรภูมิ ภวังคจิตอาจมีกรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิตเป็นอารมณ์ เช่น ภวังคจิตของบุคคลหนึ่งอาจมีพระธาตุอินท์แขวนเป็นอารมณ์ ของอีกคนหนึ่งอาจมีพระเจดีย์ชเวดากองเป็นอารมณ์ อารมณ์เหล่านี้ล้วนเป็นบัญญัติ
ภวังคจิตในรูปาวจรภูมิ ในรูปาวจรภูมิ ภวังคจิตมีกรรมนิมิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีกรรมนิมิตหรือคตินิมิตเป็นอารมณ์ ภวังคจิตของรูปาวจรภูมิเรียกว่ารูปาวจรวิปากฌานจิต เพราะเป็นผลจากการได้ฌานเมื่อตายในภพก่อน
เนื่องจากอารมณ์ของภวังคจิตก็เป็นอารมณ์เดียวกันกับของฌานด้วย ดังนั้นอารมณ์จึงขึ้นอยู่กับฌานที่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ภวังค์ของผู้ที่เกิดในรูปาวจรภูมิเนื่องกับอานาปานฌาน ย่อมมีอารมณ์คือปฏิภาคนิมิตของอานาปานสติ ส่วนผู้ที่เกิดเนื่องกับเมตตาฌาน ย่อมมีอารมณ์คือสัตว์ทั้งปวงในจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด โดยอารมณ์ทั้งสองอย่างนั้นก็ล้วนเป็นบัญญัติ
ภวังคจิตในอรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ภวังคจิตจะมีกรรมนิมิต ๒ อย่างเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีกรรมนิมิตหรือคตินิมิตเป็นอารมณ์เช่นกันกับรูปาวจรภูมิ
**
สรุปภพภูมิต่างๆ ภพภูมิทั้ง ๓ คือ: ๑) กามาวจรภูมิ ซึ่งรวมทั้งภูมิของมนุษย์, ของสัตว์ดิรัจฉาน, ของเปรต, ของอสุรกาย, ของนรก และของเทวดา ๒) รูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นภูมิของพรหม มีรูปที่ละเอียดมาก ๓) อรูปาวจรภูมิ ซึ่งมีเพียงแต่นามเท่านั้น
พุทธสถานทั้งสองแห่งนั้นเป็นพระเจดีย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศพม่า
ภวังค์ในภูมิต่าง ๆ
ความไม่มีของวิญญาณัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ โดยกรรมนิมิตทั้งสองก็ล้วนเป็นบัญญัติ
เพราะกรรมนิมิตเหล่านี้เป็นจิต จึงเป็นปรมัตถธรรม
เมื่อกล่าวว่า *กามาวจรภูมิ*, *รูปาวจรภูมิ*, และ *อรูปาวจรภูมิ* นี่หมายถึงภูมิซึ่งมีอยู่จริง สถานที่ซึ่งมีอยู่จริง แต่เมื่อกล่าวว่า *โลกุตตรภูมิ* ภูมิในที่นี้เป็นเพียงคำเปรียบเท่านั้น ความจริงแล้วไม่ใช่สถานที่ใด ๆ เลย เพราะเมื่อกล่าวว่า *โลกุตตรภูมิ* นี่หมายถึงมรรค ๔ ผล ๔ และพระนิพพานเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงสถานที่ ดังนั้นจึงไม่มีภวังคจิตในโลกุตตรภูมิ ไม่มีในมรรคจิต ๔ และผลจิต ๔ และเพราะไม่มีนามรูปในพระนิพพาน จึงไม่มีจิตที่ภวังค์ต้องรักษา ซึ่งก็หมายความว่า ไม่มีภวังค์ในพระนิพพาน
**
๓.๑๓ ความต่างกันของโลกิยฌานกับโลกุตตรฌาน
คาถาม อะไรเป็นความต่างกันระหว่างโลกิยฌานกับโลกุตตรฌาน
คาตอบ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อโยคีกาหนดรู้ นามสังขารของปฐมฌานซึ่งเป็นรูปภูมิว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แล้วบรรลุพระนิพพาน มรรคญาณนั้นอยู่ในระดับปฐมฌาน นี่คือโลกุตตรฌาน
ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ในโลกิยปฐมฌานที่เป็นรูปภูมิ ซึ่งเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา มีองค์ฌาน ๕ คือวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา (ในโลกุตตรปฐมฌาน [ตามที่กล่าวมา])
{ หน้า ๑๘๙ }
ก็มีองค์ฌาน ๕ อย่างเช่นกัน ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้มรรคและผลสามารถเป็นมรรคและผลระดับปฐมฌาน และฌานอื่นก็เช่นกันในการเป็นเหตุปัจจัยแก่โลกุตตรฌานที่เกี่ยวเนื่องกัน
วิธีกำหนดรูป
อารัมภบท
วันนี้ เราจะสนทนากันเรื่องรูปกรรมฐาน ซึ่งก็คือจตุธาตุวัฏฐาน เป็นการกำหนดรู้รูปปรมัตถ์ประเภทต่างๆ รูปคือขันธ์แรกในอุปาทานขันธ์ ๕ ส่วนขันธ์ที่เหลือทั้งสี่ คือเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เรียกรวมกันว่า นาม
ในปัญจโวการภพ นามอาศัยรูป คือจิตเกิดขึ้นอาศัยวัตถุรูปสำหรับจิตนั้นๆ โดยในรูปคือตา หู จมูก ลิ้น และกาย วัตถุกับทวารคือสิ่งเดียวกัน ดังนั้น จักขุวิญญาณจิตจึงเกิดขึ้นโดยอาศัยรูปคือจักขุทวารหรือจักขุวัตถุ โสตวิญญาณจิตเกิดขึ้นอาศัยรูปคือโสตทวารหรือโสตวัตถุ เป็นต้น
แต่มโนวิญญาณจิตเกิดขึ้นอาศัยมโนทวาร (คือภวังค์) ซึ่งเป็นนาม และในปัญจโวการภพ นาม (ที่ไม่ได้เกิดที่วัตถุ ๕ อย่างแรก) เกิดขึ้นโดยอาศัยวัตถุรูปในโลหิตของหัวใจ รูปนี้จึงเรียกว่าหทยวัตถุ
**
พจนานุกรม – ปัญจโวการภพ
เรื่องความจำเป็นที่จะต้องกำหนดรู้รูปประเภทต่างๆ ดูคำอธิบายของพระพุทธเจ้าในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ข้อ ๓๔๖ (มหาโคปาลสูตร) อ้างอิงในหน้า ๓๖ เรื่องความแตกต่างกันระหว่างอายตนะและวัตถุ ดูเชิงอรรถ ๒๓, p. ๖ (เชิงอรรถนี้ไม่ได้แปล เพราะ ๑) ไม่น่าจะเป็นคำอธิบายของพระอาจารย์ใหญ่ ๒) หาคำแปลให้สอดคล้องกับเนื้อความและวิชาการไม่ได้)
{ หน้า ๑๙๑ }
เพื่อให้เห็นเช่นนี้ โยคีจะต้องเห็นรูปแต่ละประเภท คือก่อนอื่น ต้องแทงตลอดอนุภาคของรูปซึ่งเรียกว่า รูปกลาป ต้องเห็นว่ารูปนั้นไม่ใช่อะไรนอกเหนือไปกว่ารูปกลาป แต่รูปกลาปก็ยังไม่ใช่รูปปรมัตถ์ เพื่อแทงตลอดรูปปรมัตถ์ ต้องเห็นว่ารูปกลาปแต่ละอย่างประกอบด้วยธาตุ
เมื่อเห็นเช่นนี้เท่านั้นจึงจะเห็นได้ว่า รูปคืออะไรจริงๆ และเห็นว่า รูปเกี่ยวข้องกับนามอย่างไร นี่แหละเป็นจุดหมายของการเจริญจตุธาตุววัฏฐาน
แต่ก่อนจะอธิบายรูปกรรมฐาน มาคุยกันอย่างสั้นๆ เรื่องประเภทต่างๆ ของรูปกลาปและธาตุในรูปกลาป และต่อจากนั้นเรื่องการเกิดของรูป เพื่อให้เข้าใจกรรมฐานที่ลึกซึ้งคือจตุธาตุววัฏฐานได้ง่ายขึ้น
**
พจนานุกรม – น. ชิ้นหรือส่วนขนาดเล็กมาก, ในทางวิทยาศาสตร์มักใช้เรียกส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอม เช่น อนุภาคแอลฟา อนุภาคบีตา. (อ. particle)
สำหรับการแตกต่างกันระหว่างรูปกลาปกับรูปปรมัตถ์ ดูคาถามและคาตอบ ๗.๖ หน้า 396
ธาตุ ก็คือสิ่งที่ไม่สามารถจำแนกแยกออกอีก สำหรับตัวอย่าง ดู ม.อุป.๑๒๔ (พหุธาตุกสูตร) ส่วนวิสุทธิมรรคอธิบายว่า “ธาตุเหล่านี้ ชื่อว่า ธาตุ เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน (อตฺตโน สภาว ธาเรนฺตีติ ธาตุโย)” (วิ อายตนธาตุนิเทศ ข้อ ๕๑๘ กถาว่าด้วยความพิสดารแห่งธาตุ)
ดูรายละเอียดอื่นที่คาถามและคาตอบ ๒.๒ หน้า 135
รูปกลาป ๓ ประเภท
ดังที่กล่าวแล้ว รูปนั้นไม่ใช่อะไรอื่นไปจากรูปกลาป รูปกลาปหลักๆ มี ๓ ประเภท คือ
๑. อัฏฐกกลาป ประกอบด้วยรูปพื้นฐาน ๘ ชนิด ๒. นวกกลาป ประกอบด้วยรูปพื้นฐาน ๘ ชนิด บวกอีกหนึ่ง ๓. ทสกกลาป ประกอบด้วยรูป ๙ ชนิด บวกอีกหนึ่ง
โดยทั่วไปแล้ว รูปกายของเรามีรูปกลาป ๓ ประเภทเหล่านี้ผสมผสานกันเป็นรูปแบบต่างๆ
รูปกลาปประเภทแรกประกอบด้วย
รูปกลาปประเภทแรกประกอบด้วยธาตุ ๔ คือมหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป รวมเป็นรูป ๘ อย่าง คือ
๑. ธาตุดิน (ปฐวีธาตุ) ๒. ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) ๓. ธาตุไฟ (เตโชธาตุ) ๔. ธาตุลม (วาโยธาตุ) ๕. สี (วัณณธาตุ)
อุปาทายรูป คือรูปอาศัย รูปที่เกิดสืบเนื่อง กล่าวเช่นนี้เพราะอุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูปทั้ง ๔ เกิดขึ้น เกิดสืบเนื่องจากมหาภูตรูปเหล่านั้น
๖. กลิ่น (คันธธาตุ) ๗. รส (รสธาตุ) ๘. โอชา (โอชาธาตุ)
เนื่องจากมีรูป ๘ อย่าง รูปกลาปประเภทนี้จึงเรียกว่า อัฏฐกกลาป และเพราะมีโอชาเป็นรูปที่แปด จึงเรียกว่า โอชัฏฐกกลาป รูปกลาปชนิดนี้มีอยู่ทั่วร่างกาย และเป็นรูปไม่โปร่งแสง (นปสาทรูป)
รูปกลาปประเภทที่สองประกอบด้วยรูปพื้นฐาน ๘ ประเภท บวกกับรูปที่ ๙ คือ ชีวิตินทรีย์ เพราะมีรูป ๙ ประเภท จึงเรียกว่า นวกกลาป และเพราะมีชีวิตินทรีย์เป็นที่ ๙ จึงเรียกว่า ชีวิตนวกกลาป รูปกลาปชนิดนี้มีอยู่ทั่วร่างกายและเป็นรูปไม่โปร่งแสง (นปสาทรูป)
The Pali for the different types of *råpa-kalàpa* is *kalàpa* that has x as the y th.
รูปโปร่งแสง (ปสาทรูป) และรูปไม่โปร่งแสง (นปสาทรูป) ดูความหมายในเชิงอรรถ อภิธานหน้า ๕๐๘, p277.
มีรูปกลาปพร้อมด้วยอุปาทายรูปที่ต้องกำหนดรู้แต่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ เช่น รูปกลาปที่มีเสียงเป็นที่ ๙, กลาปที่มีกายวิญญัติเป็นที่ ๑๒, กลาปที่มีวจีวิญญัติเป็นที่ ๑๐ และที่ ๑๓ และกลาปที่มีความเบาเป็นที่ ๑๑ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับรูปกลาปเหล่านี้และธาตุอื่น ๆ ดูวิสุทธิมรรค ขันธนิเทศ ข้อ ๔๓๒ (รูปขันธกถา) หรือหนังสือ “อานาปานสติและจตุธาตุววัฏฐาน” ของพระอาจารย์ใหญ่ แปลโดยอัยยาจิตรญาณี
เตโชธาตุของรูปกลาปที่มีชีวิตินทรีย์ (ชีวิตนวกกลาป) ย่อมรักษาอัฏฐกกลาปที่เกิดขึ้นพร้อมกันไว้ นี่เป็นเหตุผลว่า แม้อัฏฐกกลาปที่เกิดขึ้นด้วยกันจะไม่มีชีวิตินทรีย์ แต่อัฏฐกกลาปนั้นก็เรียกว่า “มีร่วมกับวิญญาณ” (สวิญฺญาณก) ถ้าไม่มีความร้อนจากชีวิตนวกกลาป รูป (ดูหน้าต่อไป)
รูปกลาปประเภทที่สาม ประกอบด้วยรูปพื้นฐาน ๘ อย่าง มี ชีวิตินทรีย์ เป็นที่ ๙ และมีรูปอีกอย่างเป็นที่ ๑๐ เพราะรูปกลาปชนิดนี้มีรูป ๑๐ ประเภท จึงเรียกว่า ทสกกกลาป โดยมีอยู่ ๓ ประเภท คือ
๑. จักขุทสกกลาป โสตทสกกลาป ฆานทสกกลาป ชิวหาทสกกลาป และ กายทสกกลาป มีรูปที่ ๑๐ เป็น จักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป และ กายปสาทรูป ๒. หทยทสกกลาป มีรูปที่ ๑๐ เป็น หทยรูป ๓. ภาวทสกกลาป มีรูปที่ ๑๐ เป็น ภาวรูป
—
๑) จักขุทสกกลาป โสตทสกกลาป ฆานทสกกลาป ชิวหาทสกกลาป และ กายทสกกลาป พบได้ในอวัยวะที่สมควร มีปสาทรูปเป็นที่ ๑๐ ซึ่งก็เป็น วัตถุรูป ด้วย โดยวัตถุรูป ๕ ก็เป็นทวารอันเป็นรูป ๕ ด้วย กล่าวคือ จักขุวัตถุ โสตวัตถุ ฆานวัตถุ ชิวหาวัตถุ และ กายวัตถุ เป็น จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร และ กายทวาร ด้วย
๒) หทยทสกกลาป มีอยู่ที่โลหิตในหัวใจ มีรูปที่ ๑๐ เป็นวัตถุรูปเช่นเดียวกัน คือ หทยวัตถุ แต่ไม่ใช่ทวาร (คือไม่ใช่ภวังค์) เพราะมโนทวารเป็นนาม แม้มโนทวารจะอาศัยหทยวัตถุซึ่งเป็นรูปที่ ๑๐ ของหทยทสกกลาป
ในกายก็จะเน่าสลายไป เหมือนกับเมื่อเวลาตาย จากกายที่มีชีวิตก็จะกลายเป็นซากศพที่ไม่มีชีวิต
กล่าวว่า ทวารระบุว่า อารมณ์ต้องอาศัยทางเข้าเพื่อให้จิตรับรู้อารมณ์ได้
เมื่ออารมณ์กระทบกับปัญจทวารทวารใดทวารหนึ่ง ก็จะกระทบกับทวารที่ ๖ (คือมโนทวาร หรือภวังค์) พร้อมๆ กัน
ตัวอย่าง: ยกตัวอย่างเช่น เมื่ออารมณ์คือสี กระทบกับจักขุทวาร (ซึ่งก็คือจักขุปสาทรูปอันเป็นรูปที่ ๑๐ ของจักขุทสกกลาป) สีนั้นก็กระทบกับมโนทวาร (คือภวังค์) พร้อมๆ กัน มโนทวารนั้นเกิดโดยอาศัยรูปที่ ๑๐ ของหทยทสกกลาป ตามลำดับการเกิดของจิต แรกสุด มโนวิญญาณจิตจะรู้อารมณ์คือสีก่อน ตามด้วยจักขุวิญญาณจิต แล้วตามด้วยมโนวิญญาณจิตอีกหลายดวง
หลักการนี้ก็เหมือนกันสำหรับเสียงที่กระทบโสตทวารคือปสาทรูปอันเป็นที่ ๑๐ ของโสตทสกกลาป และก็เหมือนกันด้วยสำหรับกลิ่นเป็นต้น
อารมณ์ที่กระทบมโนทวารโดยโดดๆ: นอกจากอารมณ์ที่กระทบปัญจทวารแล้ว ยังมีอารมณ์ที่กระทบมโนทวาร (คือภวังค์) โดด ๆ คือ ธรรมารมณ์ ๖ ประเภท
โดยเจาะจงก็คือ สีเป็นอารมณ์ทางตา และเสียงเป็นอารมณ์ทางหู เป็นต้น. (ดูเชิงอรรถ ๒๖, p. 7.)
องค์ประกอบของกลาป:
ภาวทสกกลาปมีอยู่ทั่วร่างกาย มีรูปที่ ๑๐ คือ ภาวรูป ซึ่งมี ๒ อย่าง ได้แก่
๑. ปุริสภาวรูป คือ การยังรูปร่างลักษณะของบุรุษให้เกิด ทำให้เรารู้ได้ว่านี่คือผู้ชาย รูปนี้มีในบุรุษเท่านั้น ๒. อิตถีภาวรูป คือ การยังรูปร่างลักษณะของสตรีให้เกิด ทำให้เรารู้ได้ว่านี่คือผู้หญิง รูปนี้มีในสตรีเท่านั้น
เนื่องจากมี ปสาทรูป เป็นที่ ๑๐ คือ จักขุ-ทสกกลาป, โสต-ทสกกลาป, ฆาน-ทสกกลาป, ชิวหา-ทสกกลาป, และกาย-ทสกกลาป จึงล้วนแต่เป็นรูปกลาปแบบ โปร่งแสง ส่วนรูปกลาปประเภทอื่นที่ไม่มีปสาทรูป จึงเป็นรูปกลาปแบบ ไม่โปร่งแสง เช่น ภาวทสกกลาป และหทัยทสกกลาปที่ได้กล่าวถึง
เพราะได้กล่าวถึงโครงสร้างพื้นฐานของรูปปรมัตถ์ไปแล้ว จึงจะกล่าวถึงเหตุเกิดของรูปโดยทั่วไปต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้เมื่อเจริญ จตุธาตุววัฏฐาน เรียกอีกอย่างว่า ปุริสินทรีย์ และ อิตถินทรีย์
โยคีอาทิกัมมิกะผู้เริ่มต้นปฏิบัติจตุธาตุววัฏฐานนั้น จะยังไม่สามารถแยกแยะรูปโดยการเกิด ๔ ประเภทได้ทันทีหลังเห็นรูปกลาป แต่จะทำได้ต่อเมื่อกำหนดรู้ธาตุทั้ง ๔ ในแต่ละกลาปของทวารได้แล้ว ดังนั้น จึงจะต้องเริ่มแยกแยะรูปโดยการเกิด ๔ อย่างโดยค่อยเป็นค่อยไป
คำอธิบายนี้ตรงกับผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ แต่ไม่ตรงกับผู้มีบารมีสุกงอมแล้ว ผู้ที่ได้กำหนดรู้รูปโดยนัยต่าง ๆ ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ หรือของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ในชาติก่อน ๆ อย่างไรก็ตาม โยคีทุกท่านต้องกำหนดรู้รูปโดยการเกิดทั้ง ๔ ประเภทอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะกำหนดนามนี้ได้ ซึ่งได้กล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค (ดูหน้าต่อไป)
{ หน้า ๑๙๗ }
รูปมีเหตุเกิด ๔ อย่าง คือ กรรม จิต อุตุ และอาหาร จึงหมายความว่า มีรูป ๔ ประเภท ๑. รูปเกิดจากกรรม (กรรมชรูป) ๒. รูปเกิดจากจิต (จิตตชรูป) ๓. รูปเกิดจากอุตุหรืออุณหภูมิ (อุตุชรูป) ๔. รูปเกิดจากอาหาร (อาหารชรูป)
(ผู้แปล – นี้เป็นเหตุที่พระอาจารย์ใหญ่ไม่ได้กล่าวรายละเอียดการปฏิบัติเพื่อจะเห็นรูปโดยการเกิดทั้ง ๔ ภายใต้หัวข้อ “วิธีเจริญจตุธาตุววัฏฐาน” แต่ไปให้รายละเอียดในเรื่องนี้ต่อไปในอีกหัวข้อ คือ “วิธีกาหนดรู้โอชา” ในหน้า 229)
ลำดับที่มาในวิสุทธิมรรคคือ กรรม จิต อาหาร และอุตุ ส่วนลำดับที่มาในที่นี้ เป็นลำดับที่พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าตอยะสอน
ดังที่ได้กล่าวแล้ว รูปกายของเราไม่ใช่อะไรอื่นไปจากรูปกลาป และรูปกลาปทั้งหมดก็มีรูปพื้นฐานอย่างน้อยที่สุด ๘ อย่าง คือดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส และโอชา รูปที่ ๘ คือโอชาที่รักษารูปไว้ จึงทำให้รูปแตกทลายเมื่อไม่มีโอชาอีกต่อไป
มาดูรายละเอียดเกี่ยวกับการเกิดรูป ๔ อย่างแต่ละอย่าง
กรรมชรูป ประกอบด้วยชีวิตนวกกลาปและทสกกลาปหลายชนิด ทสกกลาป รวมทั้งจักขุทสกกลาป โสตทสกกลาป ฆานทสกกลาป ชิวหาทสกกลาป กายทสกกลาป หทยทสกกลาป และภาวทสกกลาป แม้โอชาในกลาปเหล่านั้นก็เป็นกรรมชรูป (กรรมชโอชา)
กรรมชรูปเหล่านี้ทำให้เราเห็นความจริงบางอย่างเกี่ยวกับอริยสัจที่ ๒ คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ กรรมชรูปเป็นรูปที่มีชีวิตอินทรีย์อยู่ด้วย เกิดเมื่อเกิดใหม่ในภพ เป็นอริยสัจที่ ๑ (คือทุกขอริยสัจ) ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงอธิบายไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า ภพเกิดขึ้นเพราะตัณหา และตัณหาย่อมเกิดขึ้นในวัตถุที่น่าใคร่
**
[ผู้แปล – คำอธิบาย]: พระอาจารย์แสดงความที่โอชาในกรรมชกลาปเหล่านี้เป็นกรรมชรูป ก็เพราะว่ามีโอชาในกลาปอื่นที่เกิดขึ้นจากจิตด้วย จากอุตุด้วย และจากอาหารด้วย เพื่อให้ไม่สับสนว่านี่เป็นโอชาประเภทไหน จึงแสดงไว้อย่างนี้ แม้การอธิบายจิตตชรูป อุตุชรูป และอาหารชรูป ในหัวข้อต่อ ๆ ไป ก็นัยนี้ (ดูตัวอย่างความที่โอชามีการเกิดหลายอย่างใต้หัวข้อ “อาหารชรูป” หน้า 204)
**
น่าพอใจ คือสิ่งที่เห็นทางตา ที่มากระทบกับประสาทรูปในจักขุทสกกลาป (จักขุทวาร) และภวังค์ (มโนทวาร) เสียงที่ได้ยินทางหู ที่มากระทบกับประสาทรูปของโสตทสกกลาป (โสตทวาร) และภวังค์ (มโนทวาร) เป็นต้น ประสาทรูปที่เป็นทั้งปัญจทวารและวัตถุ และรูปคือหทยวัตถุ ทั้งหมดนั้นเกิดเพราะตัณหาในสี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์ที่น่าใคร่ น่าพอใจ
ดังที่พระพุทธเจ้าก็ทรงอธิบายไว้ด้วย เหตุโดยตรงของการเกิดใหม่ในภพก็คือกรรม แต่เพื่อให้เกิดผลก็จะต้องมีตัณหาด้วย และแม้ว่ากรรมที่ก่อรูปในภพมนุษย์นั้นต้องเป็นกุศล การเกิดใหม่ในภพเองก็เกิดขึ้นเพราะอุปาทานซึ่งมีปัจจัยคือตัณหา อันมีเหตุปัจจัยคืออวิชชา คือความไม่เข้าใจในอริยสัจ ๔ กัมมชรูปนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นฐานรองรับรูปอย่างอื่นทั้งหมด
ขณะจิตแต่ละขณะ (โดยรูปมีอายุ ๑๗ ขณะจิต) มี ๓ อนุขณะ คือ อุปาทขณะ ขณะที่เกิดขึ้น ฐิติขณะ ขณะที่ตั้งอยู่ และภังคขณะ ขณะที่ดับ
กัมมชรูปใหม่เกิดขึ้นทุก ๆ อนุขณะ คือในวิถีแห่งปัญจทวารทวารใดทวารหนึ่ง กัมมชกลาปนับไม่ถ้วนจะเกิดขึ้นทุก ๆ อนุขณะในแต่ละ ๕๑ อนุขณะของจิต (จิต ๑๗ ขณะ x ๓ อนุขณะ) อุตุในกัมมชกลาปก็จะก่ออุตุชกลาปต่อจากนั้น โอชาในกัมมชกลาปก็จะก่ออาหารชกลาปต่อจากนั้น
อุตุและโอชาของรูปกลาป ต่อจากนั้นก็ยังก่อรูปกลาปอื่น ๆ ต่อไปอีก
เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ในครรภ์ของมารดา รูปแรกสุดที่เกิดขึ้นคือหทยทสกกลาป กายทสกกลาป และภาวทสกกลาปเท่านั้น ซึ่งล้วนแต่เกิดจากกรรมทั้งสิ้น
ดูรายละเอียดใน “ตาราง ๙ – ปัญจทวารวิถี” หน้า ๓๐๐
จิตตชรูป (รูปที่เกิดจากจิต)
จิตตชรูปประกอบด้วยอัฏฐกกลาป แม้โอชาในกลาปเหล่านั้นก็เป็นจิตตชรูป โดยเกิดจากจิตที่อาศัยหทยวัตถุเกิดขึ้น ไม่เกิดจากจิตที่อาศัยวัตถุ ๕ อย่างอื่นเกิด ยกเว้นปฏิสนธิจติ แล้ว จิตที่เกิดโดยอาศัยหทยวัตถุล้วนก่อจิตตชรูป
ตัวอย่างหนึ่งก็คือความโกรธและความกังวล ทั้งสองอย่างนี้เป็นความเกลียดชังคือโทสะ และจิตที่ประกอบด้วยโทสะก็ก่อจิตตชรูปที่มีธาตุไฟเป็นธาตุเด่น ดังนั้น เมื่อโกรธหรือกังวลใจ เราจึงรู้สึกร้อน
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการเคลื่อนไหวร่างกาย รวมทั้งการขยับแขนขาและกาย ไปข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง ขึ้นบนบ้าง ลงล่างบ้าง ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเดิน เราย่อมใส่ใจที่ขาและเท้า เจตนาในการเดินย่อมก่อจิตตชรูปที่ขา เท้า และตลอดทั่วร่างกาย โดยมีธาตุลมเป็นธาตุเด่น เปรียบเสมือนลมย่อมพัดพาสิ่งต่างๆ ไปได้ฉันใด ลมก็ย่อมนำพาแขน ขา และกายไปได้ฉันนั้น
การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นรูปกลาปต่างๆ ที่เกิดจากจิต (จิตตชกลาป) โดยเกิดขึ้นในที่ต่างๆ กันต่อเนื่องกันเป็นกระแสยาว จิตตชรูปกลาปที่เกิดเมื่อยกเท้าย่อมไม่ใช่จิตตชรูปกลาปเมื่อหย่อนเท้า รูปกลาปแต่ละกลาปเกิดขึ้นและดับไปในที่เดียวกัน และรูปกลาปใหม่ก็เกิดขึ้นในที่ใหม่แล้วดับไปในที่นั้น
ตัวอย่างที่ ๓ ก็คือ จิตซึ่งเกิดในสมถะ วิปัสสนา มรรค และผล จิตเหล่านี้บริสุทธิ์อย่างยิ่ง มีกำลังยิ่ง เป็นจิตที่ยิ่งกว่า เพราะไม่มีอุปกิเลส คือมลทินจิต
ศัพท์บัญญัติ
{ หน้า ๒๐๑ }
เหล่านี้จึงก่อจิตตชรูปที่บริสุทธิ์และยิ่งกว่า มากมายหลายต่อ โดยมีธาตุดิน ธาตุลม และธาตุไฟ ที่อ่อนและสุขุม เมื่อรูปกลาปเหล่านั้น กระทบกับกายทวาร (คือรูปที่ ๑๐ ของกายทสกกลาป) โยคีย่อมรู้สึกสบายกายเป็นอย่างยิ่ง ไม่รู้สึกหนัก (คือธาตุดิน) ดังที่กล่าวแล้ว เพราะธาตุไฟของรูปกลาปทั้งปวงก่ออุตุชกลาป ธาตุไฟในจิตตชกลาปอันยิ่งกว่าเหล่านั้น จึงก่ออุตุชกลาปมากมายหลายต่อ ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย
ความสว่างไสว ความเจิดจ้า และความสุกใสซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับจิตอันยิ่งกว่า มาจากความเจิดจ้าของวัณณรูปของจิตตชรูปและอุตชรูป ความสว่างไสวเป็นต้นที่เกิดขึ้น ก็ยังทำให้ผิวพรรณและอินทรีย์ของผู้อบรมจิตอันยิ่งกว่าให้บริสุทธิ์ผุดผ่องด้วย เช่น รูปที่เกิดจากทิพพจักขุของท่านพระอนุรุทธะ กระจายไปทั่วพันจักรวาล ซึ่งสว่างขึ้นด้วยจิตตชรูปที่ยิ่งกว่าเหล่านั้น จนท่านเห็นจักรวาลเหล่านั้นได้ ถ้าโยคีพัฒนาจิตที่มีสมาธิและบริสุทธิ์เพียงพอ ก็อาจจะเห็นภพภูมิอื่นๆ ได้เช่นกัน
[อ้างอิงเสริม]
พระบาลีกล่าวถึงความเป็นไปอย่างนี้บ่อยๆ ตัวอย่างเช่น ปริพาชกที่ได้พบกับพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พึ่งได้ตรัสรู้ใหม่ๆ ได้กล่าวว่า “อาวุโส อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง” (ม.มูล.ข้อ ๒๘๕ ปาสราสิสูตร) อ.อัฐก.อรรถกถา (มโนรถปูรณี) ข้อ ๓๐ อนุรุทธมหาวิตักกสูตร
อุตุชรูป (รูปเกิดจากอุณหภูมิ)
อุตุชรูปประกอบด้วยอัฏฐกกลาป แม้โอชะ (อุตุชโอชะ) ของกลาปเหล่านั้นก็เกิดจากอุตุ คือเกิดจากเตโชธาตุ ซึ่งเป็นธาตุที่ ๓ ในกลาปทั้งปวง ธาตุไฟของรูปกลาปทั้งหมดก่ออุตุชกลาป ซึ่งก็มีธาตุไฟที่ก่ออุตุชกลาป และสืบต่อไปเรื่อย ๆ
นี่เป็นกระบวนการที่ธาตุไฟก่อรูปสืบต่อกันไปหลายต่อ โดยว่าจะหลายต่อเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับกำลังของธาตุไฟ
รูปที่ไม่มีจิตครอง
รูปที่ไม่มีจิตครองนั้น เกิดจากอุตุและได้รับอุปถัมภ์จากอุตุ ตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่งก็คือพวกพืช รูปของพืชเป็นอุตุชรูปที่เกิดจากธาตุไฟที่มีอยู่ในเมล็ดพืชเป็นเบื้องต้น การเติบโตของพืชไม่ใช่อะไรอื่นไปจากการเกิดสืบต่อกันของอุตุชรูปหลายต่อ โดยได้รับการอุปถัมภ์จากธาตุไฟในดิน จากดวงอาทิตย์ (ความร้อน) และจากน้ำ (ความเย็น)
ในวัตถุบางอย่าง เช่น หิน โลหะ แร่ธาตุ และไม้เนื้อแข็ง ธาตุไฟนั้นมีกำลังมาก และก่อรูปอันสืบต่อกันหลายต่อมาก จึงทำให้รูปดำรงอยู่ได้นาน แต่ในวัตถุอย่างอื่น เช่น ไม้เนื้ออ่อน ไม้ไม่มีเปลือก เนื้อสัตว์ อาหาร และน้ำ ธาตุไฟกลับมีกำลังน้อย รูปจึงไม่เกิดสืบต่อกันหลายต่อ ทำให้รูปนั้นอยู่ไม่นานเท่าไรก็เสื่อมสภาพไป เมื่อรูปเสื่อมสภาพ ก็เพราะธาตุไฟไม่ก่อรูปต่อ ๆ กันไป แต่กลับเผาผลาญตนเอง รูปนั้นจึงเน่า แตกสลาย และย่อยสลายไป
**
====== วิธีกาหนดรูป – การเกิดของรูป ๔ อย่าง ====== (หน้า ๒๐๓)
เมื่อรูปถูกเผาผลาญโดยไฟ เช่นเมื่อไฟไหม้ไม้ ธาตุไฟของรูปภายนอก (คือ ไฟที่มากระทบกับไม้) ย่อมส่งเสริมธาตุไฟของรูปภายใน (คือไม้) จึงเกิดธาตุไฟ อย่างมหาศาล คือกลายเป็นธาตุที่เด่น (กว่าธาตุอื่น ๆ) แล้วไหม้รูปนั้นไป
อาหารรูปก็ประกอบด้วยอัฏฐกกลาปเช่นกัน แม้โอชาของกลาปเหล่านั้นก็เป็นอาหารโอชา ซึ่งเกิดจากอาหารและน้ำที่บริโภค ส่วนอาหารในถ้วย อาหารในทางเดินอาหาร (รวมอาหารในปาก อาหารใหม่ที่ยังไม่ได้ย่อยในกระเพาะอาหาร อาหารที่ย่อยแล้วเป็นบางส่วนในลำไส้ และอุจจาระ) หนอง เลือด และปัสสาวะ ล้วนแต่เป็นอัฏฐกกลาปซึ่งมีอุตุโอชาแต่ไม่มีใจครอง
ไฟย่อยอาหารเป็นธาตุไฟในชีวิตนวกกลาป เป็นกลาปที่เกิดจากกรรม เมื่อไฟย่อยอาหารประชุมกับโอชาในอุตุชัฏฐกกลาปของอาหารที่ยังไม่ได้ย่อยและย่อยเป็นบางส่วนแล้ว อัฏฐกกลาปอื่นอันมีโอชาก็เกิดขึ้นอีก เป็นอาหารัฏฐกกลาปอันประกอบด้วยอาหารโอชาเป็นรูปที่ ๘ โดยนัยเดียวกัน เมื่อโอชานั้นประชุมกับไฟย่อยอาหารที่เกิดจากกรรมแล้ว ก็จะก่ออัฏฐกกลาปอันประกอบด้วยโอชาสืบ ๆ กันไป อนึ่ง โอชานั้นย่อมอุปถัมภ์โอชาในรูปกลาปที่เกิดจากกรรม ที่เกิดจากจิต และที่เกิดจากอุตุ และอาหารกลาปที่เกิดขึ้นแล้ว
ดูหัวข้อ “กรรมรูป (รูปเกิดจากกรรม)” หน้า 199
โอชาในอาหารที่บริโภคในวันหนึ่ง ๆ อาจจะเกิดสืบต่อกันเช่นนี้ได้นานถึง ๗ วัน แต่จำนวนการเกิดสืบต่อกันจะขึ้นอยู่กับคุณภาพอาหาร โดยโอชาทิพย์ในเทวภูมิซึ่งเป็นของเลิศ อาจสืบต่อไปได้นานถึง ๑-๒ เดือน เพราะชีวิตนวกกลาปมีอยู่ทั่วร่างกาย การย่อยอาหารเช่นที่มีในทางเดิน อาหารก็มีอยู่ทั่วร่างกายแม้จะอ่อนกำลังกว่า นี่เป็นเหตุที่เมื่อทายา/น้ำมันที่ผิว หรือเมื่อฉีดยาใต้ผิวหนัง ยาจึงกระจายไปทั่วร่างกาย (คือย่อยไปด้วยดี) แต่ถ้าทาน้ำมันมากเกินไป การย่อยที่อ่อนกำลังจึงอาจทำให้ต้องย่อยนาน
นี่จบการสนทนากันโดยย่อเรื่องการเกิดของรูป มีประเด็นอื่นอีกมากที่ยังจะอธิบายได้ แต่แค่นี้ก็เพียงพอให้เข้าใจจตุธาตุวัฏฐานได้ดีขึ้น ซึ่งเราจะสนทนากันต่อไป ณ บัดนี้
ถ้าต้องการบรรลุพระนิพพาน โยคีจะต้องรู้และเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะต้องเห็นรูปตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่บัญญัติของรูป ก่อนอื่นต้องเห็นว่ารูปนั้นประกอบด้วยรูปกลาป และหลังจากนั้นต้องทาลายความหลงผิดในฆนะ เพื่อให้เห็นรูปแต่ละประเภท ๆ ซึ่งประกอบกันเป็นรูปกลาปแต่ละกลาป นั่นจึงเป็นการเห็นรูปปรมัตถ์ ต่อจากนั้นก็จะต้องแยกแยะรูปให้เห็นรูปแต่ละประเภท การเกิดของรูป และกิจของรูป เพื่อทำให้ได้อย่างนี้ ให้เริ่มต้นที่จตุธาตุวัฏฐาน ซึ่งก็คือการรู้และการเห็นมหาภูตรูปทั้ง ๔ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม
สำหรับคําที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ในเรื่องการเห็นรูปปรมัตถ์ ดูหัวข้อ “การรู้และเห็นทุกขอริยสัจ” หน้า 36 (ม.มูล.ข้อ ๓๔๖ มหาโคปาลสูตร)
จตุธาตุวัฏฐานเป็นเบื้องต้นของการเจริญวิปัสสนา ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ใช่การเจริญวิปัสสนา แต่ก็กล่าวได้ว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของวิปัสสนา เพราะเมื่อจบการเจริญจตุธาตุวัฏฐานแล้ว ก็จะแยกแยะรูปปรมัตถ์ได้ ซึ่งจำเพาะสำหรับวิปัสสนา เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ตอนนี้กำลังสะสมสมรรถภาพที่จำเป็นเพื่อเจริญวิปัสสนาต่อไป
ด้วยเหตุนี้ การเจริญจตุธาตุวัฏฐานจึงจำเป็นกับโยคีทุกท่าน ไม่ว่าทางไปสู่วิปัสสนาของโยคีนั้นจะเป็นการเจริญสมถะกรรมฐานก่อน (เช่น เจริญอานาปานสติ จนถึงจตุตถฌาน) หรือจะเป็นการเริ่มต้นที่จตุธาตุวัฏฐาน (ที่นำไปเพียงแค่อุปจารสมาธิ) โดยทุกคนก็จะต้องสำเร็จจตุธาตุวัฏฐานก่อนเจริญวิปัสสนา วัดพะเอ้าในประเทศพม่านั้นสอนวิธีปฏิบัติทั้งสองทาง ถ้าโยคีได้เจริญสมถกรรมฐาน ก็พึงเข้าจตุตถฌานก่อนในทุก ๆ บัลลังก์ จนกระทั่งแสงจากสมาธินั้นสว่าง สุกใส และเปล่งปลั่ง เมื่อออกจากฌานแล้ว จึงเริ่มเจริญจตุธาตุวัฏฐาน
ในพระบาลี มีวิธีเจริญจตุธาตุวัฏฐาน ๒ แบบ คือแบบย่อและแบบพิสดาร แบบย่อนั้นมีไว้สำหรับผู้มีปัญญากล้า และแบบพิสดารสำหรับผู้เจริญแบบย่อได้ยาก พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสอนแบบย่อไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ภิกษุพิจารณาเห็นกายนี้ตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่โดยความเป็นธาตุว่า “ในกายนี้มี ที.ม.๓๗๒, ม.มู.๑๐๕
คัมภีร์วิสุทธิมรรคขยายว่า: เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้มีปัญญากล้าผู้ปรารถนาจะบำเพ็ญกัมมัฏฐานนี้ อันดับแรก พึงเป็นผู้หลีกเร้นไปในที่ลับแล้ว อาวัชนาการถึงรูปกายของตนทั้งสิ้น กาหนดถือเอาธาตุทั้งหลายโดยสังเขปอย่างนี้ว่า “ในกายนี้ ๑. ภาวะที่แข็งก็ดี ภาวะที่หยาบก็ดี นี้เป็นธาตุดิน ๒. ภาวะที่ไหลก็ดี ภาวะที่เกาะกุมก็ดี นี้เป็นธาตุน้ำ ๓. ภาวะที่ร้อนก็ดี ภาวะที่เผาไหม้ก็ดี นี้เป็นธาตุไฟ ๔. ภาวะที่ดันไว้ก็ดี ภาวะที่พยุงไว้ก็ดี นี้เป็นธาตุลม”
ดังนี้แล้ว พึงอาวัชนาการ พึงมนสิการ พึงพิจารณา โดยสักว่าเป็นธาตุ โดยไม่ใช่สัตว์ โดยไม่ใช่ชีวะ ว่า “ธาตุดิน ธาตุน้ำ” เป็นต้นไปแล้วๆ เล่าๆ เมื่อเธอพยายามอยู่อย่างนี้ สมาธิที่กำหนดถือเอาได้ด้วยปัญญาอันสอดส่องประเภทแห่งธาตุ ไม่ถึงอัปปนา เป็นเพียงอุปจาระ เพราะความที่มีสภาวธรรมเป็นอารมณ์ ย่อมจะเกิดขึ้นโดยกาลไม่นานเลย.
หรือมิฉะนั้น โกฏฐาส ๔ ที่พระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้แล้วเพื่อแสดงภาวะที่หาภูติ ๔ ไม่ใช่สัตว์ว่า “อากาศ (๑) อาศัยกระดูก (๒) อาศัยเอ็น (๓) อาศัยเนื้อ (๔) อาศัยหนัง แวดล้อมอยู่ ย่อมถือการนับว่ารูป นั่นเทียว"
ดูรายละเอียดอื่นที่เชิงอรรถ ๒๓๘ หน้า 216
{ หน้า ๒๐๗ }
ดังนี้ ภิกษุพึงแยกแล้วแยกอีกซึ่งโกฏฐาสเหล่านั้นออกด้วยญาณ อันแล่นไปในระหว่างแห่งโกฏฐาสเหล่านั้น กาหนดถือเอาธาตุทั้งหลายโดยนัย ก่อนว่า “ภาวะที่แข็งก็ดี ภาวะที่หยาบก็ดี อันใด ในโกฏฐาสเหล่านั้น นี่เป็นธาตุดิน” ดังนี้เป็นต้น
ตามหลักสูตรการสอนที่วดั ป่าพะเอ้า (ตามคัมภีร์ธรรมสังคณี) กาหนดรู้ธาตุ ๔ ในร่างกายทั้งหมดโดย ๑๒ ลักษณะ คือ
ตาราง ๒ – ลักษณะ ๑๒ อย่างของธาตุ ๔ ตามธัมมสังคณี
| ธาตุดิน | น้ำ | ไฟ | ลม |
| :— | :— | :— | :— |
| ๑. แข็ง | ๗. ไหล | ๙. ร้อน | ๑๑. พยุง/ค้ำ |
| ๒. หยาบ | ๘. เกาะกุม | ๑๐. เย็น | ๑๒. ตึง/ดัน |
| ๓. หนัก | |||
| ๔. อ่อน | |||
| ๕. เรียบ | |||
| ๖. เบา |
เพื่อจะเจริญกรรมฐานนี้ โยคีต้องศึกษาการกาหนดรู้ลักษณะ ๑๒ อย่างทีละอย่าง โดยปกติแล้วในเบื้องต้น เราจะสอนโยคีนวกะโดยเริ่มต้นจากลักษณะที่ง่ายในการกาหนดรู้ แล้วตามด้วยลักษณะที่ยากขึ้นตามลำดับดังต่อไปนี้ คือ สภาวะดัน ความแข็ง ความหยาบ ความหนัก สภาวะพยุง ความอ่อน ความเรียบ ความเบา ความร้อน ความเย็น ความเกาะกุม และสภาวะไหล
เริ่มแรก ต้องกาหนดรู้ลักษณะแต่ละอย่างที่บริเวณหนึ่ง ๆ ในร่างกาย แล้วต่อไปจึงกาหนดรู้ทั่วร่างกาย
**
คัมภีร์แรกของคัมภีร์อภิธรรม
วิธีกำหนดรู้ลักษณะ ๑๒ ประการ
๑. การกำหนดรู้สภาวะการสั่น เพื่อจะกำหนดรู้สภาวะการสั่น ให้เริ่มทำความรู้สึกตัวทางประสาทสัมผัสถึงสภาวะการสั่นที่กลางศีรษะเมื่อหายใจเข้าออก เมื่อกำหนดได้แล้ว พึงตั้งสมาธิอยู่กับสภาวะการสั่นนั้นจนกระทั่งกำหนดทางใจได้อย่างชัดเจน ต่อจากนั้น ให้เลื่อนความรู้สึกตัวนั้นไปยังอีกบริเวณหนึ่งใกล้ ๆ และพยายามหาสภาวะการสั่นในที่นั้น โดยวิธีนี้ก็จะค่อย ๆ กำหนดรู้สภาวะการสั่นที่ศีรษะได้ก่อน แล้วตามด้วยที่คอ ที่ลำตัว ที่แขน ที่ขา และที่เท้า ทำอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า หลายครั้งหลายคราว จนกระทั่งไม่ว่าจะตั้งความรู้สึกตัวไว้ที่ไหนของร่างกาย สภาวะการสั่นก็จะปรากฏให้เห็นได้อย่างง่าย ๆ ถ้าสภาวะการสั่นจากลมหายใจที่กลางศีรษะกำหนดรู้ได้ไม่ง่าย พึงพยายามรู้สึกสภาวะการสั่นเมื่อหน้าอกขยายออก หรือเมื่อท้องเคลื่อนไหวขณะหายใจ และถ้าแม้เช่นนั้นก็ยังไม่ชัดเจน พึงพยายามรู้สึกที่ชีพจร หรือสภาวะการสั่นอื่น ๆ ที่ปรากฏชัด ให้รู้ว่าที่ไหนมีการเคลื่อนไหว ที่นั้นมีสภาวะการสั่น
ไม่ว่าจะเริ่มที่ไหนก่อน พึงเพิ่มความเข้าใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สามารถกำหนดรู้ทั้งร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แม้บางส่วนจะชัด บางส่วนก็จะไม่ชัดเท่า แต่สภาวะการสั่นนั้นก็มีอยู่ทั่วร่างกาย เมื่อมั่นใจแล้วว่าสามารถเห็นสภาวะการสั่น (ทั่วร่างกาย) จึงพึงพยายามหาสภาวะแข็ง
๒. การกำหนดรู้ความแข็ง เพื่อจะกำหนดรู้ความแข็ง พึงกัดฟันแล้วให้รู้สึกว่าฟันแข็งแค่ไหน โดยเมื่อคลายการกัดฟันแล้วก็ยังรู้สึกถึงความแข็งได้ เมื่อได้เช่นนี้ ให้พยายามกำหนดรู้ความแข็งทั่วร่างกายอย่างเป็นระบบจากศีรษะจรดเท้า โดยนัยเดียวกันกับที่ทำเมื่อกำหนดรู้สภาวะการสั่น ไม่พึงตั้งใจเกร็งอวัยวะและร่างกาย (เพื่อกำหนดรู้ความแข็ง)
{ หน้า ๒๐๙ }
เมื่อกำหนดรู้ความแข็งทั่วร่างกายได้แล้ว ให้พยายามกำหนดรู้สภาวะดันทั่วร่างกายอีก สลับการกำหนดรู้สภาวะทั้งสองอย่างคือสภาวะดันกับความแข็ง ครั้งแล้วครั้งอีก คือกำหนดรู้สภาวะดันทั่วร่างกายก่อน แล้วจึงกำหนดรู้ความแข็งทั่วร่างกาย จากศีรษะจรดเท้า ทำซ้ำแล้วซ้ำอีกจนมั่นใจว่าทำได้แล้ว
๓. เพื่อจะกำหนดรู้ความหยาบ ให้ใช้ลิ้นถูขอบฟัน หรือใช้มือลูบจีวร หรือลูบแขน แล้วรู้สึกความหยาบ จากนั้นพยายามกำหนดรู้ความหยาบทั่วร่างกายอย่างเป็นระบบเหมือนดังก่อน
ถ้ารู้สึกความหยาบไม่ได้ ให้พยายามกำหนดรู้สภาวะดันและความแข็งอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็อาจจะรู้สึกความหยาบได้ด้วยกันกับสภาวะทั้ง ๒ นั้น เมื่อกำหนดรู้ความหยาบได้แล้ว ให้ย้อนกลับไปกำหนดรู้สภาวะทั้งสามคือ สภาวะดัน ความแข็ง และความหยาบ ทีละอย่าง ซ้ำแล้วซ้ำอีกทั่วทั้งร่างกาย จนมั่นใจ
๔. เพื่อกำหนดรู้ความหนัก ให้เอามือข้างหนึ่งวางบนมืออีกข้างหนึ่งบนหน้าตักแล้วรู้สึกความหนักของมือข้างบน หรือรู้สึกความหนักของศีรษะเมื่อก้มลงข้างหน้า พึงปฏิบัติอย่างเป็นระบบจนกำหนดความหนักทั่วร่างกายได้
ถ้ากำหนดรู้สภาวะดันและความแข็งด้วยกันได้ครั้งแล้วครั้งอีก โยคีก็อาจจะเห็นสภาวะดัน ความแข็ง และความหยาบด้วยกันได้โดยอัตโนมัติ แต่บางท่านจะเห็นไม่ได้อย่างนี้ ดังนั้น จึงต้องตั้งใจกำหนดรู้สภาวะทั้ง ๓ อย่างด้วยกัน คือสภาวะดัน ความแข็ง และความหยาบ โดยใช้ลิ้นถูขอบฟันบน ถ้าทำอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็อาจเห็นสภาวะดัน ความแข็ง และความหยาบได้ด้วยกัน
(หน้า ๒๑๐)
เมื่อสามารถกำหนดรู้ความหนักอย่างชัดเจนแล้ว ให้พยายามกำหนดรู้ ลักษณะทั้ง ๔ คือสภาวะดัน ความแข็ง ความหยาบ และความหนัก ทีละอย่าง ๆ ทั่ว ร่างกาย จนกระทั่งมั่นใจ
๕. เพื่อกำหนดความพยุงไว้ ให้คลายกล้ามเนื้อที่หลังเพื่อให้กายโน้มไป ข้างหน้า แล้วยกตัวขึ้นและตั้งตัวตรง แรงที่รักษากายให้ตรงเป็นสภาวะพยุง ปฏิบัติอย่างเป็นระบบจนกำหนดรู้สภาวะพยุงทั่วร่างกายได้ ถ้าไม่ชัด ให้ลอง กำหนดรู้สภาวะพยุงด้วยกันกับความแข็ง ซึ่งอาจทำให้ชัดได้ง่ายขึ้น เมื่อกำหนดรู้สภาวะพยุงได้อย่างง่าย ๆ แล้ว พึงพยายามกำหนดรู้สภาวะ ๕ อย่างคือ สภาวะดัน ความแข็ง ความหยาบ ความหนัก และสภาวะพยุง ตลอดทั่ว ร่างกาย
๖. เพื่อกำหนดรู้ความอ่อน พึงใช้ลิ้นกดริมฝีปากล่างด้านในเพื่อให้รู้สึก ความอ่อนของริมฝีปาก แล้วผ่อนคลายร่างกาย และปฏิบัติอย่างเป็นระบบจน กำหนดรู้ความอ่อนได้ง่ายทั่วร่างกาย
นี่หมายความว่า ให้กำหนดรู้สภาวะพยุงและความแข็งด้วยกัน ถ้าทำอย่างนี้ ก็อาจ กำหนดรู้สภาวะพยุงได้เพราะความแข็งนั้นกำหนดรู้ได้ง่ายมาก เพราะได้กำหนดรู้มา หลายครั้งแล้ว ถ้ากำหนดรู้สภาวะที่ยังไม่ชัดด้วยกันกับสภาวะที่ ชัด เช่นกับความแข็ง ก็ อาจเห็นสภาวะทั้งสองพร้อมกันได้เพราะธาตุทั้ง ๔ เกิดขึ้นด้วยกันเสมอ แต่เพราะปัญญินทรีย์ยังไม่คมพอ สภาวะบางอย่างจึงยังไม่ชัดเจน ดังนั้น จึงกำหนดรู้สภาวะนั้น ๆ ไม่ได้โดยตรง เพราะฉะนั้น จึงต้องพยายามกำหนดรู้สภาวะที่ไม่ชัดด้วยกันกับสภาวะที่ ชัด
ต่อไป พึงพยายามหาสภาวะ ๖ อย่าง คือสภาวะดัน ความแข็ง ความหยาบ ความหนัก สภาวะพยุง และความอ่อน ทั่วทั้งร่างกาย
๗. เพื่อกำหนดรู้ความเรียบ พึงทาริมฝีปากให้เปียกแล้วใช้ลิ้นถูริมฝีปากจากข้างหนึ่งไปอีกข้าง ปฏิบัติจนกำหนดรู้ความเรียบทั่วทั้งร่างกายได้ แล้วให้พยายามกำหนดรู้สภาวะทั้ง ๗ ทั่วร่างกาย
๘. เพื่อกำหนดรู้ความเบา ให้กระดิกนิ้วขึ้นลง แล้วรู้สึกความเบาที่นิ้ว ถ้ารู้สึกไม่ได้ พึงพยายามรู้สึกความหนักอีก เมื่อรู้สึกความหนักของทั้งร่างกายได้ ให้กระดิกนิ้วขึ้นลงแล้วรู้สึกความเบาที่นิ้ว ปฏิบัติจนกำหนดรู้ความเบาทั่วร่างกายได้ หลังจากนั้น ให้พยายามกำหนดรู้สภาวะทั้ง ๘
๙. โดยปกติแล้ว การกำหนดรู้สภาวะร้อน (หรืออุ่น) ทั่วร่างกายนั้น เป็นเรื่องง่าย ให้เริ่มโดยรู้สึกตัวทางประสาทสัมผัสต่อความร้อนที่มีอยู่ในที่ไหนก็ได้ซึ่งชัดเจน แล้วจึงพยายามกำหนดรู้สภาวะทั้ง ๙ อย่าง
๑๐. เพื่อกำหนดรู้ความเย็น ให้รู้สึกความเย็นของลมหายใจเมื่อเข้ามาทางโพรงจมูก แล้วกำหนดรู้ความเย็นอย่างเป็นระบบทั่วร่างกาย บัดนี้ โยคีก็กำหนดรู้ลักษณะ ๑๐ อย่างได้แล้ว
ลักษณะเบื้องต้น ๑๐ อย่างนี้รู้ได้โดยตรงผ่านประสาทสัมผัส แต่ลักษณะ ๒ อย่างสุดท้าย คือสภาวะไหลและเกาะกุม จะรู้ได้โดยอนุมานจากลักษณะ ๑๐ อย่างแรก นี่เป็นเหตุผลที่ดีในการสอนสภาวะ ๒ อย่างท้ายสุด
๑๑. เพื่อกำหนดรู้ความเกาะกุม ให้รู้สึกถึงความที่ร่างกายนั้นยึดเข้าด้วยกันโดยอาศัยผิวหนัง เนื้อ และเอ็น เช่น เลือดอยู่ภายในผิวหนังเหมือนกับน้ำในลูกโป่ง ถ้าไม่มีความเกาะกุม ร่างกายย่อมแยกออกเป็นชิ้นเล็กอะณูเล็ก แม้แรงโน้มถ่วงที่ยังกายให้ติดอยู่กับผิวโลกก็เป็นสภาวะเกาะกุมด้วย ถ้านี่ยังไม่ชัด ก็ให้กำหนดรู้ลักษณะทั้ง ๑๐ อย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก ทีละอย่างทั่วร่างกาย เมื่อชำนาญแล้ว ก็จะพบว่าลักษณะความเกาะกุมก็จะชัดด้วย ถ้ายังไม่ชัด ให้กำหนดรู้สภาวะดันและความแข็งเท่านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วก็จะรู้สึกเหมือนถูกผูกไว้ด้วยเชือกทั้งตัว พึงกำหนดรู้ลักษณะเช่นนี้ว่าเป็นความเกาะกุม แล้วปฏิบัติต่อไปเหมือนกับในลักษณะก่อนๆ
๑๒. เพื่อกำหนดรู้สภาวะไหล ให้รู้น้ำลายที่ไหลอยู่ในปาก หรือโลหิตที่ไหลอยู่ในเส้นเลือด หรืออากาศที่ไหลเข้าปอด หรือความร้อนที่ไหลไปทั่วร่างกาย ถ้ายังไม่ชัด ให้กำหนดดูสภาวะไหลด้วยกันกับความเย็น ความร้อน หรือสภาวะดัน แล้วจึงอาจกำหนดรู้สภาวะไหลได้
เมื่อไม่เห็นสภาวะอื่นอีก ๑๐ อย่าง ก็จะไม่สามารถกำหนดรู้สภาวะไหลและสภาวะเกาะกุมด้วยมโนทวารวิถีจิตอันประกอบด้วยญาณในการกำหนดรู้เป็นเบื้องต้น (เป็นศีรษะ) แต่เมื่อได้กำหนดรู้สภาวะอื่นทั้ง ๑๐ อย่างแล้ว ก็จะสามารถกำหนดรู้สภาวะไหลและสภาวะเกาะกุมด้วยมโนทวารวิถีจิตที่ประกอบด้วยญาณในการกำหนดรู้เป็นเบื้องต้น
รู้ลักษณะ ๑๒ อย่างโดยลำดับอื่น และวิธีแก้ปัญหาเมื่อธาตุไม่สมดุล
เมื่อสามารถกำหนดรู้ลักษณะทั้ง ๑๒ อย่างอย่างชัดเจนทั่วร่างกายจากศีรษะจรดเท้าแล้ว พึงกำหนดรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกไปตามลำดับ เมื่อมั่นใจแล้ว ให้เปลี่ยนลำดับการกำหนดรู้เป็นลำดับซึ่งกล่าวไว้ในตอนต้น คือความแข็ง ความหยาบ ความหนัก ความอ่อน ความเรียบ ความเบา สภาวะไหล ความเกาะกุม ความร้อน ความเย็น สภาวะพยุง และสภาวะดัน ตามลำดับนั้น ให้พยายามกำหนดรู้ลักษณะทีละอย่างจากศีรษะจรดเท้า ให้ปฏิบัติต่อไปอยู่อย่างนี้จนทำได้เร็วอย่างน้อย ๓ รอบต่อนาที
เมื่อปฏิบัติอย่างนี้ บางคนธาตุจะเริ่มไม่สมดุล คือธาตุบางอย่างอาจมากเกินไปจนทนไม่ได้ โดยเฉพาะความแข็ง ความร้อน และสภาวะดันอาจเกิน ถ้าเป็นเช่นนี้ พึงตั้งสมาธิอยู่กับสภาวะตรงกันข้ามมากขึ้น แล้วเจริญสมาธิต่อไป เช่น ถ้าสภาวะไหลมากเกินไป ก็ให้มีสมาธิอยู่กับความเกาะกุม หรือถ้าสภาวะพยุงมากเกิน ก็ให้ตั้งสมาธิอยู่กับสภาวะดัน
ธาตุที่ตรงข้ามกันก็คือ (๑) ความแข็งกับความอ่อน (๒) ความหยาบกับความเรียบ (๓) สภาวะพยุงกับสภาวะดัน
ก็เพื่อประโยชน์แก่การทำให้ธาตุให้สมดุล จึงสอนสภาวะ ๑๒ อย่างเป็นเบื้องต้น เมื่อธาตุสมดุลแล้ว การได้สมาธิก็จะง่ายขึ้น
เมื่อชำนาญในการกำหนดรู้ลักษณะ ๑๒ อย่างทั่วร่างกายแล้ว โดยที่ลักษณะทั้ง ๑๒ นั้นปรากฏอย่างชัดเจน พึงกำหนดรู้ลักษณะ ๖ อย่างแรกในคราวเดียวกันว่าเป็นธาตุดิน ลักษณะ ๒ อย่างต่อมาในคราวเดียวกันว่าเป็นธาตุน้ำ ลักษณะ ๒ อย่างต่อมาว่าเป็นธาตุไฟ และลักษณะ ๒ อย่างสุดท้ายว่าเป็นธาตุลม นั่นก็คือพึง
กำหนดรู้ดิน น้ำ ไฟ และลมต่อไปเพื่อทำใจให้สงบและได้สมาธิ ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นร้อย ๆ พัน ๆ หรือล้าน ๆ ครั้ง
วิธีที่ดีอย่างหนึ่งเพื่อรักษาใจให้สงบและมีสมาธิก็คือ ในตอนนี้ ไม่พึงเลื่อนความรู้สึกตัวจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งในร่างกาย ให้เพียงใส่ใจในร่างกายโดยรวม ๆ ประหนึ่งว่ากำลังมองตนเองจากด้านหลังข้ามไหล่ หรือมองลงมาจากเหนือศีรษะ ถึงแม้ว่าวิธีนี้อาจจะนำไปสู่ความรู้สึกตึง ๆ และความไม่สมดุลของธาตุ
มนสิกรรมโกศล ๑๐ ประการ เพื่อเจริญสมาธิ
มหาฎีกาแห่งวิสุทธิมรรคกล่าวว่า ในตอนนี้ พึงเจริญสมาธิด้วยการกำหนดรู้ธาตุ ๔ โดยวิธี ๑๐ ประการ คือ
๑. โดยลำดับ (*อนุปุพฺพโต*) คือ ตามลำดับที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้คือดิน น้ำ ไฟ ลม ๒. โดยไม่เร็วนัก (*นาติสีฆโต*) คือ ถ้ากำหนดรู้ธาตุ ๔ เร็วเกินไป ก็จะเห็นได้ไม่ชัดเจน ๓. โดยไม่ช้านัก (*นาติสณิกโต*) คือ ถ้ากำหนดรู้ธาตุ ๔ ช้าเกินไป ก็จะไม่ถึงที่สุด ๔. โดยห้ามเสียซึ่งความฟุ้งซ่าน (*วิกฺเขปปฏิพาหนโต*) คือ พึงใส่ใจในอารมณ์กรรมฐานคือธาตุ ๔ เท่านั้น ไม่ปล่อยให้ฟุ้งซ่าน
วิ.ฎีกา.สมาธินิเทศ.ข้อ ๓๐๘ (การเจริญจตุธาตุวัฏฐาน)
๕. โดยการล่วงเสียซึ่งบัญญัติ (ปณฺณตฺตสิ มติกฺกมนโต) คือ ไม่เพียงบริกรรมว่า “ดิน น้ำ ไฟ ลม” แต่พึงรู้สภาวธรรมที่คำบัญญัติเหล่านั้นมุ่งหมาย กล่าวคือ ความแข็ง ความหยาบ ความหนัก ความอ่อน ความเรียบ ความเบา สภาวะไหล สภาวะเกาะกุม ความร้อน ความเย็น สภาวะพยุง และสภาวะดัน
๖. โดยปล่อยลักษณะที่ไม่ปรากฏ (อนุปฏฺ านมุญฺจนโต) คือ เมื่อกำหนดรู้ลักษณะทั้ง ๑๒ อย่างได้แล้ว ไม่พึงใส่ใจลักษณะที่ไม่ชัดเจนโดยชั่วคราว ยกเว้นถ้าทำแล้วเกิดเจ็บหรือตึงเพราะธาตุไม่สมดุล อนึ่ง สำหรับธาตุแต่ละอย่าง ต้องยังคงกำหนดลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่ากำหนดรู้ธาตุเพียงแค่ ๓ อย่าง ๒ อย่าง หรือ ๑ อย่างเท่านั้น (คือต้องกำหนดรู้ธาตุทั้ง ๔) อนึ่ง จะดีที่สุดถ้าลักษณะทั้ง ๑๒ ประการนั้นชัดเจน โดยไม่ปล่อยลักษณะใด ๆ เลย
๗. โดยลักษณะ (ลกฺขณโต) คือ เมื่อเริ่มเจริญกรรมฐาน ถ้าลักษณะของธาตุแต่ละอย่างยังไม่ชัดเจน ก็ให้มีสมาธิอยู่กับกิจและอาการปรากฏของธาตุนั้นได้ แต่เมื่อสมาธิดีขึ้น พึงตั้งสมาธิอยู่กับสภาวะลักษณะเท่านั้น คือความ
| ธาตุ | ลักษณะ | กิจ | อาการปรากฏ |
| :— | :— | :— | :— |
| ดิน (๑) | ความแข็ง (๒) | ความเป็นที่ตั้งของธาตุอื่นๆ รองรับธาตุอื่นๆ ทั้งหมด | |
| ความหยาบ (๓) | รูปกลาปเดียวกัน | ||
| ความหนัก (๔) | ความเรียบ (๕) | ||
| ความอ่อน (๖) | ความเบา (ดูหน้าต่อไป) |
ธาตุดิน คือ สภาวะแข็งและความหยาบ ธาตุน้ำ คือ สภาวะไหลและความเกาะกุม ธาตุไฟ คือ สภาวะความร้อนและความเย็น ธาตุลม คือ สภาวะพยุง (หรือขับเคลื่อน)
เมื่อถึงจุดนี้ โยคีจะเห็นเพียงแต่ธาตุ ไม่เห็นเป็นสัตว์บุคคลหรืออัตตา
มหาฎีกายังแนะนาต่อไปว่า พึงเจริญสมาธิตามพระสูตร ๓ สูตร คือ
**
(๗) ความเหลว ความไหล, การเพิ่มพูน ขยาย, ความซึม (๘) การยึด การเกาะกุม (ลักษณะและอาการปรากฏของน้ำ บางครั้งจะเห็นด้วยกัน) (๙) ไฟ: ความร้อน, ความเย็น, ทำให้อุ่น ทาให้แก่ ทาให้อ่อน (เช่น ในการหุงย่อยสลาย เผาผลาญ อาหารที่ดิบให้เป็นของที่รับประทานได้) (๑๐) ลม: การพยุง, ทำให้เคลื่อน ยักย้าย นาไป ผลักดัน
(๘) อ.ติก.๑๐๓ (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นิมิตตสูตร) (๙) อ.ฉัก.๘๕ (๑๐) อ.มหา.๒๓๔ (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อัคคิสูตร)
ในพระสูตร ๓ สูตรนั้น พระพุทธเจ้าทรงแนะนำการทำให้สมดุลซึ่งอินทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา และการทำให้สมดุลซึ่งโพชฌงค์ ๗ คือ สติ ธัมมวิจัย วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา เราได้สนทนาเรื่องนี้กันแล้วในการสนทนาครั้งแรก
วิธีเห็นรูป ปรมาัตถ์
เห็นกายปสาทรูปเป็นก้อน เมื่อเจริญสมาธิยิ่ง ๆ ขึ้นไปกับธาตุทั้ง ๔ จนสมาธินั้นใกล้ถึงอุปจารสมาธิ ก็จะเห็นแสงในรูปแบบต่าง ๆ บางท่านจะเป็นแสงสีเทาคล้ายควัน ถ้าเจริญสมาธิกับธาตุ ๔ ในแสงสีเทานั้นต่อไป แสงก็จะขาวขึ้นคล้ายกับปุยฝ้าย และหลังจากนั้นขาวสว่างคล้ายกับเมฆ และร่างกายทั้งสิ้นจะปรากฏเป็นก้อนสีขาว เมื่อเจริญสมาธิกับธาตุ ๔ ในก้อนสีขาวนั้นต่อไป ในที่สุดก้อนสีขาวก็จะโปร่งแสงคล้ายกับก้อนน้ำแข็ง หรือก้อนแก้ว
รูปโปร่งแสงนั้นคือปสาททั้ง ๕ รวมทั้งกายปสาท จักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท และชิวหาปสาท เพราะกายปสาทมีอยู่ทั่วร่างกายในวัตถุทั้ง ๖ ทั้งร่างกายจึงปรากฏเป็นก้อนโปร่งแสง ที่เห็นปสาทรูปเหล่านั้นเป็นรูปหรือก้อนโปร่งแสง ก็เพราะยังไม่ได้แทงตลอดขันธ์ ๓ คือ สันตติขันธ์ สมูหขันธ์ และกิจจขันธ์
ดู “วิธีปรับอินทรีย์ ๕ ให้สมดุล” หน้า 85 และ “วิธีปรับโพชฌงค์ ๗ ให้สมดุล” หน้า 89 Some also translate pasàda as the abstract `sensitivity.' ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องขันธ์ของรูปนามในคาถามและคาตอบ ๑.๓ หน้า 100
วิธีเห็นรูปกลาป
ถ้ากำหนดรู้ธาตุ ๔ ในก้อนโปร่งแสงต่อไป ก้อนนั้นก็จะเปล่งประกายระยิบระยับและส่องแสงสว่าง เมื่อมีสมาธิอยู่กับธาตุ ๔ ในก้อนโปร่งแสงนั้นติดต่อกันไปเป็นอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ก็จะได้อุปจารสมาธิ
พึงใช้แสงนั้นเพื่อกำหนดรู้อากาศธาตุในก้อนโปร่งแสง โดยมองหาช่องว่างเล็ก ๆ ภายในก้อนนั้น บัดนี้ก็จะพบว่าก้อนโปร่งแสงนั้นแตกกระจายเป็นอณูเล็ก ๆ ซึ่งเรียกว่า รูปกลาป
เมื่อถึงขั้นนี้คือจิตตวิสุทธิ ก็จะเจริญทิฏฐิวิสุทธิต่อไปได้โดยพิจารณาแยกแยะรูปกลาป นั่นเป็นส่วนเบื้องต้นของวิปัสสนา
อานิสงส์ของสมาธิ
ก่อนจะอธิบายวิธีการเจริญวิปัสสนา เรามาดูกันก่อนถึงประโยชน์ที่จะได้จากอุปจารสมาธิอันโยคีสุทธิกวิปัสสกาได้แล้ว และจากฌานสมาธิที่โยคีสมถยานิกได้ คือในวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีอะไรมากมายที่ต้องกำหนดรู้ และความเหนื่อยล้า ย่อมเกิดเป็นปกติ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องดีถ้าได้พัก
มีคาถาอุปมาของอรรถกถาในทเวธาวิตักกสูตร ของมัชฌิมนิกาย ซึ่งอธิบายการพักผ่อนในฌานของโยคี คือ กล่าวว่า ในช่วงสงคราม บางครั้งเหล่าทหารย่อมเหนื่อยอ่อน เพราะข้าศึกอาจมีแสนยานุภาพมากและลูกศรจำนวนมากอาจแล่นไปมาในสมรภูมิ ดังนั้น ทหารจึงต้องถอยทัพกลับไปยังค่ายพัก เป็นที่ที่ทหารย่อมปลอดภัยจากลูกศรของข้าศึก และสามารถพักได้ เมื่อได้พละกำลังและความเข้มแข็งกลับคืนมาแล้ว ก็จะออกจาก
Råpa (materiality) + kalàpa (group/cluster)
ม. มูล ข้อ ๒๐๖ (พระสูตรว่าด้วยวิตกสองอย่าง)
ค่ายพักกลับไปสู่ยุทธภูมิ ฌานเปรียบเสมือนค่ายพัก และอาจใช้เป็นที่พักเมื่อเจริญวิปัสสนา ส่วนโยคีสุทธวิปัสสกผู้ไม่ได้ฌานแล้วเริ่มปฏิบัติจตุธาตุวัฏฐานโดยตรง ก็อาจใช้อุปจารสมาธิเป็นค่ายพักเพื่อพักผ่อนแทนฌานได้ ในกรณีทั้งสอง โยคีย่อมสามารถกลับไปยังยุทธภูมิคือวิปัสสนาต่อจากนั้นอย่างผ่องใสและสดชื่น ดังนั้นการมีที่พักจึงมีประโยชน์อย่างยิ่ง
ต่อไปนี้ เราจะกลับไปดูถึงวิธีการเจริญวิปัสสนา โดยเริ่มที่การพิจารณาแยกแยะรูปกลาป
รูปกลาป มี ๒ อย่าง คือ ปสาท และ นปสาทรูปกลาป
รูปกลาปนั้นจำแนกออกได้เป็น ๒ พวก คือ ปสาทรูปกลาป (รูปกลาปโปร่งแสง) และ นปสาทรูปกลาป (รูปกลาปไม่โปร่งแสง) รูปกลาปที่มีปสาทรูป ๕ รูปใดรูปหนึ่งเป็นปสาทรูปกลาป ส่วนรูปกลาปอื่นที่เหลือเป็นนปสาทรูปกลาป
วิธีการแยกแยะรูปกลาป
วิธีการเห็นธาตุ ๔
ก่อนอื่นพึงกำหนดรู้ธาตุ ๔ คือดิน น้ำ ไฟ ลม ของรูปกลาปโปร่งแสงและรูปกลาปไม่โปร่งแสงแต่ละกลาป โยคีจะพบว่ารูปกลาปนั้นเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็วจริงๆ โดยยังไม่สามารถพิจารณาแยกแยะรูปกลาปได้เพราะเห็นเป็นอณู
เล็ก ๆ ที่ยังมีขนาดอยู่ เพราะยังไม่ได้เห็นแทงตลอดซึ่งฆนะทั้ง ๓ จึงยังคงอยู่ในภูมิของสมมติสัจจะ (บัญญัติ) ยังไม่ถึงภูมิแห่งปรมัตถสัจจะ เพราะยังไม่ได้แทงตลอดฆนบัญญัติและรูปทรงของอณูเล็ก ๆ เหล่านั้น ความเป็นกลุ่มก้อนเล็ก ๆ ก็จะยังปรากฏอยู่
ถ้ายังไม่ทำลายความหลงผิดในฆนะ แต่พยายามเจริญวิปัสสนาโดยพิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปของรูปก้อนเล็ก ๆ เหล่านั้นซึ่งเป็นรูปกลาป ก็จะเป็นการพยายามทำวิปัสสนาในบัญญัติ
ดังนั้น ก่อนอื่นจึงต้องแยกแยะรูปกลาปต่อไปจนเห็นธาตุต่าง ๆ ในรูปกลาปเพื่อให้ถึงภูมิแห่งปรมัตถสัจจะ
ถ้ารูปกลาปนั้นเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็วมากจนกำหนดรู้ธาตุ ๔ ในรูปกลาปหนึ่ง ๆ ไม่ได้ ก็ไม่พึงใส่ใจการเกิดขึ้นและดับไป เปรียบเสมือนเมื่อเจอกับบุคคลที่ไม่อยากพบ ย่อมทำเหมือนไม่เห็นฉันใด ก็ไม่พึงใส่ใจการเกิดขึ้นและดับไปของรูปกลาปฉันนั้น พึงตั้งสมาธิอยู่กับธาตุ ๔ ในรูปกลาปเท่านั้น โดยจะทำอย่างนี้ได้ก็เพราะกำลังแห่งสมาธิ
ถ้ากำหนดยังไม่ได้ พึงตั้งสมาธิอยู่กับธาตุดินในกายทั้งหมด สลับกับธาตุดินในรูปกลาปหนึ่ง ๆ แล้วทำเช่นกันกับธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม โยคีต้องกำหนดรู้ธาตุทั้ง ๔ ในรูปกลาปโปร่งแสงหนึ่ง ๆ และรูปกลาปไม่โปร่งแสงหนึ่ง ๆ
สันตติฆนะ สมูหฆนะ และ กิจจฆนะ ดูรายละเอียดเกี่ยวกับฆนะของรูปและนามในคาถามคาตอบ ๑.๓ หน้า ๑๐๐
สำหรับการสนทนาเรื่องวิปัสสนาในบัญญัติ ดูหัวข้อ “ทุกขอริยสัจและทุกขสมุทัยอริยสัจ” หน้า ๓๓
นี่เป็นวิธีการปฏิบัติที่พระอาจารย์สอนคือให้กำหนดรู้ธาตุทั้ง ๔ ทีละธาตุ
แม้ข้อความในคัมภีร์จะอธิบายว่าพึงกำหนดธาตุทั้ง ๔ พร้อม ๆ กัน แต่ผู้รจนาคัมภีร์ก็เป็นผู้ชำนาญแล้ว และคำอธิบายก็มุ่งหมายสำหรับผู้ชำนาญแล้ว เพราะการกำหนดรู้รูปธาตุเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก กำลังวิปัสสนาของผู้เริ่มปฏิบัติจึงยังไม่เข้มแข็งและไม่มีกำลังพอให้เห็นธาตุทั้งหมดพร้อม ๆ กันได้ ดังนั้น เราจึงสอนให้กำหนดรู้ธาตุทั้ง ๔ ทีละอย่าง ๆ ในวัตถุแต่ละวัตถุ เริ่มจากง่ายที่สุดไปยังยากยิ่งขึ้น หลังจากนั้น เมื่อชำนาญในการปฏิบัติอย่างนั้นแล้ว ก็จะเห็นธาตุ ๔ ทั้งหมด (โดยลักษณะ ๘) ในรูปกลาปหนึ่งได้พร้อม ๆ กัน
(ผู้แปล – เพื่อแสดงว่าวิปัสสนาญาณสามารถกำหนดธาตุทั้ง ๔ พร้อม ๆ กันได้ พระอาจารย์ใหญ่พระอาจารย์พะเอ้าตอยะได้อธิบายเพิ่มเติมดังนี้) ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ส.ม.๑๐๘๑) ท่านได้กล่าวไว้ว่า “อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺ มาเน อายสฺมโต โกณฺฑญฺสฺส วิรช วีตมล ธมฺมจกฺขุ อุทปาทิ ‘ย กิญฺจิ สมุทยธมฺม, สพฺพ ต นิโรธธมฺมนฺ’ติ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเวยยากรณะนี้ อยู่ ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา’
ข้อความในพระสูตรนั้นมีความหมายดังนี้คือ เมื่อได้ฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแล้ว ท่านพระโกณฑัญญะได้เป็นพระโสดาบันด้วยกำลังของโสตาปัตติมัคคญาณ ท่านได้แทงตลอดว่า “สมุทยธรรมทั้งปวงเป็นนิโรธธรรม” ซึ่งหมายความว่า ธรรมในทุกขสัจและสมุทัยสัจทุกอย่างล้วนแต่เกิดขึ้นและดับไป
แม้ว่าโยคีจะได้กำหนดรู้ลักษณะ ๑๒ ประการแล้ว แต่ในรูปกลาปหนึ่ง ๆ บุคคลก็สามารถกำหนดรู้ลักษณะเพียงแค่ ๘ ประการเท่านั้น คือ (๑) ความแข็ง (๒) ความหยาบ (๓) ความหนัก (หรือนับ ๑) ความอ่อน (๒) ความเรียบ (๓) ความเบา (๔) สภาวะไหล (ดูหน้าต่อไป)
{ หน้า ๒๒๒ }
เมื่อเห็นธาตุ ๔ ในรูปกลาปโปร่งแสงหนึ่งๆ และรูปกลาปไม่โปร่งแสงหนึ่งๆ แล้ว นั่นคือที่สุดของสมถกรรมฐาน เป็นที่สุดของจิตตวิสุทธิ เป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญวิปัสสนา เป็นจุดเริ่มต้นของทิฏฐิวิสุทธิ คือได้เริ่มการกำหนดรู้นามรูปปรมัตถ์ (นามรูปปริคฺห) และการแยกแยะนามรูปปรมัตถ์แล้ว จตุธาตุววัฏฐานจึงเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนา
เมื่อได้อย่างนี้แล้ว ให้กำหนดรู้ธาตุ ๔ ในรูปกลาปจำนวนหนึ่ง ทั้งที่เป็นรูปกลาปโปร่งแสงและรูปกลาปไม่โปร่งแสงในวัตถุทั้ง ๖ คือจักขุวัตถุ โสตวัตถุ ฆานวัตถุ ชิวหาวัตถุ กายวัตถุ และหทยวัตถุ โดยกำหนดรู้ทีละวัตถุ วิธีการกำหนด ๒ อย่างมีโดยมโนวิญญาณจิตเท่านั้นเป็นต้น
ดังที่กล่าวแล้ว ทั้งรูปกลาปโปร่งแสงและรูปกลาปไม่โปร่งแสง ล้วนแต่ประกอบด้วยรูปพื้นฐาน ๘ อย่าง โยคีได้กำหนดรู้ ๔ อย่างแรกแล้ว และพึงกำหนดรู้ ๔ อย่างที่เหลือต่อไป คือสี กลิ่น รส และโอชา แต่ก่อนจะปฏิบัติต่อไป เรามาสนทนากันถึงวิธีทั่วไปในการกำหนดรู้ธาตุ ๔ ที่เหลือเหล่านั้น
สัมโมหวิโนทนี ซึ่งเป็นอรรถกถาของคัมภีร์อภิธรรม ได้กล่าวไว้ว่า
สพฺโพปิ ปเนส ปเภโท มโนทฺวาริกชวเนเยว ลพฺภติ
(๕) ความเกาะกุม (๖) ความร้อน (หรือความเย็น) (๗) สภาวะพยุง (๘) สภาวะดัน เพราะสภาวะที่ตรงข้ามกัน ไม่มีอยู่ในรูปกลาปเดียวกัน
ธรรมมีประเภทต่างๆ แม้ทั้งหมด ย่อมรู้ได้ด้วยชวนะทางมโนทวารเท่านั้น
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลมของรูปกลาป โยคีรู้แล้วด้วยมโนวิญญาณจิตโดดๆ ได้ โดยสี กลิ่น และรสของรูปกลาปก็จะรู้ได้อย่างนั้น
เหมือนกัน ถึงอย่างนั้น แม้จะเห็นสีได้ง่ายด้วยมโนวิญญาณจิตโดดๆ แต่จะรู้กลิ่นและรสด้วยมโนวิญญาณจิตโดดๆ ก็ยาก เพราะการใช้จมูกและลิ้นเป็นนิสัยที่เคยชินมาตลอดชีวิต
ดังนั้น จนกว่ากรรมฐานจะเข้มแข็งและมีกำลัง โยคีจึงต้องใช้ฆานวิญญาณจิตและชิวหาวิญญาณจิตช่วย
เมื่อได้อธิบายวิธีการกำหนดรู้อารมณ์ ๒ อย่างไปแล้ว ก็จะมาดูการกำหนดรู้สี กลิ่น รส และโอชาในรูปกลาปต่อไป
แท้จริงแล้ว กิจรู้อารมณ์เป็นหน้าที่ของชวนจิต ๗ ดวงทางมโนทวาร ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเข้ามาทางทวารไหน ดูหัวข้อ “ทุกข์อริยสัจและทุกขสมุทัยอริยสัจ” หน้า 32 และ “ตาราง ๘ – มโนทวารวิถีเมื่อมีรูปารมณ์” หน้า 297
ดูคำอธิบายของพระพุทธเจ้าว่า มนินทรีย์คือจิตนั้นรู้อารมณ์ของอินทรีย์ ๕ อื่นได้อย่างไร
ดูการอ้างอิง “อุณณาภพราหมณสูตร” (อุณณาภพราหมณสูตร) ในหน้า 29
วิธีกาหนดรู้ สี
สี (วณฺณ) เป็นรูปประเภทที่ ๕ ซึ่งควรกาหนดรู้ เป็นอารมณ์ของการเห็น (รูปารมฺมณ) เป็นรูปที่อยู่ในรูปกลาปทั้งหมด กำหนดรู้ด้วยมโนวิญญาณจิตอย่างเดียวได้ง่ายมาก เพราะการเห็นรูปกลาปก็คือการได้เห็นสีแล้ว สีนั้นย่อมเป็นสีของสิ่งสิ่งหนึ่ง และสิ่งนั้นก็คือธาตุ ๔
วิธีกาหนดรู้ กลิ่น
กลิ่น (คนฺธ) เป็นรูปประเภทที่ ๖ ที่พึงกำหนดรู้ เป็นอารมณ์ของการได้กลิ่น (คนฺธารมฺมณ) เป็นรูปที่อยู่ในรูปกลาปทั้งหมดเช่นกัน เพราะโยคีได้สะสมนิสัยมาตลอดชีวิตเพื่อใช้จมูกดมกลิ่น ในตอนต้น จึงต้องอาศัยฆานวิญญาณจิตเพื่อช่วยให้รู้กลิ่นด้วยมโนวิญญาณจิต
พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าตอยะอธิบายว่า เราเห็นความโปร่งแสงของแก้วโดยการมองดูที่แก้วฉันใด เราย่อมเห็นความโปร่งแสง (คือปสาทรูป) ของรูปกลาปโดยการกำหนดรู้ธาตุ ๔ ก็ฉันนั้น โดยที่ธาตุ ๔ เปรียบเสมือนแก้วอันมีความโปร่งแสง ในกรณีนี้ ความโปร่งแสงก็คือความโปร่งแสงของธาตุ ๔ ในกลาปของตนๆ ไม่ใช่เพียงความโปร่งแสงของธาตุดินเท่านั้น ปสาทรูปเป็นอุปาทายรูป อุปาทายรูปก็คือรูปซึ่งเกิดขึ้นโดยอาศัยธาตุ ๔ ในกลาปของตนๆ ดังนั้น จึงหมายความว่า สี (วณฺณ) ก็คือสีของธาตุ ๔ กลิ่นก็คือกลิ่นของธาตุ ๔ รสก็คือรสของธาตุ ๔ โอชาก็คือโอชาของธาตุ ๔ ความโปร่งแสง (ปสาทรูป) ก็คือความโปร่งแสงของธาตุ ๔ ในกลาปของตนๆ
เพื่อทำอย่างนี้ แรกสุด พึงกำหนดรู้วัตถุรูปที่วิญญาณจิตทั้ง ๒ นั้นอาศัยเกิดขึ้น นั่นก็คือฆานปสาทและหทยวัตถุ ฆานปสาทเป็นรูปที่ ๑๐ ของฆานทสกกลาป และหทยวัตถุเป็นรูปที่ ๑๐ ของหทยทสกกลาป
(ผู้แปล – พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าตอยะได้ให้รายละเอียดเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับวัตถุรูปดังนี้)
รูปกลาปหนึ่งๆ มีรูปอย่างน้อย ๘ รูป ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สี กลิ่น รส และโอชา ส่วนรูปกลาปที่มีชีวิตินทรีย์จะมีรูป ๙ รูป โดยเรียกว่า ชีวิตนวกกลาป รูปกลาปที่มีปสาทรูป ๕ ชนิดใดชนิดหนึ่งจะมีรูป ๑๐ อย่าง หรือรูปกลาปที่มีหทยวัตถุหรือภาวะรูปก็จะมีรูป ๑๐ อย่าง ซึ่งเรียกว่า ทสกกลาป เราได้อธิบายกลาปเหล่านี้ไว้ใน ตาราง (ผู้แปล – เริ่มตั้งแต่ “ตาราง ๔ – ประเภทของรูปในตา” หน้า 246 และในหัวข้อ “รูปในรูปกลาป ๓ อย่าง” หน้า 193)
เมื่อโยคีกำลังกำหนดรู้รูปเหล่านี้อยู่ เรามักจะสอนให้กำหนดรู้ธาตุ ๔ ในรูปแต่ละกลาปของวัตถุ ๖ ไม่ว่าจะเป็นรูปกลาปโปร่งแสง (มีปสาทรูป) หรือเป็นรูปกลาปไม่โปร่งแสง (ไม่มีปสาทรูป) ต่อจากนั้น ก็มักจะสอนให้กำหนดรู้สี กลิ่น รส โอชา ชีวิตินทรีย์ และปสาทรูปของรูปกลาปเหล่านั้น
เมื่อสอนอย่างนี้ ก็มักจะสอนให้กำหนดรู้ธาตุ ๔ คือสี กลิ่น รส และโอชา ในกลาปทั้งที่มีปสาทรูปและนปสาทรูปในวัตถุทั้ง ๖ เมื่อโยคีกำลังกำหนดรู้ "กลิ่น" ของรูปแต่ละกลาป ถ้ากำหนดรู้อย่างชัดเจนไม่ได้ เรามักจะแนะนำให้กำหนดรู้ฆานปสาทรูปซึ่งก็คือฆานทวาร และมโนทวารคือภวังค์ด้วยกันเพื่อให้ระลึกรู้กลิ่นได้ ส่วนการกำหนดรู้ฆานปสาทรูป เราได้อธิบายไว้อย่างสั้นๆ ในหน้า 220 (ใต้หัวข้อ “รูปกลาป ๒ อย่างคือปสาทและนปสาทรูปกลาป”) และในหน้า ??? (เรื่องให้กำหนดรู้ธาตุ ๔ ในปสาทรูปกลาปและนปสาทรูปกลาปในวัตถุทั้ง ๖)
เพื่อดูฆานปสาทรูป ให้เริ่มด้วยการกำหนดรู้ธาตุ ๔ ที่จมูก แต่ให้แน่ใจว่าดูทสกกลาปซึ่งเป็นฆานทสกกลาปและไม่ใช่กายทสกกลาป เพราะฆานทสกกลาปเท่านั้นจึงจะมีฆานปสาทรูป
ต่อไป เพื่อจะดูหทยวัตถุ พึงกำหนดรู้มโนทวาร (คือภวังค์) ซึ่งสว่างสุกใส นี่ทำได้ง่ายเพราะโยคีได้กำหนดรู้ธาตุ ๔ ในรูปกลาปโปร่งแสงและรูปกลาปไม่โปร่งแสงของวัตถุทั้ง ๖ แล้ว
ในการปฏิบัติจริง เมื่อกำลังสอนให้กำหนดรู้ฆานทวาร เราย่อมอธิบายวิธีจำแนกฆานทวารกับกายทวาร แต่ในหนังสือ เพื่อไม่ให้สับสน เราจึงกล่าววิธีจำแนกฆานทวารกับกายทวารทีละอย่าง ในตอนนี้ เรากำลังอธิบายวิธีการกำหนดรู้กลิ่นเท่านั้น จึงไม่ประสงค์อธิบายวิธีกำหนดรู้ฆานทวารไปด้วย เพราะผู้อ่านจะไม่เข้าใจกระบวนการปฏิบัติอย่างชัดเจน
แต่กลิ่นเป็นอารมณ์ของทั้งมโนทวารวิถีจิตและฆานทวารวิถีจิต โยคีบางท่านจะกำหนดรู้กลิ่นได้โดยตรงด้วยญาณอันเป็นตัวกำหนดรู้และเป็นมโนทวารวิถี แต่บางท่านก็จะไม่ได้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ คำอธิบายนี้เป็นคำแนะนำของเราเพื่อกำหนดรู้กลิ่น ดังนั้น ถ้าต้องการรู้วิธีกำหนดรู้ฆานทวารในตอนนี้ ให้ดูใต้หัวข้อ “วิธีแยกแยกอวัยวะการรับรู้” เริ่มที่หน้า 232
คำว่า แสงสว่างของภวังค์นั้น เป็นการกล่าวโดยเหตุแต่มุ่งถึงผล (การณูปจารนัย) เพราะความจริงแล้ว เป็นแสงสว่างจากรูปกลาปที่ภวังค์ก่อขึ้น เป็นจิตตชรูปกลาป และมีอุตุซึ่ง (ดูหน้าต่อไป)
เมื่อได้กำหนดรู้ฆานปสาทรูป (คือฆานทวาร) และภวังค์ (คือมโนทวาร) แล้ว ต่อไป ให้กำหนดรู้กลิ่นของรูปกลาปหนึ่งใกล้ฆานทสกกลาปที่ได้กำหนดรู้รูปโปร่งแสงไว้ก่อนแล้ว ก็จะเห็นว่ากลิ่นนั้นมากระทบต่อฆานทวารและมโนทวารพร้อมๆ กัน
รสเป็นรูปอย่างที่ ๗ ที่พึงกำหนดรู้ เป็นอารมณ์ของการลิ้มรส (รสารมฺมณ) โดยมีอยู่ในทุกๆ รูปกลาปเช่นกัน เช่นกันกับจมูก เบื้องต้นจะต้องอาศัยชิวหาวิญญาณเพื่อช่วยให้รู้รสด้วยมโนวิญญาณ และเช่นกัน ก็จะต้องกำหนดรู้รูป ๒ ก่อรูปกลาปอันสว่างต่อๆ ไปอีก จิตของสมถะและวิปัสสนาก่อรูปกลาปที่สว่างไสวเป็นอย่างยิ่งเพราะไร้อุปกิเลส ดูรายละเอียดในหัวข้อ “จิตตชรูป” หน้า 201
(ผู้แปล – พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าตอยะให้รายละเอียดเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับคำถามว่า “มาถึงตอนนี้ยังไม่มีคำชี้แนะในวิธีการจำแนกหทยวัตถุ ดังนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรเป็นหทยวัตถุ” ว่าดังนี้)
เราได้กล่าวถึงการกำหนดรู้วัตถุทั้ง ๖ ในหน้า 223 เริ่มต้นตั้งแต่ “เมื่อได้อย่างนี้แล้ว…”
(ผู้แปล – และดูคำอธิบายเพิ่มขึ้นอีกในเชิงอรรถ ๒๕๖ และ ๒๕๗)
เมื่อเราสอนวิธีกำหนดรู้ธาตุ ๔ ในรูปกลาปโปร่งแสงและรูปกลาปไม่โปร่งแสงของวัตถุทั้ง ๖ โยคีย่อมเข้าใจการกำหนดรู้รูปกลาปในวัตถุทั้ง ๖ แล้ว ถ้ายังไม่สามารถ ก็จะสอนวิธีกำหนดรู้อื่นๆ แต่ในหนังสือนี้ เราสามารถให้ข้อมูลสั้นๆ เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการอธิบายอย่างละเอียด ถ้าต้องการที่จะรู้คำอธิบายอย่างละเอียด ให้ดูหนังสือภาษาพม่าของเรา ๕ เล่มหรือพึงปฏิบัติให้เห็นเอง เมื่อนั้นก็จะเข้าใจอย่างทั่วถึง แต่ถ้าต้องการรายละเอียดยิ่งกว่านั้น พึงศึกษาพระไตรปิฎกทั้งหมด อรรถกถาทั้งหมด และฎีกาทั้งหมดด้วย
อย่างที่วิญญาณ ๒ เหล่านั้นอาศัยเกิดขึ้น คือชิวหาปสาทรูปและหทยวัตถุ เมื่อทำอย่างนี้แล้ว จึงพึงกำหนดรู้รสของรูปกลาป โดยอาจถือเอารูปกลาปของลายบนลิ้น
โอชาเป็นรูปประเภทที่ ๘ ที่พึงกำหนดรู้ มีอยู่ในรูปกลาปทั้งหมดเช่นกัน มีอยู่ ๔ ประเภทดังที่กล่าวแล้วคือ ๑. กรรมชโอชา ๒. จิตตชโอชา ๓. อุตุชโอชา ๔. อาหารชโอชา
ให้สํารวจดูรูปกลาปหนึ่ง ๆ ก็จะเห็นโอชาที่ก่อรูปกลาปต่อ ๆ กันไป เมื่อได้กำหนดรู้รูปพื้นฐาน ๘ อย่างที่มีอยู่ในรูปกลาปทั้งหมดแล้ว พึงพยายามกำหนดรู้รูปพื้นฐานที่เหลือ ๓ อย่างที่มีอยู่ในรูปกลาปเฉพาะอย่างรูปพื้นฐานที่เหลือคือ ชีวิตินทริยรูป ภาวรูป และหทยรูป
ดูคำอธิบายเกี่ยวกับกรรมชรูป จิตตชรูป อุตุชรูป และอาหารชรูปที่หน้า 199
ในพระบาลีคำว่า จิต เป็นไวพจน์ของคำว่า วิญญาณ (ความหมายคือจิต) ดู สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ข้อ ๖๑ (อัสสุตวาสูตร) เพราะความเคารพในพระสังคีติกาจารย์ พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าตอยะจึงใช้คำที่เหมือนกับในพระบาลี ซึ่งเป็นเหตุให้พระอาจารย์มักจะใช้ศัพท์บาลีหลายคำโดยมุ่งความหมายเดียวกัน ศัพท์ที่ใช้จะเป็นไปตามพระบาลีที่พระอาจารย์อ้างอิง
{ หน้า ๒๒๙ }
ชีวิตินทรียรูป และ ภาวรูป
ชีวิตินทรียรูป รักษาเพียงแต่รูปที่เกิดจากกรรมเท่านั้น จึงมีอยู่ในกรรมชรูป เท่านั้น ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว เพราะรูปกลาปโปร่งแสงทั้งหมดเกิดจากกรรม ดังนั้น จึงง่ายที่สุดถ้าเริ่มกำหนดรู้ชีวิตินทรีย์ในรูปกลาปโปร่งแสงก่อน เช่น ให้กำหนดรู้จักขุทสกกลาป แล้วดูว่า ชีวิตินทรีย์รักษารูปในกลาปของตนเท่านั้น ไม่ได้รักษารูปในกลาปอื่น
ต่อจากนั้น พึงพยายามกำหนดรู้ชีวิตินทรีย์ในรูปกลาปไม่โปร่งแสง ร่างกายมีรูปกลาปไม่โปร่งแสง ๓ ประเภทที่ประกอบด้วยชีวิตินทรียรูป คือ
๑. หทยทสกกลาป มีอยู่ในหัวใจเท่านั้น ๒. ภาวทสกกลาป มีอยู่ทั่วร่างกาย ๓. ชีวิตนวกกลาป มีอยู่ทั่วร่างกาย
จะง่ายที่สุดถ้าก่อนอื่นให้กำหนดรู้ชีวิตินทรีย์ของชีวิตนวกกลาป หรือของภาวทสกกลาป เพื่อแยกแยะรูปกลาป ๒ อย่างเหล่านั้น ให้พยายามหาภาวรูป ดูหัวข้อ “กรรมชรูป” หน้า 199
จักขุทสกกลาป มี ๑๐ รูป คือ (๑-๘) รูปพื้นฐาน ๘ คือ ดิน น้า ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา + (๙) ชีวิตินทรีย์ + (๑๐) จักขุปสาท
หทยทสกกลาป มีรูป ๑๐ คือ (๑-๘) รูปพื้นฐาน ๘ คือดิน น้า ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา + (๙) ชีวิตินทรีย์ + (๑๐) หทยรูป
ภาวทสกกลาป มีรูป ๑๐ คือ (๑-๘) รูปพื้นฐาน ๘ คือ ดิน น้า ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา + (๙) ชีวิตินทรีย์ + (๑๐) ภาวรูป
ชีวิตนวกกลาป มีรูป ๙ คือ (๑-๘) รูปพื้นฐาน ๘ คือดิน น้า ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา + (๙) ชีวิตินทรีย์
ให้ดูตาราง ๔-๕ เริ่มจากหน้า 246
โยคีพึงกาหนดรู้ชีวิตินทรีย์ในรูปกลาปโปร่งแสงของตา ดังนั้น พึงดูที่ตาอีกครั้งเพื่อกาหนดรู้รูปกลาปไม่โปร่งแสงที่มีชีวิตินทรีย์ เพราะชีวิตนวกกลาปและภาวทสกกลาปมีอยู่ในอวัยวะสำหรับการรับรู้ทั้ง ๖ รูปกลาปไม่โปร่งแสงที่ย่อมเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนั้น ถ้ามีภาวรูป นั่นเป็นภาวทสกกลาป ถ้าไม่มีนั่นเป็นชีวิตนวกกลาป ถ้าเป็นชีวิตนวกกลาป ให้กาหนดรู้รูปกลาปไม่โปร่งแสงอีกกลาปหนึ่งจนกาหนดรู้ภาวรูปได้ จากนั้น ให้พยายามหาภาวรูปของรูปกลาปในหู จมูก ลิ้น กาย และหัวใจ
เพื่อกาหนดรู้รูปกลาปไม่โปร่งแสงของหัวใจ ให้ตั้งสมาธิอีกครั้งที่มโนทวาร (คือภวังคจิต) ที่สว่างสุกใส เพื่อให้เห็นภวังคจิตได้อย่างชัดเจน พึงกระดิกนิ้ว พึงดูจิตที่ต้องการกระดิกนิ้ว แล้วพยายามกาหนดรู้ความที่ภวังคจิตเกิดขึ้นอาศัยหทยรูปซึ่งเป็นหทยทสกกลาปอันไม่โปร่งแสง โยคีจะเจอรูปกลาปนี้ได้ที่บริเวณต่ำลงมาจากที่พบภวังคจิต
เมื่อทำได้เช่นนี้ โยคีก็ได้กาหนดรู้รูปหมดทุกประเภทในรูปกลาปต่างๆ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา ชีวิตินทรีย์ ภาวรูป และหทยรูป และได้กาหนดรู้รูปเหล่านั้นในรูปกลาปโปร่งแสงและรูปกลาปไม่โปร่งแสงตามสมควรในอวัยวะสำหรับ
พระอาจารย์ใหญ่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า – เราได้กล่าวถึง “อวัยวะสำหรับการรับรู้ ๖” นั้นแล้วด้วยคำว่า “วัตถุ ๖” แต่ว่า ดังที่อธิบายแล้ว วัตถุนั้นความจริงแล้วเป็นเพียงรูปที่ ๑๐ ในรูปกลาปนั้น ๆ ดังนั้นในที่นี้ จึงเรียกว่า “อวัยวะสำหรับการรับรู้” มุ่งหมายเอาอวัยวะทั้งหลาย เช่น ลูกตาเป็นต้น
การรับรู้ทั้งหมด ขั้นต่อไปในการกำหนดรู้ก็คือการแยกแยะรูปในอวัยวะสำหรับ การรับรู้ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และหัวใจ แล้วเห็นรูปกลาปประเภทต่างๆ ใน อวัยวะเหล่านั้น เริ่มต้นที่การแยกแยะรูปโปร่งแสง ๒ ประเภท (ในตาเป็นต้น)
**
วิธีแยกแยะอวัยวะการรับรู้ **
วิธีแยกแยะประสาทรูป
อวัยวะแต่ละอย่างมีรูปกลาปหลายอย่างปะปนกัน ตัวอย่างเช่น ตา หู จมูก และลิ้นมีประสาทรูป ๒ อย่างปะปนกันเหมือนข้าวกับแป้งระคนกัน ประสาทรูป ๒ อย่าง คือ (๑) ประสาทรูปที่เกี่ยวกับประสาทสัมผัสสำหรับอวัยวะนั้น และ (๒) กายประสาทรูป
ยกตัวอย่างเช่น ประสาทรูป ๒ อย่างในตาคือ: ๑. จักขุทสกกลาป มีจักขุปสาทเป็นรูปที่ ๑๐ ๒. กายทสกกลาป มีกายประสาทเป็นรูปที่ ๑๐
กายทสกกลาปมีอยู่ทั่วอวัยวะสำหรับการรับรู้ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และหัวใจ อยู่ร่วมกับสกกลาปตามสมควรแก่อวัยวะนั้นๆ เป็นต้นว่า ในตา อยู่รวม กับจักขุทสกกลาป ในหู อยู่รวมกับโสตทสกกลาป เพื่อจะเห็นอย่างนี้ ก็จะต้อง แยกแยะรูปกลาปโปร่งแสงในอวัยวะการรับรู้ ๕ และชี้ตัวประสาทรูปของอวัยวะนั้นๆ (คือชี้ตัวจักขุปสาท โสตประสาท ฆานประสาท ชิวหาประสาท) รวมทั้งกายประสาทด้วย ให้เริ่มต้นที่ตา
๑. จักขุปสาท เป็นรูปที่กระทบกับสีได้ เทียบกับกายประสาทซึ่งกระทบกับ โผฏฐัพพะได้ ความต่างกันนี้ทำให้สามารถรู้ได้ว่าเป็นจักขุทสกกลาปหรือกายทสกกลาป คือก่อนอื่นให้กำหนดรู้ธาตุ ๔ ในตาที่จะกำหนดรู้รูปกลาปโปร่งแสงแล้วจึง…
กำหนดรู้ความโปร่งแสงของรูปกลาปนั้น ต่อจากนั้น ให้มองดูสีของรูปกลาปกลุ่มหนึ่งซึ่งห่างจากตาสักระยะหนึ่ง ถ้าสีกระทบกับปสาทรูปนั้น ก็จะเป็นจักขุปสาทรูป (ของจักขุทสกกลาป) ถ้าไม่กระทบ ปสาทรูปนั้นก็จะเป็นกายปสาทรูป (ของกายทสกกลาป)
๒. กายปสาท เป็นรูปที่กระทบกับโผฏฐัพพะคือโผฏฐัพพารมณ์ได้ โผฏฐัพพารมณ์ก็คือธาตุดิน ธาตุไฟ และธาตุลม เหมือนกับเมื่อกำหนดจักขุปสาทรูป (ข้อก่อน) ให้กำหนดรู้ปสาทรูปรูปหนึ่งในตา แล้วดูธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลมของรูปกลาปกลุ่มใกล้ ๆ ถ้าธาตุเหล่านั้นกระทบกับปสาทรูป ปสาทรูปนั้นเป็นกายปสาทรูป (ของกายทสกกลาป)
ถึงบัดนี้ โยคีได้กำหนดรู้ทั้งจักขุปสาทและกายปสาทในตาแล้ว ต่อจากนี้ พึงปฏิบัติโดยนัยเดียวกันกับอวัยวะที่เหลือ เริ่มต้นที่หู
๑. โสตปสาทรูป เป็นรูปที่กระทบกับเสียงได้ พึงกำหนดรู้ปสาทรูปหนึ่ง ๆ ที่หูแล้วฟัง ถ้าเสียงกระทบกับปสาทรูปนั้น ก็จะเป็นโสตปสาทรูป (ในโสตทสกกลาป) ต่อจากนั้น ให้กำหนดรู้กายปสาทรูปเหมือนที่ได้ทำแล้วกับตา
๒. ฆานปสาทรูป เป็นรูปที่กระทบกับกลิ่นได้ พึงกำหนดรู้ปสาทรูปหนึ่ง ๆ ที่จมูกแล้วดมกลิ่นของรูปกลาปกลุ่มหนึ่งใกล้ ๆ ถ้ากลิ่นนั้นกระทบกับปสาทรูป ก็จะเป็นฆานปสาทรูป (ในฆานทสกกลาป) พึงกำหนดรู้กายทสกกลาปเหมือนที่ได้ทำแล้วกับตาและหู
๓. ชิวหาปสาทรูป เป็นรูปที่กระทบกับรสได้ พึงกำหนดรู้ปสาทรูปหนึ่ง ๆ ที่ลิ้นแล้วลิ้มรสของรูปกลุ่มหนึ่งใกล้ ๆ ถ้ารสนั้นกระทบกับปสาทรูป ก็จะเป็นชิวหา-
ประสาทรูป (ในชีวาทสกกลาป) ให้กำหนดรู้กายทสกกลาปเหมือนที่ได้ทำแล้วกับตา หู และจมูก
เมื่อได้แยกแยะประสาทรูป ๒ อย่างในแต่ละอวัยวะสำหรับการรับรู้ ๕ แล้ว ก็จะต้องเห็นด้วยว่า กายประสาท (ในกายทสกกลาป) นั้นก็มีอยู่ในหัวใจด้วย เมื่อทำเช่นนี้แล้ว ก็เป็นอันได้แยกแยะประสาทรูปทั้ง ๕ อย่างแล้ว
ภาวทสกกลาปมีอยู่ทั่วอวัยวะสำหรับการรับรู้ทั้ง ๖ ด้วย โดยอยู่ร่วมกับรูปกลาปโปร่งแสงเช่นกัน
โยคีกำหนดรู้ภาวทสกกลาปได้แล้วเมื่อกำหนดรู้ชีวิตินทรีย์ บัดนี้พึงกำหนดรู้ภาวรูปกลาปในอวัยวะสำหรับการรับรู้ ๖ ทั้งหมด
มาถึงตอนนี้ เราได้สนทนากันถึงรูปกลาปพื้นฐาน ๓ ชนิดไปแล้วคือ ๑. ทสกกลาปของอวัยวะสำหรับการรับรู้ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และหัวใจ ๒. ชีวิตนวกกลาป ๓. อัฏฐกกลาป
ดังที่ได้เห็นแล้วว่า ตา หู จมูก ลิ้น และหัวใจประกอบด้วยรูปกลาป ๗ ประเภท มีรูปรวมกัน ๖๓ ชนิด
แต่เมื่อกำลังแยกแยะรูปในอวัยวะสำหรับการ
ผู้แปล – ดูหัวข้อ “วิธีกำหนดรู้ชีวิตินทริยรูปและภาวรูป” หน้า 230
(หน้า ๒๓๔)
รับรู้แต่ละอย่าง พระคัมภีร์ระบุว่า ควรดูรูปกลาปเพียงแค่ ๖ ชนิด (โดยยังไม่ดูชีวิตนวกกลาป) ดังนั้น พึงตั้งสมาธิอยู่กับรูป ๕๔ อย่างเท่านั้น (๖๓ – ๙ = ๕๔)
ส่วนชีวิตนวกกลาป โยคีจะแยกแยะด้วยวิธีอื่นหลังจากนี้ และเพราะหนึ่งในรูปกลาป ๖ อย่าง (ที่พึ่งเห็นนี้) เป็นกายทสกกลาป เมื่อแยกแยะรูปในร่างกาย (นอกตา หู จมูก ลิ้น และหัวใจ) ก็จะสามารถแยกแยะรูปกลาปเพียง ๕ ชนิด และรูปเพียง ๔๔ ชนิด
มาดูรูป ๕๔ ที่ว่านั้นของตาเป็นตัวอย่าง รูปกลาป ๖ ประเภทในตาก็คือรูปกลาป ๓ อย่างแรกที่โยคีได้กาหนดรู้และแยกแยะแล้ว โดยมีรูปรวมกัน ๓๓ ประเภท คือ
ยกเอาตาเป็นตัวอย่าง อวัยวะคือตามีรูปกลาปดังต่อไปนี้ (๑) จักขุทสกกลาป (๑๐) (๒) กายทสกกลาป (๑๐) (๓) ภาวทสกกลาป (๑๐) (๔) ชีวิตนวกกลาป (๙) (๕) จิตตชอัฏฐกกลาป (๘) (๖) อุตุชอัฏฐกกลาป (๘) (๗) อาหารชอัฏฐกกลาป (๘) (รวม ๑๐ + ๑๐ + ๑๐ + ๙ + ๘ + ๘ + ๘ = ๖๓)
การนับก็แบบเดียวกันในหู จมูก ลิ้น และหัวใจ แต่เพราะกายมีเพียงกายทสกกลาปและภาวทสกกลาป จึงมีเพียง ๕๓ รูป (๑๐ + ๑๐ + ๙ + ๘ + ๘ + ๘ = ๕๓)
การแยกแยะชีวิตนวกกลาปมีอยู่ในการแยกแยะที่เรียกว่า อาการ ๔๒ ของร่างกาย (วิสุทธิมรรค ทิฏฐิวิสุทธินิเทศ ๖๖๔) ในที่นั้นเท่านั้นที่พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าตอยะ แนะนาให้โยคีกาหนดรู้ชีวิตนวกกลาป โดยตามพระคัมภีร์ แต่แม้กระนั้น โยคีก็ยังสามารถแยกแยะชีวิตนวกกลาปในที่นี้ด้วยตามความปราถนา
{ หน้า ๒๓๕ }
๑. จักขุทสกกลาป : กระทบกับสีได้ เป็นปสาทรูป เกิดจากกรรม ๒. กายทสกกลาป : กระทบกับธัพพะ คือ ดิน ไฟ และลมได้ เป็นปสาทรูป เกิดจากกรรม ๓. ภาวทสกกลาป : เป็นนปสาทรูป เกิดจากกรรม
นอกจากนั้น ยังมีรูปกลาปอีก ๓ ชนิด แต่ละชนิดประกอบด้วยรูป ๘ อย่าง รวมกันเป็น ๒๔ รูป (๓ x ๘ = ๒๔) เป็น ชีวิตอัฏฐกกลาป ๓ อย่าง อันเป็นรูปกลาปไม่โปร่งแสง ดังนี้
๑. จิตตชโอชาฏฐมกกลาป (รูปกลาปมีโอชาเป็นที่ ๘ เกิดจากจิต) ๒. อุตุชโอชาฏฐมกกลาป (รูปกลาปมีโอชาเป็นที่ ๘ เกิดจากอุตุ) ๓. อาหารชโอชาฏฐมกกลาป (รูปกลาปมีโอชาเป็นที่ ๘ เกิดจากอาหาร)
รูปกลาป ๓ อย่างแรก (คือทสกกลาป) เกิดจากกรรม เทียบกับรูปกลาป ๓ อย่างหลัง (คืออัฏฐกกลาป) ที่เกิดจากอุตุ จิต หรืออาหาร ดังที่กล่าวแล้วในเบื้องต้นของการสนทนาครั้งนี้ว่า รูปมีกาเนิด ๔ อย่าง
เพราะฉะนั้น,
ส่วน อัฏฐกกลาป มีรูปพื้นฐาน ๘ ชนิด ซึ่งรวมโอชาเป็นที่ ๘ ดู “ตาราง ๔ – ประเภทของรูปในตา” หน้า 246
สำหรับคำอธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับกาเนิด ๔ อย่างของรูป คือ โดยกรรม โดยจิต โดยอุตุ และโดยอาหาร ดูหัวข้อ “การเกิดของรูป ๔ อย่าง” หน้า 197
{ หน้า ๒๓๖ }
กาหนดรู้กรรมชกลาปไปแล้ว เราจึงจะมาสนทนากันถึงวิธีการกำหนดรู้อัฏฐกลาปที่มีกำเนิดต่างๆ
ดังที่กล่าวในอารัมภบทว่า จิตทุกดวงที่เกิดขึ้นโดยอาศัยหทัยรูป (ยกเว้นปฏิสนธิจิต) ล้วนก่อให้เกิดจิตตโชชัฏฐมกกลาปมากมาย ซึ่งเป็นนภสาทรูปที่กระจายไปทั่วร่างกาย
นี่เป็นเหตุที่เมื่อมีสมาธิอยู่ที่ภวังค์ ก็จะเห็นว่า จิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยหทัยวัตถุย่อมก่อให้เกิดรูปกลาป ถ้ายังไม่ชัด ให้ตั้งสมาธิที่ภวังค์อีกแล้ว กระดิกนิ้ว ก็จะเห็นรูปกลาปมากมายอันเกิดจากจิตที่ต้องการจะกระดิกนิ้ว และจะเห็นด้วยว่า รูปกลาปเช่นนั้นสามารถเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ในกาย
ดังที่กล่าวในอารัมภบท เตโชธาตุเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า อุตุ (อุณหภูมิ) และมีอยู่ในทุกรูปกลาป ธาตุไฟของทุกๆ กลาปย่อมก่อให้เกิดอุตุโชชัฏฐมกกลาป ซึ่งก็มีธาตุไฟ และก่อให้เกิดอุตุโชชัฏฐมกกลาปต่อไปอีก โยคีต้องเห็นความเป็นไปอย่างนี้ในรูปกลาปทุกชนิดในอวัยวะสำหรับการรับรู้แต่ละอย่าง
เริ่มแรก ให้กำหนดรู้ธาตุไฟ เช่นในจักขุทสกกลาป แล้วเห็นว่าธาตุไฟก่ออุตุโชชัฏฐมกกลาปต่อแรก ต่อจากนั้น จึงกำหนดธาตุไฟในอุตุโชชัฏฐมกกลาป
ดูการสนทนาสั้นๆ เกี่ยวกับจิตตโชรูปพร้อมทั้งตัวอย่างในหัวข้อ “จิตตโชรูป” หน้า 201. ดูการสนทนาอย่างสั้นๆ พร้อมทั้งตัวอย่างของอุตุโชรูปในหัวข้อ “อุตุโชรูป” หน้า 203
ต่อที่ ๑ แล้วเห็นการก่อให้เกิดรูปกลาปต่อที่ ๒ และด้วยวิธีนี้ก็จะเห็นว่า ธาตุไฟในจักขุทสกกลาป (ซึ่งเกิดจากกรรม) ก่อให้เกิดรูปกลาปได้ ๔-๕ ต่อ โดยขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของอาหารและกำลังของกรรม
ต้องเห็นความเป็นไปอย่างนี้ในรูปกลาปแต่ละชนิด ที่อวัยวะการรับรู้แต่ละอย่าง และต้องเห็นว่ารูปกลาปแต่ละอย่างจะก่ออุตุชโอชัฏฐมกกลาปได้กี่ต่อ
ดังที่กล่าวแล้ว อาการ ๔ ในร่างกายรวมทั้งอาหารที่ยังไม่ได้ย่อย อาหารที่ย่อยแล้ว (คืออุจจาระ) หนอง และปัสสาวะ ไม่ใช่อะไรอื่นไปจากอุตุชโอชัฏฐมกกลาปที่ไม่มีใจครอง ส่วนไฟย่อยอาหาร (ซึ่งมีกำลังมากสุดในทางเดินอาหาร) ก็คือธาตุไฟของชีวิตนวกกลาปซึ่งเกิดจากกรรม
เมื่อโอชาของอุตุชโอชัฏฐมกกลาปประชุมกับไฟย่อยอาหาร ก็จะก่อรูปสืบๆ กันไปรวมทั้งอาหารโชชัฏฐมกกลาป ซึ่งก็มีโอชา (คืออาหารโชชา) อันก่อรูปโดยนัยเดียวกันต่อไปอีกหลายต่อ อาหารที่บ่ริโภคเข้าไปในวันหนึ่งย่อมก่อรูปอย่างนี้ต่อๆ กันถึงอาทิตย์หนึ่ง โดยในอาทิตย์หนึ่งนี้ อาหารนั้นก็ยังอุปถัมภ์โอชาใน
ดูการสนทนาอย่างสั้นๆ พร้อมทั้งตัวอย่างของกรรมโชรูปในหัวข้อ “กรรมโชรูป” หน้า 199
เตโชธาตุของกรรมโชกลาปก่อให้เกิดอุตุชกลาป ๕ ต่อ คือ
รูปกลาปมีโอชาเป็นที่ ๘ อันเกิดจากอุตุ
ดูการสนทนาอย่างสั้นๆ พร้อมทั้งตัวอย่างของอาหารโชรูปในหัวข้อ “อาหารโชรูป” หน้า 204
{ หน้า ๒๓๘ }
กัมมชลาป, จิตตชลาป, อุตุชลาป, และอาหารชลาปที่เกิดขึ้นก่อนนี้อีกด้วย
อาหารในสวรรค์ก่อรูปต่อกันได้ถึงเดือนหรือสองเดือน
เพื่อให้เห็นเช่นนี้ พึงเจริญกรรมฐานเมื่อบริโภคอาหาร เมื่อนั้นก็จะเห็น
อาหารชลาปกระจายไปทั่วร่างกายจากทางเดินอาหาร คือปาก คอ กระเพาะ และลำไส้ โดยแรกสุด พึงกำหนดรู้ธาตุ ๔ ในอาหารที่พึ่งบริโภคเข้าไปตามส่วนต่างๆ ที่ว่านั้น แล้วเห็นรูปกลาป ณ ที่นั่น ดูต่อไปเรื่อย ๆ จนเห็นว่า เมื่อไฟย่อยอาหาร (คือธาตุไฟของชีวิตนวกกลาป) ประชุมกับโอชาของอาหารที่พึ่งบริโภคเข้าไป (อุตุโชชาฏฐมกกลาป) อาหารโชชาฏฐมกกลาปก็เกิดขึ้นหลายต่อ โดยกระจายไปทั่วร่างกาย พึงเห็นว่ากลาปเหล่านั้นเป็นรูปกลาปไม่โปร่งแสง และประกอบด้วยรูป ๘ ประเภท ให้สามารถเห็นความเป็นไปเช่นนี้แม้หลังบริโภคอาหารเข้าไป โดยในกรณีนี้ให้แยกแยะอาหารที่ยังไม่ได้ย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้ต่อไป พึงกำหนดรู้อาหารโชชาฏฐมกกลาปที่กระจายออกไปทั่วร่างกายแล้ว ไปถึงอวัยวะต่างๆ เช่น ตา พึงกำหนดรู้รูป ๘ ประเภทในกลาปเหล่านั้น แล้วเห็นว่า โอชาเป็นอาหารโชชา ต่อจากนั้น พึงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่ออาหารโชชาประชุมกับกรรมโชชาของจักขุชลาป คือเมื่ออาหารโชชานั้นประชุมกับไฟย่อยอาหารก็…
ดูเรื่องอาหารชลาปที่เกิดขึ้นก่อน ๆ ที่หัวข้อ “อาหารโชชาฏฐมกกลาปที่เกิดก่อนและเกิดหลัง” หน้า 240
ยังโอชาของจักขุทสกกลาปให้ก่ออาหารชโอชัฏฐมกกลาป ๔-๕ ต่อ โดยการเกิดขึ้นกี่ต่อนั้นจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของโอชาจากรูปทั้งสองกลาปนั้น และเช่นกัน ในรูปกลาป ๔-๕ ต่อเหล่านั้นก็ยังมีอุตุอีก พึงพยายามอีกครั้ง เพื่อกำหนดรู้ว่า ในฐีติขณะ (คือขณะที่ตั้งอยู่) อุตุนั้นก็ก่อรูปกลาปต่อไปอีกหลายต่อ พึงพยายามกำหนดรู้ว่า เมื่ออาหารชโอชาประชุมกับโอชาของกายทสกกลาปและภาวทสกกลาปที่เกิดจากกรรมในตา อาหารชโอชัฏฐมกกลาปก็จะเกิดขึ้น ๔-๕ ต่อ แม้ในกลาปหลายๆ ต่อเหล่านี้ อุตุก็ยังก่อรูปกลาปต่อไปได้อีกหลายต่อ ยิ่งกว่านั้น เมื่ออาหารชโอชาประชุมกับโอชาของจิตตชอัฏฐมกกลาปในตา อาหารชโอชัฏฐมกกลาปก็จะเกิดขึ้น ๒-๓ ต่อ และในกลาป ๒-๓ ต่อนั้น อุตุก็ยังก่อรูปกลาปต่อไปอีกหลายต่อ
อาหารชโอชัฏฐมกกลาปที่เกิดก่อนและเกิดหลัง
อาหารโอชัฏฐมกกลาปมี ๒ อย่าง คือ ที่เกิดก่อน และที่เกิดทีหลัง เมื่ออาหารชโอชาซึ่งเกิดก่อนประชุมกับโอชาของอาหารชโอชัฏฐมกกลาปซึ่งเกิดทีหลังและกับไฟย่อยอาหาร อาหารชโอชัฏฐมกกลาปก็จะเกิดขึ้น ๑๐-๑๒ ต่อ อุตุในกลาปเหล่านั้นก็จะก่อรูปกลาปต่อๆ ไปอีก
ในทุกๆ กรณี โอชาของรูปกลาปทุกอย่าง (ไม่ว่าจะเกิดจากกรรม จิต อุตุ หรืออาหาร) จะก่อรูปต่อไปได้ก็ต่อเมื่อได้การอุปถัมภ์จากไฟย่อยอาหารเท่านั้น อาหารชโอชาและไฟย่อยอาหารเป็นเหตุอุปถัมภ์ ส่วนโอชาในจักขุทสกกลาปเป็นเหตุให้เกิด
เมื่อได้กำหนดรู้โชฏฐมกกลาปทุกประเภทในตา ว่ากลาปเหล่านั้นก่อรูปกลาปต่อ ๆ ไปได้อย่างไร และว่ารูปกลาปที่เกิดขึ้นต่อ ๆ ไปเหล่านั้นก่อรูปกลาปต่อ ๆ ไปอีกได้อย่างไร ดังนี้แล้ว โยคีก็ได้กำหนดรู้รูป ๕๔ อย่างทั้งหมดในตาแล้ว
ต่อจากนั้น พึงทำอย่างเดียวกันในรูปทุกประเภทที่อวัยวะสำหรับการรับรู้ทั้ง ๕ ที่เหลือ คือ หู จมูก ลิ้น กาย และหัวใจ
วันนี้ เราได้สนทนากันอย่างย่อ ๆ ถึงวิธีการแยกแยะรูปกลาป แต่ในการปฏิบัติจริง ๆ นั้นมีรายละเอียดยิ่งกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น มีวิธีการปฏิบัติแบบพิสดาร ซึ่งแยกแยะอาการ ๔๒ ในร่างกาย ดังที่กล่าวไว้ในธาตุวิภังคสูตรในมัชฌิมนิกาย รวมทั้งอาการแห่งธาตุดิน ๒๐ ธาตุน้ำ ๑๒ ธาตุไฟ ๔ และธาตุลม ๖
ถ้าปรารถนาจะรู้การปฏิบัติเช่นนี้ พึงเข้าหาอาจารย์ที่สมควร เพราะเมื่อปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โยคีก็จะชำนาญขึ้นเรื่อย ๆ ในการกำหนดรู้รูปกลาปอันเกิดจากเหตุ ๔ คือ กรรม จิต อุตุ และอาหาร
เมื่อกำหนดรูปได้ทั้งหมดแล้ว ปริจเฉทญาณก็เป็นอันสำเร็จแล้ว
ส่วนแรกของวิปัสสนาญาณคือนามรูป-
ม.อุป.ข้อ ๓๔๒ ในธาตุวิภังคสูตร อาการ ๔ ของธาตุไฟคือ (๑) ไฟทำให้ อุ่น (๒) ไฟทำให้ แก่ (๓) ไฟเผาผลาญ (๔) ไฟย่อยอาหาร. อาการ ๖ ของธาตุลมคือ (๑) ลมขึ้นข้างบน (๒) ลมลงข้างล่าง (๓) ลมในช่องท้อง (๔) ลมในทางเดินอาหาร (๕) ลมพัดไปทั่วสารพางค์กาย (๖) ลมหายใจเข้าออก
ต่อไป มาสรุปเรื่องการกำหนดรู้รูป คือ รูปกรรมฐาน กัน
เมื่อได้กำหนดรูป (รูปกรรมฐาน) เสร็จแล้ว ก็จะชำนาญพอให้เห็นธาตุทั้งหมดของอวัยวะสำหรับ การรับรู้ ทั้งสิ้นในทีเดียว และเห็นอาการ ๔๒ ของกายทั้งปวงในทีเดียว นี่คือสิ่งที่มุ่งหมายในการเจริญกรรมฐาน จากธาตุหนึ่งไปยังอีกธาตุหนึ่ง จากอวัยวะสำหรับ การรับรู้ หนึ่งไปยังอีกอวัยวะหนึ่ง จากง่ายไปสู่ยาก
เปรียบเสมือนการดูเสาของราวบันได ๑๐ เสา เราอาจจะดูเสาทีละต้นจาก หนึ่ง สอง สาม สี่ เป็นต้นไปจนถึงสิบ แล้วอาจจะดูเสาทั้ง ๑๐ ต้นเลยทีเดียว เมื่อสามารถเห็นธาตุทุกประเภทโดยทีเดียว ธาตุเหล่านั้นก็จะเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนา คือเห็นธาตุทั้งหมดโดยความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา (ดูรายละเอียดในหัวข้อ “วิธีเจริญสัมมสนญาณ” หน้า ๓๕๙)
ถ้าแม้กำหนดรู้รูปทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว ก็ยังไม่สามารถเห็นธาตุทั้งหมดโดยทีเดียว พึงถือเอาธาตุแต่ละอย่าง ทีละอย่าง ทีละอย่าง ท่าซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วพยายามเห็นธาตุทั้งหมดโดยทีเดียว
นี่จบการสนทนาเรื่องรูปกรรมฐาน
ในการสนทนาครั้งต่อไป เราจะมาสนทนาเรื่องนามกรรมฐานกัน
มีวิธี ๒ วิธีในการกำหนดรู้ คือ กำหนดเป็นกลุ่ม (กลาปสัมมสนะ) และกำหนดทีละอย่างไปตามลำดับ (อนุบท) ดูวิสุทธิมรรค มัคคามัคคญาณทัสนวิสุทธินิเทศ ข้อ ๖๐๖ และมัชฌิมนิกาย อุป.ข้อ ๙๓ (อนุปทสูตร) ที่กล่าวถึงในคถามและคตอบ ๔.๖ หน้า ๒๗๓
ตาราง ๓ – รูป ๒๘ อย่าง
๑. นิปปันนรูป (รูปแบบที่สำเร็จ, รูปที่เหมือน, สี, ภาวะ)
๑. ธาตุดิน (ปฐวีธาตุ) ๒. ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) ๓. ธาตุไฟ (เตโชธาตุ) ๔. ธาตุลม (วาโยธาตุ)
๒. นิปปันนรูป (รูปแบบที่สำเร็จ, รูปที่เหมือน, สี, ภาวะ)
๑. สี (วัณณะ) ๒. เสียง (สัททะ) ๓. กลิ่น (คันทะ) ๔. รส (โผฏฐัพพะ)
๓. รูปประเภทอื่น
๑. จักขุปสาท ๒. โสตปสาท ๓. ฆานปสาท ๔. ชิวหาปสาท ๕. กายปสาท
๑. ปุริสภาวรูป ๒. อิตถีภาวรูป
**
ในที่สุดแห่งการกำหนดรู้รูป โยคีจะได้สารวจนิปปันนรูปแล้วทั้งหมด คือ มหาภูตรูป ๔ และ อุปาทายรูป ๑๔ อย่างแรก และ อนิปปันนรูป ๙ อย่างจาก ๑๐ อย่าง (ยกเว้นอุปจายรูป ดูเชิงอรรถ ๒๘๕)
โผฏฐัพพะ ไม่ใช่ธาตุอื่นอันเป็นอารมณ์ของกายวิญญาณ แต่เป็นมหาภูตรูป ๓ นั่นเอง คือ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม
วิธีกาหนดรูป (หน้า ๒๔๔)
๑. อากาศธาตุ ๒. กายวิญญาณ ๓. วจีวิญญาณ ๔. ลหุตา (รูปเบา) ๕. มุทุตา (รูปอ่อน) ๖. กัมมัญญตา (รูปควรแก่การงาน) ๗. อุปจายะ (เกิด) ๘. สันตติ (สืบต่อ) ๙. ชรตา (แก่) ๑๐. อนิจจตา (ดับ)
อากาสธาตุ คือ รูปที่กำหนดขอบเขตของรูปกสภาวะ ที่แบ่งรูปกสภาวะออกจากกัน ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา มีอยู่ในจิตตชีวะรูป อุตุชีวะรูป และอาหารชีวะรูป (ไม่มีในกรรมชีวะรูป) อุปจายะ คือ การเกิดของรูปของทารกในครรภ์ กำหนดรู้ในขณะที่กำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาท (ดู หัวข้อ “วิธีกาหนดรู้ชาติที่แล้ว” หน้า ๓๒๑) สันตติ เป็นการเกิดของรูปหลังจากนั้น ส่วนอนิจจตา เป็นการดับของรูป (ภังคะ)
ตาราง ๔ – ประเภทของรูปในตา
(ทกสกลาป ๓ ประเภท [๓ x ๑๐ = ๓๐] + นวกกลาป [๙] + อัฏกกลาป ๓ ประเภท [๓ x ๘ = ๒๔] = ๖๓)
| ชนิด | กายทสกกลาป | ภาวทสกกลาป | จักขุทสกกลาป | คุณสมบัติ (ปสาทรูป) | |
| :— | :— | :— | :— | :— | |
| ปสาทรูป | ปสาทรูป | ||||
| นปสาทรูป | |||||
| การเกิด | กรรม | กรรม | กรรม | ||
| วัตถุและทวารสำหรับ | สี | ดิน | น้า | ไฟ | ลม |
| สี | กลิ่น | รส | โอชา | ชีวิตินทรีย์ | |
| จักขุปสาทรูป | |||||
| ทวารสำหรับโผฏฐัพพะ | (ดิน ไฟ ลม) | ||||
| ดิน | |||||
| น้า | |||||
| ไฟ | |||||
| ลม | |||||
| สี | กลิ่น | รส | โอชา | ชีวิตินทรีย์ | |
| กายปสาทรูป | กาหนดเพศชายหญิง | ||||
| ภาวรูป |
—
คำอธิบายเพิ่มเติม:
ภาวรูป สำหรับหู จมูก และลิ้น มีความเหมือนกัน แต่ให้เปลี่ยนบทตามที่กำหนด
การเปลี่ยนชนิดกลาป:
การเปลี่ยนแปลงหน้าที่:
(จากหน้าก่อน)
| ชนิด | ชีวิตนวกกลาป | อัฏฐกกลาป | คุณสมบัติ (นิปสาทรูป) | นิปสาทรูป | นิปสาทรูป | นิปสาทรูป | นิปสาทรูป | ||||||
| :— | :— | :— | :— | :— | :— | :— | :— | ||||||
| การเกิด | กรรม | จิต | อุตุ | อาหาร | ๑ | ๒ | ๓ | ๔ | ๕ | ๖ | ๗ | ๘ | ๙ |
| ปัจจัย | ดิน | น้ำ | ไฟ | ลม | สี | กลิ่น | รส | โอชา | |||||
| ชีวิตินทรีย์ | ดิน | น้ำ | ไฟ | ลม | สี | กลิ่น | รส | โอชา | – | ||||
| ดิน | น้ำ | ไฟ | ลม | สี | กลิ่น | รส | โอชา | – | |||||
| ดิน | น้ำ | ไฟ | ลม | สี | กลิ่น | รส | โอชา | – |
สรุป: กายทสกกลาป ภาวะทสกกลาป ชีวิตนวกกลาปและอัฏฐกกลาปมีอยู่ทั่วในอวัยวะ การรับรู้ทั้ง ๖
วิธีกาหนดรูป
ตาราง ๕ – ประเภทของรูปในกาย
(ทสกกลาป ๒ ประเภท [๒ x ๑๐ = ๒๐] + นวกกลาป [๙] + อัฏกกลาป ๓ ประเภท [๓ x ๘ = ๒๔] = ๕๓)
{| class="wikitable"
! ชนิด ! กายทสกกลาป ! ภาวทสกกลาป ! คุณสมบัติ ! ปสาทรูป ! นปสาทรูป ! การเกิด ! กรรม ! กรรม ! กิจ ! ทวารสำหรับโผฏฐัพพะ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) กำหนดเพศชายเป็นต้น ! ๑ ! ๒ ! ๓ ! ๔ ! ๕ ! ๖ ! ๗ ! ๘ ! ๙ ! ๑๐
|}
ชนิด
| ชีวิตนวกกลาป | อัฏฐกกลาป | |
| :— | :—: | :—: |
| คุณสมบัติ | นปสาทรูป | นปสาทรูป |
| นปสาทรูป | นปสาทรูป | นปสาทรูป |
| นปสาทรูป | นปสาทรูป | นปสาทรูป |
การเกิด
| กรรม | จิต | อุตุ | อาหาร | |
| :— | :—: | :—: | :—: | :—: |
| ลำดับ | ๑ | ๒ | ๓ | ๔ |
| ลำดับ | ๕ | ๖ | ๗ | ๘ |
| ลำดับ | ๙ |
องค์ประกอบของการรับรู้ (อินทรีย์)
| องค์ประกอบ | ชีวิตนวกกลาป | อัฏฐกกลาป |
| :— | :—: | :—: |
| ดิน | ||
| น้ำ | ||
| ไฟ | ||
| ลม | ||
| สี | ||
| กลิ่น | ||
| รส | ||
| โอชา | ||
| ชีวิตินทรีย์ | ||
| ชีวิตินทรีย์ | ||
| ชีวิตินทรีย์ |
ตาราง ๖ – ประเภทของรูปในหัวใจ
| ชนิด | กายทสกกลาป | ภาวทสกกลาป | คุณสมบัติ | นปสาทรูป | ปสาทรูป | นปสาทรูป | การเกิด | กรรม | กรรม | กิจ | วัตถุของมโนธาตุ |
| :— | :— | :— | :— | :— | :— | :— | :— | :— | :— | :— | :— |
| มโนวิญญาณธาตุ | |||||||||||
| ทวารสำหรับโผฏฐัพพะ (ดิน ไฟ ลม) | |||||||||||
| กายกำหนดเพศชาย เป็นต้น | ๑ | ๒ | ๓ | ๔ | ๕ | ๖ | ๗ | ๘ | ๙ | ๑๐ | |
| องค์ประกอบ | ดิน | น้ำ | ไฟ | ลม | สี | กลิ่น | รส | โอชา | ชีวิตินทรีย์ | ||
| รูปแบบที่ ๑ | หทยรูป | ||||||||||
| รูปแบบที่ ๒ | กายปสาทรูป | ||||||||||
| รูปแบบที่ ๓ | ภาวรูป |
(หน้าต่อไป)
จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณเกิดอาศัย ปสาทรูป เป็นที่ ๑๐ (คือทวาร) ของจักขุทสกกลาป โสตทสกกลาป ฆานทสกกลาป ชิวหาทสกกลาป และกายทสกกลาปตามลำดับ เปรียบเทียบกับวิญญาณอื่น ๆ ทั้งหมด (ซึ่งก็คือมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ) เกิดอาศัย หทยรูป ในหทยทสกกลาป
มโนธาตุ คือ ปัญจทวาราวัชชนจิตและสัมปฏิจฉันนจิต ทั้งที่เป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบาก
มโนวิญญาณธาตุ คือ สัณตีรณจิต โวฏฐัพพนจิต ชวนจิต ตทาลัมพนจิต และภวังคจิต (ดู “ตาราง ๙ – ปัญจทวารวิถี” หน้า ๓๐๐)
| ชนิด | ชีวิตนวกกลาป | อัฏฐกกลาป |
| :— | :— | :— |
| คุณสมบัติ นปสาทรูป | นปสาทรูป | นปสาทรูป |
| การเกิด | นปสาทรูป | นปสาทรูป |
| กรรม | นปสาทรูป | นปสาทรูป |
| จิต | นปสาทรูป | นปสาทรูป |
| อุตุ | นปสาทรูป | นปสาทรูป |
| อาหาร | นปสาทรูป | นปสาทรูป |
ตารางรายละเอียดการเปรียบเทียบ
| ชีวิตนวกกลาป | อัฏฐกกลาป | |
| :— | :— | :— |
| ๑. ดิน | ชีวิตินทรีย์ | ชีวิตินทรีย์ |
| ๒. น้ำ | ชีวิตินทรีย์ | ชีวิตินทรีย์ |
| ๓. ไฟ | ชีวิตินทรีย์ | ชีวิตินทรีย์ |
| ๔. ลม | ชีวิตินทรีย์ | ชีวิตินทรีย์ |
| ๕. สี | ชีวิตินทรีย์ | ชีวิตินทรีย์ |
| ๖. กลิ่น | ชีวิตินทรีย์ | ชีวิตินทรีย์ |
| ๗. รส | ชีวิตินทรีย์ | ชีวิตินทรีย์ |
| ๘. โอชา | ชีวิตินทรีย์ | ชีวิตินทรีย์ |
| – | – | – |
กายทสกกลาป ภาวทสกกลาป ชีวิตนวกกลาป และอัฏฐกกลาป มีเหมือนกันในอวัยวะแห่งการรับรู้ทั้ง ๖
คำถามและคำตอบ ๔
๔.๑ พระโพธิสัตว์กับปุถุชนทั่วไป
คำถาม พระโพธิสัตว์รวมทั้งพระศรีอริยเมตไตยเป็นปุถุชนหรือไม่? ถ้าพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตยเป็นปุถุชนเหมือนกับเรา ในเวลาที่พระองค์เสด็จลง (จากสวรรค์ชั้นดุสิต) มาเป็นพระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตย อะไรเป็นความต่างของเหตุปัจจัยที่พระองค์จะเป็นพระพุทธเจ้า กับเหตุปัจจัยของพวกเรา?
คำตอบ ความต่างก็คือบารมีของพระองค์สุกงอมแล้ว เหมือนกับพระศากยมุนีพุทธเจ้าของพวกเรา เมื่อยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์เจ้าชายสิทธัตถะ พระโพธิสัตว์เช่นนี้ได้อบรมบารมีมาแล้วหลายภพหลายชาติ บารมีมี ๑๐ คือ:
๑. ทานบารมี ๒. ศีลบารมี ๓. เนกขัมมบารมี ๔. ปัญญาบารมี ๕. วิริยบารมี ๖. ขันติบารมี ๗. สัจจบารมี ๘. อธิษฐานบารมี
ผู้ฟังของพระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าตอยะโดยมากคือคนพุทธมหายาน พระพุทธเจ้าไม่ได้มุ่งหมายเป็นพระอรหันต์ ผู้มุ่งหมายจะเป็น
หน้า ๒๕๒
๙. เมตตาบารมี ๑๐. อุเบกขาบารมี
บารมีทั้ง ๑๐ ที่สุกงอมแล้ว ย่อมกระตุ้นให้พระโพธิสัตว์ทรงออกอภิเษกกรมณ์ แม้เมื่อพระองค์ยังยินดีในกามคุณอยู่ ในชาติสุดท้าย พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ย่อมแต่งงานและมีบุตร นี่เป็นธรรมดา แต่เผอิญเราลืมชื่อของพระชายาและพระโอรสของพระโพธิสัตว์ศรีเมตไตยไป ตามพระไตรปิฎกของพุทธเถรวาท นั่นจะเป็นภพสุดท้ายของพระองค์ เพราะพระอรหันต์รวมทั้งพระพุทธเจ้าจะไม่เกิดอีกอีกหลังปรินิพพาน การปรินิพพานของพระองค์เป็นที่สุดของการเกิดอีกของพระองค์ ท่านผู้ไม่เกิดในที่ไหน ๆ อีก
สำหรับพระศากยมุนีโพธิสัตว์ของพวกเรา ในชาติสุดท้ายก่อนจะตรัสรู้ พระองค์ยังทรงเป็นปุถุชน เป็นอย่างไร คือเมื่อพระโพธิสัตว์เจริญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา ก็ได้อภิเษกสมรสกับพระนางยโสธรา แล้วทรงมีพระโอรส พระองค์ทรงยินดีกามคุณเกินกว่า ๑๓ ปี แม้จะไม่ทรงได้นางเทพธิดา ๕๐๐ ทางซ้าย และอีก ๕๐๐ ทางขวา แต่ก็ทรงได้การแวดล้อมแล้วด้วยกัลยาณี ๒๐,๐๐๐ นาง นี่เป็นกามสุขัลลิกานุโยค เป็นการหมกมุ่นด้วยสุขในกาม หลังจากที่พระองค์ได้สละกามเหล่านั้น ก็ทรงปฏิบัติอัตตกิลมถานุโยคในป่าอุรุเวลาเสนานิคม เป็นการทำตนให้ลำบาก หลังจาก ๖ ปีแห่งการปฏิบัติที่ไร้ผล เช่นนั้น พระองค์จึงทรงทิ้งข้อปฏิบัตินั้นไปปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทา แล้วจึงได้ตรัสรู้ใน
ดูพระพุทธพจน์ที่อ้างอิงในคาถามคาตอบ ๕.๔ หน้า ๓๑๑
=คำถามและคำตอบ ๔ – ๔.๑ พระโพธิสัตว์กับปุถุชนทั่วไป { หน้า ๒๕๓ }
กาลไม่ช้า หลังจากตรัสรู้ พระองค์ทรงประกาศพระปฐมเทศนาคือธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่า กามสุขัลลิกานุโยค (การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย) เป็นธรรมอันทราม (หีโน) เป็นของชาวบ้าน (คมฺโม) เป็นของปุถุชน (โปถุชฺชนิโก) ไม่ใช่ของพระอริยะ (อนริโย) ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ (อนตฺถสหิโต) ซึ่งหมายความว่า ความยินดีกับความสุขในกามไม่ใช่เป็นข้อปฏิบัติของพระอริยะทั้งหลาย ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เพราะแม้จะนามาซึ่งประโยชน์ทางโลกคือความสุขในมนุษย์ภูมิ ในเทวภูมิ และในพรหมภูมิ แต่ก็ไม่ได้ให้อานิสงส์อันเป็นโลกุตตระคือความสุขในพระนิพพาน ซึ่งจะยินดีได้ด้วยญาณในมรรคและผลเท่านั้น ดังนั้น ในพระปฐมเทศนา พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงประกาศว่า ผู้ใดยินดีในกาม ผู้นั้นเป็นปุถุชน
เมื่อพระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ แม้พระองค์ก็ยังยินดีกับความสุขในกาม คือกับนางยโสธราในปราสาทของพระองค์ ในครั้งนั้น พระองค์ก็ยังเป็นปุถุชนเหมือนกัน เพราะความยินดีกับความสุขในกามเป็นข้อปฏิบัติของปุถุชน มิใช่เพียงแค่พระโพธิสัตว์ของเราเท่านั้น พระโพธิสัตว์ทุกๆ พระองค์ย่อมเป็นเช่นนี้ บางทีในที่นี่อาจจะมีพระโพธิสัตว์อยู่ด้วย โยคีลองพิจารณาดูให้ดีว่า พระโพธิสัตว์ในที่นี่จะเป็นปุถุชนหรือเป็นพระอริยะ ข้าพเจ้าคิดว่าโยคีคงรู้คำตอบ
ส.มหาวารวรรค.ข้อ ๑๐๘๐
หลังจากเสร็จคอร์สการปฏิบัติแล้ว โยคีจะได้มรรคญาณและผลญาณหรือไม่ ถ้าไม่ได้ทำไมถึงไม่ได้
บางทีอาจจะได้ โดยขึ้นอยู่กับบารมีของโยคี ยกตัวอย่างเช่น ท่านพาหิยทารุจีริยะ ท่านได้ปฏิบัติสมถะวิปัสสนาจนถึงสังขารุเบกขาญาณในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ปฏิบัติเป็นเวลาถึงสองหมื่นปีแต่ไม่ได้ญาณในมรรคผล เพราะได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ แล้วว่าจะได้เป็นผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์อย่างรวดเร็วที่สุด (ขิปฺปาภิญฺญา) ในพระศาสนาของพระศากยมุนี ดังนั้น บารมีของท่านจึงสุกงอมในสมัยนั้นเท่านั้น
โดยนัยเดียวกัน สาวกอื่น ๆ ของพระพุทธเจ้าผู้ได้ปฏิสัมภิทา ๔ ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าศากยมุนีพระองค์นี้ ก็ได้ปฏิบัติสมถะวิปัสสนาจนถึงสังขารุเบกขาญาณ ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ เช่นกัน นี่เป็นธรรมดา ส่วนปฏิสัมภิทา ๔ ที่สาวกเหล่านั้นได้ก็คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในอรรถ) คือวิปัสสนาญาณเกี่ยวกับผล คือรู้ทุกข์โขริยสัจ ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธรรม) คือวิปัสสนาญาณเกี่ยวกับเหตุ คือรู้ทุกขสมุทัยอริยสัจ
**
แหล่งอ้างอิง:
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในภาษา) คือปัญญาในเรื่องไวยากรณ์ โดยเฉพาะไวยากรณ์ของพระบาลี
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในญาณทั้ง ๓) คือวิปัสสนาปัญญา ที่รู้ปฏิสัมภิทา ๓ อย่างแรก
เหตุปัจจัย ๕ อย่าง (บารมี) เพื่อให้ได้ปฏิสัมภิทา ๔
๑. อธิคม (การบรรลุ) คือ การบรรลุอรหัตมรรคและอรหัตผล หรือมรรคผลขั้นอื่นๆ ๒. ปริยัติ (การเรียน) คือ การเรียนพระธรรม ๓. สวนะ (การฟัง) คือ การฟังคำอธิบายพระธรรมอย่างตั้งใจและเคารพ ๔. ปริปุจฉา (การสอบถาม) คือ การสนทนาถึงข้อความที่ยาก คำอธิบายที่ยากในพระบาลีและอรรถถา ๕. บุพพปโยค (ความพยามยามที่ทำไว้ก่อน) คือ การปฏิบัติสมถะวิปัสสนาจนถึงสังขารุเบกขาญาณในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ
ถ้าปฏิบัติในพระศาสนานี้แล้วไม่บรรลุพระนิพพาน นั่นเป็นเพราะบารมียังไม่สุกงอม เหตุผลอื่นอาจเป็นเพราะได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ หรือได้ตั้งความปรารถนาเพื่อออกจากวัฏสงสารในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าในอนาคต เช่นพระศรีอริยเมตไตยเป็นต้น
ตัวอย่าง: มีพระภิกษุณีสองพันรูป ผู้ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์วิปัสสก ผู้ปรินิพพานในวันเดียวกันกับพระนางยโสธรา (อ้างถึงใน *วิสุทธิมรรค ขันธนิเทศ* ข้อ ๔๒๙: กถาว่าด้วยประเภทแห่งปัญญา)
สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ภิกษุณีเหล่านั้นได้ตั้งความปรารถนาที่จะออกจากวัฏฏสงสารในพระศาสนาของพระศากยมุนีพุทธเจ้าอีกสี่อสงไขยกาไรแสนกัป ในกาลต่อมา ความจะเป็นพระอรหันต์วิปัสสกไม่ต้องอบรมบารมีนานขนาดนั้น แต่ภิกษุณีสองพันรูปเหล่านี้ก็ได้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารยาวนานถึงปานนั้น เพราะเหตุเพียงการตั้งความปรารถนา ไม่ใช่เพราะพยากรณ์อันแน่นอนของพระพุทธเจ้า
คำถาม สำหรับโยคีที่จบคอร์สกรรมฐานแล้วแต่ไม่ได้บรรลุมรรคญาณผลญาณ ถ้าสมาธิอ่อนลง วิปัสสนาญาณจะเสื่อมไปได้หรือไม่ จะเกิดในอบายได้หรือไม่
คำตอบ วิปัสสนาญาณอาจจะเสื่อมไปได้ด้วย แต่นี้ก็เกิดไม่บ่อย ถ้าโยคีไม่ปฏิบัติเป็นเวลายาวนาน สมถะและวิปัสสนาอาจจะอ่อนกำลังลงอย่างช้าๆ แต่ศักยภาพของกรรมที่ทำไว้แล้วนั้นก็จะยังดำรงอยู่ มีตัวอย่างเช่นนี้ในคัมภีร์ เป็นเรื่องที่เกิดในศรีลังกา คือภิกษุและสามเณร ๓๐ รูปได้ไปสักการะพระมหาสถูปกัลยาณี และเมื่อกำลังออกจากทางเดินป่าถึงถนนใหญ่ ได้เห็นชายคนหนึ่งกำลังสวนทางมา ผู้ได้ทำงานอยู่ในลานเผาถ่านข้างๆ ถนน กายของเขาจึงเปรอะไปด้วยเถ้าถ่าน แม้แต่ผ้าเตี่ยวเหลืองตัวเดียวที่นุ่งถลกขึ้นก็เปรอะไปด้วยเถ้าถ่าน ดังนั้น เขาจึงดูเหมือนกับตอไฟลนเมื่อทำงาน ดู “ศักยภาพของกรรม” ในอภิธานวิภังค์อรรถกถา (สัมโมหวิโนทนี) สุตตันตภาชนีย์.
{ หน้า ๒๕๗ }
วันนั้นเสร็จแล้ว ก็ได้แบกเอาไม้ที่ไหม้ครึ่งหนึ่งมัดหนึ่งไป แล้วเดินมาตามทางย่อย มีผมปล่อยไปทางข้างหลัง แล้วยืนหันหน้าไปทางพวกภิกษุ
พวกสามเณรเมื่อได้เห็นชายคนนั้นก็หยอกกันและกันว่า “นั่นบิดาของท่าน นั่นปู่ของท่าน นั่นลุงของท่าน” แล้วเดินหัวเราะไป จากนั้นจึงถามชายนั้นว่า “อุบาสก โยมชื่ออะไร” เมื่อได้ถามถึงชื่อ ชายนั้นเกิดความโศกแล้ว วางมัดไม้ที่แบกมาแล้วจัดแจงผ้านุ่ง อภิวาทพระมหาเถระเพื่อให้ท่านอยู่อีกครู่หนึ่ง พระภิกษุเหล่านั้นได้รอแล้ว
แต่พวกสามเณรที่มาถึงก็ยังหัวเราะแม้ยังอยู่ข้างหน้าพระมหาเถระ ชายผู้นั้นกล่าวกับพระมหาเถระว่า “ท่านผู้เจริญ พวกท่านหัวเราะเมื่อเห็นกระผม พวกท่านคิดว่าท่านได้ถึงพร้อมด้วยชีวิตของภิกษุด้วยเหตุเพียงจีวรของท่าน แต่แม้เอกัคคตาแห่งจิตท่านก็ยังไม่ได้”
“กระผมก็เคยเป็นนักบวชเหมือนกับพวกท่าน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอภิญญาและพละในพระศาสนานี้ สำหรับผม แม้อากาศก็เปรียบเหมือนปฐพี และปฐพีก็เปรียบเสมือนอากาศ แม้ที่ไกลก็เหมือนที่ใกล้ และที่ใกล้ก็เหมือนที่ไกล กระผมเห็นตลอดแสนจักรลาลในเพียงขณะหนึ่ง พวกท่านเห็นมือทั้งสองของผมไหมครับ บัดนี้ ไม่ต่างอะไรจากมือลิง”
ต่อจากนั้น จึงชี้ไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วกล่าวว่า “เมื่อนั่งใต้ต้นไม้นั่น ด้วยมือทั้งสองนี้แหละ ผมได้ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ ผมได้นั่งโดยมีพระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นปฐพีเพื่อเช็ดเท้าเหล่านี้แหละ นี่เป็นกำลังแห่งอภิญญาของผม แต่อนตรธานไปแล้วเพราะความประมาท ท่านทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้ประมาทเลย เพราะความประมาท ชนทั้งหลายย่อมถึงความพินาศเช่นนี้ แต่ผู้มีชีวิตด้วยความบากบั่นย่อมได้ที่สุดแห่งชาติ ชรา และมรณะ เพราะฉะนั้น ให้เอาผมเป็นพยาน”
ไม่พึงประมาทในการเจริญกุศลธรรมในสมถะวิปัสสนา ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความบากบั่นเถอะ”
ด้วยความดังนี้ เขาได้ว่ากล่าวตักเตือนพวกภิกษุเหล่านั้น ผู้ได้สังเวชด้วยคาเหล่านั้นแล้ว ยืนอยู่ในที่นั่น ภิกษุ ๓๐ รูปได้เจริญสมถวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหันต์ ดังนั้น สมถะวิปัสสนาอาจจะเสื่อมไปชั่วคราวเพราะความประมาท แต่ศักยภาพของกรรมนั้นก็ยังดำรงอยู่
มีบุคคล ๔ จากพวกผู้บรรลุถึงพระนิพพาน พวกแรกคือพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งเราจะไม่กล่าวถึง อีก ๓ พวกที่เหลือคือ (๑) พระโพธิสัตว์ (๒) พระอัครมหาสาวกหรือมหาสาวก และ (๓) พระสาวกธรรมดา
๑) พระโพธิสัตว์ของพวกเราได้บรรลุสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ในสมัยของพระทีปังกรพุทธเจ้า และได้ปฏิบัติสมถะวิปัสสนาจนถึงสังขารุเบกขาญาณในชาติอื่น ๆ ถ้าพระองค์ทรงปรารถนาที่จะถึงพระนิพพาน ก็จะสามารถทรงบรรลุได้อย่างเร็วพลันโดยเพียงแต่ฟังบทสั้น ๆ จากพระทีปังกรพุทธเจ้าในเรื่องอริยสัจ ๔ แต่พระองค์ไม่ได้ทรงต้องการเพียงแค่บรรลุพระนิพพานเท่านั้น จึงทรงตั้งความปรารถนาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ต่อมาจึงได้รับการพยากรณ์อันแน่นอนจากพระทีปังกรพุทธเจ้า ในช่วง ๔ อสงไขยและอีกแสนกัปต่อมา คือตั้งแต่สมัยของพระทีปังกรพุทธเจ้าจนถึงพระกัสสปพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ของเราบวชเป็นพระภิกษุ ๙ ชาติ ล้วนแต่
ในศาสนาของพระพุทธเจ้า ในแต่ละภพชาติที่เป็นพระภิกษุ สิกขาของท่านรวมข้อปฏิบัติ ๗ อย่าง คือ
๑. เรียนพระพุทธวจนะ คือพระไตรปิฎก ด้วยการท่องจำ (พุทฺธวจน อุคฺคณฺหิตฺวา) ๒. ตั้งมั่นอยู่ในปาริสุทธิศีล ๔ (จตุปาริสุทฺธิสฺสฺเ ล ปน สุปฏิฏฺฐาย) ๓. สมาทานธุดงค์ ๑๓ (เตรสฺธุตงฺคานิ สมาทาย) ๔. อยู่ป่าเป็นวัตร (อรญฺญ ปวิสิตฺวา) ๕. ได้สมาบัติ ๘ (อฏฺฐสมาปตฺติโย) ๖. ได้อภิญญา ๕ (ปญฺจอภิญฺญา)
มัชฌิมอรรถกถา (ปปัญจสูทนี) ข้อ ๒๘๖ (มัชฌิมปัณณาสก์ ฆฏิการสูตร) อรรถกถาในที่นี้กล่าวเพียงข้อที่ ๑ ถึง ๔ และกล่าวข้อที่ ๕ เป็น “คตปจฺจาคตวตฺต ปูรยมานา สมณธมฺม กโรนฺตา บาเพ็ญคตวัตรและปัจจาคตวัตร กระทาสมณธรรม” ซึ่งหมายถึง การบำเพ็ญสมถวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง แม้ในเวลาที่ออกไปบิณฑบาตและกลับมาในที่อยู่อาศัยหลังจากบิณฑบาต ในที่ต่างๆ ที่อธิบายข้อปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ ข้อที่ ๕ นี้ อาจทำความเข้าใจว่าเป็นข้อที่ ๕-๗ แต่ในที่อื่นๆ สมณธรรมนั้นหมายถึงข้อปฏิบัติ ๗ อย่างนี้ทั้งหมด
นี่เป็น *คันธธุระ* (คือธุระในคัมภีร์) ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า *ปริยัติ* (คือการศึกษา) ส่วนข้อ ๒-๗ เป็น *วิปัสสนาธุระ* ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า *ปฏิบัติ* ดูหน้า p.278.
แม้ว่าการอยู่ป่าเป็นวัตรจะรวมอยู่ในธุดงค์ ๑๓ แต่อรรถกถาก็กล่าวแยกต่างหากเพื่อเน้นความสำคัญ
๗. เจริญวิปัสสนา (วิปสฺสน วฑฺเฒตฺวา) จนถึงอนุโลมญาณ (ยาว อนุโลมญาณ)
บารมีเหล่านี้ต้องทำให้บริบูรณ์เพื่อบรรลุสัพพัญญุตญาณ แต่ก่อนที่บารมีของพระองค์จะสุกงอม คือตั้งแต่เวลาที่ได้รับพยากรณ์อันแน่นอนจนกระทั่งมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
พระโพธิสัตว์ของเราบางครั้งก็เกิดในติรัจฉานภูมิเพราะอกุศลกรรมที่ทำไว้ก่อน แต่ชาติที่เป็นพระภิกษุและชาติที่เป็นสัตว์เดียรัจฉานนั้นห่างกันมาก นี่เป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์
๒) พระอัครสาวกบางท่านก็ได้รับพยากรณ์อันแน่นอนเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ทั้งพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะต่างก็ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าอโนมาทัสสี พระมหาสาวกบางครั้งก็ได้รับการพยากรณ์อันแน่นอนด้วย เช่นพระมหากัสสปะและพระอานนท์ต่างก็ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ โดยในสมัยพระพุทธเจ้าของเรา พระสาวกเหล่านี้ล้วนแต่บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔
พระอรหันต์ประเภทนี้ย่อมเป็นผู้ชำนาญในสมถะวิปัสสนา จนถึงสังขารุเบกขาญาณในสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ นี่เป็นกฎธรรมชาติ ถึงกระนั้น ตั้งแต่สมัยที่ได้รับพยากรณ์อย่างแน่นอนจนกระทั่งสมัยพระพุทธเจ้าของเรา บางท่านก็จะเกิดในทุคติ ๔ เพราะเหตุแห่งอกุศลกรรม บางครั้งก็ด้วยพระโพธิสัตว์ นี่เป็นธรรมดาของอัครสาวกและมหาสาวก
นี่ก็คือสังขารุเบกขาญาณ
ดูเรื่องของปฏิสัมภิทา ๔ ในคาถามคาตอบ ๔.๒ หน้า ๓๙๘
๓) สำหรับสาวกธรรมดา ถ้าปฏิบัติสมถะวิปัสสนาอย่างบริบูรณ์จนถึงปัจจยปริคหญาณ อุพยัพพยญาณ หรือสังขารุเบกขาญาณ ก็จะไม่เกิดในอบายทั้ง ๔ หลังตายแม้ยังไม่ได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ วิสุทธิมรรคได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า
เธอนับว่าเป็นผู้ได้ความโล่งใจ ผู้ได้ที่พึ่งในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน (เป็นสุขติ) ได้ชื่อว่าเป็นจูฬโสดาบัน
ดังนั้น จูฬโสดาบันอาจเกิดในเทวภูมิ และได้อานิสงส์ ๔ อย่าง
ในโสตานุคตสูตร พระพุทธเจ้าได้ทรงระบุอานิสงส์ ๔ อย่างไว้คือ
====== คาถามและคาตอบ ๔ – ๔.๓ ไม่ได้มรรคผล วิปัสสนาญาณเสื่อมได้หรือไม่เป็นต้น ====== { หน้า ๒๖๒ }
ถึงธรรมเป็นต้นว่า “แน่ะสหาย ท่านจงระลึกถึงธรรมะนี้ และธรรมะนั้นด้วย ที่พวกเราได้ปฏิบัติกันแล้วในภูมิมนุษย์”
เธออาจจะระลึกถึงธรรมและถ้าเธอเจริญ วิปัสสนา ก็จะบรรลุพระนิพพานได้อย่างเร็วพลัน
ตัวอย่าง จูฬโสดาบัน ที่เกิดในเทวภูมิแล้วบรรลุพระนิพพานอย่างเร็วพลันก็คือ ท่านสมณเทวปุตตะ ท่านเป็นพระภิกษุที่ได้ปฏิบัติ สมถะวิปัสสนา อย่างตั้งใจจริง ทากาลเมื่อกำลังปฏิบัติอยู่แล้วเกิดในเทวภูมิ เพราะไม่รู้ว่าตนได้ มรณภาพ แล้ว จึงปฏิบัติกรรมฐานต่อไปในปราสาทของท่านในเทวภูมิ เมื่อนางอัปสรในปราสาทของท่านเห็นแล้วก็รู้ว่า ท่านต้องเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งในชาติก่อน จึงตั้งกระจกเงาไว้ที่หน้าท่านแล้วทาเสียงดัง ท่านลืมตาแล้วเห็นเงาของท่านในกระจก ถึงความผิดหวังแล้วเพราะไม่ปรารถนาจะเป็นเทวดา และต้องการพระนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง ท่านก็ลงจากสวรรค์แล้วเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม พระองค์ทรงกำลังแสดงธรรมในเรื่อง อริยสัจ ๔ เมื่อฟังธรรมนั้นแล้ว ท่านสมณเทวปุตตะก็ได้บรรลุ โสตาปัตติมรรคญาณ และ โสตาปัตติผลญาณ
ดังนั้น เมื่อสาวกธรรมดาปฏิบัติสมถะวิปัสสนาอย่างจริงจัง แล้วบรรลุ ปัจจยปริคหญาณ อุพยัพพยญาณ หรือ สังขารุเบกขาญาณ แม้จะไม่ได้มรรคผลในชาตินี้ แต่การปฏิบัติที่ได้ทำไว้แล้วย่อมให้ผล คือเป็นไปได้มากที่จะบรรลุมรรคผลในชาติ
อรรถกถาของ ส.สคาถวรรค.ข้อ ๔๖ (อัจฉราสูตร ว่าด้วยนางอัปสร) วรรณาเรื่องของท่านสมณเทวปุตตะไว้
ส.สคาถวรรค.ข้อ ๔๖ (อัจฉราสูตร) และอรรถกถา
[หน้า ๒๖๓]
ต่อๆ ไป ดังนั้น ในขณะที่ทากาละ โยคีแม้จะยังไม่ได้สมถวิปัสสนาที่เข้มแข็ง แต่เพราะสมถวิปัสสนาเป็นกุศลกรรมที่มีกำลัง นิมิตที่ดีย่อมปรากฏทางมโนทวาร และจุติจิตอาจเกิดโดยมีนิมิตนั้นเป็นอารมณ์ เพราะกุศลกรรมนี้ โยคีย่อมถึงสุคติ และในที่นั้นย่อมบรรลุพระนิพพานได้
แต่ถ้าปฏิบัติวิปัสสนาจนถึงช่วงจิตที่ใกล้ตาย (มรณาสนฺนชวน) โยคีก็จะเป็นบุคคลประเภทแรกที่ระบุไว้ในโสตานุกถาสูตรซึ่งเพิ่งกล่าวถึง
คาถาม โยคีผู้ที่ผ่านการปฏิบัติแล้ว แต่ยังไม่ได้บรรลุพระนิพพาน จะสามารถบรรลุธรรมฐิติญาณได้หรือไม่ และถ้าได้ ญาณนั้นจะเสื่อมได้หรือไม่
คาตอบ โยคีสามารถบรรลุญาณนั้นได้ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายต่อสุสิมปริพาชกว่าว่า
*ปุพฺเพ โข สุสิม ธมฺมฏฺฐิติญาณ ปจฺฉา นิพฺพาเน ญาณ*
*สุสิมะ ธัมมฐิติญาณเกิดก่อน นิพพานญาณเกิดภายหลัง*
(มรรคญาณที่มีพระนิพพานเป็นที่สุด)
[หมายเหตุจากพระสูตร] ท่านสุสิมะเป็นปริพาชกที่เข้ามาเพื่อขโมยธรรมะ แต่พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าเธอจะบรรลุพระนิพพานภายใน ๒-๓ วัน จึงได้ให้อุปสมบท (อ้างถึง: ส.นิทานวรรค.ข้อ ๗๐, สุสิมสูตร)
[ความหมายตามพระมหาจุฬาแปล] สุสิมะ ธัมมฐิติญาณเกิดก่อน นิพพานญาณเกิดภายหลัง
====== คาถามและคาตอบ ๔ – ๔.๔ จบคอร์สแล้ว บรรลุธรรมฐิติญาณได้หรือไม่เป็นต้น ====== (หน้า ๒๖๔)
ท่านสุสิมะได้ยินว่า มีพระอรหันต์เป็นจำนวนมากผู้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ได้แจ้งความที่ตนบรรลุพระอรหันต์แล้ว ดังนั้น ท่านสุสิมะจึงทูลถามพระอรหันต์เหล่านั้นว่า ได้บรรลุสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ หรือไม่ พระอรหันต์เหล่านั้นตอบว่า “ไม่ได้” ท่านสุสิมะจึงกล่าวต่อไปว่า “ถ้าท่านไม่ได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ท่านบรรลุพระอรหันต์ได้อย่างไร” พระอรหันต์ตอบว่า “ปญฺญาวิมุตฺตา โข มย อาวุโส สุสิมา ท่านผู้เฒ่าสุสิมะ พวกผมหลุดพ้นจากกิเลส และบรรลุพระอรหันต์ได้ด้วยสุทธวิปัสสนายาน (สุทฺธวิปสฺสนายานิก)” ท่านสุสิมะเมื่อไม่เข้าใจ จึงทูลถามพระพุทธเจ้าเช่นกัน
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปุพฺเพ โข สุสิม ธมฺมฏฺฐิติญาณ ปจฺฉา นิพฺพาเน ญาณ สุสิมะ ธัมมฐิติญาณเกิดก่อน อนิพพานเกิดภายหลัง
(มรรค)ญาณที่มีพระนิพพานเป็น…
นี้หมายความว่าอะไร มรรคญาณไม่ใช่ผลของสมาบัติ ๘ หรืออภิญญา ๕ แต่เป็นผลของวิปัสสนาญาณ ดังนั้น มรรคญาณจึงเกิดขึ้นหลังวิปัสสนาญาณเท่านั้น ในสุสมิสูตร วิปัสสนาญาณทุกขั้นเรียกรวมกันว่า ธัมมฐิติญาณ
พจนานุกรม
== คำถามและคำตอบ ๔ – ๔.๔ จบคอร์สแล้ว บรรลุธรรมฐิติญาณได้หรือไม่เป็นต้น { หน้า ๒๖๕ }
ญาณเป็นวิปัสสนาญาณในความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของสังขารธรรมทั้งหมด ของธรรมที่มีเหตุปรุงแต่งทั้งหมด ซึ่งก็คือนาม รูป และเหตุของนามรูป
นี่คือเหตุที่ธรรมฐิติญาณมาก่อน และมรรคญาณที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์จึงมาภายหลัง
ต่อจากนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมในเรื่องวัฏฏะ ๓ (เตปริวฏฺฏ ธมฺมเทสนา) ซึ่งคล้ายกับอนัตตลักขณสูตร เมื่อจบพระธรรมเทศนา ท่านสุสิมะได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว แม้จะไม่ได้สมาบัติ ๘ หรืออภิญญา ๕ ท่านจึงเป็นสุทธวิปัสสนายานิกเช่นเดียวกัน เมื่อนั้นท่านจึงเข้าใจความหมายของพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าได้อย่างชัดเจน
ถ้าโยคีบรรลุธรรมฐิติญาณ แม้จะไม่บรรลุพระนิพพานในชาตินี้ แต่วิปัสสนาญาณก็จะไม่เสื่อมไป ศักยภาพของกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิปัสสนาญาณของเธอยังมีกำลัง ถ้าเป็นสาวกธรรมดา ก็อาจจะบรรลุนิพพานในชาติต่อไป
== ๔.๕ บรรลุมรรคผลด้วยเพียงอุปจารสมาธิได้ไหม
คำถาม บุคคลจะสามารถบรรลุโลกุตตรธรรม (คือมรรคผล) ด้วยเพียงอุปจารสมาธิหรือไม่
**
คาตอบ สามารถบรรลุได้ ในระดับแห่งอุปจารสมาธิก็มีแสงที่สว่าง สุกใส ประกอบด้วยรัศมี ด้วยแสงนั้นโยคีสามารถกำหนดรู้รูปกลาป รูปนามปรมัตถ์ และเหตุของรูปนาม แล้วเจริญวิปัสสนาต่อไปตามลำดับ
คาถาม บุคคลจะสามารถบรรลุโลกุตตรธรรม (คือมรรคผล) ด้วยเพียงขณิกสมาธิหรือไม่
คาตอบ ในที่นี้เราต้องจำกัดความของคำว่าขณิกสมาธิ อะไรคือขณิกสมาธิ ขณิกสมาธิมี ๒ ประเภทคือ:
1. ขณิกสมาธิในสมถกรรมฐาน 2. ขณิกสมาธิในวิปัสสนากรรมฐาน
ในสมถกรรมฐาน มีสมาธิ ๓ อย่าง: 1. ขณิกสมาธิ (เป็นประเภทหนึ่งแห่งบริกรรมสมาธิ) 2. อุปจารสมาธิ 3. อัปปนาสมาธิ
ขณิกสมาธิในสมถะ โดยเฉพาะ หมายถึงสมาธิที่ถือเอาปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์ เช่น ปฏิภาคนิมิตในอานาปานสติ เป็นสมาธิก่อนจะเกิดอุปจารสมาธิ นี้
สำหรับโยคีสมถยานิก มีขณิกสมาธิอีกอย่างสำหรับโยคีวิสุทธิวิปัสสนายานิก ผู้ปกติต้องเริ่มที่จตุธาตุวัฏฐานเพื่อให้บรรลุอุปจารสมาธิหรือขณิกสมาธิ แล้วเห็นรูปกลาปและธาตุทั้ง ๔ ในรูปกลาปหนึ่ง ๆ วิสุทธิมรรคกล่าวว่านั่นเป็นอุปจารสมาธิ แต่มหาฎีกาของ
วิสุทธิมรรคกล่าวว่านั่นเป็นเพียงโวหาร ไม่ใช่อุปจารสมาธิแท้ เพราะว่าอุปจารสมาธิแท้นั้นใกล้เคียงต่อฌานสมาธิ
แต่โยคีไม่สามารถบรรลุฌานด้วยจตุธาตุววัฏฐาน เมื่อเห็นธาตุ ๔ ในแต่ละกลาป ก็จะมีสมาธิที่ลึก มีแสงอันสว่าง สุกใส มีรัศมี ถึงกระนั้นก็บรรลุฌานโดยมีธาตุเหล่านั้นเป็นอารมณ์ไม่ได้ มีเหตุผลสองอย่างคือ:
๑) การเห็นธาตุ ๔ ในแต่ละกลาปเป็นการเห็นรูปปรมัตถ์ และการเห็นรูปปรมัตถ์นั้นลึกซึ้ง บุคคลจึงบรรลุฌานโดยมีรูปปรมัตถ์เป็นอารมณ์ไม่ได้
๒) แม้สมาธิที่แยกแยะรูปกลาปนั้นจะลึก แต่ก็ยังไม่ลึกเท่ากับฌานสมาธิ เพราะอะไร? เพราะรูปกลาปดับไปทันทีที่เกิด ซึ่งหมายความว่า อารมณ์นั้นเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น บุคคลจึงบรรลุฌานด้วยอารมณ์ที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาไม่ได้
อุปจารสมาธิ คือช่วงจิต ๓ ดวง หลังจากมโนทวาราวัชชนจิตและก่อนโคตรภูจิตของฌาน
วิ.สมาธินิเทศ ข้อ ๓๐๘ (การเจริญจตุธาตุววัฏฐาน) อธิบายว่า เพราะว่าจตุธาตุววัฏฐานมีอารมณ์เป็นสภาวธรรม บุคคลย่อมถึงเพียงแค่อุปจารสมาธิ ไม่ถึงอัปปนา (คือฌาน)
วิสุทธิมรรคมหาฎีกา อธิบายว่า นี่เรียกว่าอุปจาระโดยเป็นเพียงแค่โวหาร (คือคำพูดที่ติดปาก)
วิสุทธิมรรค <br>
ดังนั้น เพราะจตุธาตุววัฏฐานไม่ทำให้เกิดฌาน จึงเข้าใจได้ว่า อุปจารสมาธิ ซึ่งมีธาตุ ๔ ในแต่ละรูปกลาปเป็นอารมณ์นั้น ไม่ใช่อุปจารสมาธิจริง ๆ แต่เป็นขณิกสมาธิ ดังนั้น เราจึงจะสนทนากันในเรื่องขณิกสมาธิในวิปัสสนา ซึ่งวิสุทธิมรรคกล่าวไว้ในกถาว่าด้วยอานาปานสติ
ในที่นี้ พึงทราบว่าขณิกสมาธิในวิปัสสนาเป็นการเห็นอย่างละเอียดถี่ถ้วนซึ่งความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปนามปรมัตถ์และเหตุของรูปนาม ถ้าไม่เห็นเช่นนั้นแล้ว จะมีขณิกสมาธิในวิปัสสนาได้อย่างไร นั่นเป็นไปไม่ได้
ถ้าโยคีสมถยานิกปราถนาจะเจริญวิปัสสนา พึงเข้าปฐมฌาน เช่น ปฐมฌานของอานาปานสติ นั่นเป็นสมถะ เมื่อออกจากฌานนั้นแล้ว พึงกำหนดรู้นามธรรม ๓๔ อย่างของปฐมฌาน และหลังจากนั้น กำหนดรู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา โดยเห็นการเกิดขึ้นและดับไปของฌานสังขาร (ฌานธรรม) แล้ว พึงทำอย่างเดียวกันในทุติยฌานเป็นต้น
ในขณะที่กำหนดรู้ฌานธรรมอยู่ ก็ยังมีสมาธิที่สืบเนื่องกับฌาน ดังนั้น เมื่อโยคีตั้งสมาธิในความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของฌานธรรม เมื่อนั้นสมาธิก็ย่อมลึกซึ้ง ไม่วอกแวกไปกับอารมณ์อื่น ๆ นั่นเป็นขณิกสมาธิ เพราะอารมณ์นั้นเป็นไปเพียงชั่วขณะหนึ่ง คือทันทีที่เกิดขึ้นก็ดับไป
โดยนัยเดียวกัน เมื่อโยคีปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ หรือความเป็นอนัตตาของนามรูปปรมัตถ์และเหตุของนามรูป เมื่อนั้นใจโดยวิสุทธิมรรค อนุสสติกัมมฐานนิเทส ข้อ ๒๓๕ (กถาว่าด้วยอานาปานสติ)
ปกติย่อมไม่วอกแวกออกไปจากอารมณ์ ย่อมตั้งมั่นอยู่กับไตรลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง นี่ก็เรียกว่าขณิกสมาธิ
ถ้าโยคีสามารถเห็นนามรูปปรมัตถ์และเหตุของนามรูปอย่างละเอียดถี่ถ้วนและชัดเจน โดยที่ไม่ต้องเจริญสมถกรรมฐาน ก็แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องเจริญสมถะ ถ้าไม่เช่นนั้น ก็พึงอบรมสมถกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วพัฒนาสมาธิให้เพียงพอเพื่อให้เห็นนามรูปปรมัตถ์และเหตุของนามรูปได้
แต่ในสมาธิสูตรของขันธสังยุต พระพุทธเจ้าตรัสว่า
สมาธึ, ภิกฺขเว, ภาเวถ; สมาหิโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ยถาภูต ปชานาติ
(ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง)
ดังนั้น โยคีจึงควรอบรมสมาธิเพื่อให้รู้ขันธ์ ๕ เหตุเกิดและความดับของขันธ์ ๕ เพื่อให้รู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของขันธ์ ๕ โดยความดับไปจะเห็นได้ในอรหัตมรรคและเมื่อปรินิพพาน
อนึ่ง ในสมาธิสูตรของสัจจสังยุต พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลพึงอบรมสมาธิเพื่อให้รู้อริยสัจ ๔ ถ้าบัดนี้โยคีต้องการพิจารณาเพียงแค่เวทนา พึงทราบความต่อไปนี้ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายไว้ในปฐมอปริชานนสูตร ว่า
ดูการอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกันด้วยในเชิงอรรถ ๔๓ หน้า ๔๒
{ หน้า ๒๗๐ }
สัพพ ภิกฺขเว อนภิญฺญาน อปริชฺฌาน อวิราคะย อปฺปชฺชาน อภพฺโพ ทุกฺขกฺขยาย.. สัพพญฺจ โข ภิกฺขเว อภิญฺญาน ปริชฺฌาน วิราคะย ปชฺชาน ภพฺโพ ทุกฺขกฺขยาย
ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวง บุคคลเมื่อยังไม่รู้ยิ่ง ไม่กาหนดรู้ ไม่คลายกาหนัด ไม่ละ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ภิกษุทั้งหลาย ส่วนสิ่งทั้งปวง บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง กาหนดรู้ คลายกาหนัด ละได้ เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์
ในพระสูตรนี้ อะไรคือสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงก็คือรูปนามและเหตุของรูปนาม ถ้าไม่รู้สิ่งทั้งปวงด้วยปริญญา ๓ (คือความรู้รอบ) ก็ไม่บรรลุพระนิพพานได้ ผู้รู้สิ่งทั้งปวงด้วยปริญญา ๓ เท่านั้นจึงจะบรรลุพระนิพพานได้
ในพระสูตร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายคำว่า “สิ่งทั้งปวง” ว่าคือ ๑. จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ และมนาทยตนะที่เกิดขึ้นเมื่อประชุมกับ ๒. จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และมโนวิญญาณตามลำดับ และ ๓. ผัสสะ ๖ อย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกับวิญญาณ ๖ เหล่านั้นคือ จักขุสัมผัสสะ โสตสัมผัสสะ ฆานสัมผัสสะ ชิวหาสัมผัสสะ กายสัมผัสสะ และมโนสัมผัสสะตามลำดับ และ ๔. เวทนาที่เกิดขึ้นกับผัสสะ ๖ อย่างนั้นคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น อาศัยจักขุสัมผัสสะ โสตสัมผัสสะ ฆานสัมผัสสะ ชิวหาสัมผัสสะ กายสัมผัสสะ และมโนสัมผัสสะ
โดยนัยเดียวกัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในกุฏาคารสูตร (แห่งสัจจสังยุต) ว่า หากไม่รู้ อริยสัจ ๔ ด้วยวิปัสสนาญาณและมรรคญาณ ก็จะไม่สามารถถึงที่สุดแห่งวัฏฏสงสารได้
ดังนั้น หากโยคีต้องการบรรลุพระนิพพาน ก็ต้องพยายามรู้นาม รูป และเหตุของนามรูปทั้งหมดด้วยปริญญา ๓ ปริญญา ๓ คืออะไร ดังนี้
๑) ญาตปริญญา (ความรอบรู้นามรูปที่ปรากฏชัดเจน) คือ นามรูปปริจเฉทญาณ และ ปัจจยปริคคหญาณ ซึ่งเป็นวิปัสสนาญาณที่รู้รูปนามปรมัตถ์ทั้งหมด และเหตุของนามรูป
๒) ตีรณปริญญา (ความรู้รอบโดยพิจารณา) คือ สัมมสนญาณ และ อุทยัพพยญาณ ซึ่งรู้รอบอย่างชัดเจนถึงความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของรูปนามปรมัตถ์และเหตุของรูปนาม
๓) ปหานปริญญา (ความรู้รอบโดยประหาร) คือวิปัสสนาญาณยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตั้งแต่ภังคญาณจนถึงมรรคญาณ
**
คำสอนในพระสูตรทั้งสอง คือปฐมอปริชานนสูตรและกุฏาคารสูตร มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากโยคีต้องการเจริญวิปัสสนาโดยเริ่มที่เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็พึงจำข้อความนี้ไว้
(ส. มหาวารวรรค (มกุฏ – กุฏสูตร) ข้อ ๑๑๑๔, อ้างอิงในหัวข้อ “ธรรมใดพึงรู้แจ้ง” หน้า ๒๐)
อย่างไรก็ดี จริง ๆ แล้วก็เป็นไปได้ที่จะบรรลุธรรมโดยกำหนดรู้ธรรมเพียงอย่างเดียว แต่นั่นก็ต่อเมื่อได้กำหนดรู้ธรรมอย่างอื่นแล้วมาก่อนในชาตินี้หรือในชาติก่อน ๆ
ยกตัวอย่างเช่น ท่านพระสารีบุตร เมื่อท่านได้ฟังท่านพระอัสสชิกล่าวธรรมเพียงประโยคเดียว ก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน หลังจากนั้น ท่านก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วเจริญกรรมฐานต่อไป
ในอนุปทสูตร พระพุทธเจ้าทรงพรรณนาความที่ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้ชำนาญอย่างยิ่งในการกำหนดรู้นามธรรมแต่ละอย่างในฌานสมาบัติที่ท่านได้ไปตามลำดับ แต่ถึงแม้ท่านจะปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง ก็ยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์
ต่อจากนั้นวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้สอนทีฆนขสูตรแก่หลานชายของท่านพระสารีบุตร โดยอธิบายธรรมะอย่างเดียวคือเวทนา ในขณะนั้น ท่านพระสารีบุตรกำลังยืนอยู่ทางด้านพระปฤษฎางค์ของพระพุทธเจ้า ถวายงานพัดและฟังธรรมเทศนานั้นไปด้วย เมื่อจบพระธรรมเทศนา ท่านได้บรรลุพระอรหันต์และหลานชายของท่านได้บรรลุพระโสดาบัน ส่วนพระสารีบุตรบรรลุพระอรหันต์โดยพิจารณาธรรม
**
วิธี เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นั่นก็เป็นเพราะท่านได้เจริญกรรมฐานในขันธ์ ๕ ทั้งหมด มาก่อนหน้านั้นแล้ว มาย้ำกันอีกทีหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าภิกษุไม่รู้ นามรูปทั้งหมดและเหตุของนามรูปด้วยปริญญา ๓ ก็จะบรรลุพระนิพพานไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่พอที่จะพยายามกำหนดรู้เวทนาอย่างเดียว เช่นทุกขเวทนาเพียงเท่านั้น โดยไม่กำหนดรู้ นามรูปปรมัตถ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่พอในที่นี้ก็คือจะบรรลุพระนิพพานไม่ได้
คาถาม พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศ อะไรเป็นความแตกต่างกันระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระสาวกเช่นท่านพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะผู้เป็นพระอรหันต์ผู้เลิศเช่นกัน
คาตอบ อรหัตมรรคของพระพุทธเจ้านั้น เกิดร่วมกับพระสัพพัญญุตญาณ แต่อรหัตมรรคของพระสาวกไม่เป็นเช่นนั้น อรหัตมรรคของสาวกนั้นเป็นการตรัสรู้ (โพธิ) ของสาวกโดยมีอยู่ ๓ อย่าง คือ ๑. การตรัสรู้ของอัครสาวก (อคฺคสาวก โพธิ) ๒. การตรัสรู้ของมหาสาวก (มหาสาวก โพธิ) ๓. การตรัสรู้ของสาวกธรรมดา (ปกติสาวก โพธิ)
อรหัตมรรคของสาวกบางครั้งเกิดกับปฏิสัมภิทา ๔ บางครั้งกับอภิญญา ๖ บางครั้งกับวิชชา ๓ (เตวิชฺช) หรือบางครั้งเป็นอรหัตมรรคล้วน ๆ ไม่ว่าจะดูรายละเอียดเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในอดีตของผู้ที่ได้บรรลุธรรมในคาถามคาตอบ ๔.๓ หน้า ๒๕๗ และคาถามคาตอบ ๕.๒ หน้า ๓๐๘
{ หน้า ๒๗๔ }
หลุดพ้นโดยส่วนสอง (อุภโตภาควิมุตฺต) หรือหลุดพ้นด้วยปัญญา (ปญฺญาวิมุตฺต) แต่จะไม่เกิดกับสัพพัญญุตญาณอย่างแน่นอน
ยกตัวอย่างเช่น อรหัตมรรคของพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะไม่เกิดกับสัพพัญญุตญาณ
เปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้า อรหัตมรรคของพระองค์ไม่เพียงเกิดพร้อมกับพระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น แต่ประกอบกับญาณอย่างอื่นทุกอย่าง (คือปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ วิชชา ๓) และกับคุณสมบัติวิเศษอื่นๆ ของพระพุทธเจ้า
อนึ่ง เพราะเหตุที่บารมีของพระองค์สุกงอมแล้ว พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงทรงบรรลุมรรค ผล และสัพพัญญุตญาณได้โดยพระองค์เองโดยไม่มีอาจารย์ แต่สาวกจะบรรลุมรรคผลได้ก็โดยฟังธรรมเกี่ยวกับอริยสัจ ๔ จากพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระองค์เท่านั้น ไม่สามารถปฏิบัติด้วยตนเองโดยที่ไม่มีอาจารย์ นี่คือความต่าง
ดูรายละเอียดของปฏิสัมภิทา ๔ ในคาถามคาตอบ ๔.๒ หน้า 255
อภิญญา ๖ ประกอบด้วย (๑) ฤทธิ์ชนิดต่างๆ (อิทฺธิวิทฺธา) (๒) หูทิพย์ (ทิพโสต) (๓) รู้ใจผู้อื่น (ปรสฺส เจโตปริยญาณ) (๔) ตาทิพย์ (ทิพจกฺขุ) (๕) การระลึกถึงชาติก่อน (ปุพเณฺพานิวาสานุสฺสติ) (๖) การทาลายอาสวะ (อาสวขย) วิชชา ๓ เหมือนกันกับข้อ ๔-๖ ของอภิญญา ๖ ที่พึงกล่าวถึง
หลุดพ้นโดยส่วนสอง คือ สำหรับผู้ที่หลุดพ้นในขั้นแรกจากรูปภูมิด้วยการบรรลุอรูปฌาน และในขั้นที่สอง หลุดพ้นจากอรูปภูมิเช่นกันด้วยการบรรลุพระอรหันต์
หลุดพ้นด้วยปัญญา คือ ผู้ที่เป็นอรหันต์สุทธิวิปัสสก
๔.๘ ชีวิตในระหว่าง (อนฺตรภาว)
คาถาม อะไรคือชีวิตในระหว่าง (อนฺตรภาว)
คาตอบ ตามพระไตรปิฎกของพุทธเถรวาทนั้น ชีวิตในระหว่างไม่มี เพราะระหว่าง $text{จุติจติ}$ กับ $text{ปฏิสนธิจิต}$ ที่เกิดต่อมานั้น ไม่ได้มี ขณะจิต หรือสิ่งใด ๆ ที่ถือเป็นชีวิตในระหว่างเลย
เช่นเดียวกับชีวิตในระหว่าง หากบุคคลไปเกิดในภูมิเทวดาหลังตาย ในช่วงระหว่าง $text{จุติจิต}$ ของมนุษย์กับ $text{ปฏิสนธิ}$ ของเทวดา ก็จะไม่มีขณะจิตหรืออะไรสักอย่างที่เป็นชีวิตในระหว่าง โดยทันทีที่ตาย $text{ปฏิสนธิจิต}$ ในภูมิเทวดาก็จะเกิดขึ้น โดยนัยเดียวกัน
หากบุคคลไปเกิดในนรกหลังตาย ในช่วงระหว่าง $text{จุติจิต}$ ในภพมนุษย์กับ $text{ปฏิสนธิจิต}$ ในนรก ก็จะไม่มีอะไรเป็นชีวิตในระหว่าง เขาย่อมไปเกิดในนรกทันทีหลังตาย
ความคิดเรื่องชีวิตในระหว่างมักเกิดเมื่อบุคคลนั้นตาย แล้วไปอยู่ในภูมิเปรตเป็นเวลาสั้น ๆ แล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ผู้นั้นอาจคิดว่าชีวิตของเขาเมื่อเป็นเปรตเป็นชีวิตในระหว่าง แต่แท้จริงแล้ว นั่นไม่ใช่ชีวิตในระหว่างเลย
เหตุการณ์จริงคือ หลังจากที่ $text{จุติจิต}$ ในภพมนุษย์ดับไป $text{ปฏิสนธิ}$ ในภูมิเปรตก็เกิดขึ้น และเมื่อ $text{จุติจิต}$ ในภูมิเปรตดับไป $text{ปฏิสนธิ}$ ในภพมนุษย์ก็เกิดขึ้นอีก ผู้นั้นต้องเป็นทุกข์อยู่ในภูมิของเปรตเพราะเหตุแห่งอกุศลกรรม แต่ศักยภาพของอกุศลกรรมก็หมดไปในชั่วเวลาอันสั้น โดยผู้นั้นได้ $text{ปฏิสนธิ}$ ในภพมนุษย์อีกครั้งหนึ่งเพราะกุศลกรรมอันสุกงอมแล้ว
ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ใน ตาราง ๑๐ – จุติและปฏิสนธิ หน้า 330
ผู้ยังไม่เห็นสัจธรรมเกี่ยวกับวัฏฏสงสารหรือปฏิจจสมุปบาท ย่อมเข้าใจผิดเกี่ยวกับชีวิตสั้น ๆ ในภูมิเปรตว่าเป็นชีวิตในระหว่าง ถ้าสามารถกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทด้วยวิปัสสนาญาณ ความเชื่อผิด ๆ นั้นก็จะหายไป ดังนั้น เราจึงแนะนำให้โยคีพึงกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทด้วยวิปัสสนาญาณของตน แล้วความสงสัยเกี่ยวกับชีวิตในระหว่างก็จะหมดไปจากใจของโยคี
คาถาม วิธีการเจริญอานาปานสติและวิธีเจริญจตุธาตุววัฏฐานเป็นวิธีเดียวกันหรือไม่ ทำไมเราต้องเจริญจตุธาตุววัฏฐานหลังจากอานาปานสติเท่านั้น
คาตอบ ไม่ใช่วิธีเดียวกัน ในวิปัสสนา โยคีต้องกำหนดรู้รูปนาม และเหตุของรูปนาม จึงมีกรรมฐาน ๒ อย่างคือการกำหนดรู้รูปและการกำหนดรู้นาม เมื่อพระพุทธเจ้าทรงสอนการกำหนดรู้รูป ก็จะทรงสอนจตุธาตุววัฏฐานโดยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแบบย่อหรือแบบพิสดาร ดังนั้น ถ้าโยคีต้องการกำหนดรู้รูป ก็จะต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า การปฏิบัติจตุธาตุววัฏฐานอาศัยสมาธิที่ลึกซึ้งเช่นจตุตถฌานนั้นย่อมดีกว่า เพราะช่วยให้เห็นรูปปรมัตถ์ นามปรมัตถ์ และเหตุของนามรูปได้อย่างชัดเจน
แต่ถ้าไม่ต้องการเจริญสมถกรรมฐานเช่นอานาปานสติ ก็สามารถเจริญจตุธาตุววัฏฐานได้โดยตรง ไม่มีปัญหาอะไร เราได้สนทนากันเกี่ยวกับเรื่องนี้ในคาถามก่อนมาแล้ว
คาถาม ขอให้พระอาจารย์อธิบายทางวิทยาศาสตร์เรื่องแสงสว่างที่โยคีประสบเมื่อเจริญกรรมฐาน
คาตอบ
อะไรคือแสงที่เห็นในกรรมฐาน? ยกเว้นปฏิสนธิจิตแล้ว จิตทุกดวงที่เกิดอาศัยหทยวัตถุย่อมก่อจิตตชรูป คือ จิตต-โอชัฏฐมกกลาป จิตดวงหนึ่ง ๆ ก่อจิตตชกลาปได้หลายกลาป ในบรรดาจิตที่อาศัยหทยรูป จิตในสมถกรรมฐาน (สมถภาวนาจิต) และในวิปัสสนากรรมฐาน (วิปัสสนาภาวนาจิต) เป็นจิตที่เข้มแข็งและมีกำลังมาก และก่อรูปกลาปได้มากมาย
เมื่อเราแยกแยะรูปกลาปเหล่านั้น ก็จะเห็นรูป ๘ อย่าง คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส และโอชา รูปคือสีนั้นสว่าง จิตในกรรมฐานคือสมถะและวิปัสสนานั้นยิ่งมีกำลังมากเท่าไร สีก็จะสว่างขึ้นเท่านั้น เพราะรูปกลาปเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันด้วย ต่อ ๆ กันด้วย สีของรูปกลาปหนึ่ง ๆ และของอีกรูปกลาปหนึ่งย่อมเกิดใกล้ ๆ กันเหมือนกับในหลอดไฟฟ้า แล้วจึงทำให้มีแสงสว่าง
อนึ่ง รูปกลาปที่เกิดจากจิตในกรรมฐานคือสมถะและวิปัสสนา มีธาตุไฟ ซึ่งก่อรูปกลาปอีกมากมายที่เรียกว่า อุตุชรูป เพราะเกิดจากธาตุไฟ ซึ่งก็คืออุณหภูมิ (อุตุ) นี่เกิดทั้งภายในภายนอก เมื่อแยกแยะรูปกลาปเหล่านั้น เราย่อมเห็นรูป ๘ อย่างเช่นกัน คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สี กลิ่น รส และโอชา สีก็จะเป็นหนึ่งในรูปเหล่านั้น และเพราะกำลังของจิตในสมถวิปัสสนากรรมฐาน สีนั้นก็ย่อมสว่างด้วย ดังนั้น ความสว่างของสีในรูปกลาปหลาย ๆ กลาปย่อมเกิดใกล้ ๆ กัน เหมือนในหลอดไฟ
แสงสว่างของจิตตชรูปและอุตุชรูปย่อมปรากฏขึ้นพร้อม ๆ กัน โดยสีที่เกิดจากจิตจะเกิดขึ้นภายใน (ร่างกาย) เท่านั้น แต่สีที่เกิดจากอุตุจะเกิดทั้งภายใน
ดูรายละเอียดในหัวข้อ “จิตตชรูป (รูปเกิดจากจิต)” หน้า 201
คาถามและคาตอบ ๔ – ๔.๑๐
คาอธิบายทางวิทยาศาสตร์เรื่องแสงในกรรมฐาน { หน้า ๒๗๘ }
ภายนอกและกระจายไปทั่วทุกทิศ ตลอดโลกธาตุ หรือจักรวาล หรือไกลยิ่งกว่านั้น โดยขึ้นอยู่กับกำลังของจิตในกรรมฐาน คือ สมถะ และ วิปัสสนา นามรูปปริจเฉทญาณ ของพระพุทธเจ้าก่อแสงในหมื่นโลกธาตุ ทิพพจักขุจิต ของท่านพระอนุรุทธะก่อแสงในพันโลกธาตุ วิปัสสนาญาณของสาวกอื่นๆ ก่อแสงไปใน ๑ โยชน์ บ้าง ๒ โยชน์ บ้าง มากกว่านั้นบ้าง ไปในทั่วทุกทิศ โดยขึ้นอยู่กับกำลังจิตในกรรมฐาน คือ สมถะ และ วิปัสสนา
โดยปกติแล้ว โยคีโดยมากจะเข้าใจได้ว่าแสงที่ว่านี้เป็นกลุ่มรูปกลาปที่เกิดเมื่อถึงอุทยัพพยญาณ แต่เมื่อกำลังเจริญสมถกรรมฐาน ก็จะยังไม่เข้าใจว่าแสงนั้นเป็นกลุ่มรูปกลาป เพราะรูปกลาปนั้นสุขุม ไม่ง่ายที่จะเข้าใจและเห็นว่าเป็นกลุ่มรูปกลาป เมื่อปฏิบัติได้เพียงแค่สมถกรรมฐาน ถ้าต้องการรู้อย่างแน่นอน จึงควรพยายามปฏิบัติให้ได้อุทยัพพยญาณ นั่นเป็นวิธีซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดเพื่อเข้าใจเรื่องแสงที่ประสบในกรรมฐาน
**
๔.๑๑ เห็นอาการ ๓๒ ด้วยตาที่ปิดอยู่
คำถาม ผู้ที่กำหนดรู้อาการ ๓๒ ของกายแล้ว จะสามารถเห็นอาการเหล่านั้นในบุคคลอื่นเมื่อลืมตาอยู่หรือไม่
คำตอบ อาจจะได้ ผู้ปฏิบัติใหม่จะเห็นอาการภายนอกได้เท่านั้นเมื่อลืมตา และจะเห็นอาการภายในได้ด้วยวิปัสสนาญาณเท่านั้น ถ้าต้องการจะรู้อย่างนี้ทางวิทยาศาสตร์ พึงพยายามเห็นอาการเหล่านั้นเองด้วยวิปัสสนาญาณของตน
ผู้แปล – ๑๖ กิโลเมตร
แต่พระมหาเถระก็อาจลืมตาเห็นกระดูกของอีกคนหนึ่งได้เพราะการปฏิบัติในอดีต เหมือนกับท่านพระมหาติสสะผู้ชำนาญในกรรมฐานกระดูก ท่านจะเจริญกรรมฐานกระดูกภายในอยู่เสมอๆ ว่าเป็นของปฏิกูล จนกระทั่งบรรลุปฐมฌานแล้ว จึงเจริญวิปัสสนา ท่านได้กำหนดรู้นามรูป เหตุของนามรูป และความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา นี้เป็นข้อปฏิบัติตามธรรมดาของท่าน
วันหนึ่งท่านได้ไปบิณฑบาตจากอนุราธบุรีไปยังบ้านมหาคาม ระหว่างทางได้พบหญิงผู้หนึ่งผู้พยายามเรียกร้องความสนใจจากท่านด้วยเสียงหัวเราะอันดัง เมื่อท่านได้ยินเสียงนั้นแล้วมองไปทางผู้หญิง ก็เห็นเพียงแค่ฟันของเธอเท่านั้น แล้วใช้ฟันนั้นเจริญกรรมฐานกระดูก เพราะเหตุที่ได้ปฏิบัติอยู่เสมอๆ จึงเห็นหญิงนั้นเป็นเพียงแต่โครงกระดูก ไม่ใช่เป็นหญิง ต่อจากนั้น จึงตั้งสมาธิกับกระดูกของตน บรรลุปฐมฌานแล้ว แล้วเจริญวิปัสสนาอย่างรวดเร็ว บรรลุอรหัตมรรคขณะยืนอยู่ในถนนนั่นเอง
หญิงนั้นได้ทะเลาะกับสามีของตนแล้วออกจากบ้านเพื่อไปยังบ้านของบิดา มารดา สามีของเธอได้ติดตามเธอ พบกับท่านพระติสสะมหาเถระด้วย แล้วจึงถามท่านว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านเห็นหญิงผู้หนึ่งไปทางนี้หรือไม่” พระมหาเถระตอบว่า “แน่ะ อุบาสก อาตมาไม่เห็นทั้งผู้ชายผู้หญิง เห็นแต่กระดูกเท่านั้นที่ไปทางนี้”
เรื่องนี้วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ในศีลนิเทศ เรื่องพระติสสะมหาเถระนี้เป็นตัวอย่างของผู้ที่เจริญกรรมฐานกระดูกได้อย่างบริบูรณ์ จนเห็นกระดูกในอีกคนหนึ่งได้เมื่อลืมตาอยู่ (วิสุทธิมรรค.ศีลนิเทศ.ข้อ ๑๕ (อินทรียสังวรศีล))
**
ในการสนทนาครั้งสุดท้าย เราได้กล่าวถึงวิธีเจริญจตุธาตุวัฏฐานและวิธีแยกแยะรูปในรูปกลาป ในครั้งนี้ เราจะสนทนากันอย่างสั้น ๆ ถึงวิธีการกำหนดรู้นาม (นามกรรมฐาน) ซึ่งเป็นขั้นต่อไปในการเจริญวิปัสสนา
เราจะเริ่มโดยอธิบายอย่างสั้น ๆ เรื่องความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับจิตซึ่งจำเป็นเพื่อให้เข้าใจการกำหนดรู้นาม
คัมภีร์พระอภิธรรมอธิบายว่า นามประกอบด้วยจิตที่รู้อารมณ์ และเจตสิกที่เกิดกับจิต มีเจตสิก ๕๒ อย่างเป็นต้นว่า ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ และมนสิการ
มีจิตทั้งหมด ๘๙ ประเภท จัดประเภทได้โดยความเป็นกุศล อกุศล และอัพยากตะ หรือโดยภูมิคือกามาวจรภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ หรือโดยความเป็นโลกิยะและโลกุตตระ แต่ก็ยังสามารถกล่าวถึงจิตพื้นฐาน ๒ ประเภท คือ
วิปัสสนาบางครั้งหมายถึงวิปัสสนาญาณทั้ง ๑๖ รวมทั้งนามรูปปริจเฉทญาณและปัจจยปริคคหญาณ และบางครั้งหมายถึงญาณที่หยั่งรู้รูปนามโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา เริ่มต้นตั้งแต่สมสนญาณ ดูรายละเอียดเกี่ยวกับญาณทั้ง ๑๖ ในคาถามและคาตอบ ๑.๕ หน้า 107
ดังนั้น นามประกอบด้วยจิต ๑ และเจตสิก ๕๒ รวมเป็นนาม ๕๓ ประเภท ดูจิต ๘๙ ประเภทในหน้า ๓๕
๑. จิตในวิถีจติ
๒. จิตนอกวิถีจิต (วิถีมุตตจิต) คือ ปฏิสนธิ จุติ และภวังค์
วิถีจิตมี ๖ อย่าง โดย ๕ อย่างแรกคือ จักขุทวารวิถี โสตทวารวิถี ฆานทวารวิถี ชิวหาทวารวิถี และกายทวารวิถี มีอารมณ์ตามลำดับคือ สี เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ วิถีจิตทั้ง ๕ นั้นเรียกรวมๆ ว่า ปัญจทวารวิถี ส่วนวิถีจิตที่ ๖ ซึ่งเรียกว่า มโนทวารวิถี รับอารมณ์ได้ทุกชนิด
วิถีแต่ละอย่างประกอบด้วยจิตหลายประเภทที่เกิดสืบต่อกันเป็นวิถี จิตในวิถีหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นตามกฎธรรมชาติของจิต (จิตตนิยาม) ถ้าต้องการกำหนดรู้นาม ก็จะต้องเห็นนามตามลำดับที่เกิดตามกฎธรรมชาตินั้น
เพื่อจะทำอย่างนั้น ก่อนอื่นโยคีต้องได้พัฒนาสมาธิด้วยอานาปานสติ หรือด้วยสมถกรรมฐานอย่างอื่น หรือด้วยจตุธาตุววัฏฐานมาแล้ว โยคีสุทธวิปัสสกต้องสำเร็จการกำหนดรูป (รูปกรรมฐาน) มาแล้วด้วย ก่อนจะเริ่มกำหนดรู้นาม (นามภูมิ ๓ คือ (๑) กามาวจรภูมิ คือ ภูมิของเทวดา มนุษย์ สัตว์เดียรัจฉาน และนรก (๒) รูปาวจรภูมิ คือ ภูมิของพรหม ซึ่งมีแต่รูปสุขุม (๓) อรูปาวจรภูมิ คือ ภูมิที่มีแต่นามไม่มีรูป
ดูรายละเอียดเกี่ยวกับจิตเหล่านี้ใน “ตาราง ๑๐ – จุติและปฏิสนธิ” และหมายเหตุที่หน้า ๓๓๐ ดูรายละเอียดของภวังค์ในคำถาม-คำตอบ ๓.๑๒ หน้า ๑๘๗ และเชิงอรรถ ๑๙๕ หน้า ๑๘๗ ดู “ตาราง ๙ – ปัญจทวารวิถี” หน้า ๓๐๐ ดู “ตาราง ๘ – มโนทวารวิถีเมื่อมีรูปารมณ์” หน้า ๒๙๗ (สำหรับ) ความที่มนินทรีย์ถือเอาทุกอย่างเป็นอารมณ์ ให้ดูอุณณาภพราหมณสูตรที่หน้า ๒๙
(กรรมฐาน) ส่วนโยคีสมถยานิก อาจเลือกได้ว่าจะกำหนดรู้ รูป ก่อน หรือจะกำหนดรู้ นามธรรม ในฌานที่ได้มาแล้วก่อน (จะเป็นรูปฌาน หรืออรูปฌานก็ได้) แต่ก็ต้องสำเร็จการกำหนดรู้ รูป ก่อนเช่นกัน ก่อนจะกำหนดรู้นามธรรมที่เป็นกามาวจร
การกำหนดรู้นามมี ๔ ขั้นตอน ได้แก่
๑. กำหนดรู้จิตทุกประเภทที่เกิดขึ้นภายใน ๒. กำหนดรู้เจตสิกทุกอย่างแต่ละอย่าง ในจิตทุกประเภทที่สามารถกำหนดรู้ได้ ๓. กำหนดรู้ลำดับของจิตในวิถีจิตที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ ๔. กำหนดรู้นามธรรมภายนอกโดยรวม
รูปฌาน คือ ฌาน ๔, อรูปฌาน คือ ๓ ยกเว้น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (ดู วิสุทธิ.ทิฏฐิวิสุทธินิเทศ.๖๖๓)
วิสุทธิ.ทิฏฐิวิสุทธินิเทศ.๖๖๔ ผู้แปล – เข้าใจว่า ท่านถือเอาตามประโยคนี้ว่า “ส่วนพระโยคาวจรผู้ที่เป็นวิปัสสนายานิกล้วน หรือผู้ที่เป็นสมถยานิกตามที่กล่าวแล้วนั่นเองก็ตาม กำหนดถือเอาธาตุ ๔ อย่างสังเขปหรืออย่างพิสดาร โดยมุขแห่งการกำหนดถือเอาธาตุนั้น ๆ ที่กล่าวแล้วในจตุธาตุววัฏฐานมุขใดมุขหนึ่ง.” เพราะว่าในนัยของสมถยานิก กล่าวถึงการกำหนดรู้องค์ฌานเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงนามอย่างอื่น ๆ รวมทั้งนามที่เป็นกามาวจรด้วย
ม.มู.๑๐ (สติปัฏฐานสูตร) แสดงว่า “ด้วยวิธีนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกอยู่” นี่ไม่ใช่กำลังของอภิญญาที่รู้ใจผู้อื่น (เจโต ดูหน้าต่อไป)
ถ้าได้ฌานด้วยกรรมฐาน เช่น อานาปานสติ แล้ว เพื่อกำหนดรู้นาม จุดเริ่มต้นเลิศสุดก็คือ ฌานจิต และ เจตสิก ที่เกิดร่วมกัน โดยมีเหตุผล ๒ อย่างคือ:
๑. เมื่อเจริญฌาน ก็จะต้องกำหนดรู้องค์ฌาน ๕ อย่างอยู่แล้ว ซึ่งหมายความว่า โยคีมีประสบการณ์ในการกำหนดรู้เจตสิกเหล่านั้นแล้ว และ ๒. จิตของฌานนั้นเกิดขึ้นติดต่อกันมากมาย จึงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดและง่ายที่จะกำหนดรู้ โดยต่างกับกามาวจรวิถี ซึ่งมีจิตที่เกิดขึ้นเพียง ๗ ขณะเท่านั้นก่อนที่วิถีจิตใหม่จะเกิดขึ้น
ดังนั้น เพื่อจะกำหนดรู้นามธรรมของฌาน ให้เริ่มโดยเข้าฌานมี ปฐมฌาน เป็นต้น จนกระทั่งแสงแห่งสมาธิสว่าง สุกใส และมีรัศมี ให้ออกจากฌานนั้นแล้ว กำหนดรู้ภวังค์ (คือมโนทวาร) และปฏิภาคนิมิตด้วยกัน เมื่อนิมิตปรากฏที่ภวังค์ ให้กำหนดรู้เจตสิก คือ องค์ฌาน ๕ โดยสภาวะ องค์ฌาน ๕ ก็คือ:
๑. วิตก คือ การยกและตั้งจิตไว้ที่ปฏิภาคนิมิต ๒. วิจาร คือ การรักษาจิตไว้ที่ปฏิภาคนิมิต ๓. ปีติ คือ ความเอิบอิ่มในปฏิภาคนิมิต ๔. สุข คือ ความสุขในปฏิภาคนิมิต ๕. เอกัคคตา คือ ความมีจิตเป็นหนึ่งที่ปฏิภาคนิมิต
(ปริญญาณ) แต่เป็นกลางของวิปัสสนา เพราะฉะนั้น โดยปกติแล้ว จะไม่สามารถกำหนดรู้นามธรรมภายนอกอย่างละเอียด ดูรายละเอียดอื่นในขันธสูตรที่อ้างอิงที่หน้า ๒๕
ฌานวิถีคือวิถีจิตของรูปาวจรภูมิ หรืออรูปาวจรภูมิ
ให้ฝึกจนสามารถกำหนดรู้องค์ฌานทั้ง ๕ ในคราวเดียวกันสำหรับจิตของปฐมฌานแต่ละดวง แล้วให้กำหนดรู้เจตสิกทั้ง ๓๔ โดยพึงเริ่มที่จิต ผัสสะ หรือเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งอันชัดเจนที่สุด หลังจากนั้น พึงเพิ่มเจตสิกทีละอย่าง คือ เริ่มต้นให้กำหนดรู้เพียงอย่างเดียว แล้วเพิ่มอีกอย่างเป็นการกำหนดรู้เจตสิกสองอย่าง แล้วจึงเพิ่มอีกอย่างเป็นการกำหนดรู้เจตสิกสามอย่าง แล้วเพิ่มอีกอย่างเป็นการกำหนดรู้เจตสิกสี่อย่างเป็นต้น ทำต่อไปเรื่อยๆ จนเห็นเจตสิกครบทั้ง ๓๔ อย่างในจิตแต่ละดวงของปฐมฌาน ดูได้ในตารางดังต่อไปนี้
วิธีกำหนดรู้นาม – วิธีกำหนดรู้ฌาน
'วิถีจติ' (หน้า ๒๘๕)
องค์ประกอบของเจตสิกในปฐมฌาน
| กลุ่มเจตสิก | จำนวน | รายการ |
| :— | :— | :— |
| สัพพจิตตสาธารณเจตสิก | ๗ | ๑. ผัสสะ, ๒. เวทนา, ๓. สัญญา, ๔. เจตนา, ๕. เอกัคคตา, ๖. ชีวิตินทรีย์, ๗. มนสิการ |
| ปกิณณกเจตสิก | ๖ | ๑. วิตก, ๒. วิจาร, ๓. อธิโมกข์, ๔. วิริยะ, ๕. ปีติ, ๖. ฉันทะ |
| โสภณสาธารณะ | ๑๙ | ๑. ศรัทธา, ๒. สติ, ๓. หิริ, ๔. โอตตัปปะ, ๕. อโลภะ, ๑๐. กายลหุตา (ความเบาแห่งกาย), ๑๑. จิตตลหุตา (ความเบาแห่งจิต), ๑๒. กายมุทุตา (ความอ่อนแห่งกาย), ๑๓. จิตตมุทุตา (ความอ่อนแห่งจิต), ๑๔. กายกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานของ) |
**
หมายเหตุ:
๑. วิถีจิตของปฐมฌาน
หลังจากนี้ ให้กำหนดรู้เจตสิกทุกชนิดในจิต ๖ ประเภทที่เป็นส่วนมโนทวาร วิถีจิตของปฐมฌานมี ๖ ประเภท คือ:
๒. คำนิยามขององค์ประกอบทางจิตและเจตสิก
ในคำว่า
ทั้งนี้ ในกุศลจิตมีเจตสิก ๖ คู่ ดังนี้:
ดู “ตาราง ๑: วิถีจิตเมื่อได้ฌาน (ฌานสมาปัตติวิถี)” หน้า ๙๖
วิธีกาหนดรู้นาม – วิธีกาหนดรู้ฌาน
๓. อุปจารจิต มีเจตสิก ๓๔ ๔. อนุโลมจิต มีเจตสิก ๓๔ ๕. โคตรภูจิต มีเจตสิก ๓๔ ๖. ฌานชวนจิตที่เกิดสืบเนื่องกัน มีเจตสิก ๓๔ ซึ่งได้กำหนดรู้ไปแล้ว
เพื่อกำหนดรู้เจตสิกเหล่านี้ทั้งหมด ให้เข้าถึงปฐมฌาน เช่น อานาปานปฐมฌาน ออกจากฌานนั้นแล้ว ให้กำหนดรู้ภวังค์และปฏิภาคนิมิตด้วยกัน
เมื่อนิมิตนั้นปรากฏในภวังค์ ก็ให้กำหนดรู้ณานวิถีจิตที่เพิ่งเกิดขึ้น ให้กำหนดรู้จิตประเภทต่างๆ แต่ละอย่างในปฐมณานวิถีจิต และเจตสิกทั้ง ๑๒ หรือทั้ง ๓๔ อย่างของจิตเหล่านั้น
หลังจากนั้น เพื่อจะเข้าใจนามโดยองค์รวม ให้กำหนดรู้สภาวะลักษณะที่ทั่วไปกับนามธรรมทั้งหมด ทั่วไปกับเจตสิกทั้งหมด ซึ่งก็คือสภาวะน้อมไปสู่และยึดหน่วงอารมณ์ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือปฏิภาคนิมิต
โยคีจะต้องกำหนดรู้และแยกแยะนามธรรมของทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌานโดยนัยเดียวกัน และกับฌานอื่นๆ และกับกรรมฐานอื่นๆ ที่ได้แล้ว เช่น ฌานในอสุภกรรมฐาน ในโอทาตกสิณ และในเมตตากรรมฐาน
แต่ถ้าได้เพียงแค่อุปจารสมาธิโดยจตุธาตุวัฏฐาน ก็จะต้องเริ่มกำหนดรู้นามตรงนั้น เพราะจะไม่สามารถกำหนดรู้นามธรรมของฌานจิตโดยที่ไม่ได้ฌาน ในกรณีนี้ ด้วยจตุธาตุวัฏฐาน พึงยังอุปจารสมาธิให้เกิดอีก คือเมื่อเห็นรูปใสของกายส่งแสงระยิบระยับและเปล่งรัศมี หลังจากสงบอยู่ ณ ที่นั้นสักระยะหนึ่ง ให้เจริญวิปัสสนาด้วยจิตใจที่สดชื่นและแจ่มใสแล้วกำหนดรู้นามธรรมของอุปจารสมาธินั้น
วิธีกำหนดรู้นาม – วิธีกำหนดรู้ฌาณ
{ หน้า ๒๘๘ }
เมื่อได้กำหนดรู้วิถีจิตต่างๆ ที่ได้ในสมถกรรมฐานก่อนๆ ทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอุปจารสมาธิหรือฌานสมาธิ ให้กำหนดรู้เจตสิกในกามาวจรวิถีจิตต่อไป
วิธีกำหนดรู้ กามาวจรวิถี
โยนิโสมนสิการ และ อโยนิโสมนสิการ ฌานสัมปัตติวิถี (วิถีจิตที่ได้ฌาน) อันเป็นมโนทวารวิถีของรูปฌานหรืออรูปฌาน ต้องเป็นกุศล ไม่เป็นอกุศลอย่างแน่นอน แต่กามาวจรวิถี จะเป็นทางปัญจทวารก็ดี มโนทวารก็ดี อาจเป็นกุศลหรืออกุศลก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับโยนิโสมนสิการ หรืออโยนิโสมนสิการ การมนสิการเป็นตัวกำหนดว่ากามาวจรวิถีนั้นจะเป็นกุศลหรืออกุศล
แต่ในกรณีพิเศษ จิตที่รู้บัญญัติก็เป็นกุศลได้ เช่น เมื่อเจริญเมตตามกรรมฐานหรือเมื่อให้ทาน โยคีจะเห็นความต่างเมื่อกำหนดรู้วิถีจิตเหล่านั้น
วิธีกำหนดรู้มโนทวารวิถี
เพื่อกำหนดรู้กามาวจรวิถี ให้เริ่มต้นด้วยการกำหนดรู้มโนทวารวิถี เพราะมีจิตน้อยชนิดกว่า (ทางปัญจทวารวิถี) ให้เริ่มที่มโนทวารวิถี ซึ่งเป็นกุศล โดยในกามาวจรภูมิ จะประกอบด้วยกระแสของจิต ๓ ประเภท ได้แก่
๑. มโนทวาราวัชชนจิต มีเจตสิก ๑๒ อย่าง ๒. สวิญญาณจิต ๗ ดวง (โดยที่อกุศลสวิญญาณจิตมีเจตสิก ๑๖/๑๘/๑๙/๒๐/๒๑/๒๒ อย่าง และกุศลสวิญญาณจิตมีเจตสิก ๓๒/๓๓/๓๔/๓๕ อย่าง) ๓. ตทาลัมพนจิต ๓ ดวง มีเจตสิก ๓๔/๓๓/๓๒/๑๒/๑๑ อย่าง
ก่อนอื่น ให้กำหนดรู้ภวังค์ (คือมโนทวาร) แล้วกำหนดรู้อารมณ์รูปที่ปรากฏในตา เมื่อปราสาทรูปปรากฏในภวังค์ ให้รู้รูปนั้นด้วยมนสิการว่า “นี่คือจักขุปสาทรูป” “นี่คือรูป” “นี่ไม่เที่ยง” “นี่เป็นทุกข์” “นี่เป็นอนัตตา” หรือว่า “นี่ปฏิกูล”
เมื่อนั้น กามาวจรมโนทวารวิถีจิตก็จะเกิดขึ้น
ต่อจากนั้น เพื่อกำหนดรู้เจตสิกประเภทต่าง ๆ ที่ประกอบกับจิตในมโนทวารวิถี ให้ทำเหมือนกับเมื่อทำในฌานมโนทวารวิถี คือ เริ่มที่จิตที่เวทนา หรือที่ผัสสะ อันเด่นชัดที่สุด หลังจากนั้น ให้เพิ่มเจตสิกอีกอย่างในแต่ละครั้ง กล่าวคือ ก่อนอื่นให้กำหนดเจตสิกอย่างหนึ่ง แล้วจึงเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง กำหนดเจตสิก ๒ อย่างแล้วเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง กำหนดเจตสิก ๓ อย่างแล้วเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง เป็นต้น จนเห็นเจตสิกครบทั้ง ๓๔ หรือ ๓๓ หรือ ๓๒ อย่าง ในจิตแต่ละดวงที่อยู่ในกามาวจรมโนทวารวิถีที่เป็นกุศล พึงทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าจะรู้สึกพอ
(หน้า ๒๙๐)
พึงกาหนดรู้มโนทวารวิถีที่เกิดขึ้น เมื่อดูรูปแต่ละประเภทเหมือนที่ได้กาหนดมาแล้วในรูปกรรมฐาน
เมื่อเสร็จสิ้นการกาหนดรู้มโนทวารวิถี พึงกาหนดรู้ปัญจทวารวิถีต่อไปโดยเริ่มที่จักขุทวารวิถี เพื่อกาหนดรู้เจตสิกในจิตแต่ละดวงทางจักขุทวารวิถี โยคีต้องยังจักขุทวารวิถีให้เกิด ก่อนอื่นให้กาหนดรู้จักรูปสาท (คือจักขุทวาร) แล้วกาหนดรู้มโนวังค์ (คือมโนทวาร) แล้วกาหนดรู้ทวารทั้ง ๒ ด้วยกัน ต่อจากนั้นให้ตั้งสมาธิอยู่กับสีของรูปกลุ่มที่อยู่ใกล้ ๆ เมื่อสีปรากฏทางทวารทั้ง ๒ แล้วจึงใส่ใจอย่างแยบคาย (คือโยนิโสมนสิการ) ว่า “นี่คือสี” เป็นต้น และเมื่อนั้น จักขุทวารวิถีก็จะเกิดก่อน แล้วมโนทวารวิถีมากมายก็จะเกิด (ตามจิตตนิยาม) โดยทั้งหมดจะมีอารมณ์เดียวกัน
จักขุทวารวิถีประกอบด้วยกระแสจิต ๗ ประเภท คือ
เมื่อกาหนดรู้รูป จำเป็นต้องกาหนดรู้รูปทุกประเภท แต่เมื่อเจริญวิปัสสนา (คือกาหนดรู้สภาวะไม่เที่ยง สภาวะเป็นทุกข์ และสภาวะอนัตตา) จำเป็นต้องกาหนดรู้เพียงรูปนิพพาน ใน “ตาราง ๓ – รูป ๒๘ อย่าง” หน้า 244 มีการแสดงรูปประเภทต่าง ๆ ทั้งหมด และในเรื่อง “วิธีกาหนดรูป” หน้า 191 ได้อธิบายวิธีการกาหนดรู้รูปเหล่านั้น
๕. โวฏฐัพพนจิต มีเจตสิก ๑๒ อย่าง ๖. ชวนจิต ๗ ดวง
* อกุศลชวนจิต มีเจตสิก ๑๖/๑๘/๑๙/๒๑/๒๒ อย่าง * กุศลชวนจิต มีเจตสิก ๓๒/๓๓/๓๔/๓๕ อย่าง๗. ตทาลัมพนจิต ๒ ดวง มีเจตสิก ๑๑/๑๒/๓๒/๓๓/๓๔ อย่าง
หลังจากวิถีจิตนี้ ก็จะมีกระแสของภวังคจิตตามมา แล้วตามด้วยกระแสจิต ๓ ประเภททางมโนทวารดังที่กล่าวมาแล้ว คือ: ๑. มโนทวารวัชชนจิต ๑ ดวง ๒. ชวนจิต ๗ ดวง ๓. ตทาลัมพนจิต ๒ ดวง
เพื่อกาหนดรู้เจตสิกประเภทต่าง ๆ ของจิตในวิถีเหล่านั้น (คือจักขุทวารวิถี และมโนทวารวิถีอันตามมา โดยทั้งสองมีอารมณ์เดียวกัน) ให้ทำเหมือนเดิม คือ เริ่มกาหนดรู้จิต หรือเวทนา หรือผัสสะ ที่เด่นที่สุด แล้วเพิ่มเจตสิกทีละชนิดเหมือนก่อน จนเห็นเจตสิกทุกประเภทในจิตแต่ละดวง
หลังจากนั้น โดยเหมือนกับที่ทำทางจักขุทวาร ให้กาหนดรู้วิถีจิตทางทวาร ๔ อื่น ๆ คือ หู จมูก ลิ้น และกาย
ดูรายละเอียดใน *“ตาราง ๑: วิถีจิตเมื่อได้ฌาน (ฌานสมาปัตติวิถี)”* หน้า ๙๖ และ *“ตาราง ๙ – ปัญจทวารวิถี”* หน้า ๓๐๐
เมื่อถึงขั้นนี้ โยคีก็ได้พัฒนาความสามารถในการกาหนดรู้นามธรรมในกุศลจิต ต่อไปนี้ก็จะต้องกาหนดรู้นามธรรมในอกุศลจิตอีกด้วย โดยเพียงถือเอาอารมณ์เดียวกับที่ทากับกุศลจิต แต่ให้ใส่ใจอย่างไม่แยบคาย (คือด้วยอโยนิโสมนสิการ)
นี่เป็นเพียงคำอธิบายอย่างย่อๆ แต่ตัวอย่างตามที่กล่าวมาก็น่าจะเพียงพอให้เข้าใจถึงวิธีกาหนดรู้นามธรรมในภายในแล้ว
สรุปก็คือ โยคีได้สำเร็จ ๓ ขั้นแรกของการกาหนดรู้นามธรรมแล้ว คือ
๑. ได้กาหนดรู้จิตภายในทุกประเภท ๒. ได้กาหนดรู้เจตสิกแต่ละอย่างทุกอย่างในจิตทุกประเภท ๓. ได้กาหนดรู้ลำดับของจิต คือวิถีจิตที่เกิดทางทวารทั้ง ๖
ดังที่กล่าวแล้ว ยังมีขั้นที่ ๔ ในการกาหนดรู้นาม คือ การกาหนดรู้นามธรรมภายนอกด้วย
เพื่อกาหนดรู้นามธรรมภายนอก ก็จะต้องกาหนดรู้รูปธรรมภายนอกก่อนเสมอ
ดูทบทวนที่หัวข้อ “วิธีกาหนดรู้ปัญจทวารวิถี” หน้า 291 (ไม่ต้องกล่าวถึงโลกุตตรจิตซึ่งไม่อยู่ในวิสัยในการกาหนดรู้อุปจารสมาธิ แม้ฌานจิตก็ไม่อยู่ในวิสัยเช่นกัน) ดูหัวข้อ “วิธีกาหนดรู้นาม ๔ ขั้นตอน” หน้า 283
(และสำหรับผู้ได้เพียงแค่วิธีกาหนดรู้นาม – วิธีกาหนดรู้กามาวจรวิถี
(๑) กำหนดรู้ รูปธรรมทั้งภายในภายนอก ให้เริ่มโดยกำหนดรู้ธาตุ ๔ ภายใน และต่อจากนั้น ธาตุ ๔ ภายนอกที่ผ้าอันใส่อยู่กับตัว ก็จะเห็นได้ว่าเครื่องนุ่งห่มนั้นแยกออกได้เป็นรูปกลาป และโยคีย่อมสามารถกำหนดรู้รูป ๘ อย่างในแต่ละกลาป ซึ่งเป็นอุตุชโอชัฏฐมกกลาป และอุตุที่ก่อกลาปเหล่านั้นก็คืออุตุในรูปกลาปนั้นเอง
ให้กำหนดรู้รูปภายในสลับกันกับรูปภายนอก ๓-๔ ครั้ง แล้วใช้แสงสว่างแห่งสมาธิกำหนดรู้รูปภายนอกที่อยู่ไกลออกไปอีกหน่อย เช่นพื้น โดยจะกำหนดรู้รูป ๘ อย่างในแต่ละกลาปได้เช่นกัน แล้วกำหนดรู้รูปภายในสลับกับรูปภายนอกอีก ๓-๔ ครั้ง
โดยนัยนี้ พึงขยายการกำหนดรู้รูปต่อออกไปอีกเรื่อย ๆ ภายในอาคารที่นั่งอยู่ รอบ ๆ อาคารรวมทั้งวัตถุอื่น ๆ เช่น ต้นไม้และอาคารอื่น ๆ จนได้กำหนดรู้รูปที่ไม่มีใจครองทั้งหมด เมื่อทำอย่างนี้อยู่ ก็จะเห็นรูปที่มีใจครอง เช่น ปสาทรูป ซึ่งอยู่ในรูปที่ไม่มีใจครอง เช่น แมลงและสัตว์เล็ก ๆ (รูปที่มีใจครอง) ที่อยู่ในต้นไม้และอาคาร (รูปที่ไม่มีใจครอง)
เมื่อได้กำหนดรู้รูปภายนอกที่ไม่มีใจครองทั้งหมดแล้ว ต่อไปให้กำหนดรู้รูปในสัตว์อื่น คือรูปภายนอกที่มีใจครอง ให้กำหนดรู้เพียงแต่รูปของสัตว์ให้เห็นว่า ไม่ใช่ผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สัตว์ เป็นเพียงแต่รูป แล้วให้กำหนดรู้รูปภายนอกทั้งหมดโดยรวดเดียว ต่อจากนั้น ให้กำหนดรูปประเภทต่าง ๆ ทั้งหมดโดยรวดเดียวทั้งภายในและภายนอก
ดูรายละเอียดเกี่ยวกับอุตุชโอชัฏฐมกกลาปเป็นต้นในหัวข้อ “อุตุชรูป” หน้า 203
{ หน้า ๒๙๔ }
เพื่อกำหนดรู้รูปในสัตว์อื่นเป็นต้น ก่อนอื่นพึงเห็นรูปกลาปพื้นฐาน ๖ อย่าง ในตาของตน และต่อจากนั้นในตาภายนอกคือของสัตว์อื่น โดยเหมือนกับเมื่อตอนที่แยกรูป ให้กำหนดรู้รูป ๕๔ ประเภท แต่ตอนนี้ให้กำหนดรู้ทั้งภายในและภายนอก
ทำอย่างเดียวกันนี้กับวัตถุ ๕ อย่างที่เหลือ และกับรูปประเภทที่เหลือ
(๒) กำหนดรู้นามธรรมทั้งภายในภายนอก
เมื่อได้กำหนดรู้รูปอย่างบริบูรณ์อย่างนี้แล้ว ก็พึงกำหนดรู้นามธรรมทั้งภายในและภายนอกต่อไป ให้กำหนดรู้นามธรรมภายในโดยเริ่มที่มโนทวารวิถีอีก และหลังจากนั้นที่ปัญจทวารวิถี โดยกำหนดรู้เจตสิกทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล เพื่อกำหนดรู้นามภายนอก ให้ทำเหมือนกับการกำหนดรู้นามภายใน แต่พึงกำหนดรู้จักขุทวารและภวังค์ (คือมโนทวาร) ของสัตว์อื่นโดยรวม ๆ หลังจากนั้น เมื่อสีของรูปกลาปกลุ่มหนึ่งปรากฏทางทวารทั้ง ๒ แล้ว ก็ให้กำหนดรู้จักขุทวารวิถี และมโนทวารวิถีมากมายที่เกิดขึ้นโดยทั้งหมดมีอารมณ์เดียวกัน
รูปกลาปพื้นฐาน ๖ อย่างคือ (๑) จักขุทสกกลาป (๒) กายทสกกลาป (๓) ภาวทสกกลาป (๔) จิตตชัฏฐกกลาป (๕) อุตุชัฏฐกกลาป (๖) อาหารชัฏฐกกลาป ดูรายละเอียดอื่นในหน้า ๒๓๕
แม้โยคีจะได้กำหนดรู้รูป ๖๓ ประเภทแล้วก็จริง แต่ในที่นี้ให้กำหนดรู้เพียงแค่ ๕๔ อย่าง คำอธิบายอย่างละเอียดอยู่ที่หัวข้อ “รูป ๕๔ ประเภทในตา” หน้า ๒๓๔
{ หน้า ๒๙๕ }
พึงทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งภายในภายนอก แล้วทำอีกกับทวารทั้ง ๔ แต่ละทวารที่เหลือ จนกระทั่งสมใจ ถ้าได้ฌาน ก็พึงกำหนดรู้มโนทวารวิถีของฌานภายนอกอีกด้วย ซึ่งอาจจะมีอยู่ในโยคีอีกท่านหนึ่ง แม้ในบัดนี้ฌานสมาธิจะมีน้อยมากในมนุษยภูมิ แต่ก็จะหาผู้เข้าฌานได้ในเทวภูมิและพรหมภูมิโดยทำตามวิธีที่กล่าวไว้แล้ว
พึงขยายเขตการกำหนดรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นรูปและนามในจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุดโดยตลอด ต่อจากนั้น พึงกำหนดรู้นามรูปด้วยกันในจักรวาลอันไม่สิ้นสุดตลอดทั้งหมด ท้ายสุด พึงแยกแยะนามรูปด้วยปัญญาเพื่อให้เห็นว่าไม่มีบุคคล ไม่มีผู้ชายไม่มีผู้หญิง มีแต่นามรูปทั่วทั้งจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด นี่เป็นที่สุดของการกำหนดรู้นาม (นามกรรมฐาน)
เมื่อถึงขั้นนี้ โยคีได้พัฒนาสมาธิแล้วใช้สมาธินั้นกำหนดรู้รูปทั้งหมด ๒๘ อย่าง และนามทั้งหมด ๕๓ อย่างทั่วทั้งจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด จึงได้สำเร็จวิปัสสนาญาณขั้นแรกคือนามรูปปริจเฉทญาณแล้ว ในการสนทนาครั้งถัดไป จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการเจริญวิปัสสนาขั้นต่อไป ซึ่งก็คือ การกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาท
**
ดูรูป ๒๘ ใน “ตาราง ๓ – รูป ๒๘ อย่าง” หน้า ๒๔๔ ดูนามธรรม ๕๓ อย่างในเชิงอรรถ ๓๔๑ หน้า ๒๘๑
(หน้า ๒๙๖)
ตาราง ๘ – มโนทวารวิถีเมื่อมีรูปารมณ์
**
(ส่วนตารางวิถีจิต)
วิถีจิตเมื่อมีรูปารมณ์ (อารมณ์ก่อนจุติจิตในชาติก่อน)
| ขณะ | จิต (ก่อนวิถีจิต) | อารมณ์ก่อนจุติจิตในชาติก่อน |
| :—: | :—: | :—: |
| … | ||
| สี (รูปารมณ์) |
(หลังวิถีจิต) … อารมณ์ก่อนจุติจิตในชาติก่อน ภวังค์ วิปาก
ค่าเพิ่มเติมสำหรับ “ตาราง ๘ – มโนทวารวิถีเมื่อมีรูปารมณ์”
การรู้อารมณ์นั้นมีลำดับที่แน่นอน เป็นไปตามจิตตนิยาม เช่น การเห็นสี (รูปารมณ์) ย่อมมีวิถีจิตหลายอย่างสืบต่อกันดังนี้คือ
๑. จักขุทวารวิถีที่รับอารมณ์ คือรู้สี (ดู “ตาราง ๙ – ปัญจทวารวิถี” หน้า 300) ๒. มโนทวารวิถีที่สำคัญหมายในสี รู้สี คืออารมณ์ของจักขุทวารวิถีที่เป็นอดีต ๓. มโนทวารวิถีที่รู้ว่านั้นเป็นสีอะไร รู้จักชื่อของสี ๔. มโนทวารวิถีที่รู้ความหมายของอารมณ์ เห็นภาพนั้นทั้งหมด รู้บัญญัติ ตามประสบการณ์ในอดีต (ตามสัญญา) ๕. มโนทวารวิถีที่ตัดสินและประกอบด้วยความรู้สึก นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการรู้ที่แท้จริง เนื่องจากในวิถีจิตก่อนๆ เจตนาในฌานจิตจะอ่อนกำลังมาก กรรมจึงสามารถให้ผลได้ในภพนี้เท่านั้น ไม่สามารถให้ผลเป็นปฏิสนธิ เริ่มจากวิถีจิตที่ ๔ เป็นต้นไปเท่านั้นที่มีการรู้บัญญัติเป็นต้นว่า ผู้ชาย ผู้หญิง หม้อ โสร่ง ทอง และเงิน และเริ่มจากวิถีนั้นแหละเป็นต้นไปที่มี
ดูรายละเอียดในคำถามคำตอบ ๓.๕ (หน้า 178), ๓.๑๑ (หน้า 186), ๗.๙ (หน้า 398), ๗.๑๑ (หน้า 401), ๗.๑๒ (หน้า 402) และอภิธัมมสังคหะ พจนานุกรม “โสร่ง” – ผ้านุ่งเป็นถุงมีลวดลายต่างๆ อย่างชาวชวา มลายู นุ่งเป็นต้น. (ม. sarung, sarong).
ปปัญจธรรม และมีการกระทากรรมอันสำเร็จด้วยเจตนาเจตสิกของแต่ละชวนจิต โดยล้วนแต่มีอารมณ์เดียวกัน
โยนิโสมนสิการ (การพิจารณาอย่างแยบคาย) ยังกุศลกรรมให้สำเร็จ มีตัวอย่างเช่น ความเคารพสักการะต่ออาจารย์ ต่อพระพุทธรูป หรือต่อพระภิกษุ การตั้งอยู่ในอารมณ์ของกรรมฐาน การเห็นสังขารธรรมโดยความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาด้วยวิปัสสนาญาณ การตั้งอยู่ในอารมณ์โดยความเป็นอสุภะ
อโยนิโสมนสิการ (การพิจารณาอย่างไม่แยบคาย) ยังอกุศลกรรมให้สำเร็จ มีตัวอย่างเช่น ตัวตน สามี ภรรยา บุตร และทรัพย์สมบัติ มีอยู่จริงๆ เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตา หรือว่างาม (สุภะ) ด้วยอารมณ์เดียวกันและด้วยสัญญาแบบเดียวกัน ก็จะเกิดวิถีจิตนับไม่ถ้วน ส่งเสริมสนับสนุนการรู้อารมณ์อย่างนี้ จนกระทั่งจิตปรารภอารมณ์ใหม่อื่น
ดูอภิธาน
ตาราง ๙ – ปัญจทวารวิถี (วิถีจิตทางตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยมีจักขุทวารเป็นตัวอย่าง)
(ก่อนวิถีจิต) …
ขณะจิต ๑ อารมณ์ จิต
อตีตภวังค์
ชาติ ๒ ๓ อารมณ์ก่อนจุติจิตในชาติก่อน
ภวังคจลนะ (ไหวตัว) ภวังคุปัจเฉท (ตัดกระแสภวังค์)
วิปาก
ที่มา:
ตารางเปรียบเทียบกระบวนการทางจิต (เมื่อมีรูปารมณ์เป็นอารมณ์)
| หัวข้อ | ขณะจิต | อารมณ์ | ปัญจทวาร |
| :— | :— | :— | :— |
| ลำดับ/จุดที่ | ๑ | ๑ | วัชชนะ |
| ๒ | ๒ | ||
| ๓ | ๓ | ||
| ๔ | ๔ | ||
| กระบวนการ | จิต | อารมณ์ | ปัญจทวาร |
| (การเกิดจิต) | ๕ | ๕ | |
| ประเภทการรับรู้ | ๖ | ๖ | วิญญา (จักขุ-สัมปฏิจ สัณ วิญญา, โวฏฐัพ ณ ฉันนะ, รณ ะ พนะ) |
| ผลที่ตามมา | ๗ | ๗ | วิปาก |
| กิจกรรม | กิริยา | กิริยา | วิปาก |
| รูปแบบ/ภาวะ | (รูปแบบของจิตที่ ๑-๗) | (รูปแบบของอารมณ์ที่ ๑-๗) | (รายละเอียดการเกิดวิปาก) |
| รายละเอียด | ตทาลัมพนะ | ชวนะ | กรรม (องค์ประกอบที่สัมพันธ์กันในแต่ละขั้นตอน) |
**
(หลังวิถีจิต) อารมณ์ก่อน $rightarrow$ จุติจิต (ในชาติก่อน) $rightarrow$ ภวังค์ $rightarrow$ วิปาก
ดู “ตาราง ๑: วิถีจิตเมื่อได้ฌาน (ฌานสมาปัตติวิถี)” หน้า ๙๖
คำถามและคำตอบ ๕
คำถาม ๕.๑ – ประโยชน์ของสมาบัติ ๘ มี ๕ อย่าง
คำถาม สมาบัติ ๘ ทำให้ (๑) บรรลุนามรูปปริจเฉทญาณได้ (๒) เห็นการเกิดขึ้นและการดับไปของนามรูปที่สุขุม (๓) เกิดความเบื่อหน่ายในนามรูป (๔) บรรลุมรรคญาณได้ นอกจากนี้แล้ว สมาบัติ ๘ ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกหรือไม่
คำตอบ ฌานสมาธิมีประโยชน์ ๕ อย่าง คือ (๑) เป็นการอยู่อย่างผาสุกในปัจจุบัน (ทิฏธฺ มฺมสุขวิหาร) เป็นการเสวยฌานสุขในชีวิตปัจจุบัน นี่หมายเอาพระอรหันต์ แม้พระอรหันต์สุขวิปัสสกาจะได้โลกุตตรฌานเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ท่านก็อาจเจริญโลกิยฌานเพราะต้องการเสวยฌานสุข เพราะเป็นพระอรหันต์ผู้ได้ทำลายกิเลสทั้งหมดด้วยมรรคญาณแล้ว (จึงได้กำจัดนิวรณ์ทั้ง ๕ ไปแล้วด้วย) ก็จะเจริญฌานได้ง่าย เหตุผลอีกประการหนึ่งที่จะเจริญฌานก็เพื่อเข้าถึงความดับ (นิโรธานิสงฺส) จึงจะต้องมีวิสัยในสมาบัติ ๘ ธุระของพระภิกษุคือการศึกษาคัมภีร์ (ปริยัติ) ปฏิบัติสมถวิปัสสนา (ปฏิบัติ) และบรรลุมรรค ๔ ผล ๔ (ปฏิเวธ) ล้วนเป็นกิจที่พระอรหันต์ได้กระทำเสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่มีธุระอย่างอื่นอีก ท่านจึงเจริญฌานสมาธิโดยไม่ได้มีเหตุอื่นนอกจากการเสวยฌานสุขในชาติปัจจุบัน
สมาบัติ ๘ คือรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔
(๒) เพื่อประโยชน์แก่วิปัสสนา (วิปสฺสนานิสงฺส) ฌานสมาธิเป็นเครื่องสนับสนุนวิปัสสนาญาณ เพราะว่าด้วยฌาน โยคีจึงจะเห็นนามรูปปรมัตถ์และเหตุของนามรูปได้อย่างชัดเจน และสามารถกำหนดรู้ภาวะของนามรูปว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
เมื่อได้ปฏิบัติวิปัสสนาจนตลอดรอดฝั่งแล้ว โดยเฉพาะจนถึงมรรคญาณและผลญาณ หรือถึงสังขารุเบกขาญาณ ฌานโดยปกติก็จะมั่นคง ฌานย่อมทำให้วิปัสสนาญาณผ่องใส สุกสว่าง เข้มแข็ง และมีกำลัง ในทางกลับกัน วิปัสสนาญาณที่เข้มแข็งและมีกำลังก็จะช่วยรักษาฌานไม่ให้เสื่อมลง
บางครั้งบางคราว เมื่อโยคีได้ปฏิบัติวิปัสสนาเป็นเวลานาน ก็อาจรู้สึกเหนื่อยล้า เมื่อนั้น ก็พึงเข้าฌานยาว ๆ เพื่อพักจิต เมื่อสดชื่นแล้ว ก็สามารถกลับไปเจริญวิปัสสนาอีก ถ้าเกิดล้าอีก ก็ให้กลับไปพักผ่อนในฌานอีก
ดังนั้น เพราะเหตุแห่งสมาธิ วิปัสสนาจึงชัดเจน สุกใส เข้มแข็ง มีกำลัง และรักษาไว้ได้เป็นอย่างดี ในทางกลับกัน วิปัสสนาก็จะทำลายกิเลสที่ขัดขวางสมาธิและสมาธิให้มั่นคง เช่นนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงรักษากันและกัน นี้เรียกว่า ฌานอันเป็นบาทของวิปัสสนา (วิปสฺสนาปาทกฌาน) *วิสุทธิ.สมาธินิเทศ.๓๖๒*
(กถาว่าด้วยอานิสงส์ของสมาธิ) อธิบายว่า “ทั้งการเจริญอัปปนาสมาธิ ทั้งการเจริญอุปจารสมาธิ โดยนัยแห่งการได้โอกาสในที่คับแคบ แห่งพระเสขะและปุถุชนทั้งหลาย ด้วยคิดว่า ‘เราจักออกจากสมาบัติแล้วเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น เห็นแจ้งสังขารทั้งหลาย’ แล้วเจริญอยู่ ชื่อว่ามีวิปัสสนาเป็นอานิสงส์ เพราะสมาธินั้นเป็นปฏิฐานแห่งวิปัสสนา” อนึ่ง ดู ส.ข.๕ (สมาธิสูตร) ในหน้า ๕๙ และหัวข้อ “เจริญสมาธิ” หน้า ๓๘ ดูรายละเอียดในหัวข้อ “อานิสงส์ของสมาธิ” หน้า ๒๑๙
คาถามและคาตอบ ๕ – คาถาม ๕.๑ – ประโยชน์ของสมาบัติ ๘ มี ๕ อย่าง (หน้า ๓๐๔)
อนึ่ง สมาธิของสมาบัติ ๘ ไม่เป็นเพียงแค่ตัวสนับสนุนในการกำหนดรู้นาม รูปและเหตุของนามรูปเท่านั้น เพราะแม้สมาบัติ ๘ เองก็เป็นนามธรรม จึงรวมอยู่ในนามธรรมที่พึงกำหนดรู้ด้วย
ตัวอย่างเช่น เมื่อโยคีเข้าปฐมฌาน ออกจากฌาน แล้วพิจารณาสังขารธรรมในฌานนั้นโดยความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ต่อจากนั้นจึงเข้าทุติยฌานแล้วทำอย่างเดียวกันอีก สามารถทำอย่างนี้กับสมาบัติ ๘ ทั้งหมดจนถึงอรูปฌานที่ ๔ เป็นการปฏิบัติที่เรียกว่าสมถะคู่กับวิปัสสนา (ยุคนทฺธ – เข้าคู่กัน) เหมือนกับโคอุสภะคู่ลากเกวียนเล่มเดียวไป โดยลากไปสู่มรรค ผล และพระนิพพาน
ถ้าเจริญวิปัสสนาจนถึงขั้นสังขารุเบกขาญาณแล้ว ก็อาจเพียงต้องกำหนดรู้ฌานธรรมของเพียงแค่ฌานเดียวในฌานเหล่านั้น เมื่อมีสมถะคู่กับวิปัสสนาที่เข้มแข็งและมีกำลังเช่นนี้ ก็จะบรรลุมรรคผลจนถึงขั้นพระอรหันต์ได้
(๓) เพื่อประโยชน์แก่อภิญญา (อภิญฺญานิสงฺส) เพื่อความเชี่ยวชาญทางอภิญญาเป็นต้นว่า ระลึกชาติได้ (บุพฺเพนุวาสานุสสฺติ), ตาทิพย์ (ทิพฺพจกฺขุ), หูทิพย์ (ทิพฺพโสต), รู้ใจผู้อื่น (ปรจิตฺตวิชฺชานน), และการแสดงฤทธิ์ต่างๆ (อิทฺธิวิธ) เป็นต้นว่า เหาะไปในอากาศและเดินบนน้ำ ก็จะต้องเจริญกสิณ ๑๐ และสมาบัติ ๘ โดยวิธี ๑๔
(๔) เพื่อประโยชน์ที่เรียกว่า “ภพวิเศษ” คือต้องการเกิดในพรหมภูมิ เมื่อถึงกาลก็จะต้องเจริญสมาธิเช่นฌานในกสิณ ๑๐ หรือในอานาปานสติ หรือในเมตตามกรรมฐาน แต่เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้เกิดในพรหมโลก ก็จะต้องรักษาฌานไว้ให้ได้จนถึงก่อนขณะตาย
(๕) เพื่อประโยชน์แก่นิโรธ (นิโรธานิสงฺส) คือนิโรธสมาบัติ ซึ่งเป็นความดับอย่างชั่วคราวของจิต ของเจตสิก และของจิตตชรูป กล่าวว่าชั่วคราวนั้น ปกติหมายถึงหนึ่งวันจนถึงเจ็ดวัน โดยขึ้นอยู่กับการอธิษฐานก่อนเข้าสมาบัติ
พระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้นที่เข้านิโรธสมาบัติได้ และสำหรับพระอรหันต์ ยกเว้นเมื่อนอนหรือเมื่อมนสิการบัญญัติ ก็จะไม่หยุดเห็นการเกิดขึ้นและดับไป หรือเห็นเพียงการดับไปของรูปนามและเหตุของรูปนาม โดยเป็นไปทั้งวัน ทั้งคืน เป็นวัน ๆ เดือน ๆ ปี ๆ
บางครั้งท่านจึงเบื่อหน่ายและไม่ต้องการเห็นการดับไปอีก แต่เพราะอายุขัยยังไม่สิ้นไป จึงยังไม่ใช่เวลาปรินิพพาน ดังนั้น เพื่อให้หยุดเห็นการดับไป ท่านจึงเข้านิโรธสมาบัติ
ทำไมท่านจึงไม่หยุดเห็นสภาวะเหล่านั้น เพราะท่านได้ทำลายกิเลสหมดสิ้นแล้ว (รวมทั้งนิวรณ์ด้วย) ด้วยความเป็นพระอรหันต์ ดังนั้น จึงมีสมาธิ จิตที่มีสมาธิย่อมเห็นปรมัตถธรรมตามความเป็นจริง จึงเห็นนามรูปปรมัตถ์ตามความเป็น
ดูรายละเอียดที่เกี่ยวข้องในหัวข้อ “วิธีเจริญสัมมสนญาณ” หน้า 359 ดูรายละเอียดเรื่องทางไปสู่พระอรหัต และเพราะเหตุนั้น ที่อยู่ประจำของพระอรหันต์ (คือเห็นแต่ความเกิดขึ้นและดับไปของสังขารธรรมอย่างต่อเนื่อง) ที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ใน ส.ข.๕๗ (สัตตัฏฐานสูตร)
คาถาม ๕.๑ – ประโยชน์ของสมาบัติ ๘ มี ๕ อย่าง (หน้า ๓๐๖)
จริง ซึ่งเป็นสภาวะที่ดับไป เมื่อเข้านิโรธสมาบัติแล้ว เช่นเป็นเวลาเจ็ดวัน ก็จะไม่เห็นการดับไปดังกล่าว เพราะตลอดเวลาที่สมาบัติยังเป็นไป จิตและเจตสิกอันเกิดร่วมกันที่จะรู้ภาวะเหล่านั้นล้วนหยุดแล้ว (คือไม่เกิดขึ้น)
แม้พระอรหันต์จะสามารถอยู่ในผลสมาบัติ แต่ก็อาจยินดีในนิโรธสมาบัติ เพราะแม้ผลสมาบัติจะมีวิสังขารธรรม (คือพระนิพพาน) เป็นอารมณ์ แต่ก็ยังมีเครื่องปรุงแต่งจิตคือเวทนาอยู่ ต่างกับเมื่อเข้านิโรธสมาบัติ เมื่อสังขารมีเพียงรูปที่เกิดจากกรรม อุตุ และอาหาร โดยไม่มีรูปที่เกิดจากจิตและไม่มีจิต เพื่อจะเข้านิโรธสมาบัติ ก็จะต้องเข้าปฐมฌาน ออกจากฌานแล้ว กำหนดรู้ นามธรรมในปฐมฌานว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา ต้องทำเหมือนอย่างนี้ตามลำดับจนกระทั่งถึงวิญญาณัญญายตนจิต ซึ่งก็คืออรูปฌานที่ ๒ แล้วเข้าอากิญจัญญายตนฌาน คืออรูปฌานที่ ๓ ออกจากฌานนั้นแล้วทำการอธิษฐาน ๔ อย่าง คือ
๑. ให้พิจารณาอายุขัยของตนแล้ว อธิษฐานช่วงเวลาที่จะอยู่ในนิโรธสมาบัติ โดยไม่ให้เกินอายุขัย (ตัวอย่างเช่น ๗ วัน) เพื่อให้ออกจากสมาบัติเมื่อสุดเวลาตามที่อธิษฐาน ๒. ให้ออกจากสมาบัติถ้าพระพุทธเจ้าทรงต้องการตัว ๓. ให้ออกจากสมาบัติถ้าสงฆ์ต้องการตัว ๔. ให้บริขารที่อยู่รอบ ๆ ตัวไม่ถูกทำลายด้วยภัยเช่นไฟหรือน้ำ
ส่วนเครื่องนุ่งห่มและอาสนะที่นั่งอยู่นั้นจะได้การป้องกันจากสมาบัติโดยไม่ต้องอธิษฐาน แต่บริขารอื่น ๆ ในห้องที่อยู่นั้น หรือตัวห้องเอง หรือตัวอาคาร จะได้การรักษาก็ต่อเมื่อทำการอธิษฐานอย่างนี้แล้วเท่านั้น
คาถาม ๕.๑ – ประโยชน์ของสมาบัติ ๘ มี ๕ อย่าง { หน้า ๓๐๗ }
ต่อจากนั้น ก็ให้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ คืออรูปฌานที่ ๔ เมื่อสมาบัติจิตเกิดขึ้น ๒ ขณะแล้ว ก็จะเข้าถึงนิโรธ (คือความดับไปของจิตเป็นต้น) ตามระยะเวลาที่อธิษฐาน เช่น ๗ วัน จะไม่เห็นอะไร ๆ ในสมาบัติ เพราะจิตและเจตสิกทุกอย่างไม่เกิดขึ้นในระหว่าง
คาถาม ๕.๒ – ต้องใช้สมาธิในการเข้าใจไตรลักษณ์หรือไม่
อย่างไหนจะง่ายที่สุดและเร็วที่สุดเพื่อบรรลุพระนิพพาน ระหว่างการใช้ทฤษฎีเพื่อรู้จักความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา กับการใช้สมาธิเพื่อกำหนดรู้ปรมัตถธรรม
คาตอบ
อะไรคือความไม่เที่ยง
สภาวะไม่เที่ยงก็คือ ขันธ์ ๕ ความหมายนี้อรรถกถาได้กล่าวไว้หลายแห่ง ถ้าเห็นขันธ์ ๕ ได้อย่างชัดเจน ก็จะเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาได้โดยไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่เห็นขันธ์ ๕ จะเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้นได้อย่างไร ถ้าพยายามเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้นโดยไม่เห็นขันธ์ ๕ วิปัสสนาของคนนั้นย่อมเป็นวิปัสสนานกแก้ว ไม่ใช่วิปัสสนาที่แท้จริง วิปัสสนาแท้เท่านั้นจึงจะนำไปสู่มรรคญาณและผลญาณได้
อะไรเล่าคือขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ทั้งในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ทั้งภายในและภายนอก ทั้งหยาบและละเอียด ทั้งทรามและประณีต ทั้งไกลและใกล้ รูป-ขันธ์ก็คือรูปทั้ง ๒๘ ประเภท ส่วนเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และ
**
อ้างอิง: วิสุทธิ.ปัญญาภาวนานิสังสนิเทศ. ๘๗๙ (กถาว่าด้วยนิโรธสมาบัติ) “อนิจฺจนฺติ ขนฺธปญฺจก…” วิภังค์.อ.๑๕๔ (สัมโมหวิโนทนี อายตนวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ อ้างอิงใน Q&A 2.3, p.77)
ต้องใช้สมาธิในการเข้าใจไตรลักษณ์หรือไม่ { หน้า ๓๐๘ }
สังขารขันธ์เป็นเจตสิก ๕๒ ประเภท วิญญาณขันธ์ก็คือจิต ๘๙ ประเภท รูป ๒๘ นั่นแหละเรียกว่ารูป และเจตสิก ๕๒ กับจิต ๘๙ นั่นแหละเรียกว่านาม ดังนั้น ขันธ์ ๕ และรูปนามก็คือสิ่งเดียวกันนั่นเอง
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นรูปนามปรมัตถ์ ถ้าเห็นรูปนามปรมัตถ์ ก็จะเจริญวิปัสสนาได้ และสามารถเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของนามรูป แต่ถ้าไม่เห็นรูปนามปรมัตถ์ จะเจริญวิปัสสนาได้อย่างไร เพราะรูปนามและเหตุของรูปนามเป็นอารมณ์ที่ขาดไม่ได้ของวิปัสสนาญาณ นี่แหละถึงจะเป็นวิปัสสนาแท้ และวิปัสสนาแท้เท่านั้นจึงจะนำไปสู่มรรคญาณและผลญาณได้
ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า จะบรรลุพระนิพพานได้ก็มีหนทางเดียวเท่านั้น ไม่มีหนทางอื่น อะไรคือทางนั้น ทรงตรัสว่า ให้ฝึกสมาธิก่อน เพราะว่าจิตที่ตั้งมั่น ทำให้เห็นรูปนามปรมัตถ์และเหตุของรูปนามได้ เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปนามปรมัตถ์และเหตุของรูปนามได้
แต่เราก็ยังกล่าวไม่ได้ว่า อะไรเป็นทางเร็วที่สุด เพื่อบรรลุพระนิพพาน เพราะนี่ยังขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละคน
ยกตัวอย่างเช่น ท่านพระสารีบุตรต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดถึง ๒ สัปดาห์ เพื่อให้บรรลุอรหัตตมรรคและอรหัตตผล ต่างกับท่านพระมหาโมคคัลลานะผู้ต้องปฏิบัติเพียงแค่ ๗ วัน และกับท่านพาหิยทารุจีริยะผู้ต้องฟังเพียงแค่ธรรมเทศนา
ที.ม.๓๗๒ (มหาสติปัฏฐานสูตร) ดูเชิงอรรถ ๔๓ หน้า ๔๒
ผู้แปล – ระหว่างการเจริญสมาธิก่อน กับการไม่เจริญสมาธิก่อนแต่เห็นรูปนามปรมัตถ์ได้
คาถาม ๕.๒ – ต้องใช้สมาธิในการเข้าใจไตรลักษณ์หรือไม่ (หน้า ๓๐๙)
อย่างสั้นๆ คือ “ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺต… เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น…” ความรวดเร็วในการบรรลุพระอรหันต์ของแต่ละท่านจะขึ้นอยู่กับบารมีของตน ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะได้สั่งสมบารมีมาแล้ว ๑ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป และท่านพาหิยทารุจีริยะประมาณแสนกัป อรหัตตมรรคของท่านพระสารีบุตรและท่านมหาโมคคัลลานะเกิดกับอัครสาวกโพธิญาณ เทียบกับของท่านพาหิยทารุจีริยะ ซึ่งเกิดกับเพียงแค่มหาสาวกโพธิญาณ อัครสาวกโพธิญาณยิ่งใหญ่กว่ามหาสาวกโพธิญาณ เพราะมีเพียงทางเดียวเท่านั้นเพื่อจะบรรลุพระนิพพาน สาวกเหล่านี้จึงไม่ได้พระอรหันต์เพียงเพราะความปรารถนา แต่ได้ด้วยวิริยะในปัจจุบันโดยได้การสนับสนุนจากวิริยะและบารมีในอดีต
**
คาถาม ๕.๓ – เจริญเมตตาโดยมีมารดาทัง้ ปวงเป็นอารมณ์ได้ไหม
คาถาม: วัฏฏสงสารนั้นไม่มีเบื้องต้น ไม่มีที่สิ้นสุด สัตว์ทั้งหลายก็มีจำนวนหาประมาณไม่ได้ ดังนั้น ผู้ที่เคยเป็นมารดาของเราก็มีประมาณไม่ได้ เช่นเดียวกัน เราจะเจริญเมตตาโดยพิจารณาว่าสัตว์ทั้งปวงเคยเป็นมารดาของเราได้อย่างไร จะบรรลุเมตตาฌานโดยพิจารณาว่าสัตว์ทั้งปวงเคยเป็นมารดาของเราได้หรือไม่
**
ขุททกอุเทศ (พาหิยสูตร)
ดูบุคคล ๔ จำพวกที่บรรลุพระนิพพานในคาถามและคาตอบ ๔.๓ หน้า ๒๕๗ และคาถามและคาตอบ ๔.๗ หน้า ๒๗๔
คาตอบ
เมตตากรรมฐาน ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตและอนาคต แต่เป็นเรื่อง ปัจจุบัน เท่านั้น เพราะมีเพียงอารมณ์ปัจจุบันเท่านั้นที่ก่อให้เกิดเมตตาฌาน ไม่ใช่อารมณ์อดีตหรืออนาคต เราไม่สามารถได้ฌานโดยการแผ่เมตตาไปยังผู้ที่ตายแล้ว
ในวัฏฏสงสารอันไม่มีที่สิ้นสุด อาจไม่มีใครเลยที่ไม่เคยเป็นบิดามารดาของเรา แต่เนื่องจากเมตตากรรมฐานไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัฏฏสงสารอันไม่มีที่สิ้นสุด จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าคนนี้เป็นมารดาหรือเป็นบิดาของเรา
ในกรณีนี้ จาก เมตตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า:
“มาตา ยถา นิย ปุตฺตมายุสา เอกปุตฺตมนุรกฺเข. เอวมฺปิ สพฺพภูเตสุ มานส ภาวเย อปริมาณ”
ความหมายโดยนัยของพระองค์คือ เปรียบเสมือนกับมารดาผู้มีบุตรคนเดียวย่อมสละแม้ชีวิตของตนเพื่อบุตรนั้นฉันใด ภิกษุพึงแผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งปวงแม้ฉันนั้นเหมือนกัน
นี่คือ คำสอน ของพระพุทธเจ้า ถึงแม้ความรู้สึกที่เหมือนมารดาอย่างเดียวจะนำไปสู่ฌานไม่ได้ แต่ถ้าเราแผ่เมตตาไปด้วยความคิดว่า “ขอให้บุคคลนี้เป็นผู้มีความสุข บริหารตนไปเถิด” ย่อมนำไปสู่ฌานได้
คาถาม (คาถามต่อไปนี้มีคาตอบเดียวกัน)
ถ้ามี
(อ้างอิง: ขุททกปาฐะ – เมตตสูตร)
❓ คาถาม
✅ คาตอบ
สามารถเปลี่ยนใจได้ก่อนบรรลุมรรคผล แต่ไม่ได้หลังจากนั้น
ในพระสูตรหลายสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า มรรคเกิดขึ้นตามกฎธรรมชาติ โดยมีข้อกำหนดว่า:
๑. โสตาปัตติมรรค ก่อ โสตาปัตติผล ต่อจากนี้ก็จะดำเนินไปเป็น พระสกทาคามี ได้ แต่จะถอยกลับไปเป็นปุถุชนไม่ได้ ๒. พระสกทาคามี ดำเนินไปเป็น พระอนาคามี ได้ แต่จะกลับไปเป็น พระโสดาบัน หรือปุถุชนไม่ได้ ๓. พระอนาคามี ดำเนินไปเป็น พระอรหันต์ ได้ แต่จะไม่สามารถกลับไปเป็น พระสกทาคามี พระโสดาบัน หรือปุถุชน ๔. พระอรหันต์ ย่อมปรินิพพานเมื่อถึงกาล จะไม่สามารถกลับไปเป็น พระอริยบุคคล ที่ต่ำกว่า หรือไปเป็นปุถุชน หรือเป็นบุคคลขั้นอื่น ๆ
ความเป็น พระอรหันต์ เป็นที่สุดแห่งภพ นี่เป็นกฎธรรมชาติ เมื่อกล่าวถึงความเป็น พระอรหันต์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้หลายครั้งหลายหนว่า
ยกตัวอย่างเช่น ที.ปา. ๑๖๔ (ปาสาทิกสูตร – ว่าด้วยเหตุให้เกิดความเลื่อมใส)
{ หน้า ๓๑๒ }
อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก
นี่หมายความว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนใจแล้วตกลงใจเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ได้ เมื่อบรรลุมรรคผลแล้ว
อนึ่ง จะเปลี่ยนใจไม่ได้เมื่อได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าหรือจากพระอรหันต์ แต่บุคคลอาจปรารถนาจะรอเพื่อเป็นพระอรหันต์ในอนาคต แล้วเปลี่ยนใจและบรรลุพระอรหันต์ในชาตินี้
วิสุทธิมรรคได้ตัวอย่างของพระมหาเถระคือ พระมหาสังฆรักขิตตะ ผู้ได้ทำเช่นนี้ (คือเปลี่ยนใจเพื่อจะบรรลุพระอรหันต์ในชาตินี้) ท่านเป็นผู้ชำนาญในสติปัฏฐาน ๔ ได้ปฏิบัติสมถวิปัสสนาจนถึงสังขารุเบกขาญาณ และไม่เคยประกอบกายกรรมวจีกรรมใด ๆ เลยโดยปราศจากสติ ท่านได้เจริญบารมีในสมถะวิปัสสนาเพียงพอแล้วเพื่อจะบรรลุพระอรหันต์ได้ถ้าปรารถนา แต่เพราะปรารถนาจะเห็นพระศรีอริยเมตตัยพุทธเจ้า จึงตกลงใจรอโดยจะเป็นพระอรหันต์ในพระศาสนานั้นเท่านั้น และตามกฎธรรมชาติที่เพิ่งกล่าว ท่านจะเห็นพระศรีอริยเมตตัยพุทธเจ้าไม่ได้ถ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้
แต่เมื่อใกล้มรณภาพ ชนเป็นจำนวนมากได้ประชุมกันแล้ว เพราะคิดว่าท่านเป็นพระอรหันต์และจะปรินิพพาน แม้ตามจริงแล้วท่านยังเป็นเพียงปุถุชน เมื่อลูกศิษย์ของท่านแจ้งว่า ชนทั้งหลายได้มาประชุมกันแล้วด้วยคิดว่าท่านจะปรินิพพาน พระมหาเถระจึงกล่าวว่า “เราได้ปรารถนาการเห็นพระศรีอริยเมตตัยพุทธเจ้าแม้ก็จริง แต่ทว่ามีการประชุมใหญ่ จงให้โอกาสเราเจริญกรรมฐาน”
วิปัสสนาแล้ว เพราะท่านเปลี่ยนใจแล้วและในชาติก่อน ๆ ก็ไม่ได้พยากรณ์อันแน่นอนจากพระพุทธเจ้า จึงบรรลุเป็นพระอรหันต์อย่างเร็วพลัน ในสมัยพระพุทธเจ้าของเรา ไม่ปรากฏว่ามีการพยากรณ์อันแน่นอนแก่พระโพธิสัตว์อื่น นอกเหนือจากพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ซึ่งก็คือพระภิกษุชื่อว่า อชิตะ พระไตรปิฎกก็ไม่ได้แสดงไว้ด้วยว่า พระพุทธเจ้าองค์หลังพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าจะบังเกิดขึ้นเมื่อไร ดังนั้น จึงระบุไม่ได้ว่ามีพระโพธิสัตว์กี่พระองค์ในสมัยพระพุทธเจ้าของเรา
คาถาม เป็นไปได้หรือไม่ที่จะปฏิบัติทางดำเนินไปสู่ความหลุดพ้น และทางดำเนินไปเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ พร้อม ๆ กัน ถ้าได้ วิธีนั้นเป็นอย่างไร
คาตอบ ความหลุดพ้น (วิมุตติ) หมายถึงการหลีกออกจากกิเลสหรือวัฏสงสาร เมื่อพระโพธิสัตว์บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็ย่อมหลีกออกจากวัฏสงสารเมื่อปรินิพพาน ถ้าโยคีผู้เป็นสาวกพยายามบรรลุพระอรหันต์แล้วประสบความสำเร็จ ก็ย่อมหลีกออกจากวัฏสงสารเมื่อปรินิพพานเช่นกัน บุคคลไม่สามารถเป็นพระพุทธเจ้าด้วยเป็นสาวกด้วย ต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง แต่ทั้งสองย่อมหลีกออกจากวัฏสงสารได้เมื่อบรรลุพระอรหันต์ ทางไปสู่อรหัตมรรค เป็นทางสุดท้ายสู่ความหลุดพ้น
คนฟังของพระอาจารย์ใหญ่พะเอ้าเกือบทั้งหมดเป็นพระภิกษุฝ่ายมหายาน ซึ่งปฏิบัติไม่ใช่เพื่อให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ (คือเพื่อความหลุดพ้น) แต่เพื่อความเป็นพระโพธิสัตว์ โดยมุ่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (เพื่อช่วยเหลือสัตว์ทั้งปวง)
คำถาม ๕.๕ – ข้อปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นและเป็นพระโพธิสัตว์ { หน้า ๓๑๔ }
คำถาม วิธีปฏิบัตินี้เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นโดยส่วนเดียว หรือว่าเป็นทางของพระโพธิสัตว์ด้วย
คำตอบ เพื่อความเป็นไปทั้งสอง ในการสนทนาครั้งก่อนๆ เราได้กล่าวว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้านั้นได้เป็นพระภิกษุในอดีตชาติ ๙ ชาติที่พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ ถ้าดูข้อปฏิบัติใน ๙ ชาตินั้น ก็จะเห็นสิกขา ๓ ซึ่งได้แก่ศีล สมาธิ และปัญญา พระโพธิสัตว์ย่อมปฏิบัติจนได้สมาบัติ ๘ อภิญญา ๕ และวิปัสสนาญาณจนถึงขั้นสังขารุเบกขาญาณ ในขณะนี้ โยคีก็กำลังเจริญสมถวิปัสสนาโดยมีฐานเป็นศีล เมื่อปฏิบัติสิกขา ๓ จนถึงขั้นสังขารุเบกขาญาณ ก็จะเลือกได้ว่าต้องการอะไร ถ้าปรารถนาความหลุดพ้น ก็เลือกที่จะมุ่งสู่พระนิพพานได้ ถ้าปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ก็เลือกทางของพระโพธิสัตว์ได้ ไม่มีปัญหาอะไร
คำถาม กุศลและอกุศลกรรมของพระอรหันต์ทั้งหมดต้องสุกงอม (และให้ผล) ก่อนปรินิพพานหรือไม่
คำตอบ ไม่ทั้งหมด กุศลและอกุศลกรรมบางส่วนอาจสุกงอมแล้วให้ผล แต่ถ้าไม่สุกงอมก็จะไม่ให้ผล เป็นอโหสิกรรม คือกรรมที่ไม่ให้ผลอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น อกุศลกรรมในอดีตชาติอย่างหนึ่งของพระมหาโมคคัลลานะให้ผล ดูคำถามและคำตอบ ๔.๓ หน้า ๒๕๗
ก่อนที่ท่านจะปรินิพพาน คือ ในชาติก่อนชาติหนึ่ง ท่านได้พยายามฆ่าบิดามารดา ผู้ตาบอดของท่าน แม้จะไม่สำเร็จ เพราะอกุศลกรรมนั้น ท่านต้องทนทุกข์ทรมานในนรกเป็นเวลาหลายพันปี และเมื่อพ้นจากนรกแล้ว ก็ได้ถูกฆ่าอีกประมาณ ๒๐๐ ชาติ แต่ละชาติมีกะโหลกถูกทาลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แม้ในชาติสุดท้ายก็เช่นกัน กระดูกทุกชิ้นของท่านรวมทั้งกะโหลกด้วยถูกทาลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพราะเหตุใด เพราะอกุศลกรรมนั้นสุกงอมแล้ว ถ้าอกุศลและกุศลกรรมไม่สุกงอม ก็จะไม่ก่อผล เป็นกรรมเพียงแต่โวหารเท่านั้น
คาถาม: หลังตรัสรู้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้หรือไม่ว่า “ดั้งเดิมแล้ว สัตว์ทั้งปวงมีปัญญาและคุณอื่นๆ ของตถาคต”
คาตอบ: เมื่อท่านทั้งหลายยอมรับแล้วว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้านั้นได้ตรัสรู้แล้ว ก็พึงพิจารณาต่อไปว่า คุณของตถาคตโพธิญาณนั้นมีอยู่ในสัตว์ทั้งปวงหรือไม่ โดยเฉพาะในตนเอง คือ ท่านทั้งหลายมีคุณอย่างใดอย่างหนึ่งของตถาคตหรือไม่
คาถาม: ๑. สุญญตสัญญาของพระอรหันต์ในขันธ์ ๕ ของตนนั้น เหมือนกับสุญญตสัญญาในรูปภายนอกอื่นที่ไม่มีวิญญาณครองหรือไม่ ๒. นิพพาน เป็นสิ่งเดียวกันกับการเข้าสุญญตสมาบัติหรือไม่
คาตอบ: สุญญตสัญญาในขันธ์ ๕ ของตน และในรูปภายนอกที่ไม่มีวิญญาณครองนั้นเหมือนกัน
พระนิพพานมีชื่อว่า สุญญตา เพราะเหตุแห่งมรรค คือ เมื่อโยคีรู้แจ้งสังขารธรรมว่าเป็น อนัตตา และในขณะนั้นเองเห็นแจ้งพระนิพพาน มรรคญาณของโยคีนั้น ก็เรียกว่า สุญญตวิโมกข์ เพราะมรรคเรียกว่าสุญญตวิโมกข์ อารมณ์ของมรรคคือพระนิพพาน จึงเรียกว่าสุญญตา ในที่นี้ สุญญตวิโมกข์ หมายถึงการหลีกออกจากกิเลสโดยเห็นแจ้งสภาวะอนัตตาของสังขารธรรม
พระสูตรทั้งหมดพระพุทธเจ้าเป็นผู้สอนพระองค์เดียวหรือไม่
พระสูตรโดยมาก พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้สอน พระสูตรบางสูตร สาวก เช่น พระสารีบุตร ท่านพระมหากัจจายนะ และท่านพระอานนท์ เป็นผู้สอน แต่พระสูตรที่สาวกเป็นผู้สอนนั้นมีความหมายเหมือนกันกับที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเอง นี่ชัดเจนเมื่อพระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาว่า สาธุ ในพระสูตรบางสูตร เช่น ใน มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร ในมัชฌิมนิกาย ที่ท่านพระมหากัจจายนะได้แสดงไว้
คาถาม ๕.๑๐ พระพุทธเจ้าเท่านั้นสอนพระสูตรทั้งหมดหรือไม่ (หน้า ๓๑๗)
คาถาม ๕.๑๑ สนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้าโดยอภิญญาได้หรือไม่
คาถาม: เพราะเราไม่สามารถเห็นพระพุทธเจ้าได้เมื่อเข้าสมาธิอยู่ แต่เราสามารถเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยอภิญญาเพื่อสนทนาธรรมได้หรือไม่
คาตอบ: ไม่ได้ มีอภิญญาอย่างหนึ่งเรียกว่า การระลึกชาติได้ (บุพเพนิวาสานุสสติ) หากมีอภิญญานี้และได้พบพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในชาติก่อน ๆ ก็จะเห็นการพบปะนั้นโดยเป็นอดีตเท่านั้น ไม่ใช่ประสบการณ์ใหม่ หากได้สนทนาธรรม ก็จะเป็นเพียงการถามตอบที่เคยมีมาแล้วเท่านั้น จะไม่มีคาถามคาตอบใหม่
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนท้ายของหัวข้อ “วิธีเจริญพุทธานุสสติ” หน้า 163
{ หน้า ๓๑๘ }
ในการสนทนาครั้งที่แล้ว เราได้สนทนากันถึงวิธีกำหนดรู้นาม และในการสนทนาก่อนหน้านั้น ถึงวิธีกำหนดรู้รูป ถ้าโยคีกำหนดรู้นามรูปได้ตามที่กล่าวไว้แล้ว ก็จะสามารถกำหนดรู้เหตุของนามรูปด้วย ซึ่งก็คือกำหนดรู้ ปฏิจจสมุปบาท อันเป็นเรื่องของเหตุและผลที่เป็นไปในกาล ๓ คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธี ๔ อย่างเพื่อกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทตามจริตของคนฟัง ส่วนท่านพระสารีบุตรได้สอนวิธีที่ ๕ ซึ่งบันทึกไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค จะต้องใช้เวลาถ้าจะอธิบายวิธีทั้งหมดอย่างละเอียด ดังนั้น จึงจะดูเพียงแค่ ๒ วิธีที่ใช้สอนโยคีบ่อยที่สุดที่วัดพะเอ้า คือ วิธีที่เราเรียกว่า วิธีที่ ๕ ของท่านพระสารีบุตร และวิธีที่ ๑ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอน เช่น ในมหานิทานสูตรของทีฆนิกาย และในนิทานวรรคของสังยุตตนิกาย
วิธีทั้งสองเป็นการกำหนดรู้ ขันธ์ ๕ ในปัจจุบัน อดีต และอนาคต เป็นการกำหนดว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล เมื่อทำอย่างนี้ได้ ก็จะสามารถศึกษาวิธีกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทตามวิธีอื่นๆ ที่สอนไว้ในพระสูตรและอรรถกถาด้วย
พระอาจารย์ใหญ่ในที่นี้กำลังพูดถึงกำลังของวิปัสสนา ซึ่งยังให้เห็นเพียงแค่อุปาทานขันธ์ ๕ (ส.อ.๗๙ สารัตถปกาสินี ขันธวารวรรค ขัชชนียสูตร ว่าด้วยผู้ถูกเคี้ยวกิน) ท่านไม่ได้ (ดูหน้าต่อไป)
วิธีที่ ๕ – ปฏิจจสมุปบาท ๓ รอบ
ปฏิจจสมุปบาทมีองค์ ๑๒ ซึ่งกล่าวได้ว่ามี ๓ รอบ (วัฏฏะ) โดยมี ๒ รอบที่เป็นเหตุ (มีองค์ ๕) และอีกรอบหนึ่งเป็นผล (มีองค์ ๕ เช่นกัน) คือ
* ก. อวิชชา * ข. ตัณหา * ค. อุปาทาน
* ก. อภิสังขาร * ข. กรรมภพ
พูดถึงกำลังของอภิญญาคือบุพเพนิวาสานุสสติ ซึ่งยังให้เห็น (๑) ขันธ์ที่เป็นโลกุตรธรรม อันเป็นขันธ์ (มี ๔ หรือ ๕ ในพรหมภูมิ มี ๕ ในเทวภูมิและมนุษยภูมิ) ของบุคคลผู้ได้มรรคจิตและผลจิตขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว (๒) อุปาทานขันธ์ (๓) ความเป็นไปต่างๆ เป็นต้น ว่า ตระกูล รูปร่าง อาหาร ความสุข และความทุกข์ (๔) บัญญัติเช่นชื่อและเชื้อชาติ องค์ ๑๒ คือ (๑) อวิชชา (๒) อภิสังขาร (๓) วิญญาณ (๔) นามรูป (๕) สฬายตนะ (๖) ผัสสะ (๗) เวทนา (๘) ตัณหา (๙) อุปาทาน (๑๐) ภพ (๑๑) ชาติ (๑๒) ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ดูพระสูตรเช่นมหานิทานสูตร (ที.ม.๙๕) และติตถายตนสูตร (อ.เอก.๖๒) ที่กล่าวถึงในหัวข้อ “วิธีรู้และเห็นทุกข์อริยสัจและสมุทัยอริยสัจ” หน้า ๓๘ ดูเชิงอรรถ ๓๙๕ หน้า ๓๑๙ และ “ตาราง ๑๑ – ปฏิจจสมุปบาทจากชาติสู่ชาติ” หน้า ๓๓๔
(หน้า ๓๒๐)
กิเลสวัฏฏ์เป็นเหตุของกัมมวัฏฏ์ ซึ่งก็เป็นเหตุของวิปากวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ชาติ ชรา และมรณะ (คือองค์ที่ ๑๑ และที่ ๑๒)
การกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทเป็นการเห็นลำดับของวัฏฏะอย่างนี้ เริ่มที่การกำหนดรู้อดีต
วิธีกำหนดรู้ชาติที่ล้วน
เพื่อกำหนดรู้อดีต ให้เริ่มโดยทำสักการะด้วยเทียน ดอกไม้ หรือของหอมที่พระสถูป หรือแด่พระพุทธรูป พึงตั้งความปรารถนาเพื่อให้เกิดตามต้องการ เช่น เป็นพระภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิง หรือเป็นเทวดา
หลังจากนั้น ให้ไปนั่งสมาธิแล้วเข้าจตุตถฌาน จนกระทั่งแสงแห่งสมาธิสว่างสุกใสและมีรัศมี แล้วให้กำหนดรู้รูปนามทั้งภายในภายนอกซ้ำแล้วซ้ำอีก นี้จำเป็น เพราะถ้ากำหนดรู้รูปนามภายนอกไม่ได้ ก็จะกำหนดรู้รูปนามในอดีตได้ยากมาก เพราะการกำหนดรู้รูปนามในอดีตนั้นคล้ายกับการกำหนดรู้รูปนามภายนอก
หลังจากนั้น ให้กำหนดรู้รูปนามที่เกิดขึ้นเมื่อทำสักการะที่พระสถูปหรือแด่พระพุทธรูป โดยเหมือนกับเป็นอารมณ์ภายนอก เมื่อทำอย่างนี้อยู่ ภาพของตนที่กำลังทำสักการะจะปรากฏ ให้กำหนดรู้ธาตุ ๔ ในภาพนั้น
เมื่อภาพนั้นแตกออกเป็นรูปกลาป ให้กาหนดรู้รูปประเภทต่าง ๆ ทางทวารทั้ง ๖ โดยเฉพาะรูป ๕๔ อย่างของหทยวัตถุ ต่อจากนั้นให้กาหนดรู้ภวังคจิต และมโนทวารวิถีจิตมากมายที่เกิดขึ้นในระหว่าง พึงดูมโนทวารวิถีเหล่านั้น เสาะหาไปข้างหลังและข้างหน้า จนพบมโนทวารวิถีที่เป็นกิเลสวัฏฏ์ โดยแต่ละชวนจิตมีเครื่องปรุงแต่งจิต ๒๐ และจนพบมโนทวารวิถีที่เป็นกัมมวัฏฏ์ โดยแต่ละชวนจิตมีเครื่องปรุงแต่งจิต ๓๔ อย่าง
ลองมาดูตัวอย่างการปฏิบัติในกรณีที่ทาสักการะด้วยเทียน ดอกไม้ และของหอมแด่พระพุทธรูป และอธิษฐานเพื่อเกิดเป็นพระภิกษุ ในกรณีนี้ มีความเป็นไปดังนี้
๑. อวิชชาเป็นไปโดยหลงคิดว่า พระภิกษุมีอยู่จริง ๆ ๒. ตัณหาเป็นไปโดยปรารถนาและต้องการมีชีวิตเป็นพระภิกษุ ๓. อุปาทานเป็นไปโดยการติดข้องกับการมีชีวิตเป็นพระภิกษุ
นามธรรม ๓ คืออวิชชา ตัณหา และอุปาทาน มีอยู่ในจิตในกิเลสวัฏฏ์ ถ้าทำความปรารถนาจะเกิดเป็นผู้หญิง ก็จะมีความเป็นไปดังนี้
๑. อวิชชาเป็นไปโดยหลงคิดว่า ผู้หญิงมีอยู่จริง ๆ ๒. ตัณหาเป็นไปโดยปรารถนาและต้องการมีชีวิตเป็นผู้หญิง ๓. อุปาทานเป็นไปโดยการติดข้องกับการมีชีวิตเป็นผู้หญิง
ดูบทเรื่อง “วิธีกาหนดรู้นาม” หน้า ๒๘๑
====== วิธีเห็นการสืบต่อของปฏิจจสมุปบาท – วิธียที่ ๕ – ปฏิจจสมุปบาท ๓ รอบ ====== (หน้า ๓๒๒)
ในตัวอย่างดังกล่าว อภิสังขาร ก็คือกุศลเจตนาของการสักการะ และกรรมภพก็คือศักยภาพของกรรม ทั้งสองอย่างนี้พบได้ในจิตในกัมมวัฏฏ์ (ในปฏิจสมุปบาท)
เมื่อกำหนดรู้นามรูปของกิเลสวัฏฏ์และกัมมวัฏฏ์ในอดีตที่เพิ่งผ่านมาได้แล้ว ก็ควรย้อนกลับไปสู่อดีตที่ไกลยิ่งกว่านั้น คืออีกช่วงเวลาก่อนการสักการะนั้น แล้วกำหนดรู้รูปนามด้วยวิธีเดียวกัน หลังจากนั้น พึงย้อนกลับไปให้ไกลยิ่งขึ้น และทำซ้ำด้วยวิธีเดียวกัน
ด้วยวิธีนี้ โยคีย่อมกำหนดรู้นามรูปของวันที่ผ่านมาแล้ว อาทิตย์ที่ผ่านแล้ว เดือน… ปี… สองปี… สามปี… เป็นต้น ในที่สุดก็จะย้อนกลับไปกำหนดรู้นามรูปของปฏิสนธิจิตที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดในชาตินี้ได้
เมื่อจะหาเหตุของการเกิด ก็ต้องย้อนกลับไปไกลยิ่งกว่านั้น และเห็นรูปนาม เมื่อใกล้ตายในชาติก่อน หรืออารมณ์ของสัญญจิตเมื่อใกล้ตาย (มรณาสันนสัญญจิต)
มรณาสันนสัญญจิตมีอารมณ์ ๓ อย่าง คือ
* เช่น อาจนึกถึงความเกลียดชังที่เกิดขึ้นจากการฆ่าสัตว์ ความสุขที่เกิดในปัญจโวการภพ รูปนามเกิดขึ้นอาศัยจิต และในทางกลับกันก็เช่นกัน ดูโลกสูตรที่หน้า ๒๗
ดู “ตาราง ๑๐ – จุติและปฏิสนธิ” หน้า ๓๓๐
การถวายทานแด่พระภิกษุ หรือความสงบที่เกิดขึ้นจากการเจริญกรรมฐาน
๒. กรรมนิมิต คือ นิมิตของกรรมที่ได้ทำไว้ก่อนแล้วในชาตินี้หรือในชาติก่อน ๆ คนที่ได้ฆ่าสัตว์อาจจะเห็นมีดที่ใช้ฆ่า หรือได้ยินเสียงร้องของสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่า หมออาจจะเห็นคนไข้ ผู้ถึงไตรสรณคมน์อาจเห็นพระภิกษุ พระสถูป พระพุทธรูป ดอกไม้ หรือวัตถุทานที่ถวาย โยคีอาจจะเห็นปฏิภาคนิมิตของกรรมฐาน
๓. คตินิมิต คือ นิมิตของคติ คือของภพที่จะไปเกิดใหม่ ถ้าจะไปเกิดใหม่ในนรก อาจเห็นไฟ ถ้าจะไปเกิดเป็นมนุษย์ อาจเห็นครรภ์ของมารดา (ปกติเปรียบเทียบกับคำอธิบายของอภิ. ๕ (โชติกะ) ว่า “กรรมอารมณ์ที่เป็นฝ่ายกุศล คือ ตนได้ให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม หรือเจริญภาวนามานั้น เคยทำอย่างไร ก็นึกก็คิดเหมือนอย่างที่ทำอยู่อย่างนั้น มรณาสันนชวนะก็ถือเอาเป็นอารมณ์ที่เป็นฝ่ายอกุศล คือ ตนเคยฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฉ้อ ชิง เฆี่ยนตี จองสัตว์ อย่างไร ก็นึกก็คิดเหมือนอย่างที่ได้ทำอยู่อย่างนั้น มรณาสันนชวนะก็น้อมเอามาเป็นอารมณ์ กรรมอารมณ์นี้ปรากฏทางมโนทวารทางเดียว ไม่ปรากฏทางทวารทั้ง ๕ เพราะกรรมอารมณ์นี้นึกถึง คิดถึงการกระทำในอดีต เป็นอดีตอารมณ์ เป็นกรรมในอดีตที่ตนได้ทำแล้วอย่างไรก็หน่วงโน้มนาใจให้คิด ให้นึกเหมือนดังที่ได้ทำอยู่อย่างนั้น เป็นแต่การนึก เป็นแต่การคิด ไม่ถึงกับมีเป็นภาพ เป็นนิมิตมาปรากฏ เมื่อมีกรรมอารมณ์เป็นกุศล ก็จะต้องไปสู่สุคคติ ถ้าหากว่ามีกรรมอารมณ์เป็นอกุศล ก็จะต้องไปสู่ทุคคติ”
(หน้า ๓๒๔)
คล้ายกับพรมสีแดง) ถ้าจะไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน อาจเห็นป่าหรือทุ่งนา ถ้าจะไปเกิดเป็นเทวดา ก็อาจเห็นปราสาททิพย์ อารมณ์นั้นปรากฏเพราะศักยภาพของกรรมที่ก่อปฏิสนธิจิต เมื่อกำหนดรู้อารมณ์ได้ ก็จะสามารถกำหนดรู้อภิสังขารและกรรมภพที่ก่อขันธวิบากในชาติ จะสามารถกำหนดรู้อวิชชา ตัณหา อุปาทานของชาติก่อน และจะสามารถกำหนดรู้เครื่องปรุงแต่งจิตอื่นๆ ในกัมมวัฏฏ์และกิเลสวัฏฏ์ในชาติก่อนอีกด้วย
ตัวอย่าง
สิ่งที่โยคีหญิงผู้หนึ่งกำหนดรู้ เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูตัวอย่างที่โยคีผู้หนึ่งกำหนดรู้ได้
เมื่อเธอกำหนดรู้นามรูปใกล้เวลาตาย (ในชาติก่อน) ก็เห็นกรรมของหญิงคนหนึ่งผู้กำลังถวายผลไม้เป็นทานแด่พระภิกษุ ต่อจากนั้น เธอก็พิจารณานามรูปของหญิงคนนั้นยิ่งๆ ขึ้นไปโดยเริ่มต้นจากธาตุ ๔ แล้วพบว่า หญิงนั้นเป็นชาวบ้านผู้ยากจนมาก และไร้การศึกษา ผู้ได้พิจารณาถึงความทุกข์ในชีวิต และได้ถวายทานแด่พระภิกขุ โดยปรารถนาจะเกิดเป็นหญิงผู้มีการศึกษาในเมืองใหญ่ ในกรณีนี้ มีความเป็นไปอย่างนี้คือ
๑. อวิชชาเป็นไปโดยหลงคิดว่า หญิงมีการศึกษาในเมืองใหญ่มีอยู่จริงๆ ๒. ตัณหาเป็นไปโดยปรารถนาและต้องการมีชีวิตเป็นหญิงผู้มีการศึกษา
ดูคำถามและคำตอบ ๓.๑๒ หน้า 187 มีขันธ์ที่ไม่ใช่วิบากด้วย แต่ก็ยังเป็นผลของเหตุ เช่น จิตและรูป ซึ่งไม่ใช่ผลของกรรม
๓. อุปาทานเป็นไปโดยการติดข้องกับการมีชีวิตเป็นหญิงผู้มีการศึกษา ๔. สังขารเป็นไปโดยกุศลกรรมที่ถวายผลไม้เป็นทานแด่พระภิกษุ ๕. กรรมภพคือศักยภาพของกรรม
ส่วนในชาตินี้ โยคีผู้ นั้นเป็นหญิงมีการศึกษาในเมืองใหญ่ในประเทศพม่า เธอสามารถกำหนดรู้โดยตรง (ด้วยสัมมาทิฏฐิ) ความที่ศักยภาพของกรรมที่ถวายผลไม้เป็นทานในชาติก่อน ก่อขันธ์ ๕ อันเป็นผลในชาตินี้ ความสามารถในการกำหนดรู้เหตุและผลอย่างนี้เรียกว่า ปัจจยปริคคหญาณ
สิ่งที่โยคีชายผู้หนึ่งกำหนดรู้ นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่คล้ายกัน เมื่อโยคีผู้ชายคนหนึ่งกำหนดรู้นามรูปเมื่อใกล้ตาย (ในชาติก่อน) ก็พบว่ามีกรรม ๔ อย่างที่แข่งชิงกัน คือ กรรมที่สอนปริยัติ กรรมที่แสดงธรรม กรรมที่ปฏิบัติกรรมฐาน และกรรมที่สอนกรรมฐาน เมื่อสำรวจว่ากรรมไหนใน ๔ อย่างที่ให้ผลเป็นขันธ์ ๕ ในชาตินี้ ก็พบว่าเป็นกรรมที่ปฏิบัติกรรมฐาน
เมื่อสำรวจต่อไปว่าได้ปฏิบัติกรรมฐานอะไร ก็พบว่าเป็นวิปัสสนากรรมฐานที่รู้ไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของนามรูป เมื่อสำรวจต่อไปอีก ก็พบอีกว่าก่อนและหลังจากนั่งเจริญกรรมฐานแต่ละครั้ง ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อจะเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชาย เพื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุ และเพื่อเป็นพระภิกษุผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนา
ในกรณีนี้ มีความเป็นไปอย่างนี้คือ ๑. อวิชชาเป็นไปโดยหลงคิดว่า ผู้ชาย พระภิกษุ หรือพระภิกษุผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนามีอยู่จริง ๆ
๒. ตัณหาเป็นไปโดยปรารถนาและต้องการมีชีวิตเป็นผู้ชาย พระภิกษุ หรือ พระภิกษุผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ๓. อุปาทานเป็นไปโดยการติดข้องกับการมีชีวิตเป็นผู้ชาย พระภิกษุ หรือ พระภิกษุผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ๔. สังขารเป็นไปโดยกุศลกรรมที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ๕. กรรมภพคือศักยภาพของกรรม
วิธีกำหนดรู้ชาติก่อน ๆ ต่อไป
เมื่อกำหนดรู้ชาติที่แล้วได้อย่างนี้ และสามารถเห็นเหตุ ๕ อย่างในชาติก่อน คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อภิสังขาร และกรรมภพ และผล ๕ อย่างในชาติปัจจุบัน คือ ปฏิสนธิจิต รูปนาม สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา ให้พิจารณาและกำหนดรู้ถอยต่อ ๆ ไปอีกในชาติที่ ๒-๓-๔ และชาติต่อ ๆ ไปให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ถ้ากำหนดรู้ชาติอดีตหรืออนาคตในพรหมภูมิ ก็จะเห็นเพียงแค่วัตถุ ๓ (ตา หู และหทัยวัตถุ) ต่างกับวัตถุ ๖ ที่จะเห็นในมนุษยภูมิและเทวภูมิ
วิธีกำหนดรู้อนาคต
เมื่อวิปัสสนาญาณนี้ได้พัฒนาจนมีกำลังแล้ว (โดยกำหนดรู้เหตุและผลในชาติอดีตเหล่านั้น) ด้วยวิธีเดียวกัน โยคีย่อมสามารถกำหนดรู้เหตุและผลในชาติอนาคต
อนาคตที่เห็นซึ่งยังเปลี่ยนแปลงได้ เป็นผลของเหตุทั้งในอดีตและใน
(หน้า ๓๒๗)
ปัจจุบัน และเหตุอย่างหนึ่งก็คือกรรมฐานที่กำลังปฏิบัติอยู่ เพื่อกำหนดรู้อนาคต ให้เริ่มโดยกำหนดรู้นามรูปปัจจุบัน แล้วดูไปในอนาคตจนถึงเวลาตายในชาตินี้ เมื่อนั้น กรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิตก็จะปรากฏ เพราะเหตุแห่งศักยภาพของกรรมอย่างหนึ่งที่ทำในชีวิตนี้ แล้วก็จะสามารถกำหนดรู้นามรูปที่จะเกิดขึ้นในขณะปฏิสนธิในชาติต่อไป
โยคีต้องกำหนดรู้ชาติต่อๆ ไปในอนาคตให้มากที่สุดจนกระทั่งอวิชชาดับไป โดยไม่มีส่วนเหลือ ซึ่งเกิดเมื่อบรรลุอรหัตมรรค คือความเป็นพระอรหันต์ของตนเอง หลังจากนั้น ให้กำหนดรู้อนาคตต่อไป จนกระทั่งเห็นขันธ์ ๕ คือนามรูป ดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ คือที่สุดของชีวิตพระอรหันต์ เป็นการปรินิพพานของตน ดังนั้น ก็จะได้เห็นแล้วว่า เมื่ออวิชชาดับ นามรูปก็ย่อมดับ เห็นความดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือของธรรม นั่นคือไม่มีการเกิดอีกต่อไป
การกำหนดรู้ขันธ์ ๕ ในอดีต ในปัจจุบัน ในอนาคต ร่วมกับการกำหนดรู้ความเป็นเหตุผลของกันและกัน นี้เรียกว่าวิธีที่ ๕ ซึ่งท่านพระสารีบุตรได้สอนไว้ เมื่อทำสำเร็จแล้ว ก็จะศึกษาวิธีที่ ๑ ได้ต่อไป เป็นวิธีที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้
**
ชาติก็คือการปรากฏของขันธ์ ซึ่งก็คือนามรูปนั่นเอง ดูรายละเอียดใน วิสุทธิ.ปัญญาภูมินิเทศ. ๖๔๑
{ หน้า ๓๒๘ }
วิธีที่ ๑ วิธีที่ ๑ ในการกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทเป็นการตรวจดูชาติ ๓ ชาติไป ตามลำดับ เริ่มที่เหตุในอดีตชาติ ซึ่งก็คืออวิชชาและอภิสังขาร ซึ่งก่อผลในชาติปัจจุบันเป็นวิปากจิต โดยเริ่มที่ปฏิสนธิจิต รูปนาม สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา หลังจากนั้น ก็จะตรวจดูเหตุในชาตินี้คือตัณหา อุปาทาน และกรรมภพ ซึ่งก่อให้เกิดชาติ ชรา มรณะ และทุกข์นานัปการในอนาคตชาติ
โยคีต้องพยายามหาอวิชชา ตัณหา และอุปาทานในกิเลสวัฏ และดูว่าธรรมเหล่านั้นจะก่อให้เกิดกัมมวัฏธ์ได้อย่างไร และดูต่อไปว่าศักยภาพของกรรมในกัมมวัฏธ์จะก่อทั้งขันธ์ ๕ เมื่อปฏิสนธิและขันธ์ ๕ ในภพนั้นได้อย่างไร
นี่จบการอธิบายแบบสั้นๆ เรื่องวิธีกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทตามวิธีที่ ๕ และวิธีที่ ๑ ยังมีรายละเอียดอีกมากที่ศึกษาได้โดยปฏิบัติกับพระอาจารย์ที่เหมาะสม
เมื่อได้กำหนดรู้ความเป็นเหตุผลของรูปนามในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอย่างสมบูรณ์ ก็เป็นอันสำเร็จวิปัสสนาญาณที่ ๒ คือปัจจยปริคคหญาณแล้ว
อ้างอิง: ดู ที.ม.๙๕ (มหานิทานสูตร) ส.นิ.๖๐ (นิทานสูตร) เพื่อเป็นตัวอย่าง พระอาจารย์ใหญ่กล่าวถึงการปวดหลังของพระพุทธเจ้า (คือทุกขเวทนา ที่เกิดพร้อมกับกายวิญญาณ) ซึ่งเกิดจากอกุศลกรรมที่ทำไว้ในอดีต ดูหัวข้อ “พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร” หน้า 412
=วิธีเห็นการสืบต่อของปฏิจจสมุปบาท – วิธีที่ ๑ { หน้า ๓๒๙ }
| ชาติปัจจุบัน | ปฐมจิต ภวังคจิต ๑๖ ดวง | |||
| :— | :— | |||
| ๑ ๒ … ๑๗ | ||||
| อารมณ์ก่อนตายของชาติที่แล้ว | อารมณ์ก่อนตายของชาติที่ | |||
| อารมณ์ | อารมณ์ก่อนตาย (กรรม / กรรมนิมิต หรือ คตินิมิต) | |||
| จุติ | ปฏิสนธิ | |||
| ภวังค์จิต | ||||
| ๑ | ๒ | ๓ | ๔ | ๕ |
| | | | | |
| | | | | |
| ขณะจิต | ||||
| ชาติก่อน | มรณาสันนวิถี (วิถีจิตก่อนตาย) |
อ้างอิง: วิสุทธิ. ขันธนิเทศ. ๔๕๕ (กถาว่าด้วยวิญญาณขันธ์) และ วิสุทธิ. ปัญญาภูมินิเทศ. ๖๒๒–๖๒๗ (กถาโดยพิสดารแห่งบทว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ)
{ หน้า ๓๓๐ }
วิถีจิตแรกในชาตินี้
| ขณะ | จิต | อารมณ์ |
| :—: | :—: | :—: |
| ๑ | ||
| ๒ | ||
| ๓ | ||
| ๔ | ||
| ๕ | ||
| (หลังจากวิถีจิตแรก) | ๖ | |
| ๗ | ||
| ๘ |
ขันธ์ใหม่ (สำหรับเทวดา มนุษย์ ดิรัจฉาน เปรต สัตว์นรก คือขันธ์ ๕) มโนทวาราวัช ชวนที่ ชวนที่ ชวนที่ ชวนที่ ชวนที่ ชวนที่ ชวนที่ ชวนที่
ชนะ
อารมณ์ก่อนตายของชาติที่แล้ว ภวังค์ —
คำเพิ่มเติมสำหรับ “ตาราง ๑๐ – จุติและปฏิสนธิ”
1. จิตดวงแรกของชาติต่อไป คือ ปฏิสนธิจิต 2. ภวังคจิตของชาติต่อไป 3. จิตดวงสุดท้ายของชาติต่อไป คือ จุติจิต ซึ่งมีอารมณ์เดียวกับปฏิสนธิจิตและภวังคจิตในชาติเดียวกัน ซึ่งเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ อย่าง คือ กรรม, กรรมนิมิต, หรือคตินิมิต
วิถีมุตตจิต คือ จิตที่พ้นจากวิถี หรือเรียกว่า ทวารวิมุตตจิต คือ จิตที่พ้นจากทวาร ดูคำอธิบายในหน้า 282 และเชิงอรรถ ๑๙๕ หน้า 187
วิถีจิตสุดท้ายในชาติหนึ่ง ๆ มีชวนจิตเพียง ๕ ขณะเท่านั้น เจตนาในชวนจิตโดยตนเองไม่สามารถทำให้เกิดปฏิสนธิจิต (ในชาติต่อไป) แต่ทำหน้าที่เป็นสะพานเพื่อข้ามไปยังชาติต่อไป ตทาลัมพนจิตอาจจะติดตามชวนจิต และภวังคจิตอาจเกิดขึ้นก่อนจุติจิต อาจจะเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลาสั้น ๆ หรือเป็นระยะเวลายาว แม้เป็นเวลาหลายวันหรือหลายอาทิตย์ ด้วยความดับไปของจุติจิต ชีวิตินทรีย์ก็จะถูกตัดขาด(จากรูป)และเหลือเพียงแต่ซากศพ เป็นรูปที่ไม่มีวิญญาณครอง
วิถีจิตแรกในแต่ละชาติ มีความเป็นไปอย่างนี้คือ เมื่อปฏิสนธิ (จิตดวงแรกในชีวิต) เกิดขึ้นแล้ว ภวังค์จิต ๑๖ ดวงซึ่งรู้อารมณ์เดียวกันก็เกิดขึ้นตามมาทันที หลังจากนั้นมโนทวารวิถีก็เกิดขึ้นซึ่งมีขันธ์ใหม่เป็นอารมณ์
ดังที่ปรากฏอยู่ในตาราง การเกิดในภพภูมิ ๓ นั้นติดตามการตายโดยทันที แต่ว่า ก็ยังมีชนผู้กล่าวถึงภพในระหว่าง โดยสมมุติว่า เป็นภพระหว่างจุติจิตกับปฏิสนธิจิตที่ติดตามมา ซึ่งบุคคลนั้นจะเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ *อภิ.ก.๕๐๕* (อันตรภวกถา) กล่าวถึงมิจฉาทิฏฐินี้ ในที่นั้น มีคำอธิบายว่า ข้อสมมุตินี้เป็นการแสดงภพภูมินอกเหนือไปจากภพภูมิทั้ง ๓ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ มิจฉาทิฏฐิเช่นนี้เกิดขึ้นอาศัยการศึกษาที่ผิดพลาดในเรื่องของพระอนาคามีซึ่งมีหลายประเภท และเกิดขึ้นอาศัยความเข้าใจผิดในเรื่องการเกิดเป็นเปรตในระยะสั้น ๆ ด้วย เรื่องนี้ได้กล่าวไว้แล้วในคาถามและคาตอบ ๔.๘ หน้า ๒๗๖
มีข้อยกเว้นคือการตายของอสัญญีบุคคล อารมณ์ของจิตใกล้ตายในชาติก่อนเป็นกสิณอารมณ์และประกอบด้วยความเบื่อหน่ายในนาม การเกิดเป็นอสัญญีพรหมนั้นจึงมีแต่รูป ไม่มีนาม ไม่มีปฏิสนธิหรือจุติจิต ไม่มีมรณาสันนวิถีจิต อารมณ์ของปฏิสนธิในชาติต่อไปจะเป็นกรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิตจากชาติก่อน ๆ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ในปัญจัปปกรณ์อนุฎีกา (ฎีกาของอรรถกถาปัญจปกรณ์) *ปจฺจยปจฺจนียานุโลมวณฺณนา* (ข้อ ๑๙๐) อธิบายว่า หลักนี้ (คือจิตที่เกิดขึ้นดวงแรกเป็นปฏิสนธิ ตามด้วยภวังค์ ๑๖ ดวงเป็นต้น) ใช้ได้ทั้งในอสัญญีภพ (ซึ่งต้องตามด้วยกามภพ) และอรูปภพ (ซึ่งอาจจะตามด้วยอรูปภพเดียวกันหรือสูงขึ้นไป) หรือในกามภพ
ตาราง ๑๑ – ปฏิจจสมุปบาทจากชาติสู่ชาติ
| ชาติหนึ่งที่ไม่ใช่พระอรหันต์ | เหตุ | ชาติต่อไปที่ไม่ใช่พระอรหันต์ | เหตุ | ชาติสุดท้ายเป็นพระอรหันต์ | ผล | เหตุ |
| :—: | :—: | :—: | :—: | :—: | :—: | :—: |
| (เว้นว่าง) | (เว้นว่าง) | (เว้นว่าง) | (เว้นว่าง) | (เว้นว่าง) | (เว้นว่าง) | (เว้นว่าง) |
**
พระพุทธเจ้าทรงสอนด้วยวิธี ๒ อย่าง คือด้วยโวหารเทศนา และด้วยปรมัตถเทศนา ในองค์ ๑๒ ของปฏิจจสมุปบาท ชาติและชรามรณะ เป็นโวหารเทศนา ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือองค์ ๕ คือ วิญญาณ นาม รูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งเป็นปรมัตถเทศนา
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความเป็นไปจากชาติสู่ชาติในพระสูตรต่างๆ เช่นใน อัง.ติก. ๗๗ (ปฐมภวสูตร) ว่า “อานนท์ ถ้ากรรมที่อานวยผลให้ในกามธาตุ จักไม่มีแล้ว กามภพจักพึงปรากฏได้บ้างไหม… ถ้ากรรมที่อานวยผลให้ในรูปธาตุ จักไม่มีแล้ว รูปภพจักพึงปรากฏได้บ้างไหม… ถ้ากรรมที่อานวยผลให้ในอรูปธาตุ จักไม่มีแล้ว อรูปภพจักพึงปรากฏได้บ้างไหม พระอานนท์กราบทูลว่า ไม่พึงปรากฏเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อานนท์ เพราะเหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณจึงชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาจึงชื่อว่าเป็นยางเหนียว วิญญาณดำรงมั่นอยู่ได้ (วิญฺญาน ปติฏฺฐิต) เพราะธาตุอย่างหยาบ (คือรูปธาตุ)… เพราะธาตุอย่างกลาง (คือรูปธาตุ)… เพราะธาตุอย่างประณีต (คืออรูปธาตุ) ของสัตว์ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ การเกิดในภพใหม่จึงมีต่อไปอีกด้วยประการฉะนี้”
ผลในชาติทั้งที่ไม่เป็นพระอรหันต์และทั้งที่เป็นพระอรหันต์ คือสังขารในอดีตชาติก่อปฏิสนธิจิตและจิตต่อๆ ไปในชาตินั้น พร้อมกับนามรูปที่เกิดขึ้นพร้อมกัน พร้อมกับสฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา ใน ที.ม. ๑๑๖ (มหานิทานสูตร) พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า ในชาติหนึ่ง เราสามารถย้อนกลับไปรู้ถึงเพียงแค่ความเกิดขึ้นของรูป นาม และจิตในขณะที่เกิด คือ “เอตฺตาวตา วฏฺฏ วตฺตติ อิตฺถตฺต ปญฺญาปนาย ยทิท นามรูปํ สห วิญฺญาเณน [อญฺญมญฺญปจฺจยตา ปวตฺตติ]. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ วัฏฏะจึงเป็นไปเท่าที่จะกำหนดรู้ได้ในภพนี้ คือ นามรูปพร้อมกับวิญญาณ” (ผู้แปล – แปลตามคาเดิมในภาษาอังกฤษฉบับมหาจุฬา มหาเถรและสยามรัฐไม่ได้แปลแบบนี้)
เหตุในชาติที่ไม่ใช่พระอรหันต์ – เพราะผู้ไม่ใช่พระอรหันต์ยังมีอวิชชา ดังนั้น เมื่อมีเวทนา จึงมีตัณหา และอุปาทาน จึงยังมีศักยภาพแห่งกรรมอยู่ ซึ่งหมายความว่าเมื่อตาย ปฏิสนธิจิตก็จะเกิดขึ้น
คาเพิ่มเติมสำหรับ “ตาราง ๑๐ – จุติและปฏิสนธิ” (หน้า ๓๓๔)
แผนผังวัฏสงสาร (วงจรการเกิดและดับ):
วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา ↓ ชาติ → ชรา มรณะ ↓ อวิชชา → สังขาร ↓ ตัณหา → อุปาทาน → ภพ ↓ วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา ↓ ชาติ → ชรา มรณะ ↓ อวิชชา → สังขาร ↓ ตัณหา → อุปาทาน → ภพ ↓ วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา ↓ ชาติ → ชรา มรณะ ↓ อวิชชา → สังขาร ↓ ตัณหา → อุปาทาน → ภพ ↓ วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา ↓ ชาติ → ชรา มรณะ ↓ '''อวิชชา → สังขาร → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → วิญญาณ'''
เหตุในชาติของพระอรหันต์:
{ หน้า ๓๓๕ }
คำถามและคำตอบ ๖
คำถาม ๖.๑ – การปฏิบัติเพื่อให้ได้ฌานในอานาปานสติ คำถาม โยคีผู้เจริญอานาปานสติแต่ไม่ได้นิมิต ควรจะตรวจสอบตนเองทางร่างกายและจิตใจอย่างไรเพื่อให้ปรับปรุงและเข้าฌานได้ กล่าวคือ อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้ได้นิมิต
คำตอบ การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับกรรมฐานทุกชนิด สำหรับอานาปานสติ พึงตั้งสติด้วยความเคารพอยู่ที่ลมหายใจในทุก ๆ อิริยาบถ เมื่อเดิน ยืน หรือนั่ง อย่าใส่ใจในอารมณ์อื่นนอกจากลมหายใจ พึงดูลมหายใจเท่านั้น พยายามหยุดคิด หยุดพูด ถ้าพยายามอยู่อย่างนี้อย่างต่อเนื่อง สมาธิจะค่อย ๆ เจริญขึ้น สมาธิที่ลึก เข้มแข็ง และมีกำลัง จึงจะถึงนิมิตได้ ถ้าไม่ได้นิมิตโดยเฉพาะปฏิภาคนิมิต ก็จะเข้าฌานไม่ได้เพราะอารมณ์ของฌานคือปฏิภาคนิมิต
คำถาม ๖.๒ – เข้าฌานโดยการนั่งบนเก้าอี้ได้หรือไม่ คำถาม อิริยาบถนั่งมีผลต่อการตั้งสมาธิและเข้าฌานได้ของผู้เริ่มปฏิบัติหรือไม่ มีโยคีหลายท่านที่นั่งสมาธิบนตั่งเล็ก ๆ อย่างนี้จะเข้าฌานได้หรือไม่
คำตอบ การนั่งเป็นอิริยาบถที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้เริ่มปฏิบัติ แต่สำหรับผู้ที่มีบารมีในอานาปานสติ ก็จะเข้าฌานได้ในทุก ๆ อิริยาบถ แม้โยคีผู้ชำนาญก็จะเข้าฌานได้ในทุก ๆ อิริยาบถ ดังนั้น บุคคลเช่นนี้จึงเข้าฌานได้เมื่อนั่งบนตั่งหรือเก้าอี้
คาถาม ๖.๒ – เข้าฌานโดยการนั่งบนเก้าอี้ได้หรือไม่ { หน้า ๓๓๖ }
ยกตัวอย่างเช่นท่านพระสารีบุตรและท่านพระสุภติ ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเข้านิโรธสมาบัติ เมื่อท่านไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ก็จะเข้านิโรธสมาบัติก่อนรับบิณฑบาตจากแต่ละบ้าน ท่านจะรับทานเมื่อพึ่งออกจากนิโรธสมาบัติเท่านั้น นี่เป็นธรรมดาของท่าน ส่วนท่านพระสุภติเป็นผู้ชำนาญในเมตตากรรมฐาน และเช่นเดียวกัน ท่านก็จะเข้าเมตตาฌานก่อนจะรับบิณฑบาตจากแต่ละบ้าน หลังออกจากฌานท่านจึงจะรับทาน ทำไมสองท่านนี้จึงทำอย่างนี้ เพราะต้องการให้ทายกได้รับอานิสงส์สูงสุด ท่านรู้ว่าถ้าทำเช่นนี้ กุศลกรรมที่หาประมาณไม่ได้และเลิศกว่าย่อมเกิดขึ้นในวิถีจิตของทายก ท่านมีเมตตามากต่อทายกทั้งหลายจึงทำอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ท่านเข้าฌานได้ในอิริยาบถยืน โยคีพึงเข้าใจการเข้าอานาปานฌานโดยนัยเดียวกัน
คาถาม ๖.๓ – เมื่อลมไม่มี อะไรเป็นอารมณ์ของอานาปานสติ
คาถาม – อะไรเป็นอารมณ์ของจตุตถฌาน ถ้าไม่มีลมหายใจในจตุตถฌาน จะมีนิมิตได้อย่างไร
คาตอบ แม้จะไม่มีลมหายใจเข้าออก ก็ยังมีปฏิภาคนิมิตในจตุตถฌานของอานาปานสติ ปฏิภาคนิมิตนั้นจะเกิดจากลมหายใจปกติตามธรรมชาติ ซึ่งก็เป็น
ดูรายละเอียดของนิโรธสมาบัติในคาถามและคาตอบ ๕.๑ หน้า 303
คาถาม ๖.๓ – เมื่อลมไม่มี อะไรเป็นอารมณ์ของอานาปานสติ { หน้า ๓๓๗ }
เหตุผลที่อารมณ์ยังคงเป็นลมหายใจเข้าออก (อัสสาสะปัสสาสะ) วิสุทธิมรรคได้อธิบายเรื่องนี้ไว้
มหาฎีกาของ
คาถาม ๖.๔ – อรูปฌานหรือเมตตากรรมฐาน จากอานาปานสติ
สามารถเข้าอรูปฌานสมบัติหรือปฏิบัติเมตตากรรมฐาน โดยตรงจากอานาปานสติได้หรือไม่
คาตอบ
ไม่สามารถเข้าอรูปฌานสมาบัติโดยตรงจากจตุตถฌานของอานาปานสติ ทำไมจึงไม่ได้ เพราะการเข้าอรูปฌานโดยเฉพาะอากาสานัญจายตนฌานจะต้องเพิกกสิณนิมิต หลังจากเพิกกสิณนิมิตแล้วตั้งสมาธิอยู่กับอากาศซึ่งยังคงเหลือ อารมณ์ของอากาสานัญจายตนฌานถึงจะปรากฏ เมื่อเห็นอากาศแล้ว ก็จะต้องค่อยๆ ขยายอากาศนั้นออกไป เมื่อขยายออกไปทั่วทุกทิศแล้ว กสิณนิมิตจึงจะหายไป แล้วก็จะต้องขยายอากาศออกไปเรื่อยๆ ให้ทั่วจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด
นี้คืออารมณ์ของอากาสานัญจายตนฌาน โดยอากาสานัญจายตนฌานเองก็ยังเป็นอารมณ์ของวิญญาณัญจายตนฌาน ส่วนความไม่มีของอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ของอากิญจัญญายตนฌาน โดยอากิญจัญญายตนฌานเองก็ยังเป็นอารมณ์ของเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ดังนั้น อรูปฌานทั้ง ๔ จึงอาศัยกสิณจตุตถฌานและอารมณ์ของมัน ถ้าไม่เพิกกสิณก็จะเข้าอรูปฌานไม่ได้ ดังนั้น ถ้าในกรณีนี้ อานาปานนิมิตที่เกิดขึ้นอาศัยลมหายใจปกติตามธรรมชาติก็เรียกว่าเป็น อัสสาสะปัสสาสะ คือลมหายใจเข้าออก (ดูคาที่ วิสุทธิ.ฎีกา.๒๑๕ วรรณนากถาว่าด้วยอานาปานสติ ว่า *“อสฺสาสปสฺสาเส นิสฺสาย อุปฺปนฺนนิมิตฺตมฺเปตฺถ อสฺสาสปสฺสาสสมญฺ เมว วุตตฺ ।”*)
คาถาม ๖.๔ – อรูปฌานหรือเมตตากรรมฐาน จากอานาปานสติ (หน้า ๓๓๘)
โยคีได้เจริญอานาปานสติจนถึงจตุตถฌานแล้ว ต้องการจะเจริญอรูปฌาน ก่อนอื่นพึงเจริญกสิณกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ยกเว้นอากาสกสิณ ให้จนถึงจตุตถฌาน แล้วจึงจะเจริญอรูปฌานต่อไปได้
ถ้าต้องการเจริญเมตตากรรมฐานจากจตุตถฌานของอานาปานสติ ก็จะทำได้โดยไม่มีปัญหาอะไร ให้เห็นบุคคลที่เป็นอารมณ์ของเมตตาด้วยแสงจากจตุตถฌานของอานาปานสติ ถ้าแสงมีกำลังไม่พอ ก็อาจจะยากสักหน่อย แต่นั่นก็เกิดไม่บ่อย เมื่อได้กสิณจตุตถฌานแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเป็นโอทาตกสิณจตุตถฌาน ถ้าเจริญเมตตา ก็จะสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
นี่เป็นเหตุที่ราสอนโอทาตกสิณก่อน
เมตตากรรมฐาน
คาถาม จะปลงชีวิตสังขาร คือเลือกเวลาตายได้อย่างไร
คาตอบ ถ้าได้ปฏิบัติอานาปานสติจนถึงอรหัตตมรรคแล้ว ก็จะรู้เวลาปรินิพพานที่แน่นอนได้ วิสุทธิมรรคกล่าวถึงพระมหาเถระรูปหนึ่งผู้ปรินิพพานเมื่อกำลังเดิน ก่อนอื่นท่านขีดเส้นลงที่ทางจงกรม แล้วบอกภิกษุสหธรรมิกว่า ท่านจะปรินิพพานเมื่อไปถึงเส้นนั้น แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านกล่าว ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ก็รู้อายุขัยของตนได้เหมือนกัน ถ้าได้ปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท ซึ่งก็คือความสัมพันธ์กัน
คาถาม ๖.๕ – จะปลงชีวติ สังขารได้อย่างไร { หน้า ๓๓๙ }
ระหว่างเหตุกับผลในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่ก็ไม่เท่ากับพระมหาเถระที่กล่าวถึง คือจะไม่รู้เวลาที่แน่นอน อาจจะรู้เพียงช่วงเวลาที่จะทำกาลเท่านั้น แต่บุคคลเหล่านี้ทั้งหมดก็ไม่ได้ทำกาละและปรินิพพานตามความปรารถนาของตน แต่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ท่านพระสารีบุตรได้อุทานคาถาไว้ว่า
(ข้าพเจ้าไม่อยากตาย ไม่อยากเป็นอยู่ แต่ข้าพเจ้าคอยเวลาอันควร เหมือนลูกจ้างทำการงานคอยค่าจ้าง)
การทำกาละตามต้องการเรียกว่า อธิมุตติมรณะ ซึ่งปกติพระโพธิสัตว์ผู้มีบารมีถึงพร้อมเท่านั้นที่จะทำได้ แล้วทำไมถึงทำอย่างนั้น นั่นเพราะเมื่อพระโพธิสัตว์เกิดในสวรรค์ที่ไม่มีโอกาสอบรมบารมี ก็จะไม่ต้องการเสียเวลา บางครั้งจึงตัดสินใจตายแล้วบังเกิดในโลกมนุษย์เพื่ออบรมบารมี
ถ้าวันหนึ่งเราตายเพราะอุบัติเหตุ เช่น อุบัติเหตุทางอากาศ ณ เวลานั้น ใจของเราสามารถที่จะ “ออกจากร่าง” ได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้มีทุกข์ทางกาย จะทำได้อย่างไร ในเวลานั้น ด้วยกำลังของกรรมฐาน จะสามารถไม่กลัวแล้วบรรลุธรรมหรือไม่ ต้องมีสมาธิระดับไหนจึงจะเป็นไปได้
**
ขุ.เถร.๑๐๐๒ (สารีปุตตเถรคาถา)
คาตอบ
สมาธิที่จำเป็นในเรื่องนั้นเป็นระดับอภิญญา ด้วยอานุภาพของอภิญญา เราย่อมพ้นจากอันตรายได้ ยกเว้นจะมีอกุศลกรรมอันสุกงอมแล้วที่พร้อมจะให้ผล ให้นึกถึงเรื่องของท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านเป็นผู้ชำนาญในอภิญญา แต่ในวันที่อกุศลกรรมของท่านสุกงอมแล้ว ก็ไม่สามารถเข้าฌานได้ นี่ไม่ใช่เพราะกิเลสหรือนิวรณ์ แต่เป็นเพราะอกุศลกรรมของท่านสุกงอมแล้ว พวกโจรจึงสามารถทุบกระดูกของท่านให้แตกออกเป็นชิ้น ๆ เท่ากับเม็ดข้าว เมื่อคิดว่าท่านเสียชีวิตแล้ว พวกโจรจึงจากไป เมื่อนั้นนั่นแหละท่านจึงเข้าฌานได้อีกและได้ฤทธิ์คืน ท่านอธิษฐานให้กายของท่านกลับประสานกัน แล้วไปขออนุญาตจากพระพุทธเจ้าเพื่อปรินิพพาน หลังจากนั้น จึงกลับไปที่วิหารกาฬสีลาและปรินิพพานที่นั่น
ดังนั้น อกุศลกรรมอันสุกงอมของท่านให้ผลก่อน ต่อเมื่อกรรมหมดอานุภาพแล้วเท่านั้น เมื่อนั้นจึงได้ฤทธิ์กลับคืนมาอีก
ดังนั้น ถ้าไม่มีอกุศลกรรมที่กำลังจะสุกงอมและโยคีมีฤทธิ์ ก็จะสามารถหลบพ้นจากอุบัติเหตุทางอากาศได้ แต่ฌานสมาธิธรรมดาและวิปัสสนาญาณไม่สามารถช่วยให้หนีจากภัยเช่นนั้นได้ จริง ๆ แล้ว ก็สามารถกล่าวได้ว่า ที่ต้องประสบอุบัติเหตุเช่นนี้ตั้งแต่แรกก็อาจเป็นเพราะอกุศลกรรมของตนกำลังจะสุกงอม ใจไม่สามารถออกจากกายได้ เพราะว่าใจเกิดขึ้นโดยอาศัยวัตถุทั้ง ๖ ซึ่งก็คือ จักขุวัตถุ โสตวัตถุ ฆานวัตถุ ชิวหาวัตถุ กายวัตถุ และหทยวัตถุ วัตถุทั้ง ๖ นั่น
ดูรายละเอียดในคาถามและคาตอบ ๕.๗ หน้า 315
และคือกาย จิตไม่สามารถเกิดในมนุษย์ภูมิโดยปราศจากวัตถุ นี่เป็นเหตุที่ใจออกจากกายไม่ได้
แต่แนะนาได้ว่าในเวลาที่ภัยมาถึง ถ้าได้ฌาน ก็ให้เข้าฌานอย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่า โยคีต้องได้ฝึก วสิ ในการเข้าฌานมาอย่างบริบูรณ์แล้ว ถ้าเข้าฌานในเวลาที่เผชิญภัย กุศลกรรมอาจรักษาตนไว้ได้ แต่ก็บอกไม่ได้อย่างแน่นอน
ถ้าอยู่ในฌานขณะที่เสียชีวิต โยคีก็อาจไปเกิดในพรหมภูมิชั้นใดชั้นหนึ่ง และถ้ามีความชำนาญในวิปัสสนา ก็พึงปฏิบัติวิปัสสนาเมื่อภัยมาถึง พึงกำหนดรู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของสังขารทั้งหลาย ถ้าสามารถปฏิบัติวิปัสสนาได้อย่างบริบูรณ์ก่อนที่จะเสียชีวิต ก็อาจจะบรรลุมรรคผลและเกิดในสุคติภูมิหลังจากนั้น ถ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์ก็จะปรินิพพาน
แต่ถ้าอภิญญาไม่มี ฌานก็ไม่ได้ วิปัสสนาก็ปฏิบัติไม่ได้ ก็ยังอาจพ้นภัยโดยอาศัยเพียงกรรมดีเท่านั้น คือถ้ามีกุศลกรรมเพียงพอให้อายุยืน ก็อาจพ้นภัยนั้นได้ เหมือนกับพระมหาชนกโพธิสัตว์ ผู้รอดชีวิตเพียงผู้เดียวหลังเรือแตก หลังจากที่ว่ายน้ำถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ในที่สุดเทวดาก็มาช่วยไว้
คาถาม หลังจากบรรลุมรรคผล พระอริยบุคคลจะไม่กลับไปเป็นปุถุชน นี่เป็นสัมมัตตนิยาม (คือกฎธรรมชาติที่แน่นอน) และเช่นกัน ถ้าได้รับการพยากรณ์อันแน่นอนจากพระพุทธเจ้า ก็จะไม่สามารถทิ้งข้อปฏิบัติเพื่อเป็นพระ
ดูการอาศัยซึ่งกันและกันของนามรูปในหน้า ๒๗
=คาถามและคาตอบ ๖ ==คาถาม ๖.๗—ความไม่เที่ยงขัดแย้งกับพุทธพยากรณ์หรือไม่ (หน้า ๓๔๒)
โพธิสัตว์ได้ (ถามว่า) นี่ก็เป็นสัมมัตตนิยามเช่นกัน แต่พระพุทธเจ้าทรงประกาศว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง ดังนั้น สัมมัตตนิยามเหล่านี้เป็นไปตามกฎของความไม่เที่ยงหรือไม่
ในที่นี้ควรจะเข้าใจว่าอะไรเป็นสิ่งที่แน่นอน อะไรเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง กฎของกรรม (กัมมนิยาม) แสดงว่า อกุศลกรรมย่อมให้ผลที่ไม่น่ายินดี และกุศลกรรมย่อมให้ผลที่น่ายินดี นี่เป็นกรรมนิยาม แล้วนี่หมายความว่ากุศลกรรมและอกุศลกรรมเป็นสิ่งที่เที่ยงหรือไม่ ให้พิจารณาดู
ถ้าคิดว่ากุศลกรรมเที่ยง ให้พิจารณาดังนี้ว่า ในตอนนี้โยคีกาลังฟังธรรมเกี่ยวกับพระอภิธรรม ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่เรียกว่ากุศลกรรมจากการฟังธรรม (ธัมมสวนกุศลกรรม) นี่เที่ยงหรือไม่เที่ยง ให้พิจารณาดู
ถ้ากุศลกรรมนั้นเที่ยง ในชาตินี้ทั้งชาติ ก็ควรมีกรรมนี้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ควรมีกรรมอื่น เข้าใจไหม กุศลกรรมก่อผลที่น่ายินดีและอกุศลกรรมก่อผลที่ไม่น่ายินดี นี่เป็นกฎธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่ากรรมเป็นสิ่งที่เที่ยง กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาก็คือกรรม ทันทีที่เกิดขึ้นก็ดับไป เป็นของไม่เที่ยง นั่นคือธรรมชาติของกรรม แต่ศักยภาพของกรรม คือสมรรถภาพการก่อผลของกรรม ก็ยังมีอยู่ในกระแสของนามรูป
สมมุติว่ามีมะม่วงอยู่ต้นหนึ่ง ตอนนี้ยังไม่มีผล แต่แน่นอนว่าในวันหนึ่งข้างหน้าจะออกผล นี่เป็นกฎธรรมชาติ เราจึงอาจกล่าวได้ว่าศักยภาพในการ…
(ข้อความถูกแก้ไขจาก: พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงกล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง” แต่กล่าวว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง” ดู ขุททกธรรมวรรค)
คำถาม ๖.๗ – ความไม่เที่ยงขัดแย้งกับพุทธพยากรณ์หรือไม่ { หน้า ๓๔๓ }
ให้ผลมีอยู่ในต้นมะม่วงนี้ ศักยภาพนั้นคืออะไร? ถ้าเราศึกษาใบ กิ่ง เปลือก และก้าน แม้จะเห็นไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศักยภาพนั้นไม่มี เพราะวันหนึ่งต้นมะม่วงนั้นจะออกผล โดยนัยเดียวกัน เราไม่กล่าวว่ากุศลกรรมหรืออกุศลกรรมเป็นของเที่ยง แต่กล่าวว่า ศักยภาพของกรรม มีอยู่ในนามรูปโดยความสามารถ (ที่จะให้เกิดผล) และวันนี้ เมื่อศักยภาพนั้นสุกงอม ก็จะให้ผลของกรรม
ทีนี้มาดูเรื่องสัมมัตตนิยาม เรื่องกฎธรรมชาติที่แน่นอนกัน เรากล่าวว่ามรรคและผลเป็นธรรมะภายในกฎธรรมชาติที่แน่นอน แต่ก็ไม่กล่าวว่าเป็นของเที่ยง เพราะเป็นของไม่เที่ยงนั่นแหละ แต่ศักยภาพของมรรคญาณมีอยู่ในกระแส นามรูปของบุคคลที่ได้บรรลุมรรค ผล และนิพพานแล้ว ศักยภาพมีก็เพราะมีกฎธรรมชาติที่แน่นอน และย่อมให้ผลตามธรรมชาติ เช่น ศักยภาพของโสตาปัตติมรรคย่อมยังให้เกิดโสตาปัตติผล และยังเป็นเหตุสนับสนุนให้แก่ผลที่สูงยิ่งขึ้นไปอีกด้วย แต่มรรคที่สูงยิ่งขึ้นไปไม่อาจให้ผลที่ต่ำกว่านี้ก็เป็นกฎธรรมชาติเช่นกัน
ถึงตอนนี้โยคีพึงพิจารณาดู จะบรรลุเป็นพระอรหันต์นั้นไม่ง่าย ต้องปฏิบัติด้วยความพยายามอย่างยิ่ง ความอุตสาหะที่เข้มแข็งและมีกำลังเป็นสิ่งที่จำเป็น
ยกตัวอย่างเช่น ในชาติสุดท้าย พระศากยมุนีโพธิสัตว์ของเราปฏิบัติอย่างจริงจังเกิน ๖ ปี เพื่อจะบรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยสัพพัญญุตญาณ ลองจินตนาการได้ว่านั่นยากแค่ไหน ดังนั้น หลังจากบรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง ถ้าพระองค์กลับกลายเป็นปุถุชนไปอีก แล้วอะไรเล่าจะเป็นอานิสงส์ของการปฏิบัติเช่นนั้น โยคีพึงพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ
คำถาม ๖.๗ – ความไม่เที่ยงขัดแย้งกับพุทธพยากรณ์หรือไม่ { หน้า ๓๔๔ }
มาดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกันว่า เมื่อไหร่พระโพธิสัตว์จึงจะได้การพยากรณ์ที่แน่นอน
พระโพธิสัตว์สามารถได้รับการพยากรณ์เมื่อสมบูรณ์ด้วยเหตุ ๘ อย่าง เหล่านี้ คือ
๑. มนุสฺสตฺต คือ เป็นมนุษย์ ๒. ลิงฺคสมฺปตฺติ คือ เป็นบุรุษ ๓. เหตุ คือ สมบูรณ์ด้วยบารมีพอที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์เมื่อฟังพระพุทธเจ้าอุทานคาถาอย่างสั้น ๆ เกี่ยวกับอริยสัจ ๔ ซึ่งหมายความว่า ต้องได้ฝึกวิปัสสนาอย่างบริบูรณ์จนถึงสังขารุเบกขาญาณมาแล้ว ๔. สตฺถารทสฺสน คือ อยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ๕. ปพฺพชฺชา คือ ได้ออกจากเรือนบรรพชาเป็นดาบสหรือพระภิกษุ และมีศรัทธาที่มีกำลังและมั่นคงในกฎแห่งกรรม ๖. คุณสมฺปตฺติ คือ ได้สมาบัติ ๘ และโลกียอภิญญา ๕ ๗. อธิกาโร คือ สมบูรณ์ด้วยบารมีที่จะรับการพยากรณ์อันแน่นอนจากพระพุทธเจ้า คือ ในชาติก่อน ๆ ต้องได้อบรมบารมีเพื่อจะได้สัพพัญญุตญาณ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องได้หว่านพืชคือวิชชา (คือปัญญา) และจรณะ (คือความประพฤติ) เพื่อสัพพัญญุตญาณในศาสนาของพระพุทธเจ้า
**
พระองค์ก่อน ๆ ในยโสธราปทานกล่าวไว้ว่า พระโพธิสัตว์ผู้จะเป็นเจ้าชายสิทธัตถะในอนาคตนั้นได้ตั้งความปรารถนาเพื่อจะบรรลุสัพพัญญุตญาณ พุทธ.อ.๕๙ (กถาพรรณนาเรื่องความปรารถนาของท่านสุเมธะ)
(และหญิงผู้จะเป็นเจ้าหญิงยโสธรา ก็ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อให้ดาบสได้บรรลุ) ต่อหน้าของพระพุทธเจ้าหลายพันล้านพระองค์ และได้เจริญบารมีทุกอย่างตามคำแนะนาของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น และบารมีที่ได้กระทำอย่างอย่างหนึ่งก็คือได้ทอดตัวลงเป็นสะพานให้พระทีปังกราพุทธเจ้าและพระภิกษุแสนรูปข้าม โดยที่รู้ว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นการสละชีวิตของพระองค์
๘. ฉนฺทตา (ฉันทะ) คือ พระองค์มีฉันทะที่มีกำลังพอเพื่อบรรลุสัพพัญญุตญาณ ต้องมีกำลังแค่ไหน คือ สมมุติว่าทั้งจักรวาลเป็นกองถ่านเพลิง ถ้ามีใครบอกว่า ท่านจะได้บรรลุสัพพัญญุตญาณโดยเดินข้ามถ่านที่กำลังลุกไหม้อยู่ จากด้านหนึ่งของจักรวาลไปยังอีกด้านหนึ่ง ท่านก็จะเดินข้ามถ่านเพลิงนั้นอย่างไม่ลังเลใจ เราถามโยคีในที่นี้ว่าจะยอมข้ามกองถ่านเพลิงนั้นไหม แล้วถ้าไม่ใช่ทั้งจักรวาล เป็นเพียงแค่จากไต้หวันไปถึงพะเอ้าที่เป็นกองถ่านเพลิง โยกีจะยอมข้ามกองถ่านเพลิงนั้นไหม
ถ้าแน่นอนว่าจะบรรลุสัพพัญญุตญาณได้โดยวิธีนั้น พระโพธิสัตว์ย่อมข้ามกองถ่านเพลิงนั้น นี่เป็นกำลังฉันทะของพระโพธิสัตว์เพื่อได้สัพพัญญุตญาณ
ถ้าเหตุ ๘ อย่างนี้มีอยู่ในพระโพธิสัตว์ ท่านย่อมได้รับการพยากรณ์อันแน่นอนจากพระพุทธเจ้าอย่างแน่แท้ องค์ ๘ เหล่านี้มีอยู่ในพระศากยมุนีโพธิสัตว์ เมื่อพระองค์เป็นสุเมธดาบสในสมัยของพระทีปังกราพุทธเจ้า นี่เป็นเหตุที่ท่านได้รับ การพยากรณ์จากพระทีปังกราพุทธเจ้าด้วยคำว่า
คาถาม ๖.๗ – ความไม่เที่ยงขัดแย้งกับพุทธพยากรณ์หรือไม่ { หน้า ๓๔๖ }
ในที่สุดสี่อสงไขยกาไรแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า โคตมะ
แล้วคาพยากรณ์ที่ว่า “แน่นอน” นั้นหมายความว่าอย่างไร? แน่นอนเพราะว่าเปลี่ยนไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเที่ยง รูปนามของพระทีปังกรพุทธเจ้าก็ไม่เที่ยง รูปนามของสุเมธดาบสก็ไม่เที่ยง นี่คือความจริง แต่ศักยภาพของกรรมโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบารมีของท่าน จะไม่สูญหายไปตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุสัพพัญญุตญาณ คาของพระทีปังกรพุทธเจ้า ซึ่งก็คือคาพยากรณ์อันแน่นอนนั่นแหละ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้ และไม่สามารถผิดไปได้ ถ้าแปรไปได้จนคาพยากรณ์อันแน่นอนนั้นไม่จริง ก็จะมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ พระพุทธเจ้าได้กล่าวคาเท็จ
พระพุทธเจ้าย่อมกล่าวคาพยากรณ์เมื่อทรงเห็นเหตุ ๘ ประการดังที่กล่าวไปแล้วเท่านั้น เปรียบเสมือนชาวสวนผู้ฉลาดเห็นต้นกล้วยซึ่งมีเหตุปัจจัยอันสมควร ย่อมบอกได้ว่า ต้นกล้วยจะมีผลในอีก ๔ เดือน เพราะเหตุใด? เพราะฉลาดในการเกษตร เพราะได้เห็นดอกและใบอ่อนงอกออกจากต้น ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์สมบูรณ์ด้วยเหตุทั้ง ๘ พระพุทธเจ้าย่อมเห็นได้ว่า พระโพธิสัตว์จะบรรลุผล คือสัพพัญญุตญาณ ซึ่งเป็นเหตุที่พระองค์ทำการพยากรณ์อันแน่นอน
ในสมัยของพระทีปังกรพุทธเจ้า พระศากยมุนีโพธิสัตว์ของเราเป็นดาบสสุเมธะ เป็นปุถุชนธรรมดา แม้เมื่อทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก่อนจะตรัสรู้ก็ยังทรง
เป็นปุถุชน หลังจากตรัสรู้แล้วเท่านั้นที่พระองค์ได้เป็นพระศากยมุนีพุทธเจ้า หลังจากบรรลุอรหัตตมรรคพร้อมด้วยสัพพัญญุตญาณแล้ว ท่านไม่สามารถจะแปรเปลี่ยนอรหัตตมรรคนั้นได้ นี่เป็นกฎธรรมชาติที่แน่นอน (สัมมัตตนิยาม) ในที่นี้ กฎที่แน่นอนนั้นหมายความว่าผลของอรหัตตมรรคนั้นจะแปรเปลี่ยนไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าอรหัตตมรรคนั้นเป็นของเที่ยง แต่หมายความว่า ผลของมรรคนั้นย่อมเกิดเพราะศักยภาพของกรรมอันเปลี่ยนไม่ได้ แล้วนี่หมายความอย่างไรกันแน่ คือ อรหัตมรรคย่อมก่ออรหัตผลอย่างแน่นอน ย่อมทาลายกิเลสทั้งหมดอย่างแน่นอน ย่อมทาลายทั้งอกุศลกรรมและกุศลกรรมทั้งหมดที่ถ้าไม่ถูกทาลายแล้ว ก็จะต้องให้ผลหลังปรินิพพาน
กฎของกรรมเช่นนี้เรียกว่ากฎธรรมชาติที่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้น กฎธรรมชาติที่แน่นอนและคาพยากรณ์ที่แน่นอนจึงไม่ขัดแย้งกับกฎของความไม่เที่ยง
ในตอนนี้ มีอะไรต้องกล่าวอีกอย่างหนึ่ง การอธิษฐานหรือการตั้งความปรารถนาเพียงอย่างเดียวไม่พอให้ได้สัพพัญญุตญาณ เมื่อพระโพธิสัตว์ได้รับการพยากรณ์อันแน่นอน เหตุ ๘ ดังกล่าวนั้นต้องสมบูรณ์แล้ว อนึ่ง คาพยากรณ์เพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ให้ได้ความเป็นพระพุทธเจ้า แม้หลังจากการพยากรณ์อันแน่นอนนั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ก็ยังต้องเจริญบารมี ๑๐ ทั้ง ๓ ระดับต่อไป คือ
๑. บารมีพื้นฐาน ๑๐ อย่าง เช่น การให้บุตร ธิดา ภรรยา และทรัพย์สมบัติภายนอกเป็นทาน
คำถาม ๖.๗ – ความไม่เทียงขัดแย้งกับพุทธพยากรณ์หรือไม่ { หน้า ๓๔๘ }
๒. อุปบารมี ๑๐ อย่าง เช่น การให้แขนขาและอวัยวะอื่น ๆ เช่น ตาและมือเป็นทาน ๓. ปรมัตถบารมี ๑๐ อย่าง เช่น การให้ชีวิตของตนเป็นทาน
มีบารมีรวมกันทั้งหมด ๓๐ ถ้ากล่าวโดยย่อก็จะมีเพียงแค่ ๓ อย่าง คือ ๑. ทาน ๒. ศีล ๓. ภาวนา ทั้งสมถะและวิปัสสนา
เหล่านี้เป็นกุศลกรรมอันยิ่งกว่า ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องอบรมให้บริบูรณ์ ด้วยการสละทรัพย์ทั้งที่มีวิญญาณครองและไม่มีวิญญาณครอง ด้วยการให้แขนขาของตน และด้วยการให้ชีวิตของ
ถ้าโยคีเชื่อว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์แล้วสามารถอบรมบารมีทั้ง ๑๐ เหล่านี้หรือไม่ ถ้าสามารถและได้รับการพยากรณ์อันแน่นอนจากพระพุทธเจ้า วันหนึ่งก็จะบรรลุสัพพัญญุตญาณ แต่ตามคำสอนของพุทธเถรวาท พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเท่านั้นจะอุบัติขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ของโลก และเป็นเวลานานเท่าไรล่ะที่พระโพธิสัตว์จะต้องอบรมบารมีหลังได้รับการพยากรณ์อันแน่นอนแล้ว พระศากยมุนีโพธิสัตว์ได้อบรมบารมีเป็นเวลา ๔ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป
นี่เป็นกำหนดเวลาที่สั้นที่สุด โดยยังไม่สามารถกล่าวได้อย่างแน่นอนว่าได้ใช้เวลาเท่าไรก่อนจะได้รับการพยากรณ์ ดังนั้น จึงควรจำไว้ว่า เพียงการอธิษฐานหรือการตั้งความปรารถนาไว้อย่างเดียวนั้นไม่พอให้เป็นพระพุทธเจ้า
คาถาม ๖.๘ – พระโพธิสัตว์เกิดในอบายภูมิได้ เพราะเหตุอะไร
คาถาม เมื่อสาวกปุถุชนได้ปฏิบัติตั้งแต่ *มัถวิปัสสนา* จนถึง *ปัจจยปริคคหญาณ*, *อุทยัพพญาณ* หรือ *สังขารุเบกขาญาณ* ก็จะไม่เกิดในทุคติทั้ง ๔ แม้ว่า *สมาธิวิปัสสนา* จะเสื่อมไปเพราะความประมาท กรรมที่ได้ปฏิบัติสมถวิปัสสนานั้นก็ยังคงอยู่ โสตานุคตสูตรกล่าวไว้ว่า บุคคลนั้นจะบรรลุพระนิพพานโดยเร็วพลัน แล้วทำไมในช่วงคาถามคาตอบของวันที่ ๒ มิถุนายน พระอาจารย์จึงกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ผู้ได้รับการพยากรณ์อันแน่นอนจากพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังไปเกิดในทุคติได้ แม้ว่าจะได้ปฏิบัติจนถึงขั้นสังขารุเบกขาญาณแล้ว มีพระสูตรไหนที่กล่าวความเช่นนี้ไว้
คาตอบ นี้เป็นเพราะว่าข้อปฏิบัติของพระโพธิสัตว์กับข้อปฏิบัติของสาวกธรรมดาไม่เหมือนกัน โยคีดูพระบาลีของคัมภีร์พุทธวงศ์และจริยาปิฎกได้ แล้วข้อปฏิบัติ ๒ อย่างนั้นแตกต่างกันอย่างไร แม้พระโพธิสัตว์จะได้รับพยากรณ์อันแน่นอนจากพระพุทธเจ้าแล้ว บารมีของท่านในเวลานั้นก็ยังไม่สุกงอมพอให้ท่านบรรลุสัพพัญญุตญาณ แต่ต้องอบรมบารมียิ่ง ๆ ขึ้นไป ตัวอย่างเช่น หลังจากที่ได้รับการพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้า พระศากยมุนีโพธิสัตว์ของเราได้อบรมบารมีต่อไปอีก ๔ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ระหว่างชาติที่ได้รับการพยากรณ์อันแน่นอนกับชาติก่อนอันติดกับชาติสุดท้าย พระโพธิสัตว์บางครั้งเกิดในภูมิสัตว์เดียรัจฉานเพราะเหตุของอกุศลกรรมที่ทำไว้ก่อนแล้ว ในช่วงนี้ พระองค์ยัง… อัง.จตุตก.๑๙๑ (โสตานุคตสูตร) กล่าวไว้ในหน้า 182 และ 262
ดูคาถามและคาตอบ ๔.๓ หน้า 257
คาถามและคาตอบ ๖ – คาถาม ๖.๘ – พระโพธิสัตว์เกิดในอบายภูมิได้
ไม่สามารถทำลายศักยภาพของอกุศลกรรมได้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น เมื่ออกุศลกรรมสุกงอมแล้ว พระองค์จึงไม่สามารถหนีจากผลของกรรมเหล่านั้น นี่เป็นกฎธรรมชาติ แต่สาวกธรรมดาผู้ได้ปัจจัยปริคคหญาณ อุทยัพพยญาณ หรือสังขารุเบกขาญาณ มีบารมีที่สุกงอมพอจะบรรลุมรรคญาณและผลญาณ เพราะเหตุนี้จึงบรรลุมรรคผล ซึ่งก็คือรู้แจ้งพระนิพพานในชาตินี้หรือในชาติต่อๆ ไป นี่ก็เป็นกฎธรรมชาติเช่นกัน
คาถาม แม้พระอรหันต์ก็สามารถให้คำพยากรณ์อันแน่นอนเหมือนกัน แล้วอะไรคือความหมายของคำพยากรณ์อันแน่นอนในที่นี้ มีพระสูตรหรือหลักฐานอื่นไหมที่กล่าวความนี้ไว้
คาตอบ ในเรื่องนั้นให้ดูคัมภีร์พุทธวงศ์และคัมภีร์อปทาน แต่เฉพาะพระอรหันต์ผู้มีอนาคตังสญาณเนื่องกับทิพพจักขุญาณเท่านั้นผู้ให้คำพยากรณ์อันแน่นอนได้ และท่านก็เห็นอนาคตชาติได้ในจำนวนจำกัด ไม่ใช่เป็นหลายอสงไขย หรือแม้แต่เป็นกัปอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงเห็นได้
คาถาม เราสามารถปฏิบัติวิปัสสนาเมื่ออยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติหรือไม่ มีพระสูตรหรือหลักฐานอื่นไหมที่กล่าวความนี้ไว้
คำตอบ
เราไม่สามารถเจริญวิปัสสนาเมื่ออยู่ในฌานสมาบัติ ไม่ว่าจะเป็นสมาบัติไหน และเนวสัญญานาสัญญายตนะก็เป็นฌาน เพราะอะไร? เพราะการเจริญวิปัสสนาไม่ได้ใช้อารมณ์เดียวกันกับที่ใช้ในการเจริญฌาน
อนึ่ง ฌานเราเจริญโดยตั้งสมาธิอยู่กับอารมณ์เดียวเท่านั้น (ตัวอย่างเช่น อานาปานนิมิต หรือ กสิณนิมิต) เปรียบเทียบกับวิปัสสนาที่เราเจริญโดยกาหนดรู้อารมณ์ต่างๆ กัน
ยกตัวอย่างเช่น อารมณ์ของฌานก็คือปฏิภาคนิมิตซึ่งเป็นบัญญัติ ไม่ใช่ปรมัตถธรรม แต่อารมณ์ของวิปัสสนาไม่ใช่บัญญัติ แต่เป็นรูปนามปรมัตถ์และเหตุของรูปนามรวมทั้งฌานธรรม (คือ นามธรรม ๓๔ อย่างของปฐมฌาน ๓๒ อย่างของทุติยฌาน ๓๑ อย่างของตติยฌาน จตุตถฌาน และอรูปฌาน) หลังจากออกจากฌานแล้วเท่านั้น ที่โยคีจะสามารถเจริญวิปัสสนากับอารมณ์ของวิปัสสนา เช่น ฌานจิตกับเจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งในที่นี้ก็คือนามธรรม ๓๑ ท่านได้กล่าวเรื่องนี้ไว้ในอนุปทสูตรในมัชฌิมนิกาย
ในพระสูตรนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสอย่างละเอียดว่ามีข้อยกเว้นบ้าง มีตัวอย่างเช่น อรูปฌานที่ ๒ และอรูปฌานที่ ๔ เป็นการตั้งสมาธิอยู่กับอรูปฌานจิตขั้นก่อน ซึ่งเป็นอารมณ์ที่เป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่บัญญัติ (คือเหมือนกับอารมณ์ของวิปัสสนา) ดูเชิงอรรถ ๓๑๙ หน้า ๒๖๘ ดูรายละเอียดด้วยในหัวข้อ “วิธีเจริญอรูปฌาน ๔” หน้า ๑๒๗ ดูหัวข้อ “วิธีกาหนดรู้ฌานวิถีจิต” หน้า ๒๘๔
เพราะพึ่งพูดถึงจตุตถฌานและอรูปฌานเป็นท้ายสุด ม.อุป.๙๓ (อนุปทสูตร) ส่วนคำถามและคำตอบ ๔.๖ หน้า ๒๖๗ กล่าวถึงพระสูตรเนื่องกับการเจริญวิปัสสนาด้วยเวทนาเท่านั้น
เรื่องการเจริญกรรมฐานของท่านพระสารีบุตรในช่วงเวลา ๑๕ วันหลังจากที่ท่านได้บรรลุโสดาบันแล้ว
ตัวอย่างก็คือ ท่านพระสารีบุตรเข้าปฐมฌาน ออกจากฌานแล้ว กำหนดรู้ นามธรรม ๓๔ ของปฐมฌานที่ละอย่าง ๆ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ด้วยการเห็นขณะที่เกิดขึ้น ขณะที่ตั้งอยู่ และขณะที่ดับไป กำหนดรู้ไปอย่างนี้จนถึงอากิญจัญญายตนฌาน
นี่เป็นการเจริญวิปัสสนาไปตามลำดับธรรม (อนุปาทธรรมวิปัสสนา) ซึ่งก็คือการกำหนดรู้นามธรรมทีละอย่าง ๆ แต่เมื่อถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ท่านสามารถกำหนดรู้นามธรรมโดยเป็นกลุ่มเพียงเท่านั้น นี่เป็นวิปัสสนาโดยกลาปสัมมสนะ (การเข้าใจเป็นกลุ่ม) พระพุทธเจ้าเท่านั้นจึงจะสามารถกำหนดรู้นามธรรมของเนวสัญญานาสัญญายตนะทีละอย่าง ๆ เพราะธรรมเหล่านั้นสุขุมยิ่ง แม้แต่พระอัครสาวกเช่นท่านพระสารีบุตรจึงยังไม่สามารถกำหนดรู้ทีละอย่าง ๆ ได้
คาถาม ผู้เป็นโรคจิต ได้ยินเสียง (ที่ไม่มีอยู่) เป็นโรคจิตเภท เป็นโรคสมอง โรคหลอดเลือดสมอง หรือความผิดปกติทางสมองและประสาท จะฝึกการปฏิบัติกรรมฐานแบบนี้ได้ไหม ถ้าได้ ควรจะต้องระมัดระวังในเรื่องอะไรไว้ก่อนบ้าง
คาตอบ ผู้เป็นอย่างนี้ฝึกกรรมฐานแบบนี้ได้ แต่ปกติแล้วจะไม่สำเร็จ เพราะมีสมาธิไม่ได้นานพอ คำว่า นานพอ ก็คือ จนสมาธิเข้มแข็งและมีกำลัง
(หมายเหตุ: โรค schizophrenia คือโรคจิตชนิดรุนแรง มีอาการหลอน ไม่รู้อะไรเป็นจริง ลุกลี้ลุกลน เสียความรู้สึกทางประสาทรับความรู้สึก กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง สับสน ถอนตัวจากสังคม)
คาถาม ๖.๑๑ – คนเป็นโรคจิตประสาทปฏิบัติธรรมได้ไหม { หน้า ๓๕๓ }
**
ต้องรักษาไว้ได้หลายชั่วโมง และหลายบัลลังก์ ปกติแล้วสมาธิของผู้เป็นเช่นนี้ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นปัญหา อาจสำเร็จได้ถ้าสามารถรักษาสมาธิไว้ได้หลายบัลลังก์ติด ๆ กัน หลาย ๆ วัน หรือหลาย ๆ เดือน
มีตัวอย่างที่รู้จักดีตัวอย่างหนึ่งคือคือนางปฏาจารา ทั้งสามี บุตร ๒ คน พ่อ แม่ และพี่ชายของเธอ ทั้งหมดตายในวันเดียวกัน เธอได้เสียสติไปเพราะความเศร้าโศก และเร่ร่อนไปโดยไม่มีผ้านุ่ง วันหนึ่งได้มาถึงพระวิหารเชตวันในเมืองสาวัตถี เมื่อพระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ บารมีที่สะสมมาในชาติก่อน ๆ ของเธอ พร้อมจะสุกงอมแล้ว ด้วยเหตุนั้น และเพราะความเมตตากรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เธอจึงฟังธรรมด้วยความเคารพ ได้ใจของเธอค่อย ๆ สงบลง และเธอก็เข้าใจพระธรรม ไม่นานนักก็ได้เป็นพระโสดาบัน เธอได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุณีและเจริญกรรมฐานต่อไป รักษาสมาธิและวิปัสสนาญาณไว้ได้ และวันหนึ่งกรรมฐานของเธอก็สุกงอม ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยอภิญญา ๕ และปฏิสัมภิทา ๔ ได้เป็นเอตทัคคะในบรรดาพระภิกษุณีผู้เชี่ยวชาญในพระวินัย เป็นผู้รักษาพระวินัยอย่างเคร่งครัด ศึกษาทรงจำได้ทั้งพระบาลีและอรรถกถา
เธอได้อบรมบารมีมาตั้งแต่พระศาสนาของพระปทุมุตตรพุทธเจ้าจนถึงพระกัสสปพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า ในสมัยนั้นเธอเป็นพระราชธิดาของพระราชาพระนามว่ากีกิ ได้ปฏิบัติพรหมจรรย์ของหญิงสาวหรือกุมาริพรหมจรรย์ (โกมาริพฺรหฺมจริยา) ตลอดถึงสองหมื่นปี (กุมาริดูปฏิสัมภิทา ๔ ในคาถามและคาตอบ ๔.๒ หน้า ๒๕๕)
พรหมจรรย์ก็คือการรักษาปัญจศีล แต่การรักษาพรหมจรรย์นั้น แทนที่จะเพียงแค่เว้นจากการประพฤติผิดในกามเท่านั้น แต่ต้องมีการอบรมสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา โดยเป็นอุบาสิกาตลอดสองหมื่นปี บารมีเหล่านั้นย่อมสุกงอมแล้วในพระศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้า ดังนั้น แม้ว่าจะได้เสียสติไป ก็ยังสามารถได้สติคืนมา ศึกษาในสิกขา ๓ ได้เป็นอย่างดี แล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้
เมื่อคนเช่นนี้ฝึกกรรมฐาน จะต้องมีกัลยาณมิตรคือครูที่ดี เพื่อนที่ดี และสหธรรมิกที่ดี รวมถึงยาและอาหารที่สมควรด้วย ตามประสบการณ์แล้ว คนเช่นนี้ส่วนมากจะรักษาสมาธิไว้ได้นาน ๆ ไม่ได้ ดังนั้น โดยปกติจึงไม่สำเร็จ
ถ้าบุคคลผู้ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีได้บรรลุจตุตถฌานแล้ว จะช่วยพัฒนาทักษะในการสื่อสารกับผู้อื่นหรือไม่ และการบรรลุฌานจะช่วยแก้ปัญหาเช่นนี้ได้หรือไม่
ปัญหาเหล่านี้โดยปกติแล้วมีเหตุมาจากความโกรธเกลียด (โทสะ) ซึ่งเป็นนิวรณ์อย่างหนึ่ง ตราบเท่าที่บุคคลนั้นยังไม่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของตนได้ ก็จะไม่สามารถบรรลุฌานได้ แต่ถ้าสามารถจัดความรู้สึกเช่นนี้ได้ ก็ไม่เพียงแต่จะบรรลุฌานได้เท่านั้น แต่จะบรรลุมรรคผลไปจนถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ด้วย
ตัวอย่างที่รู้จักกันดีเรื่องหนึ่งก็คือ ท่านพระฉันนเถระ
ท่านเกิดในวันเดียวกับพระโพธิสัตว์ของเรา ในพระราชวังของพระเจ้าสุทโธทนะ ณ เมืองกบิลพัสดุ์ เป็นบุตรทาสีของท้าวสุทโธทนะ และเป็นเพื่อนเล่นกับเจ้าชายสิทธัตถะผู้เป็นพระโพธิสัตว์เมื่อพระองค์ยังทรงเยาว์วัยอยู่ นี่เป็นเหตุให้ท่านมีความคิดต่าง ๆ ในภายหลัง เช่น “นี่เป็นพระราชาของเรา พระพุทธเจ้าเป็นเพื่อนเล่นของเรา พระธรรมเป็นธรรมของเรา”
เมื่อพระองค์ออกจากเรือน เราได้ติดตามพระองค์ไปถึงริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ไม่มีใครอื่นที่ได้ทำอย่างนี้ แม้แต่ท่านพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นต้นก็ล้วนแต่เป็นดอกไม้ที่ออกดอกภายหลังทั้งสิ้น เพราะเหตุนี้ ท่านจึงใช้วาจาที่กระด้างอยู่เสมอ ไม่ได้แสดงความเคารพต่อพระมหาเถระดังเช่นท่านพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ และพระมหาเถระอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่มีใครที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับท่าน
ท่านบรรลุฌานและมรรคผลไม่ได้ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เพราะท่านไม่สามารถกำจัดมานะและความโกรธเกลียดของท่าน
ในคืนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรินิพพาน พระองค์ตรัสบอกท่านพระอานนท์ให้ลงพรหมทัณฑ์แก่ท่านพระฉันนะ ซึ่งหมายความว่าไม่ให้ใครๆ พูดอะไรๆ กับท่านพระฉันนะ แม้เมื่อท่านต้องการจะพูด เมื่อไม่มีใครพูดกับท่านพระฉันนะ มานะและความโกรธของท่านก็หายไป สังฆกรรมนี้เกิดขึ้นที่พระวิหารโกสิตารามในเมืองโกสัมพี ๕ เดือนหลังจากการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ท่านพระฉันนะได้ออกจากโกสิตาราม แล้วไปอยู่ที่พระวิหารอิสิปตนมฤคทายวันใกล้เมืองพาราณสี ท่านได้ปฏิบัติอยู่กับกรรมฐานอย่างเคร่งครัด แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
แม้ด้วยความพยายามอันยิ่งใหญ่ วันหนึ่งจึงเข้าไปหาท่านพระอานนท์และขอให้ท่านช่วย แล้วทำไมท่านจึงไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะว่าท่านไม่ได้กำหนดรู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของขันธ์ ๕ โดยไม่ได้กำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาท ดังนั้น ท่านพระอานนท์จึงได้สอนท่านให้กำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาท และแสดงกัจจานโคตตสูตรแก่ท่าน หลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาจากท่านพระ สนิ. ๑๕ (กัจจานโคตตสูตร) และ ส.ข. ๙๐ (ฉันนสูตร)
คาถาม ๖.๑๒ – การฝึกกรรมฐานแก้นิสัยที่ไม่ดีได้หรือไม่ { หน้า ๓๕๖ }
อานนท์! ท่านพระฉันนะได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว ท่านปฏิบัติต่อไปแล้วในไม่ช้าก็ได้เป็นพระอรหันต์ ดังนั้น ถ้าบุคคลสามารถเปลี่ยนลักษณะนิสัยที่ไม่ดีของตนได้ และเจริญสมถวิปัสสนาอย่างถูกต้อง ก็จะบรรลุฌานและมรรคผลได้
คำถามและคำตอบ ๖ – คำถาม ๖.๑๒ – การฝึกกรรมฐานแก้นิสัยที่ไม่ดีได้หรือไม่ { หน้า ๓๕๗ }
อารัมภบท
ในการสนทนาคราวก่อน เราได้กล่าวอย่างสั้นๆ ถึงการกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทตามวิธีที่ ๕ และวิธีที่ ๑ วันนี้ เราจะสนทนากันอย่างสั้นๆ ถึงวิธีการเจริญวิปัสสนาญาณให้เห็นแจ้งพระนิพพาน โดยมีวิปัสสนาญาณ ๑๖ ขั้นที่ต้องเจริญไปตามลำดับเพื่อให้เห็นพระนิพพาน
ขั้นแรกก็คือนามรูปปริจเฉทญาณ ซึ่งได้อธิบายไปแล้วในวิธีการกำหนดรู้ นามรูป ขั้นที่สองคือปัจจยปริคคหญาณ ซึ่งได้อธิบายไปแล้วในการสนทนาครั้งที่แล้ว เมื่อกล่าวถึงวิธีการกำหนดรู้ความสัมพันธ์กันระหว่างนามรูปในอดีต ปัจจุบัน กับอนาคต ซึ่งก็คือการกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง
เมื่อได้พัฒนาญาณ ๒ ขั้นนี้แล้ว ก็ยังต้องทำให้บริบูรณ์ด้วยการกำหนดรู้นามทั้งหมด รูปทั้งหมด และองค์ธรรมทั้งหมดในปฏิจจสมุปบาท ตามสภาวลักษณะ (คือลักษณะของนามรูปแต่ละอย่าง) กิจ อาการปรากฏ และเหตุใกล้ แต่จริงๆ ก็ไม่สามารถจะอธิบายเรื่องนี้อย่างย่อๆ ได้ ดังนั้น จึงดีสุดที่จะศึกษารายละเอียดในเรื่องนี้เมื่อปฏิบัติจริงๆ
ต่อไปนี้ มาดูญาณที่เหลือทั้งหมดอย่างสั้นๆ
ดูสภาวลักษณะในเชิงอรรถ ๙๖ หน้า ๗๕
====== วิธีเจริญวิปัสสนาญาณให้เห็นนิพพาน – อารัมภบท ====== { หน้า ๓๕๘ }
วิปัสสนาญาณขั้นที่ ๓ คือ สัมมาสนญาณ ซึ่งเป็นการเข้าใจสังขารธรรมเป็นหมวด ๆ เป็นการเห็นไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสังขารธรรมทั้งหลาย ไปตามหมวดต่าง ๆ ได้แก่:
ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ (ดูคำอ้างอิงในหน้า ๒๓)
อายตนะ ๑๒ คือ จักขุ/รูป โสตะ/เสียง ฆานะ/กลิ่น ชิวหา/รส กาย/โผฏฐัพพะ มโน/ธัมมะ (ดูโลกสูตรในหน้า ๒๗)
องค์แห่งปฏิจจสมุปบาท ๑๒ คือ (๑) อวิชชา (๒) อภิสังขาร (๓) วิญญาณ (๔) รูปนาม (๕) สฬายตนะ (๖) ผัสสะ (๗) เวทนา (๘) ตัณหา (๙) อุปาทาน (๑๐) ภพ (๑๑) ชาติ (๑๒) ชราและมรณะ โสกะ ปรเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส (ดูติตถายตนสูตรในหน้า ๕๔)
ธาตุ ๑๘ คือ อายตนะ ๑๒ และจิต ๖ อย่างที่เหมาะสมกับอายตนะ ๑๒ เหล่านั้น คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ (๑๒ + ๖ = ๑๘) (ดูโลกสูตรในหน้า ๒๗)
ตัวอย่างเช่น สำหรับหมวด ๕ พระพุทธเจ้าทรงสอนในอนัตตลักขณสูตร ให้กำหนดรู้ขันธ์ ๕ (คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมด) ด้วยปัญญา ๓ วิธี คือ “นั่นไม่ใช่ของเรา (เนต มม)” “เราไม่เป็นนั่น (เนโสหมสฺมิ)” “นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา (น เมโส อตฺตา)” ส่วนในขันธสูตร พระองค์ทรงอธิบายขันธ์ ๕ โดยเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในและภายนอก หยาบและละเอียด ทรามและประณีต ไกลและใกล้
เพื่อที่จะเจริญปัญญาเช่นนี้ พึงเข้าจตุตถฌานให้เกิดแสงสว่าง สุกใส และมีรัศมี แต่ถ้าเป็นสุทธวิปัสสกผู้เจริญเพียงจตุธาตุวัฏฐาน พึงหยั่งลงในสมาธิจนเกิดแสงสว่างและมีกำลัง โดยในกรณีทั้ง ๒ พึงกำหนดรูปเป็นหมวดแรก นั่นคือ ให้กำหนดรู้นิปผันนรูปของทวารทั้ง ๖ แต่ละอย่าง ดูความเกิดขึ้นและความดับไปของรูป และรู้จักรูปนั้นว่า ไม่เที่ยง (อนิจจะ) พึงทำอย่างนี้ทั้งภายในและภายนอกสลับกันไปซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อทำอย่างนี้ในภายนอก พึงค่อย ๆ ขยายเขตการกำหนดรู้จากที่ใกล้ไปยังที่ไกล จนถึงจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด
**
อ้างอิงและอธิบาย:
{: หน้า ๓๖๐ :}
หลังจากนั้น โดยวิธีเดียวกัน พึงเห็นความทุกข์และความโทมนัสที่ทุกคนต้องประสบอยู่ตลอดเวลา เพราะความเกิดขึ้นและความดับไปของรูป และรู้จักรูปนั้นว่าเป็นทุกข์ ท้ายที่สุด พึงเห็นรูปโดยปราศจากอัตตา และเห็นโดยความเป็นอนัตตา
ธรรมะหมวดต่อไปที่ต้องเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาก็คือ นาม ก่อนอื่น ให้กำหนดรู้นามทั้งหมดที่ทวารทั้ง ๖ อันได้กำหนดรู้มาก่อนแล้ว คือ จิตและเจตสิกในแต่ละขณะจิตของปัญจทวารวิถีแต่ละวิถี และภวังคจิตที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้น โดยให้ทำตามวิธีเดียวกันกับที่ทำกับรูป
เมื่อเห็นหมวด ๒ นี้ (คือรูปและนามของทวารทั้ง ๖ ในปัจจุบัน) แล้ว ตอนนี้ต้องเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปนามในชาติปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจิตจนถึงจุติจิต ในที่นี้เช่นกัน พึงเห็นไตรลักษณ์ทีละลักษณะ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งภายในและภายนอก
หลังจากที่ทำเสร็จแล้ว สำหรับชาตินี้ ยังต้องเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของชาติอดีต ชาติปัจจุบัน และชาติอนาคตที่โยคีกำหนดรู้เมื่อกำหนดปฏิจจสมุปบาท ในที่นี้ก็เช่นกัน ให้เห็นไตรลักษณ์ของนามรูปทีละลักษณะ ทั้งภายในและภายนอก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
และหลังจากนั้นก็ต้องเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาขององค์ปฏิจจสมุปบาทในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ด้วยวิธีที่ ๑ ในการกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาททีละองค์ ๆ ซ้ำและซ้ำอีก ทั้งภายในและภายนอก
ดูหัวข้อ “วิธีที่ ๑” ในการกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทในหน้า 329
เมื่อถึงขั้นนี้ โยคีอาจจะพบว่าสามารถเจริญวิปัสสนาญาณขั้นสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วไปตามลำดับขั้น จนถึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่ได้ ก็มีวิธีการฝึกหลายอย่างเพื่อเพิ่มกำลังของวิปัสสนา
วิธีเพิ่มกำลังของวิปัสสนาญาณ
สัญญา ๔๐ อย่าง
วิธีฝึกหัดแรกก็คือให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปนาม ทั้งภายในภายนอก ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ด้วยการพิจารณาอาการ ๔๐ อย่าง (จตฺตารีสาการอนุปสฺสนา) ในภาษาบาลี อาการ ๔๐ นี้ล้วนลงท้ายด้วย “โต” ดังนั้น เราจึงเรียกอาการเหล่านี้ว่า โต ๔๐
ในอาการเหล่านี้มีอนิจจสัญญา ๑๐ อาการ ดังนี้:
๑. อนิจฺจโต โดยอาการไม่เที่ยง ๒. ปโลกโต โดยอาการแปรไปเป็นธรรมดา ๓. จลโต โดยอาการไหว ๔. ปภงฺคุโต โดยอาการเป็นธรรมดาแตกสลาย ๕. อทฺธุวโต โดยอาการวิสุทธิ
๖. วิปริณามธมฺมโต โดยอาการมีไม่เที่ยง ๗. อสารกโต โดยอาการไม่มีแก่น ๘. วิภวโต โดยอาการเสื่อม ๙. มรณธมฺมโต โดยอาการมีมรณะ ๑๐. สงฺขโต โดยอาการเป็นสังขตะ
(อ้างอิง: วิสุทธิ.มัคคามัคคญาณทัสนวิสุทธินิเทศ. ๖๙๗)
ไม่คงทน
มีทุกขสัญญา ๒๕ อาการ ๑. ทุกฺขโต โดยอาการเป็นทุกข์ ๒. โรคโต โดยอาการเป็นโรค ๓. อฆโต โดยอาการเป็นของชั่ว ๔. คณฺฑโต โดยอาการเป็นฝี ๕. สลฺลโต โดยอาการเป็นลูกศร ๖. อาพาธโต โดยอาการอาพาธ ๗. อุปทฺทวโต โดยอาการอุบาทว์ ๘. ภยโต โดยอาการเป็นภัย ๙. อีติโต โดยอาการจัญไร ๑๐. อุปสคฺคโต โดยอาการเป็นอุปสรรค … ๑๔. วธกโต โดยอาการเป็นผู้ฆ่า ๑๕. อฆมูลโต โดยอาการเป็นมูลแห่งความลาบาก ๑๖. อาทีนวโต โดยอาการเป็นโทษ ๑๗. สาสวโต โดยอาการเป็นไปกับอาสวะ ๑๘. มารามิสโต โดยอาการเป็นเหยื่อมาร ๑๙. ชาติธมฺมโต โดยอาการมีชาติเป็นธรรมดา ๒๐. ชราธมฺมโต โดยอาการมีชราเป็นธรรมดา ๒๑. พฺยาธิธมฺมโต โดยอาการมีพยาธิเป็นธรรมดา ๒๒. โสกธมฺมโต โดยอาการมีโสกะเป็นธรรมดา ๒๓. ปริเทวธมฺมโต โดยอาการมีปริเทวะเป็นธรรมดา ๒๔. อุปายาสธมฺมโต โดยอาการมี
{ หน้า ๓๖๓ }
อุปยาส เป็นธรรมดา
มีอนัตตสัญญา ๕ ประการ 1. อนตฺตโต โดยอาการมิใช่ 2. สุญฺโญ โดยอาการสูญ 3. ปรโต โดยอาการเป็นฝ่ายอื่น 4. ริตฺตโต โดยอาการว่าง 5. ตุจฺฉโต โดยอาการไร้
เมื่อกำลังกำหนดรู้รูปนามโดยโตทั้งภายนอกและภายใน ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โยคีบางท่านจะก้าวหน้าไปตามลำดับวิปัสสนาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้
วิธีเจริ
ถ้ายังไม่ได้ ยังมีวิธีการฝึกที่เรียกว่า วิธีแห่งรูป ๗ (รูปสัตตกะ) และ วิธีแห่งนาม ๗ (อรูปสัตตกะ)
ในรูปสัตตกะ โยคีกาหนดรู้รูปตามการเกิด ๔ อย่าง คือโดยกรรม โดยอุตุ จิต และอาหาร ดังนี้คือ
๑. ในวิธีแรกของรูปสัตตกะ โยคีกาหนดรู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปในชีวิตนี้ทั้งชีวิต ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงจุติจิต ทั้งภายในและภายนอก
๒. ในวิธีที่สองของรูปสัตตกะ โยคีเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของนามรูปในวัยต่างๆ ของชีวิต ทั้งภายในภายนอก คือพิจารณาชีวิตนี้ว่าดำรงอยู่ได้ร้อยปี แล้วแบ่ง ๑๐๐ ปีนั้นเป็น ๓ วัย แต่ละวัยมี ๓๓ ปี แล้วเห็นว่า รูปในวัยหนึ่งเกิดขึ้นและดับไปในวัยนั้นเอง ไม่ถึงวัยต่อไป ซึ่งก็แสดงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานั่นเอง
หลังจากนั้นให้แบ่ง ๑๐๐ ปีออกเป็นวัยอันมีปีน้อยลงตามลำดับ แล้วปฏิบัติโดยนัยเดียวกัน คือ แบ่ง ๑๐๐ ปีออกเป็น ๑๐ วัยแต่ละวัยมี ๑๐ ปี, แบ่งเป็น ๒๐ วัยแต่ละวัยมี ๕ ปี, แบ่งเป็น ๒๕ วัยแต่ละวัยมี ๔ ปี, แบ่งเป็น ๓๓ วัยแต่ละวัยมี ๓
ดูรายละเอียดเกี่ยวกับรูป ๔ อย่างนี้ในหัวข้อ “การเกิดของรูป ๔ อย่าง” หน้า 197
ปี แบ่งเป็น ๕๐ วัย แต่ละวัยมี ๒ ปี และแบ่งเป็น ๑๐๐ วัย แต่ละวัยมีปีหนึ่ง ต่อจากนั้นแบ่งเป็น ๓๐๐ วัย แต่ละวัยมี ๔ เดือน แบ่งเป็น ๖๐๐ วัย แต่ละวัยมี ๒ เดือน และแบ่งเป็น ๒,๔๐๐ วัย แต่ละวัยมีครึ่งเดือน และท้ายสุดให้แบ่งวัน ๆ หนึ่งเป็น ๒ ส่วน และต่อจากนั้น ๖ ส่วน ในแต่ละกรณี ให้เห็นว่ารูปในวัยหนึ่งเกิดขึ้นและสิ้นไปในวัยนั้น ไม่ถึงวัยต่อไป ซึ่งแสดงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานั่นเอง
ต่อจากนั้น ให้แบ่งส่วนเพิ่มขึ้นอีกโดยการเคลื่อนไหวกายแต่ละอย่าง คือ ก้าว ถอย แล เหลียว คู้เข้า และเหยียดออก หลังจากนั้น แบ่งการก้าวเท้าออกเป็น ๖ ส่วน คือ ยก ย่าง ย้าย หย่อน เหยียบ ยัน ให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของรูปในแต่ละวัยของชีวิตที่มีอายุ ๑๐๐ ปีอย่างนี้
๓. ในวิธีที่ ๓ แห่งรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของอาหารชรูป คือ ให้เห็นไตรลักษณ์ในรูปเมื่อหิว เมื่ออิ่ม และเห็นว่ารูปไม่เป็นไปต่อจากช่วงที่หิวไปยังช่วงที่อิ่ม แม้ในนัยตรงกันข้ามก็เช่นกัน ให้เห็นอย่างนี้ทุก ๆ วันในช่วงชีวิต ๑๐๐ ปีนี้
๔. ในวิธีที่ ๔ แห่งรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของอุตุชรูป คือ เห็นไตรลักษณ์ของรูปเมื่อร้อน เมื่อหนาว และเห็นว่ารูปไม่เป็นไปต่อจากช่วงที่ร้อนไปยังช่วงที่หนาว แม้ในนัยตรงกันข้ามก็เช่นกัน ให้เห็นอย่างนี้ทุก ๆ วันในช่วงชีวิต ๑๐๐ ปีนี้
นี้หมายความว่าให้กำหนดรู้รูปทั้ง ๔ ประเภทที่เกิดขึ้นเนื่องจากการอุปถัมภ์ของอาหารชรูป หลักนี้ก็เหมือนกันสำหรับการกำหนดรู้กรรมชรูป จิตตชรูป และอุตุชรูป
๕. ในวิธีที่ ๕ แห่งรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของกรรมชรูป คือ เห็นว่า รูปทางทวารทั้ง ๖ เกิดขึ้นและดับไปในที่นั้นเอง และไม่ไปจากทวารหนึ่งสู่อีกทวารหนึ่ง ทุกๆ วันในช่วงชีวิต ๑๐๐ ปีนี้
๖. ในวิธีที่ ๖ แห่งรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของจิตตชรูป คือ เห็นไตรลักษณ์ของจิต ในเวลาที่ดีใจ มีความสุข และเมื่อเสียใจ มีความทุกข์ ทุกๆ วันในช่วงชีวิต ๑๐๐ ปีนี้
๗. ในวิธีที่ ๗ แห่งรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของจิตตชรูป คือ เห็นไตรลักษณ์ของรูปปัจจุบันที่ไม่มีวิญญาณครอง รูปจะไม่มีวิญญาณครองเมื่อไม่ประกอบร่วมกับกรรมชรูป กรรมชรูป เช่น ชีวิตินทรีย์ และปสาทรูปทั้ง ๕ ยกตัวอย่างเช่น เหล็ก เหล็กกล้า ทองแดง ทอง เงิน พลาสติก มุก พลอย สังข์ หินอ่อน ปะการัง ดิน หิน คอนกรีต และพืช รูปเช่นนั้นมีอยู่ในภายนอกเท่านั้น
เหล่านี้คือวิธีของรูปสัตตกะ
ในอรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของวิปัสสนาจิตที่เห็นไตรลักษณ์ในรูปด้วยรูปสัตตกะ ซึ่งหมายความว่า ในแต่ละวิธี อารมณ์ก็คือวิปัสสนาจิตก่อน ที่เห็นด้วยวิปัสสนาจิตต่อๆ ไป
วิปัสสนาจิต ก็คือ วิปัสสนาวิถีจิต มีมโนทวารวัชชนจิต ๑ ชวนจิต ๗ และบางครั้งตามด้วยตทาลัมพนะ ๒ ในมโนทวารวัชชนจิตมีนามธรรม ๑๒ อย่าง และในแต่ละชวนจิตมี (ดูหน้าต่อไป)
{ หน้า ๓๖๗ }
๑. ในวิธีแรกแห่งอรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปด้วยรูปสัตตกะ แต่ให้เห็นรูปเป็นกลุ่ม ๆ (คือเป็นกลาป) แล้วเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของจิตที่เห็นรูปเหล่านี้ คือ เห็นรูปกลาปโดยความไม่เที่ยง แล้วเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของวิปัสสนาจิตนั่นเองในแต่ละกรณี ๆ ด้วยวิปัสสนาจิตต่อ ๆ ไป แล้วทำอย่างเดียวกันกับรูปกลาปที่เห็นโดยความเป็นทุกข์และความเป็นอนัตตา
๒. ในวิธีที่ ๒ แห่งอรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของจิตในแต่ละวิธีของรูปสัตตกะ คือ เห็นรูปในแต่ละวิธีของรูปสัตตกะโดยความไม่เที่ยง แล้วเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของวิปัสสนาจิตนั้นเองด้วยวิปัสสนาจิตต่อ ๆ ไป ให้ทำอย่างเดียวกันกับรูปที่เห็นโดยความเป็นทุกข์และความเป็นอนัตตา
๓. ในวิธีที่ ๓ แห่งอรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของจิตในแต่ละวิธีของรูปสัตตกะ แต่ให้ทำอย่างนั้น ๔ ครั้งต่อ ๆ กันไป คือ ให้เห็นรูปในแต่ละวิธีของรูปสัตตกะว่าไม่เที่ยง และเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของวิปัสสนาจิตแรกด้วยวิปัสสนาจิตที่สอง และวิปัสสนาจิตที่สองด้วยวิปัสสนาจิตที่สาม เป็นต้น จนเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของวิปัสสนาจิตที่สี่ ด้วยวิปัสสนาจิตที่ห้า
ดู “ตาราง ๘ – มโนทวารวิถีเมื่อมีรูปารมณ์” หน้า 297
๔. ในวิธีที่ ๔ แห่งอรูปสัตตกะ ให้ทำเหมือนกับข้อก่อน แต่ทำจนถึงวิปัสสนาจิตที่ ๑๑ ซึ่งเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของวิปัสสนาจิตที่ ๑๐
๕. ในวิธีที่ ๕ แห่งอรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของจิตเพื่อที่จะถอนทิฏฐิ โดยเช่นเดียวกันในที่นี้ ให้เห็นวิปัสสนาจิตในรูปสัตตกะ เมื่ออนิจจสัญญาและทุกขสัญญาเข้มแข็งและมีกำลังแล้ว ให้เพิ่มกำลังของอนัตตสัญญา เพราะเมื่อได้การอุปถัมภ์ของสัญญาทั้งสองอื่น อนัตตสัญญาที่เพิ่มกำลังขึ้นย่อมกำจัดทิฏฐิได้ โดยเฉพาะทิฏฐิในความเป็นอัตตา
๖. ในวิธีที่ ๖ แห่งอรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของจิตเพื่อที่จะถอนมานะ โดยเช่นเดียวกัน ให้เห็นวิปัสสนาจิตในรูปสัตต-กะ เมื่อทุกขสัญญาและอนัตตสัญญาเข้มแข็งและมีกำลัง ให้เพิ่มกำลังของอนิจจ-สัญญา เมื่อได้การอุปถัมภ์ของสัญญาทั้งสองอื่น อนิจจสัญญาที่เพิ่มกำลังขึ้นย่อมกำจัดมานะได้
๗. ในวิธีที่ ๗ แห่งอรูปสัตตกะ พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของจิตเพื่อที่จะถอนความติดข้อง (นิกนฺติ) โดยเช่นเดียวกัน ให้เห็นวิปัสสนาจิตในรูปสัตตกะ เมื่ออนิจจสัญญาและอนัตตาสัญญาเข้มแข็งและมีกำลัง ให้เพิ่มกำลังของทุกขสัญญา เมื่อได้การอุปถัมภ์ของสัญญาทั้งสองอื่น ทุกขสัญญาที่เพิ่มกำลังขึ้นย่อมกำจัดความติดข้องได้
นี่เป็นวิธีแห่งอรูปสัตตกะ จะดีที่สุด แม้อาจจะไม่จำเป็นจริงๆ ถ้าได้ทำแบบฝึกหัดเหล่านี้กับรูปและนามในปัจจุบัน อดีต และอนาคต และทั้งภายในและภายนอก เมื่อเสร็จการฝึกอย่างนี้แล้ว รูปนามย่อมปรากฏอย่างชัดเจนดีสำหรับโยคี
ในตอนนี้ เมื่อจบอธิบายวิธีการเจริญปัญญาในสังขารโดยพิจารณาเป็นหมวด ๆ แล้ว มาสนทนากันเรื่องการเจริญอุทยัพพยญาณ
อำรัมภบท
อุทยัพพยญาณเป็นการรู้แจ้งการเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของสังขาร ซึ่งก็คือ รูปนาม ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาท ทั้งภายในภายนอก ในปัจจุบัน อดีต และอนาคต ญาณนี้จริง ๆ แล้วประกอบด้วย ญาณ ๒ ญาณ คือ
๑. ญาณหยั่งรู้โดยเหตุ (ปจฺจยโต) คือหยั่งรู้การเกิดขึ้นและการเสื่อมไปของสังขารโดยเหตุ ๒. ญาณหยั่งรู้โดยขณะ (ขณโต) คือหยั่งรู้การเกิดขึ้นและการเสื่อมไปของสังขารโดยขณะ
เพื่อที่จะเห็นการเกิดขึ้นและการเสื่อมไปโดยเหตุ พึงเห็นโดยวิธีที่ ๕ ในการกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทซึ่งได้อธิบายในการสนทนาคราวที่แล้ว
ความเสื่อมไปในที่นี้หมายถึง วย ในบาลี ความดับไปหมายถึง นิโรธ แม้ว่าคาในบาลี ทั้งสองจะเป็นไวพจน์ของกันและกัน (ดู วิสุทธิ.มัคคามัคคญาณทัสนวิสุทธินิเทศ. ๗๒๓, วิธีที่ ๕ ในหน้า ๓๒๐)
วิธีเจริญวิปัสสนาญาณให้เห็นนิพพาน – วิธีเจริญอุทยัพพยญาณ {หน้า ๓๗๐}
เพื่อจะเห็นการเกิดขึ้นและการเสื่อมไปโดยขณะ พึงเห็นความที่ขันธ์ทั้ง ๕ เกิดขึ้นและเสื่อมไปในทุกๆ ขณะจิตในวิถีจิตที่เคยกำหนดรู้มาแล้ว เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจิตจนถึงจุตจิตในทุกๆ ชาติที่ได้กำหนดมาก่อนแล้ว
มีวิธี ๒ วิธีในการเจริญอุทยัพพยญาณ วิธีย่อคือการเห็นสังขารโดยขณะเท่านั้น และวิธีพิสดารคือการเห็นสังขารทั้งโดยปัจจัยและโดยขณะ จะอธิบายวิธีพิสดารต่อไป ซึ่งมี ๓ ขั้นตอน คือให้เห็นดังต่อไปนี้
๑. เห็นเพียงการเกิด (อุทย) คือ เห็นเหตุเกิดและการเกิดโดยขณะของสังขาร ๒. เห็นเพียงการดับ (วย) คือ เห็นเหตุดับและการดับโดยขณะของสังขาร ๓. เห็นทั้งการเกิดและการดับ คือ เห็นเหตุเกิด การเกิดโดยขณะ เหตุดับ และการดับโดยขณะของสังขาร
อุทยัพพญาณตามวิธีที่ ๕ แห่งปฏิจสมุปบาท การพิจารณาการเกิด
ในเบื้องต้นแห่งการเจริญอุทยัพพญาณอย่างพิสดาร พึงเห็นการเกิดขึ้นของสังขารโดยปัจจัยซ้ำแล้วซ้ำอีก นี่เป็นการพิจารณาเหตุของการเกิดขึ้น (สมุทยธัมมนุปัสสี)
ยกตัวอย่างเช่น ให้เห็นการเกิดขึ้นของรูปโดยปัจจัยด้วยวิธีที่ ๕ แห่งปฏิจสมุปบาทที่พึงได้กล่าวไป คือ กลับไปดูขณะใกล้ตายในชาติที่แล้วอีก เพื่อ
จะเห็นเหตุในอดีต ๕ อย่างที่ทำให้เกิด (อุทย) กรรมชรูปในชาตินี้ พึงเห็นการเกิดขึ้นของ (๑) อวิชชา (๒) ตัณหา (๓) อุปาทาน (๔) อภิสังขาร และ (๕) กรรมภพ ทีละองค์ๆ ว่าทำให้เกิดกรรมชรูปในชาตินี้ได้อย่างไร
หลังจากนั้น ให้เห็นการเกิดขึ้นของกรรมชรูปโดยขณะทุกๆ ขณะจิตในวิถีจิตที่ได้กำหนดรู้แล้ว จากปฏิสนธิไปจนถึงจุติ
นี่หมายความว่า พึงเห็นขันธ์ ๕ ในขณะเกิด (อุทย) ของจิตแต่ละดวงในวิถีมุตตจิต และของจิตแต่ละดวงในวิถีจิตของทั้ง ๖ ทวารที่เกิดขึ้นแทรก (กับวิถีมุตติจิต) อันโยคีได้กำหนดรู้แล้ว ให้เห็นอย่างนี้ในทุกๆ อดีตชาติที่กำหนดรู้แล้ว และในทุกๆ อนาคตชาติจนถึงปรินิพพาน
ต่อจากนั้น พึงเห็นการเกิดขึ้นที่เป็นเหตุของอุตุชรูป จิตตชรูป และอาหารชรูป คือให้เห็นว่า จิตเป็นเหตุแห่งการเกิดของจิตตชรูป อุตุเป็นเหตุแห่งการเกิดของอุตุชรูป อาหารเป็นเหตุแห่งการเกิดของอาหารชรูป
วิถีมุตตจิต คือ ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต และจุติจิต *ดูคำอธิบายสั้นๆ* ของวิถีมุตตจิตเป็นต้น ใน “ตาราง ๑๐ – จุติและปฏิสนธิ” หน้า 330, หน้า 282, และเชิงอรรถ ๑๙๕ หน้า 187
ในบางกรณี โยคีเริ่มด้วยชาตินี้ก่อนเพียงชาติเดียว แล้วจึงค่อยดูชาติในอดีตและในอนาคต
ในแต่กรณี ให้เห็นการเกิดขึ้นโดยขณะของรูปแต่ละประเภทด้วย หลังจากนี้ โดยนัยเดียวกัน ให้เห็นเหตุแห่งการเกิดและการเกิดโดยขณะของจิต ให้เห็นการเกิดของรูปนามในวิถีจติทั้งหมดที่กำหนดรู้มาแล้ว ทั้งในอดีตชาติและอนาคตชาติทั้งหมดที่กำหนดรู้มาแล้ว
แต่ก็จะใช้เวลามากเกินไปถ้าจะกล่าวรายละเอียดทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงจะข้ามไปก่อน โดยในแต่ละกรณี จะอธิบายรายละเอียดเพียงเรื่องรูปเท่านั้น
วิธีกำรพิจำรณำควำมดับ
หลังจากได้เห็นเหตุเกิดและการเกิดโดยขณะ (อุทย) ของรูปนามแล้ว ในตอนนี้พึงเห็นการดับ (วย) ของรูปนามครั้งแล้วครั้งอีก นี่เป็นการพิจารณาถึงความดับ
อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อภิสังขาร และกรรมภพ จะดับสิ้นไปเมื่อโยคีบรรลุเป็นพระอรหันต์ และขันธ์ ๕ จะดับไปเมื่อปรินิพพาน เมื่อเปรียบเทียบการเกิดโดยเหตุของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน อภิสังขาร และกรรมภพที่โยคีกำหนดรู้ในแต่ละชาติที่ธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้น ความดับสิ้นไปจะมีอยู่ในชาติเดียว คือเมื่อขันธ์ ๕ ไม่เกิดขึ้นอีกเมื่อปรินิพพาน แต่พระนิพพานและอรหัตมรรคโดยปรมัตถ์แล้วจะไม่ปรากฏแก่เรา เพราะยังไม่ได้แทงตลอดมรรคญาณ ๔ และผลญาณ ๔ เราเข้าใจได้ว่า การปรินิพพานได้มีแล้ว เพราะไม่มีการเกิดของขันธ์ ๕ อีก แม้ว่าจะยังมีศักยภาพของกรรมจากอภิสังขารในอดีต (ก่อนที่จะบรรลุพระอรหันต์) ซึ่งปรากฏเป็นความสุขและความทุกข์ แต่ก็จะไม่มีศักยภาพของกรรมในอภิสังขารในปัจจุบันที่จะให้เกิดผลใหม่ ๆ เช่นนี้อีก ดูรายละเอียดเพิ่มที่หน้า 282
(หน้า ๓๗๓)
ตัวอย่างเช่น โยคีเห็นการดับสิ้นไปโดยเหตุ (นิโรธ) ของรูปด้วยวิธีที่ ๕ แห่งปฏิจจสมุปบาท
คือโยคีดูไล่ไปในอนาคตจนถึงการบรรลุเป็นพระอรหันต์ และเห็นว่า เมื่อบรรลุอรหัตมรรคและอรหัตตผล กิเลสทั้งหมดก็สิ้นไป และเห็นว่า ในที่สุดของชาตินั้น สังขารทั้งหมดก็สิ้นไป นี่เป็นการเห็นการปรินิพพานของตนโดยตรง และหลังจากนั้น ก็ไม่มีรูปนามเกิดขึ้นหรือดับไปอีก
ถ้าโยคีบรรลุเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้เอง นั่นก็เป็นเหตุการณ์ในอนาคต หรือถ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์ในอนาคตชาติ นั่นก็ยังเป็นเหตุการณ์ในอนาคต โยคีย่อมเห็นความดับสิ้นไปของ (๑) อวิชชา (๒) ตัณหา (๓) อุปาทาน (๔) อภิสังขาร และ (๕) กรรมภพ ไปแต่ละอย่าง ๆ อันเป็นเหตุแห่งความดับของกรรมชรูป
เมื่อเห็นความดับสิ้นไปโดยเหตุของกรรมชรูปเช่นนั้นแล้ว ตอนนี้ก็จะเห็นแต่ความดับไปโดยขณะเท่านั้น หลังจากนั้น พึงเห็นการดับไปโดยขณะของกรรมชรูปทุก ๆ ขณะจิตในวิถีจิต ตามที่กำหนดรู้แล้ว ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงจุติ ในอดีตชาติและอนาคตชาติ ตามที่กำหนดรู้แล้ว นี่หมายความว่า ให้โยคีเห็นขันธ์ ๕ ในขณะเกิด (อุทย) ของวิถี—
**
[หมายเหตุ/บริบท]
ดูความดับไปโดยเหตุตามวิธีที่ ๕ แห่งปฏิจจสมุปบาท ในหัวข้อ “วิธีกาหนดรู้อนาคต” (หน้า ๓๒๗)
บางครั้งบางคราว พระอาจารย์ใหญ่ก็แนะนาให้โยคีเริ่มโดยกำหนดรู้ชาตินี้ และหลังจากนั้นอดีตชาติและอนาคตชาติ
{ หน้า ๓๗๔ }
มุตตจิตและเห็นขันธ์ ๕ ในขณะเกิดของวิถีจิตทางทวารทั้ง ๖ ตามที่กำหนดรู้ แล้ว ต่อจากนั้น พึงเห็นความดับสิ้นไปโดยเหตุของจิตตชรูป, อุตุชรูป และอาหารชรูป ทีละอย่าง พึงเห็นดังต่อไปนี้:
ในแต่กรณี พึงเห็นการดับไปโดยขณะของรูปแต่ละประเภทด้วย ต่อไป พึงเห็นความดับสิ้นไปโดยเหตุและความดับไปโดยขณะของนาม
เมื่อได้เห็นความดับสิ้นไปโดยเหตุและความดับสิ้นไปโดยขณะของรูปนามแล้ว ก็พึงเห็นการเกิดและความดับของรูปนามครั้งแล้วครั้งอีก นี่เป็นการพิจารณาถึงการเกิดและความดับ (*สมุทยวยธมฺมานุปสฺส*) ซึ่งรวมการเห็นความเกิดและความดับโดยเหตุก่อน แล้วเห็นความเกิดขึ้นและความดับโดยขณะ ให้เห็นรูปนามแต่ละอย่างโดย ๓ วิธีติดต่อกันไป คือ
๑. ความเกิดขึ้นของเหตุและผลของเหตุ ๒. ความดับไปของเหตุและผลของเหตุ
ดูคำอธิบายสั้น ๆ ของวิถีมุตตจิตเป็นต้นใน “ตาราง ๑๐ – จุติและปฏิสนธิ” หน้า 330, หน้า 282, และเชิงอรรถ ๑๙๕ หน้า 187
วิธีเจริญวิปัสสนาญาณให้เห็นนิพพาน – อุทยัพพญาณตามวิธีที่ ๕ แห่งปฏิจสมุปบาท {หน้า ๓๗๕}
๓. ความไม่เที่ยงของเหตุและผลของเหตุ
ยกตัวอย่างเช่น พึงเห็นไปทีละอย่างดังนี้
๑. การเกิดขึ้นของเหตุแต่ละอย่าง คืออวิชชา ตัณหา อุปาทาน อภิสังขาร และกรรมภพ ก่อให้เกิดกรรมชรูป
๒. การดับสิ้นไปของเหตุแต่ละอย่าง นั่นแหละเป็นเหตุแห่งความดับสิ้นไปของกรรมชรูป
๓. เหตุแต่ละอย่างกับรูปที่เป็นผล เป็นของไม่เที่ยง และโดยนัยเดียวกัน พึงเห็นทีละอย่างดังนี้
และต่อจากนั้น ให้เห็นโดยนัยเดียวกันสำหรับอุตุชรูปและอาหารชรูป
นี่คือวิธีเห็นความเกิดขึ้นและความดับของรูปทั้งโดยเหตุและโดยขณะ ต่อจากนี้ ให้เห็นความเกิดและความดับของนามโดยเหตุและโดยขณะ
ดังนั้น โดยวิธีที่ได้กล่าวเป็นโครงไว้ พึงเห็นการเกิดขึ้นและความดับไปโดยเหตุและโดยขณะของขันธ์ ๕ และเห็นไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาในขันธ์ ๕ พึงทำอย่างนี้สำหรับขันธ์ ๕ ภายใน ขันธ์ ๕ ภายนอก และขันธ์ ๕ ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
อุทยัพพญาณโดยวิธีแรกแห่งปฏิจจสมุปบาท
ต่อไป พึงเจริญวิปัสสนาโดยวิธีแรกแห่งปฏิจจสมุปบาทด้วย ในกรณีนี้ เพื่อจะเห็นการเกิดโดยเหตุของสังขาร ให้เห็นองค์ของปฏิจจสมุปบาทแต่ละอย่าง โดยอนุโลม (จากต้นไปหาปลาย) พึงเห็นดังนี้
๑. เพราะ อวิชชา จึงมี สังขาร ๒. เพราะ สังขาร จึงมี วิญญาณ ๓. เพราะ วิญญาณ จึงมี นามรูป ๔. เพราะ นามรูป จึงมี สฬายตนะ ๕. เพราะ สฬายตนะ จึงมี ผัสสะ ๖. เพราะ ผัสสะ จึงมี เวทนา ๗. เพราะ เวทนา จึงมี ตัณหา ๘. เพราะ ตัณหา จึงมี อุปาทาน ๙. เพราะ อุปาทาน จึงมี ภพ ๑๐. เพราะ ภพ จึงมี ชาติ ๑๑. เพราะ ชาติ จึงมี ชราและมรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น ย่อมมีได้อย่างนี้
ดูหัวข้อ “วิธีที่ ๑” หน้า 329 ม.มูล.๓๙๖ (มหาตัณหาสังขยสูตร)
เพื่อจะเห็นความดับสิ้นไปโดยเหตุของสังขารเมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ (ที่เป็นเหตุ) และเมื่อปรินิพพานที่เป็นผล ให้เห็นความดับขององค์ปฏิจจสมุปบาทแต่ละองค์โดยอนุโลม คือ
๑. เพราะอวิชชาดับไปอย่างไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ ๒. เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ๓. เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ๔. เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ ๕. เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ๖. เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ๗. เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ๘. เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ๙. เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ๑๐. เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ๑๑. เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้อย่างนี้
ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว พึงเห็นการเกิดและการดับของสังขารทั้งโดยเหตุและโดยขณะ พึงเห็นองค์ของปฏิจจสมุปบาทและความดับสิ้นไปของแต่ละองค์โดยอนุโลม ตัวอย่างเช่น ในกรณีของอวิชชา พึงเห็นว่า
๑. อวิชชาเป็นเหตุของอภิสังขาร ๒. เพราะอวิชชาดับไปอย่างไม่ส่วนเหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ
วิธีเจริญวิปัสสนาญาณให้เห็นนิพพาน – อุทยัพพยญาณโดยวิธีแห่งปฏิจจสมุปบาท { หน้า ๓๗๘ }
๓. อวิชชาไม่เที่ยง อภิสังขารก็ไม่เที่ยง พึงเห็นองค์ของปฏิจจสมุปบาทแต่ละองค์โดยวิธีเดียวกัน ทั้งภายใน ภายนอก ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นี่เป็นคำอธิบายสั้น ๆ เรื่องวิธีการเจริญอุทยัพพยญาณในสังขาร
**
วิธีข้ามวิปัสสสนูปกิเลส ๑๐ เมื่อมาถึงขั้นนี้ โดยได้ปฏิบัติตามวิธีดังที่กล่าวมาแล้ว และวิปัสสนาของโยคีมีกำลังยิ่งขึ้น อุปกิเลส ๑๐ อย่างอาจจะเกิด อุปกิเลส ๑๐ อย่าง ได้แก่ ๑. แสง (โอภาส) ๒. ญาณ ๓. ปีติ ๔. ปัสสัทธิ
(วิสุทธิมัคคามัคคญาณทัสนวิสุทธินิเทศ. ๗๓๒ กถาว่าด้วยวิปัสสนูปกิเลส) อธิบายกระบวนการที่โยคีอาจจะประสบกับแสงสว่างดังที่ไม่เคยประสบมาก่อน ปัญญาที่คมในนามรูปดังที่ไม่เคยประสบมาก่อน ปีติ ปัสสัทธิที่ไม่มีความเหนื่อยอ่อน ความสุขที่สุขุมยิ่ง ศรัทธาและอธิโมกข์ที่มีกำลัง วิริยะที่สมดุลและต่อเนื่อง สติที่ตั้งมั่นดียิ่ง และอุเบกขาที่มีความมั่นคงยิ่ง ทั้งหมดโดยอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน เพราะไม่มีประสบการณ์ ง่ายที่โยคีจะคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นมรรคและผล และอาจจะมีความติดข้องในธรรมเหล่านั้น แล้วทำให้มิจฉาทิฏฐิและมานะให้เจริญ นี้เป็นกระบวนการที่ธรรมเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ความมัวหมองของวิปัสสนา (วิปสฺสนูปกิเลส) ซึ่งอันตรายมาก เพราะย่อมนำโยคีจากทางที่ถูกต้องไปยังทางที่ผิด
=== วิธีเจริญวิปัสสนาญาณให้เห็นนิพพาน – วิถีข้ามวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ === (หน้า ๓๗๙)
๕. สุข ๖. ศรัทธา (อธิโมกข์) ๗. วิริยะ (ปัคคาหะ) ๘. สติ (อุปัฏฐาน) ๙. อุเบกขา ๑๐. ความติดข้อง (นิกันติ)
นอกจากแสงสว่างและความติดข้องแล้ว อุปกิเลสอื่นทั้งหมดเป็นกุศลธรรม จึงไม่ใช่อุปกิเลส แต่ก็อาจเป็นอารมณ์ของอกุศลธรรมได้ (คืออาจติดข้องในธรรมเหล่านั้น) จึงเป็นเหตุให้มีชื่อว่าอุปกิเลส ถ้าประสบกับวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่ง โยคีก็จะต้องข้ามความติดข้องและความปรารถนาที่อาจเกิดขึ้น โดยให้เห็นอุปกิเลสว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ด้วยวิธีนี้ก็จะก้าวหน้าต่อไปได้
หลังจากที่บรรลุอุทยัพพยญาณแล้ว วิปัสสนาในสังขารของโยคีย่อมมั่นคงและบริสุทธิ์ ต่อจากนั้นพึงเจริญภังคญาณโดยตั้งสมาธิในความสิ้นไป (วย) และความดับไป (ภงฺค) ของสังขารทั้งหลายโดยขณะเท่านั้น ไม่พึงเห็นการเกิดขึ้น (อุปาท) การตั้งอยู่ (ฐีติ) นิมิต หรือการเกิดขึ้นโดยเหตุ (ปวตฺต) ของสังขารทั้งหลายแต่ละอย่าง ให้ใช้กาลังของวิปัสสนาญาณเพื่อเห็นแต่ความดับไปของสังขาร และรู้จักสังขารโดยความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา
๑. พึงเห็นความสลาย ความเสื่อมไป ความสิ้นไปของสังขารทั้งหลาย เพื่อจะเห็นความไม่เที่ยง
{ หน้า ๓๘๐ }
๒. พึงเห็นความสิ้นไปอย่างไม่ขาดสายของสังขารว่าเป็นภย (ความน่ากลัว) เพื่อจะเห็นความเป็นทุกข์ ๓. พึงเห็นความว่างจากสาระที่เที่ยงแท้ของสังขาร เพื่อจะเห็นความเป็นอนัตตา
พึงเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ไม่เพียงแต่ในความสิ้นไปของรูปนาม แต่ให้เห็นด้วยเช่นกันในความสิ้นไปของวิปัสสนาจิตซึ่งเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้นของรูปนาม นี่หมายความว่า พึงเห็นความสิ้นไปของรูปและรู้ว่านั่นไม่เที่ยง นั่นคือวิปัสสนาจิตแรก ต่อจากนั้น ด้วยวิปัสสนาจิตที่สอง พึงเห็นความสิ้นไปของวิปัสสนาจิตแรก และรู้ว่าแม้*นั่น*ก็ไม่เที่ยงเช่นกัน
ให้ทำอย่างเดียวกันกับนาม แล้วหลังจากนั้นกับรูปและนามอีกครั้งหนึ่งเพื่อรู้ความเป็นทุกข์และความเป็นอนัตตา พึงฝึกอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งอีก สลับกันระหว่างภายในกับภายนอก ระหว่างรูปกับนาม ระหว่างสังขารที่เป็นเหตุกับสังขารที่เป็นผล ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เมื่อกำหนดความสิ้นไปและความดับสิ้นไปของสังขารอยู่อย่างนี้ วิปัสสนาที่เข้มแข็งและมีกำลังจะก้าวขึ้นสู่วิปัสสนาญาณทั้ง ๖ ต่อ ๆ ไปได้ตามลำดับ
ในขั้นนี้ โยคีจะเจริญญาณ ๑๑ อย่างแรกในญาณ ๑๖ โดยญาณ ๕ อย่างแรกที่โยคีได้แล้วคือ
๑. นามรูปปริจเฉทญาณ คือญาณที่กำหนดนามและรูป ๒. ปัจจยปริคคหญาณ คือญาณที่เห็นเหตุของนามรูป ๓. สัมมสนญาณ คือญาณที่เห็นไตรลักษณ์ (ความเป็นทุกข์ ความไม่เที่ยง ความเป็นอนัตตา) ของนามรูป ๔. อุทยัพพยญาณ คือญาณที่เห็นการเกิดขึ้นและความดับไปของนามรูป ๕. ภังคานุปัสสนาญาณ คือญาณที่เห็นความดับไปของนามรูป
และญาณ ๖ อย่างที่จะต้องเจริญต่อไป ได้แก่
๖. ภยตุปัฏฐานญาณ คือญาณที่เห็นความเป็นภัยของนามรูป ๗. อาทีนวานุปัสสนาญาณ คือญาณที่เห็นความเป็นโทษของนามรูป ๘. นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือญาณที่เห็นความน่าเบื่อหน่ายของนามรูป ๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ คือญาณที่ใคร่จะพ้นออกจากนามรูป ๑๐. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ คือญาณที่พิจารณาหาทางให้พ้นจากสังขาร โดยกลับไปพิจารณาไตรลักษณ์ของนามรูป
ดูบทเรื่อง “วิธีกาหนดรูป” หน้า 191 ดูบทเรื่อง “วิธีกาหนดรู้นาม” หน้า 281 ดูบทเรื่อง “วิธีเห็นการสืบต่อของปฏิจจสมุปบาท” หน้า 319 ดูหัวข้อ “วิธีเจริญสัมมสนญาณ” หน้า 359 ดูหัวข้อ “วิธีเจริญอุทยัพพยญาณ” หน้า 370 ดูหัวข้อ “วิธีเจริญภังคญาณ” หน้า 380
๑๑. สังขารุเบกขาญาณ คือ ญาณที่เป็นกลางในนามรูป
เพราะได้เจริญวิปัสสนาญาณ ๕ อย่างแรกอย่างถี่ถ้วน โยคีก็จะได้ญาณ ๖ อย่างนี้อย่างรวดเร็ว มีคาแนะนาบางอย่างสำหรับวิปัสสนาญาณเหล่านั้นด้วย แต่ก็ไม่มีเวลาอธิบาย
วิธีรู้และเห็นพระนิพพาน
เมื่อได้แทงตลอดญาณเหล่านี้แล้ว เมื่อเห็นการเสื่อมไปและความสิ้นไปของสังขารแต่ละอย่างๆ อยู่ โดยอาศัยความปรารถนาที่จะพ้นจากสังขารเหล่านั้น ก็จะพบในที่สุดว่า สังขารทั้งปวงดับสิ้นไป นั่นคือ จิตของโยคีรู้และเห็นนิพพานโดยประจักษ์ คือรู้อย่างมีสติที่บริบูรณ์โดยมีอสังขตนิพพานเป็นอารมณ์ นี่จะเกิดขึ้นในมรรควิถี
เมื่อมรรควิถีกิดขึ้น โยคีย่อมดำเนินต่อไปในญาณ ๕ อย่างที่เหลือ ซึ่งก็คือ
ญาณ ๕ อย่างสุดท้ายนี้เกิดขึ้นกับการเกิดขึ้นของมรรควิถี ซึ่งประกอบด้วยลำดับจิต ๗ ประเภท ได้แก่
๑. มโนทวาราวัชชนจิต เกิดขึ้นเห็นสังขารโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา โดยขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นของสังขารุเบกขาญาณ (คือญาณที่ ๑๑)
ต่อจากนั้น ก็มีชวนจิต ๓ ขณะที่เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อมรรคจิต ซึ่งเห็นสังขารโดยนัยเดียวกัน คือ
๒. บริกรรม (การเตรียมพร้อม) ๓. อุปจาร (การเข้าใกล้) ๔. อนุโลม
ชวนจิต ๓ อย่างนี้จริงๆ แล้วก็คือญาณที่ ๑๒ คืออนุโลมญาณ แล้วอนุโลมต่ออะไร อนุโลมต่อธรรมที่มาก่อนและที่จะมาภายหลัง ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า จิตเหล่านั้นทำหน้าที่เพื่อเตรียมการ เพื่อเข้าใกล้ และเพื่ออนุโลมต่อการเปลี่ยนวงศ์ (จากปุถุชนสู่พระอริยบุคคล) การเกิดขึ้นซ้ำๆ กันของจิตเหล่านั้น ตระเตรียมทางเพื่อเปลี่ยนจากวิปัสสนาญาณ ๘ ที่มาก่อน (ตั้งแต่ อุทยัพพยญาณ จนถึง สังขารุเบกขาญาณ)
**
ผู้แปล – คือโดยความไม่เที่ยง หรือเป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา อย่างใดอย่างหนึ่ง
ในบางกรณี ถ้าวิปัสสนาของโยคีมีกำลังมาก จิตดวงนี้ (บริกรรม) จะไม่เกิดขึ้น และชวนจิตดวงแรกที่เกิดขึ้นก็คืออุปจาร ซึ่งในที่นี้ก็คือจิตดวงที่ ๓ ดูรายละเอียดเพิ่มใน “ตาราง ๘ – มโนทวารวิถีเมื่อมีรูปารมณ์” หน้า 297
รุเบกขาญาณ) ซึ่งมีสังขารธรรมเป็นอารมณ์ ไปสู่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ มรรค-ญาณและผลญาณ ซึ่งมีวิสังขารธรรมเป็นอารมณ์ ส่วนอนุโลมญาณเป็นญาณสุดท้ายที่มีสังขารธรรมเป็นอารมณ์
ช่วงจิตดวงที่ ๔ เกิดขึ้นมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นี่เป็นญาณที่ ๑๓ คือ โคตรภูญาณ แม้จิตดวงนี้จะรู้อสังขตนิพพาน แต่ก็ไม่ได้ทาลายกิเลสใด ๆ เพราะมีหน้าที่เปลี่ยนวงศ์จากปุถุชนไปสู่พระอริยบุคคล
ช่วงจิตดวงที่ ๕ เกิดขึ้น มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นี่เป็นญาณที่ ๑๔ คือ มรรคญาณ ซึ่งทาลายกิเลสได้ตามสมควร
ช่วงจิตที่ ๖ และ ช่วงจิตที่ ๗ เกิดขึ้น มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นญาณที่ ๑๕ คือ ผลญาณ
ธรรม ๓๗ อย่างเหล่านี้เป็นธรรมทั้งสิ้น ๓๗ อย่างแห่งการตรัสรู้ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔, สัมมัปธาน ๔, อิทธิบาท ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗, และอริยมรรคมีองค์ ๘ ดูคำอธิบายสั้น ๆ ในหัวเรื่อง “สิ่งที่ต้องศึกษาและปฏิบัติ” หน้า ๔๑๘ และในวิสุทธิ ญาณทัสนวิสุทธินิเทศ ๘๑๗-๘๒๖
ตัวอย่างเช่น การทาลายสังโยชน์ (เครื่องผูก) ๓ อย่างแรกในโสตาปัตติมรรค ได้แก่:
และยังตัด โลภะ โทสะ และ โมหะ ที่มีกำลังพอที่จะนำไปสู่ภพที่ต่ำกว่าโลกมนุษย์ การทาลายกิเลสโดยไม่มีส่วนเหลือบรรลุได้เมื่อเป็นพระอรหันต์
พิจารณาทบทวนญาณ
ต่อจากนี้ จึงเป็นญาณสุดท้ายที่ ๑๖ คือ ปัจเวกขณญาณ เป็นการพิจารณา ทบทวน ๕ อย่างต่างๆ กัน ได้แก่ ๑. พิจารณาทบทวนมรรคญาณ ๒. ทบทวนผลญาณ ๓. ทบทวนกิเลสที่ได้ทาลายแล้ว ๔. ทบทวนกิเลสที่ยังไม่ได้ทาลาย ๕. พิจารณาพระนิพพาน
เมื่อนั้น ก็จะได้ญาณที่แท้จริงในอริยสัจ ๔ และได้รู้แจ้งพระนิพพานด้วยตนเองแล้ว เพราะการแทงตลอดอย่างนี้ จิตของโยคีจึงกลายเป็นจิตบริสุทธิ์ ปราศจากมิจฉาทิฏฐิ และถ้าปฏิบัติอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะบรรลุพระอรหันต์และถึงปรินิพพานได้ มีรายละเอียดมากมายกว่านี้ในการเจริญวิปัสสนา แต่ก็ต้องละไว้ก่อนเพื่อให้คำอธิบายนี้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นับเป็นวิธีเยี่ยมยอดเพื่อศึกษาการปฏิบัติ
ถ้าบริกรรมจิตไม่เกิดขึ้น จิตเหล่านี้ย่อมมีลำดับที่ ๕-๖-๗ (มีสามดวง ไม่ใช่สองดวง) เพื่อทำชวนจิตให้ครบ ๗ ดวง ดูรายละเอียดเกี่ยวกับมโนทวารวิถีจิตใน “ตาราง ๘ – มโนทวารวิถีเมื่อมีรูปารมณ์” หน้า ๒๙๗
การพิจารณาข้อที่ ๑-๒-๕ เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ส่วนข้อ ๓-๔ ต้องทำโดยเจตนา และต้องอาศัยความรู้ว่า จะทำอย่างไร
{ หน้า ๓๘๖ }
เช่นนี้ก็โดยผ่านการปฏิบัติกับครูอาจารย์ที่มีความสามารถ เพราะโยคีก็จะสามารถศึกษาอย่างเป็นระบบทีละขั้น ๆ
ดูสถานที่ที่จะติดต่อ (see Appendix 2, p.287.)
{ หน้า ๓๘๗ }
คำถาม ๗.๑ – ความต่างกันของสัญญากับสัญญาขันธ์เป็นต้น
อะไรเป็นความแตกต่างกันระหว่างสัญญากับสัญญาขันธ์ และระหว่างเวทนากับเวทนาขันธ์
คำตอบ
อาการ ๑๑ อย่างทั้งหมดของสัญญาเรียกว่า สัญญาขันธ์ อาการ ๑๑ อย่างทั้งหมดของเวทนาเรียกว่า เวทนาขันธ์ อาการ ๑๑ คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด ทราม ประณีต ใกล้ และไกล ให้เข้าใจขันธ์ ๕ ทั้งหมดโดยนัยเดียวกัน และดูคำอธิบายในขันธสูตร ในขันธวรรคของสังยุตตนิกาย
คำถาม ๗.๒ – ความจำเป็นเจตสิกประเภทไหน
ความจำ การอนุมาน และความสร้างสรรค์ เป็นเจตสิกประเภทไหน? ธรรมเหล่านั้นเป็นส่วนของขันธ์ ๕ แต่จะเป็นทุกข์ได้อย่างไร
คำตอบ
อะไรคือความจำ ถ้าโยคีระลึกถึงอารมณ์ของสมถกรรมฐาน เช่น กสิณนิมิตหรืออานาปานนิมิตได้ นั่นเป็นสัมมาสติ ถ้าสามารถเห็นรูปนามปรมัตถ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และเหตุของรูปนาม แล้วเห็นธรรมเหล่านั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี่ก็เป็นสัมมาสติ คือสติที่เป็นไปกับวิปัสสนาญาณ เป็นไปพร้อมกับเจตสิก ๓๓ ประเภท ซึ่งรวมๆ กันเป็นนามขันธ์ ๔ ขันธ์ การระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และทานที่ได้ทำแล้วในอดีต ก็ ส.ข.๔๘ (ขันธสังยุต ขันธสูตร) ซึ่งกล่าวถึงในหน้า ๒๕
เป็นสัมมาสติเช่นเดียวกัน เมื่อระลึกถึงสิ่งที่ทำในอดีตแล้วเกิดกุศล นี่ก็เป็นสัมมาสติ แต่ไม่ใช่ถ้าอกุศลเกิดเพราะเป็นอกุศลสัญญา เป็นสัญญาที่เกิดกับอกุศลธรรม โดยยังเป็นนามขันธ์ ๔ เช่นกัน
นามขันธ์ทั้งที่เป็นกุศลและอกุศลไม่เที่ยง ทันทีที่เกิดขึ้นก็ดับไป เป็นธรรมที่มีการเกิดขึ้นและเสื่อมไปตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็นทุกข์
คำถาม เจตสิกอะไรมีหน้าที่ "ถือเอาอารมณ์"?
คำตอบ จิตทั้งหมดและเจตสิกที่เกิดร่วมกันถือเอาอารมณ์ เพราะถ้าไม่มีอารมณ์ นามธรรมเหล่านั้นก็จะไม่เกิด จิตและเจตสิกเป็นตัวรู้ ตัวรู้คืออารัมมณิกธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้โดยไม่มีอารมณ์
อารัมมณิกะเป็นธรรมะหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ถือเอาอารมณ์ กล่าวโดยอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นธรรมที่รู้อารมณ์ ถ้าไม่มีอารมณ์เพื่อให้รู้ ก็จะไม่มีธรรมะที่รู้
จิตและเจตสิกในกลุ่มต่างๆ ถือเอาอารมณ์ต่างๆ กัน มีจิต ๘๙ ประเภท และเจตสิก ๕๒ ประเภท ซึ่งล้วนแต่มีอารมณ์ของตนๆ ยกตัวอย่างเช่น มรรคจิตและผลจิตกับเจตสิก (มคฺคเจตสิกและผลเจตสิก) ที่เกิดร่วมกัน ถือเอาอารมณ์เดียวเท่านั้นคือพระนิพพาน ส่วนฌานจิตกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันถือเอาอารมณ์เดียวเท่านั้นคือปฏิภาคนิมิต
ตัวอย่างเช่น ฌานในปฐวีกสิณถือเอาปฐวีกสิณนิมิตเท่านั้นเป็นอารมณ์ จิตเหล่านี้เป็นโลกุตตรจิตและรูปาวจรจิต แต่กามาวจรจิตจะถือเอาอารมณ์ต่างๆ เป็นอารมณ์ จะดีหรือ
คำถาม ๗.๓ – เจตสิกอะไรทำการถือเอาอารมณ์ { หน้า ๓๘๙ }
แม้ว่าแนวทางที่กล่าวมาอาจจะยังไม่สมบูรณ์ หากต้องการรู้อย่างละเอียด ควรศึกษาพระอภิธรรม โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์ใน *อภิธัมมัตถสังคหะ*
คำถาม ๗.๔ – กิจของสงฆ์ต้องทำหรือไม่ ถ้าต้องการปฏิบัติ
กิจของสงฆ์มีผลต่อการปฏิบัติของบุคคลได้หรือไม่ แล้วขึ้นอยู่กับบุคคลหรือไม่ หรือเมื่อได้สมาธิระดับหนึ่งแล้วจึงจะไม่มีผล
คำตอบ
ในพระสูตรหลายพระสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง*ตำหนิ*ภิกษุ*ผู้*ยินดีในสิ่งต่อไปนี้
e.g. *A Comprehensive Manual of Abhidhamma*, Ed. Bhikkhu Bodhi, BPS อัง.ปัญจก. ๘๙ (ปฐมเสขสูตร) ม.มู. ๖๓ (อนังคณสูตร)
คำถาม ๗.๔ – กิจของสงฆ์ต้องทำหรือไม่ ถ้าต้องการปฏิบัติ { หน้า ๓๙๐ }
ความขี้เกียจ (กุสิต หรือ โกสชฺช) คือ ไม่ปฏิบัติมัถวิปัสสนาด้วยความหมั่นเพียร ดังนั้น ถ้ามีกิจที่ต้องทำเพื่อสงฆ์หรือเพื่อตนเอง พึงพยายามทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วกลับไปปฏิบัติด้วยใจที่สงบ ถ้ายินดีในการงานมากเกินไป ก็จะเป็นเครื่องขัดขวางการปฏิบัติ เพราะจะไม่สามารถได้สติที่อยู่กับกรรมฐานซึ่งเข้มแข็งและมีกำลัง ความยินดีในการงานไม่ก่อสมาธิที่ดี
คำถาม ๗.๕ – ต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ก่อน เข้าใจผิดเรื่องการบรรลุธรรม
บุคคลจะเจริญฌานโดยหวังประโยชน์ที่เลวร้ายจากการบรรลุฌานได้หรือไม่ อนึ่ง บุคคลผู้ที่ได้ใช้สอยเงินของสงฆ์เพื่อประโยชน์ตนและไม่คิดว่าผิดอะไร เมื่อบุคคลนั้นบรรลุฌานจนถึงจตุตถฌาน เขาจะเปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนความเห็นหรือไม่
คำตอบ
ในกรณีนี้ ต้องแยกพวกฆราวาสออกจากพระภิกษุ ถ้าพระภิกษุต้องอาบัติ ก็จะเป็นเครื่องกั้นการบรรลุฌาน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านได้
พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ในพระวินัยสำหรับพระภิกษุผู้รับ ผู้เป็นเจ้าของ หรือผู้จัดการเงินไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน พระอาจารย์ใหญ่ได้พะเถือนำรักษาและสอนสิกขาบทในเรื่องนี้
ถือเอาสิ่งที่สมควรของสงฆ์เพื่อประโยชน์แก่ตน ไม่ง่ายที่ท่านจะได้ฌาน นอกจากท่านทำคืนอาบัติแล้ว นั่นหมายความว่า ท่านต้องทดแทนสิ่งสมควรที่ท่านถือเอาด้วยสิ่งที่มีค่าเสมอกัน แล้วปลงอาบัติต่อหน้าสงฆ์หรือภิกษุรูปหนึ่ง นั่นหมายความว่าท่านต้องปลงอาบัติ (อาปัตติ ปฏิเทสนา) เมื่อทำคืนอาบัติแล้ว ถ้าท่านปฏิบัติสมถะวิปัสสนา ก็จะสามารถบรรลุฌาน มรรค และผล ถ้าสามารถบรรลุฌานได้จริงๆ โดยไม่ได้ทำคืนอาบัติ ท่านอาจจะไม่ใช่ภิกษุจริงๆ ดังนั้น อาบัตินั้นจึงไม่ใช่อาบัติจริง
สำหรับฆราวาส ศีลวิสุทธิก็สำคัญเช่นกัน เพราะฉะนั้น การทำศีลให้บริสุทธิ์ก่อนปฏิบัติก็จะดีกว่า คือ พึงสมาทานศีล ๕ หรือศีล ๘ เมื่อได้เช่นนี้ ในเวลาปฏิบัติความประพฤติก็จะบริสุทธิ์ และสามารถบรรลุฌานได้ แม้กระทั่งว่าก่อนการปฏิบัติอาจเป็นคนชั่ว ยกตัวอย่างเช่น ในธรรมบทอรรถกถา มีเรื่องของนางขุชชุตตราผู้เป็นหญิงรับใช้ คือ
คาถามนี้เกี่ยวข้องกับอาบัติ ๒ ตัว อาบัติตัวหนึ่งเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์อันเป็นของสงฆ์ (แต่สงฆ์ไม่สามารถจัดการเงินทอง แต่สามารถให้ฆราวาสเก็บและจัดการเงินทองนั้น แม้ว่าฆราวาสผู้นั้นสงฆ์ไม่สามารถเป็นผู้มอบหมาย) อาบัติอีกตัวหนึ่งเกี่ยวกับการใช้และการจัดการเงินทอง อาบัติข้อแรกไม่สามารถทำคืนได้ด้วยการต้องอาบัติโดยใช้เงินทองเพิ่มขึ้นอีก เพราะจะสามารถทำคืนได้ด้วยวิธีที่อนุญาตเท่านั้น ซึ่งก็คือชดเชยสงฆ์ด้วยสิ่งที่สมควร (โดยเงินทองไม่ใช่สิ่งที่สมควร) ที่ได้มาโดยชอบ (โดยพระภิกษุไม่ได้เป็นผู้ซื้อมา) ดังนั้น พระอาจารย์ใหญ่จึงกล่าวถึงการทำคืนอาบัติด้วยคำว่า “สิ่งที่สมควร”
คาถาม ๗.๕ – ทศศีลให้บริสุทธิก่อน เข้าใจผิดเรื่องการบรรลุธรรม { หน้า ๓๙๒ }
นางเป็นหญิงรับใช้พระเทวีสามาวดี ซึ่งเป็นพระมเหสีของพระเจ้าอุเทน ทุกวันพระเจ้าอุเทนพระราชทานเงิน ๘ กหาปณะให้ซื้อดอกไม้แก่พระมเหสี และทุกวันนางขุชชุตตราก็เก็บเงิน ๔ กหาปณะใส่กระเป๋าของตน โดยซื้อดอกไม้ด้วยเงิน ๔ กหาปณะที่เหลือ
วันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์มาบิณฑบาตที่บ้านของนายมาลาการ (ผู้ทาดอกไม้) นางก็ได้ช่วยนายมาลาการถวายบิณฑบาตแล้ว หลังจากภัตตาหาร พระผู้มีพระภาคได้กล่าวพระธรรมเทศนา ทำให้นางเกิดความละอายใจที่ได้ลักเงิน แล้วอธิษฐานว่าจะไม่ขโมยอีก การอธิษฐานของนางเป็นตัวอย่างของศีลวิสุทธิเมื่อได้ฟังธรรม ต่อมาด้วยการปฏิบัติ นางก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน ในวันนั้นนางไม่ได้เก็บเงิน ๔ กหาปณะใส่กระเป๋า แต่ได้ซื้อดอกไม้ด้วยกหาปณะทั้ง ๘ เมื่อนางถวายดอกไม้แก่พระเทวีสามาวดี พระองค์ก็แปลกใจว่ามีดอกไม้มากกว่าปกติ นางขุชชุตตราจึงได้สารภาพแล้ว
อนึ่ง ให้พิจารณาเรื่องของท่านพระองคุลีมาล ก่อนที่ท่านจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านเป็นฆาตกรที่มีชื่อเสียงอื้อฉาว แต่เมื่อเป็นพระภิกษุ ท่านได้ทศศีลให้บริสุทธิ์และพยามอย่างยิ่งในการปฏิบัติ ดังนั้นท่านจึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้
พึงพิจารณาสัจจะดังต่อไปนี้ด้วย ในสังสารวัฏทุกคนได้ทำทั้งความดีความชั่ว ไม่มีใครเลยที่ปราศจากกรรมชั่ว แต่ถ้าได้ทศศีลให้บริสุทธิ์เมื่อปฏิบัติอยู่ กรรมชั่วใน…
กล่าวโดยอีกนัยหนึ่ง ถ้ากรรมชั่วในอดีตทำให้บรรลุฌานไม่ได้ ก็จะไม่มีใครเลยที่สามารถบรรลุฌาน
อดีตก็จะไม่สามารถห้ามบุคคลนั้นไม่ให้บรรลุฌานได้ แต่จะเป็นอย่างนั้นได้ก็ตราบเท่าที่กรรมชั่วในอดีตไม่ใช่อนันตริยกรรม ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
อนันตริยกรรม ๕ ได้แก่ 1. ฆ่าบิดา 2. ฆ่ามารดา 3. ฆ่าพระอรหันต์ 4. ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อเลือดด้วยเจตนาร้าย 5. สังฆเภท
ถ้าได้กระทำกรรมชั่วเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะไม่สามารถบรรลุฌาน มรรค และผล เหมือนกับในกรณีของพระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงสั่งสมบารมีมาพอเพื่อจะเป็นพระโสดาบันหลังจากได้ทรงฟังพระสูตร แต่เพราะพระองค์ได้ทรงฆ่าพระราชบิดาคือพระเจ้าพิมพิสาร จึงไม่ทรงบรรลุธรรม
[คำถามของโยคี] โยคีได้ถามว่าหลังจากบรรลุฌาน จิตหรือความคิดของชนเหล่านี้จะเปลี่ยนไปได้หรือไม่
[คำตอบ] ฌานกะ จัดนิวรณ์ได้เป็นระยะยาว ระยะยาวหมายความว่า ถ้าเข้าฌานเป็นเวลาชั่วโมงหนึ่ง ภายในชั่วโมงนั้นก็จะไม่มีนิวรณ์ แต่เมื่อออกจากฌานแล้ว นิวรณ์ก็อาจจะเกิดอีก เพราะอโยนิโสมนสิการ ดังนั้นจึงไม่สามารถกล่าวอย่างได้
ตัวอย่างใน อัง.ปัญจก. ๑๒๙ (ปริกุปปสูตร) กรรม ๕ อย่างนี้เรียกว่า ไม่มีระหว่าง (อนันตริยะ) เพราะมันจะสุกงอมอย่างแน่นอนในชาตินี้ และจะทำให้เกิดในอเวจีมหานรก หรือไม่ก็นรกขุมย่อยที่เป็นบริวาร เหมือนกับในกรณีของพระเจ้าอชาตศัตรู ที.สี. ๑๕๐ (สามัญญผลสูตร)
แน่นอนว่าใจของบุคคลจะเปลี่ยนไปเพราะฌาน เพียงกล่าวได้ว่าตลอดเวลาที่ยังอยู่ในฌาน นิวรณ์จะไม่เกิดขึ้น
ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีข้อยกเว้นบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ท่านพระมหานาคเถระ แม้ท่านจะได้ปฏิบัติสมถะวิปัสสนาเกินกว่า ๖๐ ปี แต่ก็ยังเป็นปุถุชนอยู่ แม้กระนั้น เพราะสมถะวิปัสสนาของท่านเข้มแข็งและมีกำลัง กิเลสจึงไม่ปรากฏตลอดเวลา ๖๐ ปีนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงคิดว่าตนเป็นพระอรหันต์ แต่ลูกศิษย์ของท่านองค์หนึ่ง คือพระธัมมทินนะผู้เป็นพระอรหันต์ ก็รู้ว่าพระมหานาคเถระยังเป็นปุถุชนอยู่ และได้ช่วยให้ท่านรู้ความจริงนี้โดยอ้อม เมื่อพระมหานาคเถระรู้ดังนั้น ท่านก็เจริญวิปัสสนา และภายในไม่กี่นาทีก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่นี่เป็นกรณีที่พิเศษมาก
พึงรู้อีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติ เป็นกรรมฐานจารย์ และมีพระอรหันต์มากมายเป็นลูกศิษย์เช่นท่านพระธัมมทินนะ แม้ท่านจะเชี่ยวชาญทั้งในสมถะและวิปัสสนา แต่ความเข้าใจผิดก็เกิดขึ้นได้บ้าง เพราะประสบการณ์บางอย่างจะคล้าย ๆ กัน ดังนั้น ถ้าโยคีมีความคิดเป็นต้นว่า “เราได้บรรลุปฐมฌานแล้ว” พึงตรวจสอบประสบการณ์นั้นให้ถี่ถ้วนเป็นเวลาหลาย ๆ วันหรือหลาย ๆ เดือน เพราะเหตุไร เพราะถ้าเป็นฌานและวิปัสสนาจริงๆ นั่นก็จะเป็นประโยชน์แก่โยคี เพราะช่วยให้สามารถถึงพระนิพพานที่แท้จริงอันเป็น “แดน
ดูเรื่องฌาน วิปัสสนา และทิฏฐิในคาถามและคาตอบ ๗.๗ หน้า 397 และ ๗.๙ หน้า 398
วิสุทธิมัคคามัคคญาณทัสนวิสุทธินิเทศ.๗๓๓ (กถาว่าด้วยวิปัสสนูปกิเลส)
สุขาวดี” ของพุทธฝ่ายเถรวาท
แต่ฌานเทียมหรือวิปัสสนาเทียมย่อมก่อประโยชน์เช่นนี้ไม่ได้ แล้วโยคีอยากจะได้ประโยชน์จริงๆ หรือประโยชน์เทียมๆ พึงถามตนเองเช่นนี้ ดังนั้นจึงแนะนาไม่ให้กล่าวกับผู้อื่นว่า “ข้าพเจ้าได้บรรลุปฐมฌานแล้ว” เป็นต้นเร็วเกินไปนัก เพราะอาจจะมีคนไม่เชื่อ แม้จะเป็นไปได้ว่าการได้ฌานเป็นต้นของโยคีเป็นจริง แต่ก็ยังอาจไม่ใช่เช่นดังที่เกิดกับพระมหานาคเถระ โยคีพึงตระหนักถึงปัญหานี้
คาถาม
อะไรเป็นความต่างระหว่างรูปกลาปกับรูปปรมัตถ์
แดนสุขาวดี หรือที่รู้จักกันในชื่ออื่นอีกว่า “แดนทิศตะวันตก” หรือ “วิสุทธิภูมิ” ในคาสอนของพุทธมหายาน ที่มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าพระอมิตาภพุทธะกาลังทรงรออยู่ การเกิดในที่นั้นมีได้ด้วยการกล่าวพระนามของพระองค์ซ้ำๆ จุดมุ่งหมายในพุทธมหายานโดยทั่วๆ ไป ก็คือการเกิดในแดนสุขาวดี เพราะผู้ที่เกิดในที่นั่นจะกลายเป็นพระพุทธเจ้าแล้วออกจากที่นั่นไปช่วยเหลือสัตว์โลกในจักรวาลทั้งปวง
พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้ากล่าวถึงแดนสุขาวดีของพุทธเถรวาท โดยเป็นคาอุปมาของพระนิพพาน เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ฟังผู้เป็นพุทธมหายาน ท่านไม่ได้บอกเป็นนัยว่าพระนิพพานเป็นสถานที่ หรือเป็นที่สามารถจะไปเทียบกับ “แดนทิศตะวันตก” เป็นต้นโดยประการทั้งปวง ดูเรื่อง “โลกุตตรภูมิ” ที่อธิบายไว้ในคาถามและคาตอบ ๓.๑๒ หน้า 189 ดูรายละเอียดอื่นเกี่ยวกับรูปกลาปและรูปปรมัตถ์ในหัวข้อ “วิธีแยกแยะรูปกลาป” หน้า 220
คาตอบ รูปกลาปเป็นอณูเล็กๆ เมื่อโยคีแยกแยะอณูเล็กๆ นั้น จึงจะเห็นรูปปรมัตถ์ ในรูปกลาปหนึ่ง มีรูปอย่างน้อย ๘ ประเภท คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส และโอชา รูป ๘ อย่างนี้เป็นรูปปรมัตถ์ ในรูปกลาปบางกลาป ยังมีรูปประเภทที่ ๙ อีกด้วย ซึ่งก็คือ ชีวิตอินทริยรูป ส่วนในรูปกลาปอื่นๆ ยังมีรูปประเภทที่ ๑๐ ซึ่งก็คือภาวะรูปหรือปสาทรูป (รูปโปร่งแสง) รูปประเภทที่ ๘-๙-๑๐ เหล่านี้ทั้งหมดก็เป็นรูปปรมัตถ์
คาถาม เมื่อเห็นรูปกลาปหรือรูปปรมัตถ์ได้ จิตและทิฏฐิของโยคีจะเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่
คาตอบ เมื่อเห็นรูปปรมัตถ์ในแต่ละรูปกลาปด้วยวิปัสสนาญาณ จิตและทิฏฐิก็จะเปลี่ยนไป แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะวิปัสสนาญาณจะจัดมิจฉาทิฏฐิและกิเลสอื่นๆ แต่เพียงชั่วคราว อริยมรรคเท่านั้นที่ทำลายทิฏฐิและกิเลสอื่นๆ ไปตามลำดับขั้นโดยไม่มีส่วนเหลือ
คาถาม สมาธิจะทำให้จิตบริสุทธิ์ (จิตตวิสุทธิ) ได้อย่างไร กิเลสประเภทไหนถูกจัดโดยสมาธิ
ดูรายละเอียดอื่นเกี่ยวกับฌาน วิปัสสนา และทิฏฐิใน “คาถาม ๗.๕ – ทาศีลให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าใจผิดเรื่องการบรรลุธรรม” หน้า 391 และ “คาถาม ๗.๙ – วิปัสสนาทำให้ถึงทิฏฐิวิสุทธิโดยจัดกิเลสอะไร” หน้า 398
การปฏิบัติสมาธิเป็นปฏิปักษ์โดยตรงของนิวรณ์ ๕ อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิย่อมการจัดนิวรณ์ ๕ ได้ สมาธิของทุติยฌานย่อมการจัดวิตกและวิจาร สมาธิของตติยฌานย่อมการจัดปีติ สมาธิของจตุตถฌานย่อมการจัดสุข นั่นเป็นกระบวนการที่สมาธิทำให้จิตให้บริสุทธิ์ นี้ เรียกว่าจิตตวิสุทธิ
วิปัสสนาทำให้ทิฏฐิให้บริสุทธิ์ (ทิฏฐิวิสุทธิ) ได้อย่างไร กิเลสประเภทไหนถูกการจัดโดยวิปัสสนา
ก่อนจะเห็นรูปนามปรมัตถ์ เหตุของรูปนาม ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา โยคีอาจจะมีมิจฉาทิฏฐิหรือมิจฉาสัญญา เช่น “นี่เป็นผู้ชาย นี่เป็นผู้หญิง เป็นแม่ เป็นพ่อ เป็นอัตตา” แต่เมื่อเห็นรูปนามปรมัตถ์ เหตุของรูปนาม ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาอย่างแจ่มแจ้ง ความเห็นที่ผิดนี้ก็ถูกการจัดอย่างชั่วคราว ไมถึงถูกการจัด เพราะย่อมเห็นว่ามีแต่รูปนามปรมัตถ์และเหตุของรูปนาม ย่อมเห็นด้วยว่าทันทีที่รูปนามเกิดขึ้นก็ดับไป ซึ่งเป็นธรรมชาติของความไม่เที่ยง รูปนามตกอยู่ใต้อานาจความเกิดขึ้นและความดับไปเสมอ ซึ่งเป็นธรรมชาติของความเป็นทุกข์ ไม่มีอัตตาใดๆ ในรูปนามและเหตุของรูปนามเหล่านี้ ซึ่งเป็นธรรมชาติของความเป็นอนัตตา นี่เป็นวิปัสสนาญาณ เป็นสัมมาทิฏฐิ ซึ่งการจัดมิจฉาทิฏฐิ วิปัสสนาญาณยังการจัดกิเลสบางอย่างเช่นโลภะและมานะ ซึ่งเป็นสหายของมิจฉาทิฏฐิอีกด้วย ดังนั้น เมื่อกำลังเจริญวิปัสสนา ก็จะ
คาถาม ๗.๙ – วิปัสสนาญาณให้ถึงทิฏฐิวิสุทธิโดยการจัดกิเลสอย่างไร { หน้า ๓๙๘ }
มีสัมมาทิฏฐิ แต่นี่ก็เพียงชั่วคราว เพราะเมื่อหยุดปฏิบัติ มิจฉาทิฏฐิก็เกิดขึ้นอีก เพราะอโยนิโสมนสิการ ย่อมสำคัญหมายเหมือนเดิมอีกเป็นต้นว่า “นี่เป็นผู้ชาย นี่เป็นผู้หญิง เป็นแม่ เป็นพ่อ เป็นอัตตา” และกิเลสที่เกิดขึ้นพร้อมกันเป็นต้นว่า โลภะ มานะ และโทสะ ก็จะเกิดขึ้นอีก แต่เมื่อกลับไปเจริญวิปัสสนา ความเห็นผิดนี่ก็จะหายไปอีก
ดังนั้น วิปัสสนาญาณจึงการจัดมิจฉาทิฏฐิและกิเลสอื่นๆ แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่เมื่อบรรลุมรรคผล มรรคญาณย่อมทำลายมิจฉาทิฏฐิและกิเลสอื่นๆ ไปตามลำดับอย่างไม่มีส่วนเหลือ
คาถาม ๗.๑๐ – ความต่างกันระหว่างจิตกับทิฏฐิ
คาถาม อะไรเป็นความต่างกันระหว่างจิตกับทิฏฐิ
คาตอบ จิตหมายถึงการรู้หรือใจ แต่ในเรื่องจิตตวิสุทธิ หมายถึงจิตประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ คือ อุปจารสมาธิจิตและอัปปนาฌานจิต ส่วนทิฏฐิหมายถึงความเห็นผิด เป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิต ๔ ประเภท มีมูลรากคือโลภะ ความเห็นผิดและมานะจะเกิดพร้อมกับโลภะมูลจิตอย่างแน่นอน
มิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่งก็คืออัตตสัญญา มีอัตตสัญญา ๒ อย่าง ได้แก่ ๑. ความสำคัญว่าตนโดยทั่วไปของชาวโลก นี่เป็นความเห็นผิดตามธรรมดา เป็นความสำคัญหมายว่ามีผู้ชาย มีผู้หญิง พ่อ และแม่เป็นต้น
๒. ความเห็นผิดว่าตน
นี่คือความเห็นผิดที่เกิดจากตัณหา ซึ่งมีความสำคัญ (ในแง่ที่ว่า) มีอัตตาที่เที่ยง ซึ่งอาจจะมีพร้อมกับสัญญาว่า มีผู้สร้างอัตตาที่เที่ยงนั้น
ในบรรดาภพภูมิทั้ง ๓๑ จะไม่มีอัตตาในที่ไหน ๆ เลย มีแต่เพียงนามรูปและเหตุของนามรูป ซึ่งล้วนแต่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา และนอกเหนือจากภพภูมิ ๓๑ นี้ก็ไม่มีอัตตาในที่ไหน ๆ ด้วย วิปัสสนาปัญญาเยี่ยงนี้เป็นวิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ ซึ่งทลายมิจฉาทิฏฐิอย่างชั่วคราว รวมทั้งความเห็นผิดว่าอัตตา แต่มรรคญาณซึ่งเป็นมัคคสัมมาทิฏฐิ ย่อมทลายมิจฉาทิฏฐิอย่างไม่มีส่วนเหลือ
ดังนั้น จริง ๆ แล้วจึงมีทิฏฐิ ๓ อย่าง ได้แก่ ๑. มิจฉาทิฏฐิ ๒. วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นโลกิยะ
พ.ประมวล.
ปรมาตมัน คือ อาตมันสูงสุด หรืออัตตาสูงสุด (บรมอาตมัน หรือ บรมอัตตา) เป็นภาวะแท้จริงและเป็นจุดหมายสูงสุดตามหลักความเชื่อของศาสนาฮินดู (เดิมคือศาสนาพราหมณ์) ซึ่งถือว่า ในบุคคลแต่ละคนนี้มีอาตมัน คืออัตตาหรือตัวตนสิ่งสู่อยู่ครอง เป็นสภาวะที่เที่ยงแท้ถาวร เป็นผู้คิดผู้นึกผู้เสวยเวทนาเป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนย่อยที่แบ่งภาคออกมาจากปรมาตมันนั้นเอง
เมื่อคนตาย อาตมันนี้จะออกจากร่างไปสิงอยู่ร่างอื่นต่อไป เหมือนถอดเสื้อผ้าเก่า สวมเสื้อผ้าใหม่ หรืออกจากเรือนเก่าไปอยู่ในเรือนใหม่ ได้เสวยสุขหรือทุกข์เป็นต้น สุดแต่กรรมที่ได้ทำไว้ เวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไป จนกว่าจะตระหนักรู้ว่าตนเองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับปรมาตมัน และเข้าถึงความบริสุทธิ์จากบาปโดยสิ้นเชิง จึงจะได้กลับเข้ารวมกับปรมาตมันดังเดิม ไม่เวียนตายเวียนเกิดอีกต่อไป ปรมาตมันนี้ก็คือ พรหม หรือพรหมัน นั่นเอง
**
คาถาม ๗.๑๐ – ความต่างกันระหว่างจิตกับทิฏฐิ (หน้า ๔๐๐)
๓. มัคคสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นโลกุตตระ
ในพรหมชาลสูตร ท่านได้กล่าวถึงความเห็นผิด ๖๒ อย่างทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งจัดอยู่ในประเภทความเห็นผิดว่าอัตตา ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สักกายทิฏฐิ สักกายะ (ตัวตน) ก็คือขันธ์ ๕ ดังนั้น สักกายทิฏฐิก็คือการเห็นขันธ์ ๕ ว่าเป็นตน
สัมมาทิฏฐิ ก็มีหลายประเภทเช่นกัน เช่น สัมมาทิฏฐิในอริยสัจ ๔ (จตุสัจจสมฺมาทิฏฺฐิ) ซึ่งได้แก่
**
คาถาม ๗.๑๑ – การเจริญโยนิโสมนสิการและอโยนิโสมนสิการ
คาถาม โยคีจะเจริญโยนิโสมนสิการในชีวิตประจำวัน และเมื่อปฏิบัติสมถวิปัสสนาได้อย่างไร
ที.สี.๑ (พรหมชาลสูตร – ว่าด้วยข่ายแห่งพระสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ) ดูรายละเอียดในหัวเรื่อง “โยนิโสมนสิการและอโยนิโสมนสิการ” หน้า ๒๘๙
คาตอบ โยนิโสมนสิการที่เลิศที่สุดก็คือวิปัสสนา ถ้าโยคีปฏิบัติจนถึงขั้นวิปัสสนา ก็จะมีโยนิโสมนสิการที่ยอดเยี่ยม ต่อจากนั้น หากเจริญวิปัสสนาในชีวิตประจำวัน ก็จะก่อผลที่ดี เช่น มรรคและผลที่เห็นพระนิพพาน แต่ถ้าไม่สามารถปฏิบัติจนถึงขั้นวิปัสสนา พึงพิจารณาความจริงว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง (สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา) นี่ก็เป็นโยนิโสมนสิการเช่นกัน แต่อ่อนกำลังมาก และเป็นโยนิโสมนสิการโดยอ้อมเท่านั้น
โยคีอาจเจริญพรหมวิหาร ๔ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอุเบกขาพรหมวิหาร นี่เป็นโยนิโสมนสิการที่ประณีต เพราะการเจริญอุเบกขาพรหมวิหารก็เพื่อเห็นความที่สัตว์เป็นไปตามกฎแห่งกรรมว่า “สพฺเพ สตฺตา กมฺมสกา” (สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นของตน)
อนึ่ง โยคีอาจพิจารณาผลของอโยนิโสมนสิการเป็นบางครั้งบางคราว อโยนิโสมนสิการเป็นเหตุให้เกิดอกุศลกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า อกุศลกรรมเหล่านี้จะให้ผลเป็นทุกข์มากมายในอบายภูมิทั้ง ๔ การรู้อย่างนี้เป็นโยนิโสมนสิการซึ่งควรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
คาถาม อะไรเป็นความแตกต่างกันระหว่างมนสิการกับการเจริญโพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้) ๗
คาตอบ ในการเจริญโพชฌงค์ ๗ โพชฌงค์ ๗ จะเป็นหัวหน้าของนามธรรม ๓๔ ซึ่งรวมทั้งมนสิการ ครั้งบางครั้ง นามธรรม ๓๔ นี้เรียกว่าวิปัสสนาญาณ เพราะว่าในธรรม ๓๔ อย่างนั้น ปัญญาเป็นองค์หลักเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ พึงรู้จักมนสิการ ๓ อย่าง ได้แก่
คาถาม ๗.๑๒ – ความแตกต่างระหว่างมนสิการและโพชฌงค์ ๗ { หน้า ๔๐๒ }
๑. มนสิการที่เป็นเหตุพื้นฐานของการรับรู้อารมณ์ (อารมฺมณปฏิปาทกมนสิการ) ซึ่งก็คือมนสิการเจตสิก มีหน้าที่ทำให้อารมณ์ชัดเจนต่อจิต ๒. มนสิการที่เป็นเหตุพื้นฐานของวิถีจิต (วิถีปฏิปาทกมนสิการ) ซึ่งก็คือ ปัญจทวารวัชชนะจิตในปัญจทวารวิถี มีหน้าที่ยังให้ปัญจทวารวิถีจิต ถือเอาอารมณ์ทางทวารนั้น ๆ ๓. มนสิการที่เป็นเหตุพื้นฐานของชวนจิต (ชวนปฏิปาทกมนสิการ) ซึ่งก็คือมโนทวารวัชชนจิตในมโนทวารวิถี และโวฏฐัพพนจิตในปัญจทวารวิถี ซึ่งอาจจะเป็นโยนิโสมนสิการหรืออโยนิโสมนสิการก็ได้ มีหน้าที่ยังชวนจิตให้เป็นไป
คาถาม ๗.๑๓ – ต้องเจริญสมถกรรมฐานทั้งหมดหรือไม่
ขอให้พระอาจารย์อธิบายแผนภาพนี้ ในแบบการปฏิบัติที่แสดงในภาพ จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเจริญกรรมฐานซึ่งมีมากกว่า ๓๐ ประเภท อะไรเป็นประโยชน์ในการทำอย่างนี้
คาตอบ
เราไม่ค่อยสนใจในการใช้แผนภาพที่พูดถึง เป็นภาพที่วาดโดยอาจารย์ผู้ชอบใจแผนภาพในวัดพะเอ้า เราจะสอนสมถะกรรมฐานหลายแบบสำหรับบุคคลผู้ต้องการ ถ้าไม่ต้องการจะเจริญกรรมฐานทั้งหมด แต่ต้องการเจริญ นี่เป็นแผนภาพที่ระบุการปฏิบัติที่สอนในวัดพะเอ้า
'คาถามและคำตอบ ๗'
เพียงแค่กรรมฐานเดียว เช่น อานาปานสติ เราก็จะสอนกรรมฐานนั้นเท่านั้น เมื่อโยคีบรรลุฌานแล้ว เราจึงจะสอนวิปัสสนาต่อไปอย่างเป็นระบบและเป็นไปตามขั้นตอน
ในขณะที่เจริญสมถะวิปัสสนา บางครั้งบางคราวอาจจะมีนิวรณ์ เช่น ราคะ โทสะ และวิตก ที่รบกวนการเจริญสมถะและวิปัสสนา กรรมฐานที่เป็นอาวุธเพื่อกำจัดนิวรณ์เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประทานไว้ในเมฆิยสูตร ดังนี้
ยิ่งไปกว่านั้น จิตที่ตั้งมั่นสามารถเห็นปรมัตถธรรมตามความเป็นจริง ในสมถกรรมฐานทั้งหลาย สมาบัติ ๘ นั้นสูงส่งและมีกำลัง ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเจริญสมาบัติ ๘ อย่างถี่ถ้วน เราก็จะสอนกสิณกรรมฐานด้วย ถ้าต้องการเข้าใจแผนภาพนั้นให้บริบูรณ์ พึงปฏิบัติสมถะวิปัสสนาจนถึงมรรคญาณและผลญาณ เมื่อนั้นจึงจะเข้าใจแผนภาพได้อย่างสมบูรณ์
ขุททกอุเทศ ๓๑ และ อังคุตตรนิกาย ๓ (เมฆิยสูตร)
ดูสมาธิสูตรแห่งสัจจสังยุตในหน้า ๓๘ และสมาธิสูตรแห่งขันธสังยุตในหน้า ๕๙
คาถามและคาตอบ ๗ – คาถาม ๗.๑๓ – ต้องเจริญสมถกรรมฐานทั้งหมดหรือไม่ { หน้า ๔๐๔ }
ทำไมเราจึงไม่สนใจในแผนภาพ เพราะไม่สามารถแสดงวิธีปฏิบัติทั้งระบบด้วยเพียงแค่หน้าเดียว เราได้อธิบายระบบการปฏิบัติทั้งหมดในภาษาพม่าด้วยหนังสือเกินกว่า ๓,๖๐๐ หน้า หน้าเดียวเท่านั้นจึงไม่พอ
คาถาม ๗.๑๔ – จิตที่เกลียดชังทำให้เกิดแสงได้หรือไม่
คาถาม จิตที่เกลียดชังจะก่ออุตุชโอชัฏฐมกกลาปได้หลายต่อหรือไม่ จะทำให้ดวงตามีประกายได้ไหม
คาตอบ การกล่าวว่า จิตก่อให้เกิดแสง เป็นเพียงคำอุปมา เพราะจริงๆ แล้ว นอกจากปฏิสนธิจิตแล้ว จิตทั้งหมดที่อาศัยหทยวัตถุเกิดย่อมก่อให้เกิดจิตตชรูปกลาป รูปกลาปเหล่านั้นมีวัณณรูปคือสีเกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอ วัณณรูปจะสว่างกว่าถ้าจิตที่ก่อรูปนั้นเป็นจิตในสมถะหรือวิปัสสนา พระบาลี อรรถกถา และฎีกาได้อธิบายเช่นนี้ไว้ แต่ไม่ได้กล่าวว่า จิตตชรูปจากจิตที่เกลียดชังย่อมก่อแสงสว่างได้เช่นกัน
คาถาม ๗.๑๕ – จิตที่เห็นรูปนามเป็นรูปนามเองหรือไม่ จัดอยู่ในปัญญาหรือไม่
คาถาม จิตที่เห็นรูปนามเป็นรูปนามเองหรือไม่ จัดอยู่ในปัญญาหรือไม่
ดูหัวข้อ “จิตตชรูป (รูปเกิดจากจิต)” ในหน้า 201 และคำอธิบายอื่นเกี่ยวกับแสงสว่างที่เกิดขึ้นเพราะจิตในสมถะและวิปัสสนาในคาถามและคาตอบ ๔.๑๐ หน้า 277
คาถาม ๗.๑๕ – จิตที่เห็นรูปนามเป็นรูปนามเองหรือไม่ { หน้า ๔๐๕ }
คาตอบ
โยคีสามารถเห็นจิตนั้นได้ในทุกระดับของวิปัสสนา โดยเฉพาะในขั้นภังคญาณ วิสุทธิมรรคได้กล่าวไว้ว่า
าตญฺจ าณญฺจ อุโภปิ วิปสฺสติ
พระโยคาวจรย่อมเห็นแจ้งซึ่งสิ่งที่ถูกรู้ (ญาต) ด้วย ซึ่งญาณด้วย ย่อมเห็นแจ้งทั้ง ๒ อย่างนั้น
คำว่า “สิ่งที่ถูกรู้” หมายถึง ขันธ์ ๕ และเหตุของขันธ์ ๕ ซึ่งควรกำหนดรู้ด้วยวิปัสสนาญาณ คำว่า “ญาณ” หมายถึง วิปัสสนาญาณที่รู้ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของขันธ์ ๕ และเหตุของขันธ์ ๕ ซึ่งล้วนแต่เป็นสังขารธรรม วิปัสสนาญาณก็คือปัญญา ซึ่งก็คือวิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ
โดยปกติแล้ว วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นพร้อมกับเจตสิก ๓๓ หรือ ๓๒ อย่าง รวมเป็นนามธรรมทั้งหมด ๓๔ หรือ ๓๓ อย่างตามลำดับ ซึ่งเรียกว่าวิปัสสนาญาณ เป็นนามธรรม เพราะน้อมไปในอารมณ์คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของสังขารธรรม
ทำไมจึงต้องเห็นวิปัสสนาญาณว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา เพราะบางท่านอาจตั้งคำถามหรือคิดว่า วิปัสสนาญาณเองนั้นเที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เป็นอัตตาหรือเป็นอนัตตา เพื่อจะตอบคำถามนี้ ก็จะต้องเห็นวิถีวิปัสสนาจิตเองว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา โดยเฉพาะนามธรรมทั้ง ๓๔
ดูรายละเอียดในเรื่องนี้ในหัวข้อ “วิธีแห่งนาม ๗ (อรูปสัตตกะ)” หน้า 367 และหัวข้อ “วิธีเจริญภังคญาณ” หน้า 380
คาถามและคาตอบ ๗
คาถาม ๗.๑๕ – จิตที่เห็นรูปนามเป็นรูปนามเองหรือไม่ { หน้า ๔๐๖ }
ในแต่ละขณะจิต ที่มีวิปัสสนาญาณเป็นหัวหน้า ยิ่งไปกว่านั้น โยคีบางท่านอาจจะเกิดความติดข้องกับวิปัสสนาญาณของตน อาจมีมานะเพราะเจริญวิปัสสนาได้ดีและประสบความสำเร็จ เพื่อจะกำจัดและป้องกันกิเลสเหล่านี้นี่แหละจึงต้องเห็นวิปัสสนาญาณ หรือวิปัสสนาจิตตวิถีเองด้วยว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
คาถาม ๗.๑๖ – วิธีข่มความเบื่อ ความไม่ใส่ใจในกรรมฐาน
มีวิธีใดบ้างที่จะแก้ไขความไม่ใส่ใจและความเบื่อของจิตซึ่งอาจเกิดเมื่อได้ปฏิบัติมาเป็นเวลานาน หรือเมื่ออยู่ป่ารูปเดียว สภาวะจิตเช่นนี้เป็นอกุศลธรรมหรือไม่
คาตอบ
สภาวะของจิตอย่างนี้เรียกว่า ความเกียจคร้าน (โกสัชชะ) และโดยปกติแล้วเป็นอกุศลธรรมแบบอ่อน ๆ ที่เกิดร่วมกับโลภะ โทสะ เป็นต้น เกิดขึ้นเพราะอโยนิโสมนสิการ ถ้าอโยนิโสมนสิการนั้นเปลี่ยนไปหรือแทนที่ด้วยโยนิโสมนสิการ ก็จะประสบความสำเร็จในกรรมฐานได้
เพื่อข่มสภาวะจิตอย่างนี้ พึงระลึกถึงเป็นบางครั้งบางคราวว่า ความสำเร็จของพระโพธิสัตว์ศากยะมุนีของพวกเรานั้นมาจากความบากบั่น อนึ่ง พึงระลึกถึงวิธีนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้กล่าวไว้ใน สํ.นิ. ๓๔ (ทุติยญาณวัตถุสูตร) ในพระสูตรนั้น พระองค์ได้ทรงอธิบายเหตุเกิดของญาณในแต่ละองค์ของปฏิจสมุปปาทะ ซึ่งเป็นไปตามธรรมในปัจจุบัน อดีต และในอนาคต และว่า “ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณนั้น มีความสิ้นไป (*ขยธมฺม*) มีความเสื่อมไป (*วยธมฺม*) มีความคลายไป (*วิราคธมฺม*) มีความดับไป (*นิโรธธมฺม*) เป็นธรรมดา” อรรถกถาสังยุตตนิกายแสดงว่า นี่เป็นวิปัสสนาที่รู้ย้อนวิปัสสนา (วิปัสสนาปฏิวิปัสสนา)
คาถามและคาตอบ ๗ – คาถาม ๗.๑๖ – วิธีข่มความเบื่อ ความไม่ใส่ใจในกรรมฐาน { หน้า ๔๐๗ }
พระอรหันต์ที่พยายามเป็นอย่างยิ่งด้วยความยากลำบาก เพื่อปฏิบัติให้สำเร็จจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ ไม่มีใครประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้โดยไม่พยายาม เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรรมฐานที่ต้องบากบั่นต่อไป อนึ่ง โยนิโสมนสิการก็สำคัญมาก ให้พยายามใส่ใจในความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของสังขารธรรมทั้งหลาย ถ้าทำอย่างนี้ วันหนึ่งก็อาจประสบความสำเร็จได้
คาถาม ๗.๑๗ – ความปรารถนาที่ไม่ประกอบด้วยอวิชชาเป็นต้น
คาถาม ขอให้พระอาจารย์ยกตัวอย่างความปรารถนาที่ไม่เกิดขึ้นกับอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน
คาตอบ ถ้าโยคีเจริญกรรมฐานเมื่อทำกุศลกรรม และเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือความเป็นอนัตตาของกุศลกรรมเหล่านั้นด้วย อวิชชา ตัณหา และอุปาทานก็จะไม่เกิด ถ้าไม่สามารถเจริญวิปัสสนา ให้ตั้งความปรารถนาว่า “*อิทเม ปุญญ นิพฺพานสฺส ปัจจัย โหตุ*” ขอให้บุญนี้จงเป็นปัจจัยแก่การแทงตลอดพระนิพพาน
คาถาม ๗.๑๘ – ถ้าไม่มีอัตตาไม่มีตน ใครเป็นผู้กล่าวธรรมเทศนา
คาถาม พระอาจารย์ ถ้าขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตน แล้วใครเล่ากล่าวธรรมเทศนา กล่าวอีกอย่างคือ ถ้าขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตน ก็จะไม่มีพระอาจารย์กล่าวธรรมเทศนา ดังนั้น ขันธ์ ๕ กับตนมีความสัมพันธ์กันหรือไม่
คาตอบ มีสัจจะ ๒ ประเภท คือ สมมติสัจจะ และ ปรมัตถสัจจะ พึงแยกแยะความต่างของสัจจะ ๒ อย่างนี้ให้ชัดเจน โดยสมมติสัจจะก็จะมี พระพุทธเจ้า มีพระอาจารย์ มีพ่อ มีแม่ เป็นต้น แต่โดยปรมัตถสัจจะก็จะไม่มี
พระพุทธเจ้า ไม่มีพระอาจารย์ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ สามารถเห็นเช่นนี้ได้ หากวิปัสสนาญาณมีกำลังพอ หากใครกำหนดรู้พระพุทธเจ้าด้วยวิปัสสนาญาณ ก็จะเห็นนามรูปปรมัตถ์ ซึ่งก็คือขันธ์ ๕ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีอัตตาในที่ไหน ๆ
โดยนัยเดียวกัน หากกำหนดรู้ตน หรือพ่อ หรือแม่ เป็นต้น ด้วยวิปัสสนาญาณ ก็จะเห็นเพียงแค่รูปนามปรมัตถ์ หรือขันธ์ ๕ ซึ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีอัตตาเลย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีพระอาจารย์ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ เป็นต้น ขันธ์ ๕ และเหตุของขันธ์ ๕ เรียกว่า สังขารธรรม ดังนั้น สังขารธรรมกำลังกล่าวถึงสังขารธรรม บางครั้งก็กล่าวถึงพระนิพพาน ซึ่งไม่มีอัตตาโดยประการทั้งปวง ดังนั้น จะกล่าวถึงความสัมพันธ์ (กับสิ่งที่ไม่มี) ได้อย่างไร
ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีใครถามโยคีว่า “เขาของกระต่ายยาวหรือสั้น” แล้วควรจะตอบเขาว่าอย่างไร หรือถามว่า "ขนตัวของเต่าดำหรือขาว" จะตอบเขาว่าอย่างไร
ถ้าอัตตาไม่มีโดยประการทั้งปวง ก็ไม่สามารถกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอัตตากับขันธ์ ๕ ได้ แม้พระพุทธองค์เองก็ไม่ทรงตอบคาถามเช่นนี้ ทำไมเล่า ถ้าโยคีกล่าวว่า "เขาของกระต่ายยาว" ซึ่งก็หมายความว่าโยคียอมรับว่ากระต่ายมีเขา และถ้ากล่าวว่า "เขาของกระต่ายสั้น" นั่นก็เป็นการยอมรับว่ากระต่ายมีเขาเช่นกัน อนึ่ง ถ้ากล่าวว่าเต่ามีขนตัวดำ ก็หมายความว่ายอมรับว่าเต่ามีขน ถ้ากล่าวว่าเต่ามีขนขาว นั่นก็เป็นการยอมรับว่าเต่ามีขนเช่นกัน
โดยนัยเดียวกัน ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสว่าขันธ์ ๕ กับอัตตาสัมพันธ์กัน ก็จะหมายความว่าพระองค์ทรงยอมรับว่ามีอัตตา และถ้าตรัสว่าขันธ์ ๕ กับอัตตาไม่สัมพันธ์กัน นั่นก็เป็นการยอมรับอัตตาเช่นกัน นี่เป็นเหตุที่พระองค์ไม่ทรงตอบคาถามประเภทนี้
คาถาม ๗.๑๘ ถ้าไม่มีอัตตาไม่มีตน ใครเป็นผู้กล่าวธรรมเทศนา (หน้า ๔๐๙)
คาถาม ๗.๑๙ มนต์งู เหมือนกับเมตตากรรมฐานหรือไม่
คาตอบ อะไรคือมนต์ อะไรคือมนต์งู เราไม่ทราบว่ามีมนต์ที่สืบทอดมาจากศาสนาฮินดูหรือไม่ แต่ในคัมภีร์เถรวาทมีพระปริตรที่เรียกว่า ขันธปริตร พระพุทธเจ้าทรงสอนพระปริตรนี้เพื่อให้พระภิกษุสวดทุกๆ วัน มีสิกขาบทในพระวินัยซึ่งกล่าวว่า ถ้าภิกษุหรือภิกษุณีผู้อยู่ป่าไม่สวดพระปริตรนี้อย่างน้อยวันละครั้ง ก็จะต้องอาบัติ
ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พระภิกษุรูปหนึ่งอาศัยอยู่ในป่า งูพิษตัวหนึ่งได้กัดท่านแล้ว และท่านก็ได้ถึงมรณภาพ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงสอนขันธปริตร จุดมุ่งหมายของพระปริตรนี้คล้ายกับการเจริญเมตตากรรมฐาน ในอัง.จตุ.๖๗ (อหิราชสูตร ว่าด้วยตระกูลพญางู) พระสูตรนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ขันธปริตร (ขันธ์ แปลว่า กลุ่ม ปริตร แปลว่า การสวดที่ใช้ป้องกัน) เพราะว่าแผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งปวงเป็นกลุ่มๆ เป็นพวกๆ คือ งู ๔ ประเภท สัตว์ไม่มีเท้า (เช่น ปลา ปลิง หนอน เป็นต้น) สัตว์ ๒ เท้า (เช่น นก เทวดา มนุษย์) สัตว์ ๔ เท้า (เช่น ช้าง สุนัข สัตว์เลื้อยคลานมีกิ่งก่าเป็นต้น) และสัตว์มีมากเท้า (เช่น มด ตะขาบ ยุง แมงป่อง แมงมุม เป็นต้น)
คาถามและคาตอบ ๗ – คาถาม ๗.๑๙ – มนต์งูเหมือนกับเมตตากรรมฐานหรือไม่ { หน้า ๔๑๐ }
พระปริตรมีวิธีต่างๆ ในการแผ่เมตตาไปยังงูหรือพญานาคประเภทต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการตั้งสัจจะวาจาเกี่ยวกับพระรัตนตรัย และเกี่ยวกับคุณของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อเราสวดพระปริตรนี้ในตอนกลางคืน จะเป็นพระปริตรที่มีพลังมาก โยคีอาจจะเรียกพระปริตรนี้ว่า มนต์งู เพราะชื่อไม่สำคัญเท่าไร จะเรียกอะไรก็ได้
พระภิกษุในประเทศพม่าบางพวกใช้พระปริตรนี้กับบุคคลที่ถูกงูพิษกัด ซึ่งได้ผล เมื่อพระภิกษุสวดพระปริตรนี้หลายครั้งหลายรอบ แล้วผู้ที่ถูกกัดดื่มน้ำปริตร พิษของงูก็จะค่อยๆ ลดลง ผู้ถูกงูกัดมักจะฟื้นตัวได้ แต่ผลของพระปริตรก็จะไม่เหมือนกันสำหรับทุกๆ คน
พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนพระปริตรนี้เพื่อป้องกันพระภิกษุไม่ให้ถูกงูพิษกัด หากพระภิกษุสวดพระปริตรนี้ด้วยความเคารพ และแผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งปวงรวมทั้งงูด้วย ท่านจะไม่ประสบกับอันตรายใดๆ โดยปกติแล้วถ้าพระภิกษุท่านรักษาศีล ภัยอะไรๆ ก็จะมาไม่ถึงท่าน
คาถามและคาตอบ ๗ – คาถาม ๗.๑๙ – มนต์งูเหมือนกับเมตตากรรมฐานหรือไม่ { หน้า ๔๑๑ }
พุทธประสงค์สำหรับสำวกและคำสอน (ธรรมเทศนาในวันวิสาขบูชา)
พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำพรรษาสุดท้ายในเวฬุวคาม ในกาลนั้นได้เกิดพระประชวรหนัก ในวันเพ็ญอาสาฬหะ ทรงเกิดทุกขเวทนาที่พระปฤษฎางค์อย่างแสนสาหัส จวนเจียนจะปรินิพพานเพราะเหตุแห่งกรรมในอดีต
ในชาติก่อนหนึ่งของพระองค์ พระโพธิสัตว์ผู้จะมาเป็นพระศากยมุนีพุทธเจ้า ได้เกิดมาเป็นนักมวยปล้ำ ครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงทุ่มคู่ต่อสู้ลงถึงหลังหัก เมื่อกรรมนั้นสุกงอมแล้ว จึงเกิดผล ๑๐ เดือนก่อนที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าจะทรงปรินิพพาน ผลของกรรมนั้นมีกำลังมาก จึงให้ผลได้จนถึงปรินิพพาน นี่เป็นความทุกข์ทรมานที่เรียกว่า ทุกข์ปางตาย (มรณฺติกเวทนา) ซึ่งจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อตาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงระงับไม่ให้ความทุกข์ทรมานนั้นเกิดขึ้นอีก โดยเข้าอรหัตตผลสมาบัติแล้วทำการอธิษฐาน คือเบื้องแรก พระพุทธเจ้าทรงเข้าอรหัตตผลสมาบัติด้วยวิปัสสนา (โดยรูปสัตตกะและอรูปสัตตกะ) หลังจากทำวิปัสสนาเช่นนั้น แต่ก่อนจะเข้าอรหัตตผลสมาบัติ ได้ทรงอธิษฐานดังนี้ว่า
"จากวันนี้เป็นต้นไปจนถึงการปรินิพพานของเรา ทุกขเวทนานี้จงอย่าเกิดขึ้นอีก"
**
อ้างอิง:
และหลังจากนั้น ก็ทรงเข้าอรหัตตผลสมาบัติ
อรหัตตผลสมาบัติ ก็คือ อรหัตตผลจิตซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์และเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะวิปัสสนาจิตเข้มแข็งและมีกำลัง อรหัตตผลสมาบัติจึงเข้มแข็งและมีกำลังเช่นกัน และเพราะเหตุแห่งวิริยะในวิปัสสนาและในอรหัตตผลสมาบัติ ทุกขเวทนาจึงไม่เกิดขึ้นภายใน ๑๐ เดือนที่เหลืออยู่ก่อนพระองค์จะปรินิพพาน แต่พระองค์ก็ต้องทรงเข้าอรหัตตผลสมาบัติทุก ๆ วันจนถึงปรินิพพาน
หลังพรรษา พระองค์ก็เสด็จจาริกไปจากนิคมไปสู่นิคม โดยในที่สุดก็ถึงพระนครเวสาลี และสามเดือนก่อนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ ในวันเพ็ญเดือนสามที่จาปาลเจดีย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานปลงอายุสังขาร
นั่นหมายความว่า อย่างไร หมายความว่า ในวันนั้นพระองค์ทรงตัดสินใจว่า:
"เตมาสมตฺตเมว ปน สมาปตฺตึ สมาปชฺชิตฺวา ตโต ปรน สมาปชฺชิสฺสามิ"
(จากวันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันเพ็ญเดือนวิสาขะ เราจะเข้าผลสมาบัติต่อไป แต่นั้นจะไม่เข้า)
**
ผู้แปล – ของไทยเป็นปาวาลเจดีย์ ที.อ.๑๖๙ (มหาปรินิพพานสูตร)
มหามกุฏและจุฬา – เราจักเข้าสมาบัติไม่ขาดระยะเพียง ๓ เดือนเท่านั้น ต่อแต่นั้นจักไม่เข้า
ทรงประกาศการปลงสังขาร
ดังนั้น ในวันนั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ที่มาประชุมกันแล้วในโรงประชุมของมหาวันวิหารว่า พระองค์ได้ทรงปลงอายุสังขารแล้ว โดยได้ตรัสกับพระภิกษุสงฆ์ว่า
ตสฺมาติห ภิกฺขเว เย เต มยา ธมฺมา อภิญฺญา เทสิตา เต โว สาธุก อุคฺคเหตฺวา อาเสวิตพฺพา ภาเวตพฺพา พหุลีกาตพฺพา
ภิกษุทั้งหลาย(เพราะฉะนั้น) ธรรมที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง เธอทั้งหลายพึงเรียน เสพ เจริญ ท่าให้มากด้วยดี
พระพุทธองค์ทรงสอนแต่ธรรมที่พระองค์ได้ทรงประจักษ์แจ้งด้วยพระองค์เองเท่านั้น ในที่นี้ พระองค์ทรงประกาศพระพุทธประสงค์ที่พึงได้จากคำสอนของพระองค์ โดยได้ทรงแนะนาพระภิกษุสงฆ์ดังต่อไปนี้
๑. พึงศึกษาพระธรรมคำสอนของพระองค์อย่างบริบูรณ์ให้ขึ้นใจ แต่การเรียนให้ขึ้นใจ(อย่างเดียว)ก็ยังไม่พอ นี่เป็นพุทธประสงค์อย่างที่หนึ่ง ๒. พึงเสพคุ้นกับพระธรรมของพระองค์ ในพระบาลี สิ่งที่พึงกระทำเรียกว่า อาเสวิตพฺพา ซึ่งหมายความว่าพวกเราต้องพยายามรู้ธรรมของพระองค์ด้วยการปฏิบัติแล้วปฏิบัติอีก คำนี้แปลได้ว่า เสพคุ้น นี่เป็นพุทธประสงค์อย่างที่สอง
ที่มา: ที.มหา.๑๘๔ (มหาปรินิพพานสูตร)
๓. ท้ายที่สุด พระองค์ทรงแนะให้เจริญ ภาเวตปัณณ ธรรม เมื่อเราเสพ (พระธรรม) อยู่ ความเจริญและความก้าวหน้าเป็นเรื่องจำเป็น นี่หมายความอย่างไร เมื่อเราปฏิบัติธรรม กุศลธรรมเท่านั้นพึงเกิดในวิถีจิตของเรา กุศลธรรมคือศีล กุศลธรรมคือสมาธิ และกุศลธรรมคือปัญญา กุศลธรรมเหล่านี้พึงเกิดอย่างไม่หยุดหย่อนจนกว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันต์
ถ้าสาวกของพระพุทธเจ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์ การปฏิบัติ (คือภาวนา) นั้นก็สำเร็จแล้ว ดังนั้น สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงพึงปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์จนกว่าจะบรรลุจุดมุ่งหมายนั้น คือพึงเสพคุ้นกับธรรมนั้นจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ เพื่อให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เราต้องปฏิบัติครั้งแล้วครั้งอีก ด้วยเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนในการทำให้มาก (พหุลีกาตปัณณ) ซึ่งก็คือ เราต้องปฏิบัติบ่อยๆ นี่เป็นพุทธประสงค์ข้อที่สาม
ความประสงค์เหล่านี้เกิดขึ้นในวิถีจิตของพระพุทธองค์ ทำไมพระองค์จึงทรงประสงค์เช่นนี้ พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า:
"ยถยิท พรหมจริย อทฺธนิย อสฺส จิรฏฺฐิติก"
(โดยวิธีที่พรหมจรรย์นี้จะพึงตั้งอยู่ได้นาน)
นั่นก็คือเพื่อรักษาคำสอนที่บริสุทธิ์เพื่อให้ดำรงอยู่นาน
หน้าที่ของเราผู้เป็นพุทธศาสนิกชน จึงสำคัญมากที่พุทธศาสนิกชนทุกท่านพึงรักษาคำสอนที่บริสุทธิ์ เพื่อไม่ให้สูญหายไป พวกเราจึงต้องพยายาม ต้องพยายามทำอะไร ขอย้ำดังนี้
๑. พึงศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างบริบูรณ์ให้ขึ้นใจ
พุทธประสงค์สำหรับสาวกและคำสอน – หน้าที่ของเราผู้เป็นพุทธศาสนิกชน { หน้า ๔๑๕ }
๒. พึงพยายามปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น
๓. พึงพยายามปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจนบรรลุเป็นพระอรหันต์
นี้เป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนทุกคน ถ้าเราเป็นคนพุทธก็พึงทำตามคำแนะนา ๓ อย่างเหล่านี้ ถ้าไม่ทำตามก็จะเป็นคนพุทธเพียงแต่ชื่อเท่านั้น ไม่ใช่คนพุทธจริงๆ ถ้าทำตามคำแนะนา ๓ อย่างเหล่านี้อย่างบริบูรณ์ก็จะเป็นคนพุทธจริงๆ ดังนั้น โยคีจึงสามารถอธิษฐานในวันนี้ว่า
๑. เราพึงศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างบริบูรณ์ให้ขึ้นใจ ๒. เราพึงพยายามปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้รู้ธรรมเหล่านั้นโดยประจักษ์ ๓. เราพึงพยายามปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจนบรรลุเป็นพระอรหันต์
วิธีทำประโยชน์แก่ชาวโลก
ถ้าทำอย่างนี้ก็จะกล่าวได้ว่า เราหายใจเข้าออก (คือมีชีวิต) ตามพระพุทธประสงค์ แล้วทำไมจึงควรทำอย่างนั้น ตทสฺส พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสาน
{ หน้า ๔๑๖ }
ข้อนั้นพึงเป็นไป เพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ถ้าเราปฏิบัติตามพระพุทธประสงค์ ก็จะสามารถสืบทอดธรรมะให้คนรุ่นหลังเป็นมรดก และจะสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้ดังต่อไปนี้
๑. พึงศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างบริบูรณ์ให้ขึ้นใจ ๒. พึงปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้รู้ธรรมเหล่านั้นโดยประจักษ์ ๓. พึงพยายามปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จนบรรลุเป็นพระอรหันต์
โดยทำอย่างนี้ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะได้รับประโยชน์และความสุขในโลกนี้ จนกระทั่งบรรลุพระนิพพาน แต่ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมให้ขึ้นใจ ไม่ปฏิบัติตามคำสอนเหล่านั้น แล้วจะสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้อย่างไร เพราะแม้เราเองก็ยังไม่มีความรู้ในคำสอนนั้น
ดังนั้น ถ้ามีศรัทธาที่มีกำลังพอในคำสอนของพระพุทธเจ้า พวกเราพุทธศาสนิกชนจึงควรพยายามศึกษาพระธรรมให้ขึ้นใจ เสพพระธรรมโดยการปฏิบัติ และเจริญธรรมจนบรรลุเป็นพระอรหันต์
[ หน้า ๔๑๗ ]
วิธีแสดงความศรัทธา
ท่านทั้งหลายมีศรัทธาที่มีกำลังพอในพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าหรือไม่? ในอรรถกถาของฆฏิการสูตร ท่านกล่าวไว้ว่า
ผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัยที่แท้จริงสามารถแสดงความศรัทธาโดยการปฏิบัติ ถ้าชายก็ดี หญิงก็ดี ไม่สามารถแสดงความศรัทธา เราก็กล่าวไม่ได้ว่าเขาเป็นผู้เลื่อมใสที่แท้จริง ถ้าโยคีมีศรัทธาที่แท้จริงในพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พึงศึกษาพระธรรมให้บริบูรณ์ ปฏิบัติตามพระธรรม และไม่หยุดจนบรรลุเป็นพระอรหันต์
เหล่านี้แหละเป็นคำสำคัญของพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อนจะทรงปรินิพพาน ถ้าเรามีศรัทธาในพระพุทธเจ้า ก็พึงเชื่อฟังคำเหล่านั้น ถ้าเรามีศรัทธาในพ่อแม่ของเรา ก็พึงเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน โดยนัยเดียวกัน เราควรเชื่อฟังคำสมเด็จพ่อของเรา และสมเด็จพ่อของเราก็คือพระพุทธเจ้านั่นเอง
สิ่งที่ต้องศึกษาและปฏิบัติ
แล้วอะไรล่ะที่เป็นคำสอนเหล่านี้คือ:
* มหามกุฏ – ธรรมดาผู้ที่เลื่อมใสแล้วจักอาจทำอาการที่ได้เลื่อมใส * จุฬา – เลื่อมใสแล้วจักสามารถทำอาการที่ได้เลื่อมใส
ธรรมเหล่านี้รวมกันเรียกว่าโพธิปักขิยธรรม (ธรรมที่เกื้อกูลแก่การตรัสรู้)
**
๓๗ เราจะกล่าวถึงธรรมเหล่านี้อย่างย่อ ๆ คือ ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าทรงสอนโพธิปักขิยธรรม ๓๗ โดยวิธีต่าง ๆ ตามจริตของผู้ฟัง แต่คำสอนทั้งหมดในพระไตรปิฎกสามารถย่อลงให้เหลือเพียงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ถ้าย่อลงอีก ก็จะเหลือเพียงแต่อริยมรรคมีองค์ ๘ และถ้าย่อลงอีก ก็จะเหลือเพียงสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
หลักการปฏิบัติ
เราต้องศึกษาศีลสิกขาเพื่อรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ถ้าไม่รู้จักศีลสิกขาก็จะทำศีลให้บริสุทธิ์ไม่ได้ ต่อจากนั้น ต้องศึกษาสมถกรรมฐานเพื่อควบคุมและทำใจของเราให้ตั้งมั่น ถ้าไม่รู้จักสมถกรรมฐานแล้วจะเจริญสมาธิได้อย่างไร ถ้าไม่เจริญสมาธิแล้วจะควบคุมใจของเราได้อย่างไร หลังจากนั้น ต้องศึกษาวิธีเจริญปัญญา ถ้าไม่รู้จักปัญญาสิกขาแล้วจะเจริญปัญญาได้อย่างไร
ดังนั้น เพื่อรักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์ เพื่อควบคุมใจ และเพื่อเจริญปัญญาของเรา ก่อนอื่น จึงต้องศึกษาพระธรรมให้ขึ้นใจ ต่อจากนั้น ต้องเสพคุ้นและเจริญธรรม
นั้นจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ ดังนั้น ในพระสูตร พระพุทธเจ้าจึงทรงกระตุ้นเตือนสาวกของพระองค์หลายครั้งหลายคราวว่า
“อิติ สีล อิติ สมาธิ อิติ ปัญญา”
“สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปผลो โหติ มหานิสโส”
“สมาธิปริภาวิตา ปัญญา มหปผลो โหติ มหานิสสา”
“ปัญญาปริภาวิต จิตฺต สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ เสยฺยถิต กามาสฺวา ภวาสฺวา อวิชฺชาสฺวา”
สีลมีลักษณะอย่างนี้ สมาธิมีลักษณะอย่างนี้ ปัญญามีลักษณะอย่างนี้
สมาธิอันบุคคลอบรมโดยมีศีลเป็นฐาน ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันบุคคลอบรมโดยมีสมาธิเป็นฐาน ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตอันบุคคลอบรมโดยมีปัญญาเป็นฐาน ย่อมหลุดพ้นโดยชอบจากอาสวะทั้งหลาย คือ กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ
พวกเราทั้งหมดล้วนมีจิตด้วยกันทั้งนั้น ถ้าสามารถคุมจิตของเราโดยมีฐานคือศีล กำลังของจิตที่ตั้งมั่นก็ย่อมอัศจรรย์ จิตนั้นย่อมแทงตลอดรูปปรมัตถ์ได้ รูปเกิดโดยเป็นรูปกลาปมีขนาดเล็กกว่าอะตอม กายของเราประกอบด้วยรูปกลาปเหล่านั้น จิตที่ตั้งมั่นย่อมแยกแยะรูปกลาปเหล่านั้นได้ จิตที่ตั้งมั่นย่อมแทงตลอดนามปรมัตถ์ได้ จิตที่ตั้งมั่นสามารถแทงตลอดเหตุของรูปนาม จิตที่ตั้งมั่นสามารถแทงตลอดความเกิดขึ้นและความดับไปของนามของรูป และเหตุของนาม
= พุทธประสงค์สำหรับสาวกและคำสอน – หลักการปฏิบัติ
รูปวิปัสสนาญาณเช่นนี้และที่เรียกว่า ปัญญา ปัญญาของเราจะเจริญก็เพราะเหตุคือสมาธิที่มีฐานคือศีล จิตที่ตั้งมั่นและปัญญาทั้งสองเป็นพลัง (ในพละ ๕) พลังนี้แหละจะนำไปสู่การบรรลุพระนิพพาน สู่การทำลายโลภะทั้งปวง กิเลสทั้งปวง และทุกข์ทั้งปวงได้
ทุกๆ คนมีจิต เมื่อจิตได้อบรมให้บริบูรณ์ด้วยสมาธิ วิปัสสนาญาณคือปัญญาย่อมปลดปล่อยบุคคลให้เป็นอิสระจากกามสวะและวัฏสงสารอย่างไม่มีส่วนเหลือ แต่สมาธินั้นต้องมีฐานคือศีล สำหรับฆราวาส ศีล ๕ เป็นเรื่องจำเป็น
ศีล ๕ คือ: ๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์ ๒. เว้นจากการลักทรัพย์ ๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๔. เว้นจากการพูดโกหก ๕. เว้นจากสุราและเมรัย (เบียร์ ไวน์ และสุราชนิดอื่นๆ)
[คำอธิบายเกี่ยวกับสุราและเมรัย]
(สุราเมรยมัชฺช) ในการแยกแยะของพระพุทธองค์ใน วิ.มหา. ๓๒๖ (สุราปานสิกขาบท) กับอรรถกถา และ ที.อ. (ปาฏิกวรรค สิงคาลกสูตร) และ วิภังค์.อ. ๗๐๓ (สิกขาบทวิภังค์)
สุราก็คือเครื่องดื่มที่ทำมาจากข้าวหมัก เช่น เบียร์ เมรัยก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำจากพืช เช่น ไวน์
ทั้งสองอย่างเป็นของหมักและกลั่นเป็นเหล้าวิสกี้ เหล้าบรั่นดีเป็นต้น ส่วนมัชชะเป็นคำทั่วไปของสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ที่ทำให้มึนเมา
{ หน้า ๔๒๑ }
ศีล ๕ เหล่านี้จำเป็นต่อฆราวาสชาวพุทธทุกท่าน ถ้าผิดศีลข้อใดข้อหนึ่ง บุคคลนั้นก็จะไม่ใช่อุบาสกอุบาสิกาโดยอัตโนมัติ เพราะไตรสรณคมน์ย่อมขาด พุทธศาสนิกชนยังต้องเว้นจากมิจฉาชีพด้วย ไม่พึงใช้สอยโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยการฆ่า การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การโกหก การส่อเสียด การพูดคำหยาบ หรือการพูดเพ้อเจ้อ ไม่พึงทำกิจการค้ามิจฉาพาณิชย์ ๕ อย่าง คือ ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่า ค้าสุราและสิ่งมึนเมาอื่น ๆ หรือค้ายาพิษ
ดังนั้น ศีลจึงสำคัญมากสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ไม่ใช่เพียงเพื่อบรรลุพระนิพพานเท่านั้น แต่เพื่อให้ไปสุคติภูมินานหลังจากเสียชีวิตแล้วด้วย ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์ ไม่ง่ายที่จะไปสู่สุคติหลังจากเสียชีวิต เพราะในเวลาที่ตายกาล กรรมชั่วเหล่านั้นที่ปกติติดใจอยู่ย่อมปรากฏ เมื่อถือเอากรรมชั่วเป็นอารมณ์ของจิต โดยปกติคนนั้นย่อมไปสู่อบายภูมิ ๔ ภูมิใดภูมิหนึ่งหลังจากตายกาล อนึ่ง ศีลก็สำคัญมากด้วยเพื่อสันติสุขในชีวิตปัจจุบัน ถ้าไม่มีความบริสุทธิ์ของศีล ก็จะไม่พบกับสันติสุข เพราะคนเลวโดยปกติย่อมมีศัตรูรอบข้าง ผู้ที่มีศัตรูมากย่อมพบกับความสุขในชีวิตไม่ได้
โย จ วสฺสสต ชีเว ทุสฺสีโล อสมาหิโต. เอกาห ชีวิต เสยฺโย สีลวนฺตสฺส ฌายิโน. ขุ.ธ.๑๑๐ สหัสสวรรค
แม้บุคคลจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปีโดยไม่มีศีลและไม่มีสมาธิ ชีวิตของบุคคลนั้นไม่ควรแก่การสรรเสริญ บุคคลผู้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวแต่ประกอบด้วยศีลและสมาธิประเสริฐกว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะจิตที่ได้อบรมด้วยสมาธิย่อมสามารถทำให้เกิดปัญญาอันยิ่ง ซึ่งสามารถเห็นพระนิพพานอันเป็นที่สุดแห่งสังสารวัฏ และสามารถทำลายกิเลสและทุกข์ทั้งหมด ดังนั้น เราจึงต้องเจริญสมถวิปัสสนาโดยมีศีลเป็นฐาน
เพื่อที่จะเจริญสมถะวิปัสสนาก็จะต้องเจริญสติปัฏฐาน ๔ (จตฺตาโรสติปฺฐานา) คือ ๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
อะไรคือกาย? มีกายสองอย่างในวิปัสสนา ได้แก่ รูปกาย และ นามกาย รูปกายก็คือกลุ่มรูป ๒๘ ประเภท นามกายคือกลุ่มจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกัน กล่าวอีกนัยก็คือ กายทั้งสองอย่างก็คือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ แต่อารมณ์ของสมถกรรมฐานเช่นลมหายใจ อาการ ๓๒ ของกายโดยความเป็นปฏิกูล (อสุภะ) และธาตุ ๔ ก็เรียกว่ากายเหมือนกัน
ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? เพราะอารมณ์เหล่านั้นก็เป็นขณะของรูปด้วย ยกตัวอย่างมหาจุฬา – ผู้มีศีล เพ่งพินิจ แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่าคนทุศีลไม่มีจิตตั้งมั่นที่มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี
====== พุทธประสงค์สำหรับสาวกและคำสอน – สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ====== { หน้า ๔๒๓ }
เช่น ลมหายใจเป็นกลุ่มของจิตตชรูปกลาป ถ้าแยกแยะรูปกลาปเหล่านั้น ก็จะเห็นว่า มีรูป ๙ ประเภทในแต่ละรูปกลาป ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สี กลิ่น รส อาหาร และเสียง กระดูกก็เป็นฆนะของรูปกลาปเช่นกัน ถ้าเป็นกระดูกที่มีวิญญาณครอง ก็จะมีรูปกลาปทั้งหมด ๕ ประเภท ถ้าแยกแยะรูปกลาปเหล่านั้น ก็จะเห็นว่ามีรูป ๔๔ ประเภท
ดังนั้น ในกายานุปัสสนา พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนกรรมฐาน ๒ ประเภท ได้แก่ สมถะ และ วิปัสสนา
ในกายานุปัสสนา พระองค์ทรงรวมอานาปานสติและอาการ ๓๒ ของกายเป็นต้น ดังนั้น เมื่อโยคีกาลังเจริญอานาปานสติ ก็เป็นการเจริญกายานุปัสสนา สมถะกรรมฐานเหล่านั้นรวมอยู่ในกายานุปัสสนา เมื่อสำเร็จการเจริญสมถกรรมฐานแล้ว โยคีก็จะเปลี่ยนไปเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งก็คือการกำหนดรู้และแยกแยะรูปนาม
แต่ถ้ากำหนดรู้เพียงแค่เวทนา จิต และผัสสะเท่านั้น นั่นไม่พอที่จะได้วิปัสสนาญาณ ต้องกำหนดรู้เจตสิกที่เหลือด้วย เมื่อได้กำหนดรู้นามรูปแล้ว ก็จะต้องกำหนดรู้เหตุในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นั่นเป็นปัจจยปริคคหญาณ
หลังจากปัจจยปริคคหญาณ เมื่อได้ปฏิบัติจนถึงขั้นวิปัสสนาแล้ว ก็อาจให้ความสำคัญแก่รูป แก่เวทนา แก่จิต หรือแก่ผัสสะ การให้ความสำคัญไม่ได้ดูหัวข้อ “วิธีแยกแยะรูปกลาป” หน้า 220 และ “ตาราง ๕ – ประเภทของรูปในกาย” หน้า 248
หมายความว่า พึงกำหนดรู้ธรรมะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แม้จะให้ความสำคัญแก่รูป แต่ก็ต้องไม่มองข้ามนามไป นั่นก็คือต้องกำหนดรู้เวทนา จิต และธรรมด้วย หรืออาจจะให้ความสำคัญแก่เวทนาแทน แต่การกำหนดรู้เวทนาเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ จะต้องกำหนดรู้เจตสิกที่เกิดร่วมกัน อายตนะ และอารมณ์ด้วย อายตนะ ๕ และอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นรูป ในเรื่องจิตและธรรมก็นัยเดียวกัน
ดังนั้น ในที่นี้ วิปัสสนาก็คือการพิจารณาความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปนามและเหตุของรูปนาม ธรรมเหล่านี้ดับไปในทันทีที่เกิด ดังนั้นจึงไม่เที่ยง ถูกเบียดเบียนโดยการเกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็น
สติปัฏฐานมี ๔ อย่าง คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ธรรมก็คือส่วนที่เหลือของนามกาย พระพุทธองค์ทรงอธิบายธรรมว่าเป็นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ขันธ์ ๕ โพชฌงค์ ๗ และอริยสัจ ๔ ด้วย
ตามจริงแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะแยกธรรมหมวดต่าง ๆ เหล่านี้ออกต่างหาก ๆ ได้ เพราะว่าหมวดหนึ่ง ๆ ย่อมรวมหมวดที่เหลือเข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น การเข้าใจอริยสัจ ๔ อย่างบริบูรณ์ก็คือการเข้าใจอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างบริบูรณ์ การเข้าใจอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างบริบูรณ์ก็คือการเข้าใจโพชฌงค์ ๗ อย่างบริบูรณ์ คือการเข้าใจนามรูป ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นต้นอย่างบริบูรณ์ ดังนั้น ต้องเข้าใจโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ อย่างบริบูรณ์จึงจะตรัสรู้ได้
พระอาจารย์ใหญ่พะเอ้ากล่าวถึงวิปัสสนาโดยกำหนดรู้เพียงแค่เวทนาเท่านั้นในคำถามและคำตอบ ๔.๖ หน้า ๒๖๗
ทุกข์ และในธรรมเหล่านั้นไม่มีวิญญาณ ไม่มีอะไรที่มั่นคง เที่ยง และเป็นอมตะ ดังนั้นจึงเป็นอนัตตา การกำหนดรู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปนาม และเหตุผลของรูปนาม เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน เมื่อเจริญสมถะและวิปัสสนา จึงกล่าวได้ว่ากำลังเจริญสติปัฏฐาน ๔
เมื่อเจริญสติปัฏฐาน ๔ ก็จะต้องเจริญสัมมัปปธาน ๔ อย่างเพียงพอ
สัมมัปปธาน ๔ ได้แก่ ๑. ความเพียรเพื่อป้องกันอกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้น ๒. ความเพียรเพื่อกำจัดอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ๓. ความเพียรที่ยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น (เช่น กุศลธรรมในสมาธิ กุศลธรรมในวิปัสสนา กุศลธรรมในมรรคเป็นต้น) ๔. ความเพียรที่จะเจริญกุศลธรรมจนบรรลุเป็นพระอรหันต์
แล้วโยคีควรจะปฏิบัติอย่างไร พึงปฏิบัติตามสติปัฏฐาน ๔ และเมื่อกำลังปฏิบัติ พึงเจริญสัมมัปปธาน ๔ ที่เพิ่งกล่าวถึงให้เกิดอย่างเพียงพอ (โดยอธิษฐานว่า) “ต่อให้หนังและเลือดของเราเหือดแห้งไปจนเหลือแต่กระดูกและเอ็น เราก็จะไม่เลิกปฏิบัติ”
เมื่อปฏิบัติ พึงมีอิทธิบาท ๔ ซึ่งได้แก่ ๑. ฉันทะ คือต้องมีความต้องการที่เข้มแข็งและมีกำลังเพื่อจะบรรลุพระนิพพาน
{ หน้า ๔๒๖ }
๒. วิริยะ คือ ต้องมีความเพียรที่เข้มแข็งและมีกำลังเพื่อจะบรรลุพระนิพพาน ๓. จิต คือ ต้องมีใจที่เข้มแข็งและมีกำลังเพื่อจะบรรลุพระนิพพาน ๔. วิมังสา (การไตร่ตรอง/การไต่สวน) คือ ต้องมีวิปัสสนาญาณที่เข้มแข็งและมีกำลังเพื่อจะบรรลุพระนิพพาน
ถ้าเรามีฉันทะที่เข้มแข็งพอ ก็จะถึงจุดมุ่งหมายได้ ไม่มีอะไรที่เราสำเร็จไม่ได้ ถ้ามีวิริยะที่เข้มแข็งพอ ก็จะถึงจุดมุ่งหมายได้ ไม่มีอะไรที่เราสำเร็จไม่ได้ ถ้ามีจิตที่เข้มแข็งพอ ก็จะถึงจุดมุ่งหมายได้ ไม่มีอะไรที่เราสำเร็จไม่ได้ ถ้ามีจิตที่เข้มแข็งและมีกำลัง ถ้ามีวิปัสสนาญาณที่เข้มแข็งพอ ก็จะถึงจุดมุ่งหมายได้ ไม่มีอะไรที่เราสำเร็จไม่ได้ ถ้ามีปัญญาพอ
เมื่อเจริญสติปัฏฐาน ๔ พึงมีอินทรีย์ ๕ ด้วย ซึ่งได้แก่ ๑. ศรัทธา คือ ต้องมีศรัทธามั่นคงพอในพระพุทธและพระธรรม ๒. วิริยะ คือ ต้องทำความเพียรให้เข้มแข็งพอ ๓. สติ คือ ต้องมีสติที่เข้มแข็งพอในอารมณ์ของกรรมฐาน ถ้าเป็นอารมณ์สมถะ ต้องเป็นอารมณ์อย่างเช่น อานาปานนิมิต หรือ กสิณนิมิต ถ้าเป็นอารมณ์วิปัสสนา ต้องเป็นนาม รูป และเหตุของนามรูป ๔. สมาธิ คือ ต้องมีใจที่ตั้งมั่นอย่างเข้มแข็งเพียงพอในอารมณ์ของสมถะและวิปัสสนา ๕. ปัญญา คือ ต้องมีความเข้าใจเพียงพอในอารมณ์ของสมถะและวิปัสสนา
ดูหัวข้อ “วิธีปรับอินทรีย์ ๕ ให้สมดุล” หน้า ๘๕
อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ เป็นตัวควบคุมใจของโยคีเพื่อไม่ให้ออกไปจากอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งนำไปสู่พระนิพพาน ถ้าไม่มีอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ก็จะไม่สามารถไปสู่เป้าหมายได้ เพราะโยคีควบคุมใจของตนไม่ได้ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้มีกำลังควบคุมใจของโยคีไม่ให้ออกไปจากอารมณ์ของกรรมฐาน กำลังเช่นนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพละ จากมุมมองของพละ อินทรีย์ ๕ นั่นแหละเรียกว่าพละ ๕
นอกจากสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ยังมีโพชฌงค์ ๗ อีกที่สำคัญมาก ได้แก่ ๑. สติสัมโพชฌงค์ ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ ๕. ปัสสัทธิสมโภชฌงค์ คือ วิปัสสนาญาณ ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ และท้ายสุดก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘ (อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค) ๑. สัมมาทิฏฐิ ๒. สัมมาวิตก ๓. สัมมาวาจา ๔. สัมมากัมมันตะ ๕. สัมมาอาชีวะ ๖. สัมมาวิริยะ ๗. สัมมาสติ ๘. สัมมาสมาธิ
นี่กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ศีล สมาธิ และปัญญา คือสิกขา ๓ นั่นเอง เราต้องเจริญสิกขา ๓ เหล่านี้อย่างเป็นระบบ
โพชฌงค์รวมทั้งหมดมี ๓๗ เป็นพุทธประสงค์ว่า สาวกของพระองค์พึงศึกษาโพชฌงค์ ๓๗ เหล่านี้ให้ขึ้นใจ และเจริญโพชฌงค์จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ ถ้าทำอย่างนี้ เราก็จะสามารถสืบทอดมรดกนี้ให้แก่ชนรุ่นหลัง เมื่อทำอย่างนี้ ทั้งเรา
{ หน้า ๔๒๘ }
เองและชนรุ่นหลังก็จะได้ประโยชน์และความสุขในโลกนี้ นิพพาน
จนกระทั่งบรรลุพระ…
คาถาเตือนของพระพุทธเจ้าต่อพระสงฆ์
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงต่อไปว่า
หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ
ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงทำกิจให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด
รูปนามทั้งหมดและเหตุของรูปนามเรียกว่า สังขาร เพราะเกิดขึ้นตามปัจจัยที่สมควรแก่ตน สังขารธรรมไม่เที่ยงในกาลทั้งปวง ท่านทั้งหลายไม่พึงลืมธรรมชาติของความไม่เที่ยง เพราะเมื่อลืมแล้ว ก็จะอยากมีสิ่งต่างๆ เพื่อตน เพื่อบุตรธิดา เพื่อครอบครัวเป็นต้น ถ้ารู้จักความไม่เที่ยงก็จะพยายามหนีจากความไม่เที่ยงนั้นตลอดชีวิต ดังนั้น ไม่พึงลืมสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนเราทั้งหลายว่า
ที.มหา.๑๘๕ (มหาปรินิพพานสูตร)
**
ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงทากิจให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด
ต่อจากนั้น พระองค์ตรัสต่อไปว่า
(อีกไม่นาน การปรินิพพานของตถาคตจะมี จากนี้ไปอีก ๓ เดือน ตถาคตจะปรินิพพาน ซึ่งหมายความว่า พระองค์จะทรงดับขันธ์โดยไม่มีส่วนเหลือ)
เป็นคำที่ได้ยินแล้วรู้สึกสังเวชใจเป็นอย่างมาก พระองค์ยังตรัสอีกว่า
(วัยของเราใกล้ถึงกาล, ชีวิตของเราเหลือน้อย)
พระองค์ทรงพรรณนาถึงความแก่เฒ่าของพระองค์แก่ท่านพระอานนท์ว่า "อานนท์ บัดนี้ เราเป็นผู้ชรา แก่ เฒ่า ล่วงกาลมานานผ่านวัยมามาก เรามีวัย ๘๐ ปี ร่างกายของตถาคตประหนึ่งแซมด้วยไม้ไผ่ ยังเป็นไปได้ ก็เหมือนกับเกวียนเก่าที่ซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่ฉะนั้น"
ที.มหา.๑๖๕ (มหาปรินิพพานสูตร)
====== พุทธประสงค์สำหรับสาวกและคำสอน – คำเตือนของพระพุทธเจ้าต่อพระสงฆ์ ====== { หน้า ๔๓๐ }
อานนท์ ก็เมื่อในเวลาที่ตถาคตเข้าเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เพราะไม่ใส่ใจนิมิตภายนอก และเพราะดับเวทนาบางอย่างได้เท่านั้น ร่างกายของตถาคตจึงสบายขึ้น
พระองค์ทรงตรัสต่อไปอีกว่า
ปหาย โว คมิสฺสามิ กต เม สรณมตฺตโน
นั่นหมายความว่า พระองค์จะเสด็จปรินิพพานและจากพระภิกษุสงฆ์ไป พระองค์ได้ทรงทำที่พึ่งให้แก่ตนจนถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว
นี่เป็นเหตุผลที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
อานนท์ เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างไร
ซึ่งพระองค์ได้ตรัสตอบไว้ดังนี้
มหามกุฏและมหาจุฬา: เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทุกอย่าง
อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต สุสีลา โหถ ภิกฺขโว. สุสมาหิตสงฺกปฺปา สจิตฺตมนุรกฺขถฯ
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอย่าประมาท มีสติ มีศีลบริสุทธิ์ มีความตั้งมั่นดี รักษาจิตของตนไว้
บทว่า สุสีลา โหถ ภิกฺขโว หมายความว่า “ภิกษุทั้งหลาย พึงพยายามให้ศีลบริสุทธิ์ พึงพยายามเป็นภิกษุผู้มีศีลที่ได้ทาให้บริสุทธิ์แล้วโดยไม่มีส่วนเหลือ” นี้ หมายความว่าเราต้องเจริญศีลสิกขา ซึ่งก็คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ
บทว่า สุสมาหิตสงฺกปฺปา หมายความว่า เราต้องเจริญจิตตสิกขา ซึ่งก็คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
บทว่า สงฺกปฺปา หมายถึงปัญญาสิกขา ซึ่งก็คือ สัมมาสังกัปปะและสัมมาทิฏฐิ
บทว่า อปฺปมตฺตา หมายถึงการเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของสังขารธรรมด้วยวิปัสสนาปัญญา
บทว่า สตีมนฺโต หมายถึงเมื่อเจริญไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เราต้องมีสติที่เพียงพอ
ดังนั้น เราจึงต้องมีสติและมีความพยายาม และต้องมีสติในอะไร มีสติในสติปัฏฐาน ๔ ในรูปและนาม หรือกล่าวโดยอีกนัยหนึ่งคือ ต้องมีสติในสังขารธรรม
ท้ายที่สุด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
โย อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อปฺปมตฺโต วิหสฺสติ. ปหาย ชาติสสาร ทุกฺขสฺสนฺต กริสฺสติ
ผู้ที่ไม่ประมาทอยู่ในธรรมวินัยนี้ ละการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”
ดังนั้น ถ้าเราต้องการที่จะถึงที่สุดแห่งวัฏฏสงสาร ก็จะต้องทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ พวกเราพึงพากเพียรด้วยวิริยะก่อนจะถึงความตาย ขอให้สัตว์ทั้งปวงจงมีความสุข
พระโคดมพุทธเจ้าทรงเข้าผลสมาบัติได้ ๓ อย่าง ได้แก่
๑. ผลสมาบัติหลังมรรค (มคฺคานนฺตร ผล สมาปตฺติ) ๒. ผลสมาบัติเพื่อใช้สอย (วฬญฺชน ผล สมาปตฺติ) ๓. ผลสมาบัติเพื่อดำรงอายุสังขาร (อายุสงฺขาร ผล สมาปตฺติ)
๑. ผลสมาบัติหลังมรรค คือ อรหัตผลสมาบัติที่มาทันทีหลังจากกุศลกรรมคืออรหัตตมรรค มีลักษณะคือเป็นผลที่ตามมาทันที และเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ ขณิกผลสมาบัติ ผลจิต ๓ ขณะจิตที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากอรหัตตมรรคของพระพุทธเจ้า เป็นผลสมาบัติชนิดนี้
๒. ผลสมาบัติเพื่อใช้สอย คือ อรหัตตผลสมาบัติที่พระอรหันต์สามารถเข้าได้ตามปรารถนาและดำรงอยู่ได้นานๆ เป็นไปเพื่อเสวยสันติสุขของพระนิพพาน และเรียกด้วยเช่นกันว่า ขณิกผลสมาบัติ พระพุทธเจ้าทรงเข้าสมาบัตินี้เสมอๆ แม้ในระหว่างธรรมเทศนาเมื่อผู้ฟังกล่าวสรรเสริญว่า “สาธุ สาธุ”
๓. ผลสมาบัติเพื่อดำรงอายุสังขาร เป็นผลสมาบัติหลังจากวิปัสสนา โดยรูปสัตตกะและอรูปสัตตกะ เป็นวิธีที่พระโพธิสัตว์ทรงปฏิบัติก่อนตรัสรู้ใต้ต้นไม้
มหาโพธิ์ และที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติทุกๆ วันเริ่ม จากวันที่พระองค์มีทุกขเวทนาที่พระปฤษฎางค์ ณ เวฬุวคาม จนกระทั่งเสด็จปรินิพพาน พระองค์ทรงปฏิบัติดังนี้
เมื่อจะจบวิปัสสนาแล้วเข้าอรหัตตผลสมาบัติ พระองค์ก็จะทรงออกจากกรรมฐาน แล้วอธิษฐานว่า “จากวันนี้ไปถึงวันปรินิพพาน ทุกขเวทนานี้จงอย่าเกิดขึ้นอีก” ทรงเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อไปอีก แล้วภายหลังจึงเข้าอรหัตตผลสมาบัติ
ความต่างกันระหว่างขณิกผลสมาบัติกับผลสมาบัติเพื่อดำรงอายุสังขาร ก็คือการเจริญวิปัสสนา ก่อนจะเข้าผลสมาบัติ ขณิกผลสมาบัติที่เป็นไปเพื่อเสวยสันติสุขของพระนิพพานมีการเจริญวิปัสสนาแบบธรรมดาๆ ที่ทำมาก่อน เทียบกับผลสมาบัติเพื่อดำรงอายุสังขารซึ่งมีการเจริญวิปัสสนาระดับที่สูงกว่า ต้องอาศัยวิริยะอันยิ่งกว่า ซึ่งก็คือ ด้วยวิธีรูปสัตว์กะและอรูปสัตว์กะ ดังนั้น ความแตกต่างของผลก็คือ ขณิกอรหัตตผลสมาบัติจะข่มความเจ็บป่วยได้เพียงช่วงที่อยู่ในสมาบัติ อุปมาเหมือนกับก้อนหินที่ตกลงไปในน้ำ ย่อมทำให้น้ำปราศจากสาหร่ายและแหนเพียงแค่เวลาที่กำลังกระทบของหินกับน้ำยังดำรงอยู่เท่านั้น หลังจากนั้น สาหร่ายและแหนก็ย่อมกลับมาปกคลุมน้ำอีก แต่ผลสมาบัติเพื่อดำรงอายุสังขารย่อมสามารถข่มทุกขเวทนาตามช่วงเวลาที่อธิษฐานไว้ (ซึ่งในที่นี้ก็คือ ๑๐ เดือน) อุปมาเหมือนกับชายผู้แข็งแรงลงไปในสระโบกขรณี น้ำสาหร่ายและแหนออกไป ซึ่งก็จะไม่กลับมาอีกเป็นระยะเวลานาน
พุทธประสงค์สำหรับสาวกและคำสอน – ท้ายบท (หน้า ๔๓๔)
ทำนียะยอดเยี่ยม (โมทนาเทศนาเพื่อทายก ผู้จัดคอร์สปฏิบัติธรรม และวิทยากร)
อารัมภบท มีทานสองอย่าง คือ ๑. ทานที่ให้ผลอย่างบริบูรณ์ ๒. ทานที่ไม่ให้ผล
ทานประเภทไหนที่ท่านทั้งหลายชอบใจ ลองตอบคำถามนั้น แล้วมาดูกัน ถึงพุทธประสงค์ที่มีกับสาวกของพระองค์อันเกี่ยวกับทานในพระศาสนานี้
ความชอบใจของเราและของพระพุทธเจ้าอาจจะเหมือนกันหรือต่างกัน เพื่อจะเข้าใจพุทธประสงค์ มาดูเรื่องทักขิณาวิภังคสูตรกัน พระสูตรเป็นไปดังต่อไปนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ แคว้นสักกะ
สมัยนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงถือผ้าใหม่คืนนึ่ง ซึ่งพระองค์ได้ทรงให้ช่างศิลป์ทอแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ ธรรมเทศนาที่กล่าวหลังจากการให้ทาน เช่นในกรณีนี้ เรียกว่าอนุโมทนาเทศนา คำว่าโมทนา หมายความว่าความยินดี และคำว่าอนุ หมายถึง บ่อยๆ ดังนั้น อนุโมทนาเทศนา หมายถึงเทศนาเพื่อให้เกิดความยินดี คือเพื่อให้เกิดกำลังใจ มุ่งหมายเพื่อจะยกจิตของทายก และมีผลคือเพิ่มกำลังกุศลกรรมและบุญของทายกให้มากยิ่งขึ้น และฝังกุศลกรรมนั้นไว้ในใจของทายก”
ม.อุ.๓๗๖ (ทักขิณาวิภังคสูตร – ว่าด้วยการจำแนกทักษิณาทาน)
ทานอันยอดเยี่ยม – อารัมภบท { หน้า ๔๓๕ }
ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้ หม่อมฉันกรอด้ายเอง ทอเอง ตั้งใจอุทิศถวายพระผู้มีพระภาค ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ รับผ้าใหม่คู่นั้นของหม่อมฉันเถิด”
เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า “โคตมี ขอพระนางจงถวายสงฆ์เถิด เมื่อพระนางถวายสงฆ์แล้ว จักเป็นอันบูชาอาตมภาพและสงฆ์”
พระนางได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคอย่างเดียวกันถึง ๓ ครั้ง และพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงตอบอย่างเดียวกันถึง ๓ ครั้ง
ท่านพระอานนท์จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดรับผ้าใหม่ทั้งคู่ของพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถิด พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงมีอุปการะมาก เป็นพระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาค ทรงทะนุถนอมเลี้ยงดูให้พระผู้มีพระภาคเสวยน้ำนมในเมื่อพระชนนีสวรรคตแล้ว พระผู้มีพระภาคก็ทรงมีอุปการะมากแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงอาศัยพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงได้ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ ทรงเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ทรงเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ทรงเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ทรงเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ ทรงเป็นผู้เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงทรงมีความเลื่อมใสแน่วแน่ในพระพุทธเจ้า มีความเลื่อมใสแน่วแน่ในพระธรรม มีความเลื่อมใสแน่วแน่ในพระสงฆ์ มีศีลที่พระอริยะยินดี ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงเป็นผู้หมดความสงสัยในทุกข์ หมดความสงสัยในทุกขสมุทัย หมดความสงสัยในทุกขนิโรธ หมดความสงสัย”
'ทานอันยอดเยี่ยม – อารัมภบท' { หน้า ๔๓๖ }
ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงมีพระอุปการะมากแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี”
ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบดังนี้ “ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อานนท์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น
{ หน้า ๔๓๗ }
รับการทาอัญชลี การทาสามีจิกรรม และการบริจาคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ว่าเป็นการทาตอบแทนกันของบุคคลนี้กับบุคคลนี้
เรามาสนทนากันว่าพระพุทธเจ้าหมายความว่าอย่างไร ถ้าสาวกรู้อริยสัจ ๔ โดยคาแนะนาของครูอาจารย์ วิปัสสนาญาณในอริยสัจ ๔ ของสาวกมีค่ามากกว่าการทาความเคารพและการถวายปัจจัย ๔ ให้แด่ครูอาจารย์ ถ้าสาวกรู้อริยสัจ ๔ จนถึงโสตาปัตติมรรคและโสตาปัตติผล วิปัสสนาญาณนั้นก็จะช่วยให้เขาหลีกออกจากอบายภูมิทั้ง ๔ ผลอย่างนี้น่าอัศจรรย์ ผู้ละเลยไม่ทากุศลกรรมโดยปกติย่อมท่องเที่ยวไปในอบายทั้ง ๔ ซึ่งเหมือนกับบ้านของบุคคลเหล่านั้น (“ปมัตตัสสะ จ นาม จตฺตาโร อปายา สกเคหสทิสา” ขึ้นชื่อว่าอบายทั้ง ๔ เป็นเหมือนเรือนของตัวเองแห่งคนผู้ประมาทแล้ว)
เขาเหล่านั้นไปสู่สุคติภูมิเพียงแต่บางครั้งบางคราวเท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมถ้าสามารถหลีกออกจากอบายทั้ง ๔
ธ.อ.๑ (จักขุปาลเถรวัตถุ)
การทำความเคารพและการถวายปัจจัย ๔ นั้น จึงเทียบไม่ได้กับโอกาสอันยอดเยี่ยมเช่นนั้น
อนึ่ง ถ้าสาวกรู้อริยสัจ ๔ ด้วยสกทาคามิมรรคญาณและผลญาณ ก็จะกลับมาสู่โลกมนุษย์เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ถ้ารู้อริยสัจ ๔ ด้วยอนาคามิมรรคญาณและผลญาณ วิปัสสนาญาณก็จะช่วยให้หลีกออกจากกามภูมิทั้ง ๑๑ ภูมิได้ และจะเกิดในพรหมภูมิอย่างแน่นอน ไม่กลับมายังกามภูมิอีกเลย ความสุขของพรหมนั้นประณีตยิ่งกว่าความสุขในกามภูมิ ในพรหมภูมิไม่มีผู้ชาย ไม่มีผู้หญิง ไม่มีบุตร ไม่มีธิดา ไม่มีครอบครัว ไม่มีการต่อสู้หรือการทะเลาะกัน ไม่จำเป็นต้องบริโภคอาหาร อายุขัยก็ยาวนาน ไม่มีบุคคลใดที่ทำลายความสุขของพรหมได้ เป็นผู้อิสระจากภัยทั้งปวง ถึงอย่างนั้น พรหมก็ยังอยู่ในอานาจของความเสื่อม ความตาย และความเกิดอีก ถ้ายังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์
อนึ่ง ถ้าสาวกรู้อริยสัจ ๔ ด้วยอรหัตตมรรคญาณและผลญาณ วิปัสสนาญาณนั้นก็จะนำไปสู่การหลีกออกจากสังสารวัฏ เมื่อปรินิพพานแล้ว เขาย่อมถึงความดับสนิท และจะไม่มีทุกข์อีกต่อไปโดยประการทั้งปวง เช่น การเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ดังนั้น ประโยชน์เหล่านี้จึงมีค่ามากกว่าการทำความเคารพของสาวก มากกว่าการถวายปัจจัย ๔ แด่ครูอาจารย์ แม้ถ้าสาวกถวายปัจจัย ๔ เป็นกองสูงเท่าเขาสุเมรุนั่นก็ยังไม่พอตอบแทนบุญคุณ เพราะการหลีกออกจากสังสารวัฏ คือการหลีกออกจากการเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายนั้น มีค่ามากกว่า
แล้วอะไรเป็นอริยสัจ ๔ ที่อริยสาวกเหล่านั้นเข้าใจแล้ว ได้แก่
======== ทานอันยอดเยี่ยม – หนีข้ องสาวกต่อครูอาจารย์ ====== (หน้า ๔๓๙)
๑. ทุกข์อริยสัจ ซึ่งก็คือ ขันธ์ ๕ ถ้าสาวกรู้ ทุกข์อริยสัจ โดยอาศัยครูอาจารย์วิปัสสนาญาณนั้น มีค่ากว่าการทำความเคารพและการถวายปัจจัย ๔ แด่ครูอาจารย์
๒. ทุกขสมุทัยอริยสัจ ซึ่งก็คือ ปฏิจจสมุปบาท ถ้าสาวกรู้ ทุกขสมุทัยอริยสัจ โดยอาศัยครูอาจารย์วิปัสสนาญาณนั้น ก็มีค่ากว่าการทำความเคารพและการถวายปัจจัย ๔ แด่ครูอาจารย์
๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ ซึ่งก็คือ พระนิพพาน ถ้าสาวกรู้พระนิพพานโดยอาศัยครูอาจารย์วิปัสสนาญาณนั้น มีค่ากว่าการทำความเคารพและการถวายปัจจัย ๔ แด่ครูอาจารย์
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (คือมรรคสัจ) คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ กล่าวโดยอีกนัยหนึ่งก็คือวิปัสสนาญาณและมรรคญาณ ถ้าสาวกมีวิปัสสนาญาณและมรรคญาณโดยอาศัยครูอาจารย์ วิปัสสนาญาณนั้นมีค่ากว่าการทำความเคารพและการถวายปัจจัย ๔ แด่ครูอาจารย์ เพราะวิปัสสนาญาณนั้นนำไปสู่การหลีกออกจากสังสารวัฏ เทียบกับการทำความเคารพและการถวายปัจจัย ๔ ซึ่งไม่สามารถเป็นเหตุโดยตรงสำหรับการหลีกออกจากสังสารวัฏ แต่การถวายปัจจัย ๔ สามารถเป็นเหตุสนับสนุนโดยอ้อมให้ผู้ที่เจริญสมถะและวิปัสสนาบรรลุพระนิพพานได้
โอกาสที่ไม่ควรพลาด
ถึงตอนนี้จะอธิบายเพิ่มอีกสักหน่อยหนึ่ง ขันธ์ ๕ เป็น อริยสัจที่ ๑ คือทุกข์สัจ รูปขันธ์รวมอยู่ในขันธ์ ๕ รูปเกิดโดยความเป็นรูปกลาปเป็นอณูเล็กๆ มีประเภทต่างๆ เมื่อแยกแยะประเภทแห่งรูปกลาป ก็จะเห็นว่ามีรูป ๒๘ ประเภท
ทานอันยอดเยี่ยม – โอกาสที่ไม่ควรพลาด { หน้า ๔๔๐ }
ลองพิจารณาปัญหานี้ดู นอกพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่มีครูอื่นที่สามารถสอนประเภทและหมวดหมู่ของรูปเหล่านี้ พระพุทธเจ้าและสาวกของพระองค์เท่านั้นจึงจะสามารถกำหนดรู้รูป ประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ได้ อนึ่ง นามขันธ์ ๔ ก็รวมอยู่ในขันธ์ ๕ เหล่านั้นด้วย ยกเว้นปฏิสนธิจติ ภวังคจิต และจุติจิต นามธรรมเกิดอยู่ในวิถีจิตทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างแน่ชัดว่า มีเจตสิกกี่ดวงที่เกิดกับจิตแต่ละอย่างในขณะจิตหนึ่ง ๆ และทรงสอนวิธีกำหนดรู้และการรวบรวมนามธรรมเหล่านั้นให้เป็นหมวดหมู่ ไม่มีครูภายนอกพระพุทธศาสนาผู้สามารถแสดงและสอนนามธรรมเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน เพราะไม่มีครูอื่นที่เข้าใจอย่างบริบูรณ์
แต่ถ้าสาวกของพระศากยมุนีพุทธเจ้าพระองค์นี้ปฏิบัติอย่างเข้มแข็งและเป็นระบบไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะสามารถกำหนดรู้นามธรรมเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน นี่เป็นโอกาสหาที่เสมอมิได้สำหรับพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ท่านทั้งหลายไม่ควรพลาดโอกาสนี้
ปฏิจจสมุปบาท: อริยสัจที่ ๒ ส่วนปฏิจจสมุปบาท คืออริยสัจที่ ๒ ซึ่งก็คือทุกขสมุทัยอริยสัจ ดังกล่าวแล้ว พระพุทธเจ้าทรงสอนสาวกของพระองค์วิธีการกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาท เมื่อสาวกของพระพุทธเจ้ากำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ย่อมจะเข้าใจความสัมพันธ์กันระหว่างเหตุกับผลได้อย่างบริบูรณ์ สามารถได้วิปัสสนาญาณซึ่งรู้ว่า อดีตเหตุก่อผลในปัจจุบัน และปัจจุบนี้เหตุก่อผลในอนาคต ย่อมรู้ว่า ในกาลทั้ง ๓ คืออดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่มีผู้สร้างเพื่อให้เกิดผล และไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ
ญาณที่รู้อย่างนี้จะมีได้ก็ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ดังนั้น ท่านทั้งหลายก็ไม่พึงพลาดโอกาสนี้เช่นเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสาวกกำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาท ก็จะพึงเห็นชาติอดีตและชาติอนาคต ถ้ากำหนดรู้อดีตชาติได้หลายๆ ชาติ ก็จะได้วิปัสสนาญาณที่รู้ว่าอกุศลกรรมชนิดไหนทำให้เกิดในอบาย และกุศลกรรมชนิดไหนทำให้เกิดในสุคติ ญาณในภูมิ ๓๑ และในกฎแห่งกรรม จะพบได้ก็ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะนอกพระพุทธศาสนา ไม่มีใครสามารถรู้ภูมิทั้ง ๓๑ และกฎแห่งกรรมที่ทำให้เกิดในแต่ละภูมิได้ ท่านทั้งหลายก็ไม่พึงพลาดโอกาสนี้เช่นกัน
อนึ่ง ถ้าสาวกกำหนดรู้เหตุและผลของชาติอนาคต ก็จะพึงเห็นความดับสิ้นไปของรูปนามด้วย คือรู้อย่างบริบูรณ์ว่า เมื่อไรนามรูปของตนจะดับสิ้นไป นี่เป็นอริยสัจที่ ๓ คือทุกขนิโรธอริยสัจ ญาณที่รู้อย่างนี้จะมีได้ก็ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ท่านทั้งหลายก็ไม่พึงพลาดโอกาสนี้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนทางคืออริยสัจที่ ๔ ซึ่งก็คือสมถะและวิปัสสนา เพื่อให้ถึงความดับสนิท สมถะและวิปัสสนาหมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ ส่วนนามรูปปริจเฉทญาณและปัจจยปริคคหญาณคือสัมมาทิฏฐิ
ญาณที่หยั่งรู้ความดับไปของรูปนามก็เป็นสัมมาทิฏฐิ ญาณที่หยั่งรู้อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็เป็นสัมมาทิฏฐิ
การยกจิตขึ้นสู่อริยสัจ ๔ เป็นสัมมาสังกัปปะ สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะเป็นวิปัสสนา เพื่อจะเจริญวิปัสสนาก็จะต้องได้สมาธิจากสมถะซึ่งก็คือ สัมมาวิริยะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
เมื่อเรากำลังเสพคุ้นกับสมถะและวิปัสสนา ก็พึงรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ซึ่งก็คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ การเสพคุ้นกับสมถะและวิปัสสนาโดยมีศีลเป็นฐานก็คือการเสพคุ้นกับอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งจะพบได้ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ท่านทั้งหลายก็ไม่พึงพลาดโอกาสนี้
เช่นกัน ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะวิปัสสนาญาณในอริยสัจ ๔ ย่อมนำสาวกไปสู่การหลีกออกจากสังสารวัฏ
ปาฏิปุคคลิกทาน ๑๔ อย่าง ดังกล่าวแล้ว การให้ทานย่อมอุปถัมภ์การหลีกออกจากสังสารวัฏ ในพระสูตรที่กล่าวถึงในตอนต้นของธรรมเทศนานี้ พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายการถวายทานเจาะจงบุคคล ๑๔ ประการ (ปาฏิปุคคลิกทาน) ดังนี้ว่า
อานนท์ ก็ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิกนี้ มี ๑๔ ประการ ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิก ๑๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. บุคคลย่อมถวายทานในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑ ๒. บุคคลย่อมถวายทานในพระปัจเจกพุทธเจ้า นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๒ ๓. บุคคลย่อมถวายทานในพระสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๓ ๔. บุคคลย่อมถวายทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อให้แจ้งอรหัตตผล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๔ ๕. บุคคลย่อมถวายทานในพระอนาคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๕ ๖. บุคคลย่อมถวายทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อให้แจ้งอนาคามิผล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๖
{ หน้า ๔๔๓ }
บุคคลย่อมถวายทานในพระสกทาคามี นี้เป็นทักขิณปาฏิปุคคลิกประการที่ ๗ บุคคลย่อมถวายทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล นี้เป็นทักขิณปาฏิปุคคลิกประการที่ ๘ บุคคลย่อมถวายทานในพระโสดาบัน นี้เป็นทักขิณปาฏิปุคคลิกประการที่ ๙ บุคคลย่อมถวายทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล นี้เป็นทักขิณปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๐ บุคคลย่อมถวายทานในบุคคลนอกศาสนา ผู้ปราศจากความกาหนัดในกามทั้งหลายเพราะได้ฌานแล้ว นี้เป็นทักขิณปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๑ บุคคลย่อมให้ทานในปุถุชนผู้มีศีลนี้เป็นทักขิณปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๒ บุคคลย่อมให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีลนี้เป็นทักขิณปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๓ บุคคลย่อมให้ทานในสัตว์ดิรัจฉานนี้เป็นทักขิณปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๔
หลังจากนั้น พระพุทธองค์ทรงอธิบายประโยชน์ของปาฏิปุคคลิกทาน ๑๔ อย่าง ได้แก่: บุคคลให้ทานในสัตว์ดิรัจฉานด้วยใจที่บริสุทธิ์แล้ว พึงหวังทักขิณาว่ามีอานิสงส์ ๑๐๐ เท่า
{ หน้า ๔๔๔ }
นี่หมายความว่า ทานนั้น สามารถให้ผลใน ๑๐๐ อัตตภาพ ในที่นี้ จิตที่บริสุทธิ์ หมายถึงไม่หวังอะไรเป็นของตอบแทน เช่น การช่วยเหลือตอบจากผู้รับทาน แต่ให้ทานเพื่อสะสมกุศลกรรมเท่านั้น ด้วยศรัทธาที่มีกำลังในกฎแห่งกรรม ถ้าบุคคลเลี้ยงสุนัขโดยคิดว่านี่สุนัขของเรา ความคิดเช่นนั้นไม่ใช่จิตที่บริสุทธิ์ แต่ถ้าให้อาหารแก่นก เช่น นกพิราบ ก็จะเป็นการให้ที่บริสุทธิ์ เพราะไม่ได้หวังอะไรจากนกพิราบ นี่ก็เหมือนกันในกรณีอื่น ๆ ที่กล่าวมาก่อน เช่น ถ้าถวายปัจจัย ๔ แด่พระภิกษุด้วยคิดว่าจะนำความสำเร็จมาให้แก่ธุรกิจของตน นี่ไม่ใช่ทานที่ให้ด้วยจิตบริสุทธิ์ ทานเช่นนี้ไม่ก่ออานิสงส์อันยิ่งกว่า
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายต่อไปว่า
จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยถึงการถวายทานในพระโสดาบัน หรือ การถวายทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล หรือในพระสกทาคามี หรือในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล หรือ
ในพระอนาคามี หรือในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล หรือ ในพระสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ หรือในพระปัจเจกสัมพุทธะ หรือในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในที่นี้ ทาน หมายถึงให้อาหารพอแค่มื้อหนึ่งเท่านั้น ถ้าทายกให้หลายครั้ง เช่น หลายวัน หรือหลายเดือน ก็ไม่มีคาที่จะพรรณนาผลของทานเหล่านั้นได้ นี่เป็นประเภทต่างๆ ของปาฏิปุคคลิกทาน
ต่อจากนั้น พระพุทธเจ้าทรงอธิบายให้ท่านพระอานนท์ฟังต่อไปว่า “อานนท์ ก็ทักษิณาที่ถวายในสงฆ์ ๗ ประการนี้” ทักษิณาที่ถวายในสงฆ์ ๗ ประการ มีอะไรบ้าง คือ
๑. บุคคลย่อมถวายทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือภิกษุและภิกษุณี โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นี้เป็นทักษิณาที่ถวายในสงฆ์ประการที่ ๑ ๒. เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว บุคคลย่อมถวายทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือภิกษุและภิกษุณี นี้เป็นทักษิณาที่ถวายในสงฆ์ประการที่ ๒ ๓. บุคคลย่อมถวายทานในภิกษุสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถวายในสงฆ์ประการที่ ๓ ๔. บุคคลย่อมถวายทานในภิกษุณีสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถวายในสงฆ์ประการที่ ๔ ๕. บุคคลเผดียงสงฆ์ว่า “ขอท่านจงให้ภิกษุและภิกษุณีจำนวนเท่านี้ แก่ข้าพเจ้าเจาะจงจากสงฆ์” แล้วถวายทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถวายในสงฆ์ประการที่ ๕
๖. บุคคลเอ่ยยังสงฆ์ว่า “ขอท่านจงให้ภิกษุจำนวนเท่านี้แก่ข้าพเจ้า เจาะจงจากสงฆ์” แล้วถวายทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถวายในสงฆ์ประการที่ ๖
๗. บุคคลเอ่ยยังสงฆ์ว่า “ขอท่านจงให้ภิกษุณีจำนวนเท่านี้แก่ข้าพเจ้า เจาะจงจากสงฆ์” แล้วถวายทาน นี้เป็นทักษิณาที่ถวายในสงฆ์ประการที่ ๗
เหล่านี้คือทาน ๗ อย่างที่ถวายแก่พระสงฆ์ ต่อจากนั้น พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบปาฏิปุคคลิกทานและทานที่ถวายแก่สงฆ์
อานนท์ ก็ในอนาคตกาล จักมีแต่เหล่าโคตรภูภิกษุ มีผ้ากาสาวะพันคอ เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ชนทั้งหลายจักถวายทานเจาะจงพระสงฆ์ได้ในภิกษุผู้ทุศีลเหล่านั้น แม้ในเวลานั้น เราก็ยังกล่าวถึงทักษิณาที่ถวายในสงฆ์ว่ามีอานิสงส์นับไม่ได้ประมาณไม่ได้ แต่วา่เราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทานว่ามีผลมากกว่าทักษิณาที่ถวายในสงฆ์โดยปริยายไรเลย
นี้หมายความว่า ทานที่ถวายแก่สงฆ์มีผลมากกว่าปาฏิปุคคลิกทาน ถ้าพระมหาปชาบดีโคตมีทรงถวายจีวรแด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ก็จะมีผลมากยิ่งกว่า (การเจาะจงถวายพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว) โดยมีอานิสงส์นับไม่ได้ประมาณไม่ได้ พระพุทธองค์จึงทรงกระตุ้นให้ท้าวเธอทรงถวายแด่พระสงฆ์ด้วย นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังได้ทรงอธิบายความบริสุทธิ์ของทาน ๔ อย่าง
ความบริสุทธิ์ของทาน ๔ อย่าง
ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ ประการนี้ ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) ๒. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ๓. ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก ๔. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก
๑. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้มีศลี มีกัลยาณธรรม ปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างนี้
๒. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก เป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ปฏิคาหกเป็นผู้มีศลี มีกัลยาณธรรม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก เป็นอย่างนี้
๓. ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม และปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมเลวทราม ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างนี้
== ทานอันยอดเยี่ยม – ความบริสุทธิ์ของทาน ๔ อย่าง == { หน้า ๔๔๘ }
๔. ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก เป็นอย่างไร
คือ ทายกในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม และปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหกจะเป็นไปอย่างนี้
อานนท์! ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ ประการนี้… และพระองค์ก็ได้ทรงอธิบายต่อไปว่า
ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอันโอฬาร ให้ทานในชนผู้มีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก
เพื่อที่จะได้ประโยชน์อันยิ่ง ทายกพึงประกอบด้วยคุณสมบัติ ๔ อย่าง เพราะเมื่อนั้นแม้ผู้รับจะเป็นผู้มีศีล ทานนั้นก็จะบริสุทธิ์ด้วยผู้ให้
พระอรรถกถาจารย์กล่าวถึงกรณีของพระเวสสันดร พระโพธิสัตว์ของเรา ในชาติที่พระองค์เป็นพระเวสสันดร ได้ถวายบุตรและธิดา (ซึ่งในอนาคตจะเป็นท่านพระราหุลและพระอุบลวัณณาเถรี) ให้แก่ชูชกพราหมณ์ผู้มีธรรมอันลามก การถวายทานนั้นเป็นการให้ทานสุดท้ายเพื่ออบรมทานบารมีของพระเวสสันดร และเมื่อทานบารมีสุดท้ายนี้ให้บริบูรณ์แล้ว พระองค์ก็พร้อมที่จะตรัสรู้โดยเพียงแต่ต้องรอกาลอันควรเท่านั้น เพราะด้วยเหตุแห่งทานบารมีนี้ บวกกับบารมีอื่นๆ ที่ผ่านมาแล้ว พระองค์ก็จะบรรลุสัพพัญญุตญาณอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ทาน คือไม่มีความมุ่งหวัง ความโลภ ความโกรธ เป็นต้น
— ม.อ.อุ.๓๘๑ (ทักขิณาวิภังคสูตร)
(หน้า ๔๔๙)
ทานนั้นเป็นตัวอุปถัมภ์การตรัสรู้ของพระองค์ เป็นทานที่บริสุทธิ์โดยพระเวสสันดร (แต่ไม่บริสุทธิ์โดยชูชกพราหมณ์) เนื่องจากในเวลาที่ให้ทาน พระเวสสันดรเป็นผู้มีศีล มีกัลยญาณธรรม ทานของพระองค์จึงเป็นสิ่งที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ อีกทั้งจิตใจของพระองค์ก็แจ่มใสปราศจากกิเลส เพราะพระองค์มีความปรารถนาอย่างเดียวคือการตรัสรู้ และพระองค์มีศรัทธาที่มีกำลังเพียงพอในกฎของกรรมและผลของกรรม ดังนั้น ทานนั้นจึงบริสุทธิ์โดยทายก
—
ทานบริสุทธิ์โดยปฏิคาหก: หมายถึง กรณีที่ผู้ทุศีลซึ่งมีจิตไม่บริสุทธิ์ อันเต็มไปด้วยโลภะ โทสะ เป็นต้น และไม่มีศรัทธาในกฎแห่งกรรม ได้ถวายทานที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมแก่ผู้มีศีล
ทานไม่บริสุทธิ์ทั้งโดยทายกและปฏิคาหก: คือเมื่อบุคคลทุศีลมีใจไม่บริสุทธิ์ เต็มไปด้วยราคะ โทสะ เป็นต้น และไม่มีศรัทธาในกฎแห่งกรรม ให้ทานที่ได้มาโดยมิชอบธรรม
====== ทานอันยอดเยี่ยม – ความบริสุทธิ์ของทาน ๔ อย่าง ====== { หน้า ๔๕๐ }
พระอรรถกถาจารย์ได้ยกเรื่องราวกรณีของนายพรานผู้หนึ่ง ซึ่งเมื่อเสียชีวิตแล้วไปเกิดในเปตภูมิ ด้วยเหตุที่ภรรยาได้ถวายบิณฑบาตแก่พระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นผู้ทุศีล มีแห่งธรรมอันลามก เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เปรตตนนั้นจึงไม่อาจเอื้อนกล่าวว่า “สาธุ” ได้ เพราะว่าทั้งตัวทายกและภรรยาต่างก็เป็นคนทุศีล มีแห่งธรรมอันลามก เนื่องจากภรรยาได้ติดตามนายพรานในการทำการฆ่าสัตว์ ดังนั้น ทานของเธอจึงมิได้มาโดยชอบธรรมเพราะมีที่มาจากการฆ่าสัตว์ และจิตใจของเธอก็ไม่บริสุทธิ์
หากว่าจิตใจจะบริสุทธิ์และประกอบด้วยปัญญาแล้ว ย่อมจะไม่ติดตามสามีไป (ฆ่าสัตว์) อีก นอกจากนี้ เธอยังไม่มีศรัทธาที่เพียงพอในกฎแห่งกรรม เพราะถ้ามีก็ย่อมไม่ทำการฆ่าสัตว์เลย และเพราะปฏิคาหกเองก็เป็นคนทุศีล มีแห่งธรรมอันลามกด้วย ดังนั้น ทานนั้นจึงมิได้บริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายของทายกและภรรยา
เธอได้ถวายบิณฑบาตโดยวิธีการเช่นนี้ถึง ๓ ครั้ง แต่กลับไม่มีผลดีใด ๆ เลย ด้วยเหตุนี้ เปรตตนนั้นจึงส่งเสียงดังกล่าวว่า “ผู้ทุศีลได้ขโมยทรัพย์ของเราถึง ๓ ครั้ง” และภายหลังจากนั้น เธอจึงได้ถวายบิณฑบาตแด่พระภิกษุรูปที่มีศีล ซึ่งการให้ทานครั้งนั้นทำให้บริสุทธิ์ เมื่อนั้นเปรตจึงกล่าวว่า “สาธุ” ได้ด้วยความยินดีและได้พ้นจากเปตภูมินั้นแล้ว
(ในส่วนนี้ เราจึงขอกราบเรียนแก่ผู้ฟังว่า หากต้องการผลดีอันเกิดจากทานที่บำเพ็ญ ขอให้ท่านปฏิบัติตามเหตุปัจจัย ๔ ประการ ดังนี้ คือ: ๑. ต้องเป็นผู้มีศีล ๒. ทานนั้นต้องได้มาโดยชอบธรรม ๓. จิตใจต้องบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ๔. ต้องมีศรัทธาเพียงพอต่อกฎแห่งกรรมและผลของกรรม
อนึ่ง หากท่านทั้งหลายเป็นปฏิคาหก และมีเมตตากรุณาต่อทายกที่มีกำลังความสามารถพอควร ก็พึงเป็นผู้มีศีลด้วย เพราะหากว่าศีลนั้นประกอบด้วยฌานและวิปัสสนาญาณแล้ว ย่อม…
{ หน้า ๔๕๑ }
ประเสริฐยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเหตุใด เพราะทานอย่างนี้สามารถให้ผลที่เลิศกว่าแก่ทายก)
ถึงตอนนี้ พึงตั้งใจฟังให้ดีเรื่องทานชนิดต่อไป คือความบริสุทธิ์ของทานประเภทที่ ๔ ซึ่งเป็นทานที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก ในกรณีนี้ ทายกเป็นผู้ประกอบด้วยเหตุ ๔ อย่าง คือ: ๑. ทายกเป็นผู้มีศีล ๒. ทานของทายกได้มาโดยชอบธรรม ๓. จิตของทายกบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ๔. ทายกมีศรัทธา มีกำลังเพียงพอในเรื่องกฎแห่งกรรม และปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล
สำหรับทานประเภทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้กล่าวไว้ว่า: "อานนท์! เรากล่าวทานของผู้นั้นว่ามีผลไพบูลย์ ทานเช่นนี้สามารถก่อผลที่มีอานิสงส์นับไม่ได้ หาประมาณไม่ได้ ถ้าศีลของปฏิคาหกประกอบด้วยฌาน วิปัสสนาญาณ หรือมรรคและผลญาณ ความบริสุทธิ์ของทานนั้นก็จะเลิศยิ่ง ๆ ขึ้นไป"
{ หน้า ๔๕๒ }
ตอนนี้ เรามาดูพระสูตรอีกพระสูตรหนึ่งที่ชื่อว่า ฉฬังคทานสูตร ในอังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น อุบาสิกาชื่อนันทมาตา ชาวเมืองเวฬุกัณฑะ ถวายทักษิณาอันประกอบด้วยองค์ ๖ ในหมู่ภิกษุมีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประธาน พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นอุบาสิกาชื่อนันทมาตา ชาวเมืองเวฬุกัณฑกะนั้น (ด้วยทิพพจักขุ) แล้ว จึงรับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาชื่อนันทมาตาชาวเมืองเวฬุกัณฑกะนั้น ถวายทานอันประกอบด้วยองค์ ๖ ในหมู่ภิกษุมีสารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นประธาน ทักษิณาอันประกอบด้วยองค์ ๖ เป็นอย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย คือ ฝ่ายทายก(ผู้ให้) มีองค์ ๓ ประการ ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) มีองค์ ๓ ประการ
ภิกษุทั้งหลาย องค์ ๓ ประการ ของทายก อะไรบ้าง คือ ทายกในธรรมวินัยนี้ ๑. ก่อนให้ก็มีใจดี ๒. กาลให้ก็ทำจิตให้เลื่อมใส
อัง.ฉักก.๓๗ (ฉฬังคทานสูตร – ทานมีองค์ ๖)
(หน้า ๔๕๓)
ภิกษุทั้งหลาย ครั้นให้แล้วก็มีใจเบิกบาน นี้คือองค์ ๓ ประการของทายก
ภิกษุทั้งหลาย องค์ ๓ ประการของปฏิคาหก คืออะไรบ้าง กล่าวคือ ปฏิคาหกในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ ๒. เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ ๓. เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะ
นี่คือองค์ ๓ ประการของปฏิคาหก รวมกันมี องค์ ๖ ประการ ถ้าทานมีองค์ ๖ นี้ ก็จะมีผลหาประมาณไม่ได้อันประเสริฐยิ่ง
พระพุทธองค์ทรงอธิบายต่อไปว่า ภิกษุทั้งหลาย การกำหนดประมาณบุญแห่งทักษิณาที่ประกอบด้วยองค์ ๖ อย่างนี้ ว่า “ห้วงบุญห้วงกุศล มีประมาณเท่านี้ นาความสุขมาให้ มีอารมณ์ดีเลิศ มีวิบากเป็นสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ” มิใช่ทำได้ง่าย แท้จริง ห้วงบุญห้วงกุศลแห่งทักษิณานั้นถึงการนับว่า “เป็นกองบุญใหญ่ที่นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้”
ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนการกำหนดปริมาณของน้ำในมหาสมุทร ว่า “น้ำมีปริมาณเท่านี้อาฬหะ น้ำมีปริมาณเท่านี้ ๑๐๐ อาฬหะ น้ำมีปริมาณเท่านี้ ๑,๐๐๐ อาฬหะ หรือน้ำมีปริมาณเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ อาฬหะ” มิใช่ทำได้ง่าย แท้จริง น้ำในมหาสมุทรนั้นถึงการนับว่า “เป็นห้วงน้ำใหญ่ที่
“นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้” ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย การกำหนดประมาณบุญแห่งทักษิณาอันประกอบด้วยองค์ ๖ อย่างนี้ว่า “ห้วงบุญห้วงกุศลมีประมาณเท่านี้ นำความสุขมาให้ มีอารมณ์ดีเลิศ มีวิบากเป็นสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ” มิใช่ทำได้ง่าย แท้จริง ห้วงบุญห้วงกุศลของทักษิณานั้น ถึงการนับว่า “เป็นกองบุญใหญ่ที่นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้” ฉันนั้น
เพราะเหตุอะไร เพราะทายกมีองค์ ๔ ตามที่กล่าวไว้ในทักขิณาวิภังสูตร ดังนี้ ๑. ทายกเป็นผู้มีศีล ๒. ทานของทายกได้มาโดยชอบธรรม ๓. ใจของทายกบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ๔. ทายกมีศรัทธาที่มีกำลังเพียงพอในกฎแห่งกรรมและผลของกรรม
นอกจากนี้ องค์ ๓ ของทายกที่กล่าวไว้ในฉฬังคทานสูตรก็ถึงพร้อมด้วย คือ ๑. ก่อนให้ก็มีใจดี ๒. กำลังให้ก็ทำจิตให้เลื่อมใส ๓. ครั้นให้แล้วก็มีใจเบิกบาน
จึงสำคัญมากที่ทายกจะมีองค์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ถ้าทายกหวังผลบุญที่นับไม่ได้และหาประมาณไม่ได้ ก็พึงพยายามทำองค์เหล่านี้ให้บริบูรณ์
แต่ตามทักขิณาวิภังคสูตร แม้ปฏิคาหกก็ต้องมีศีลเช่นเดียวกัน และตามฉฬังคทานสูตร ปฏิคาหกพึงเป็นภิกษุหรือภิกษุณีผู้ได้เจริญสมถะวิปัสสนาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว หรือเป็นผู้กำลังเจริญสมถะวิปัสสนาเพื่อทำลายโลภะ โทสะ และโมหะ
ทานที่ให้ในการปฏิบัติธรรม
ในเวลานี้ ณ วัดยี่ตุง มีภิกษุและภิกษุณีจำนวนมากกำลังเจริญสมถวิปัสสนา เพื่อทำลายโลภะ โทสะ และโมหะอย่างไม่มีส่วนเหลือ เป็นผู้มีศีล ดังนั้น เราจึงกล่าวได้ว่า:
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ทานที่ถวายในสองเดือนที่ผ่านมาเป็นไปตามพระพุทธประสงค์ เป็นทานที่ประเสริฐ
ความปรารถนาของทายก ถ้าทายกหวังผลบุญในอนาคต กุศลกรรมนี้ย่อมทำความหวังนั้นให้บริบูรณ์อย่างแน่นอน เพราะเหตุใด สมจริงดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในทานูปปัตติสูตร
*อิชฺฌติ ภิกฺขเว สีลวโต เจโตปณิธิ วิสุทฺธตฺตา*
(ภิกษุทั้งหลาย มโนปณิธาน ของท่านผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะความบริสุทธิ์)
ดังนั้น กุศลกรรมของผู้มีศีลสามารถยังความปรารถนาของเขาให้ถึงพร้อมได้
แต่นี่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อบารมีบริบูรณ์แล้วเท่านั้น ความปรารถนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้นไม่เพียงพอที่จะได้การตรัสรู้โดยประเภทต่าง ๆ ที่พึ่งกล่าว อนึ่ง
อัง.อัฏฐก.๓๕ (ทานูปปัตติสูตร – ว่าด้วยผลที่เกิดจากการให้ทาน)
จะเป็นไปได้อย่างไร คือ ถ้าทานของทายกมีองค์ต่างๆ ดังที่กล่าวไว้ นั้นหมายความว่า ก่อนหน้า ในระหว่าง และหลังจากที่ถวายทาน จิตของเขาย่อมเต็มไปด้วยปีติ มีความบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส ประกอบด้วยความสุข และถือเอาทานและปฏิคาหกเป็นอารมณ์ คือ ปฏิคาหกจะเป็นอารมณ์ในใจเพื่อการเจริญเมตตากรรมฐาน เมตตาของเขาต่อปฏิคาหกย่อมมีกำลัง และถ้าในตอนนี้ เขาจงเจริญเมตตาภาวนาอยู่ เมตตาฌานของเขาย่อมนำไปสู่พรหมภูมิหลังจากทำทาน ด้วยอาการอย่างนี้ ทานของเขาจึงเป็นตัวอุปถัมภ์ให้ไปสู่พรหมภูมิได้
ดังนั้น ถ้าทายกต้องการไปสู่พรหมภูมิหลังจากทำทาน ก็พึงเจริญเมตตากรรมฐานจนบรรลุฌาน ถ้าเขาได้ปฏิบัติเมตตาฌานแล้วถวายบิณฑบาต กุศลกรรมของเขาย่อมประณีตยิ่งกว่า และเป็นตัวอุปถัมภ์ที่มีกำลังยิ่งเพื่อให้ไปยังพรหมภูมิ
ดังนั้น ถ้าท่านทั้งหลายต้องการผลบุญในอนาคต ก็พึงเจริญเมตตากรรมฐานจนบรรลุฌาน
ในบรรดาความสุขทั้ง ๓ อย่างเหล่านี้คือ ความสุขของมนุษย์ ความสุขของเทวดา และความสุขของพรหม ความสุขของพรหมเป็นยอด ไม่มีโลกิยสุขที่ยิ่งกว่า ความสุขของพรหม นั่นเป็นความสุขที่เลิศสุดในบรรดาภพทั้ง ๓๑ ภูมิ
อามิสทานอันยอดเยี่ยม
นั่นเป็นทานประเภทที่หนึ่งที่ได้กล่าวถึงในตอนต้นของการสนทนานี้ คือ ทานที่ให้ผลไพบูลย์ ท่านทั้งหลายชอบใจทานประเภทนี้หรือไม่ ถ้าชอบก็พึงฟังคาถาประพันธ์นี้จาก *ทักขิณาวิภังคสูตร* ดังนี้คือ:
โย วีตราโค วีตราเคสุ ททาติ ทาน
ธมฺเมน ลทฺธ สุปสนฺนจิตฺโต.
อภิสทฺทห กมฺมผล อุฬาร
ต เว ทาน อามิสทานานมคฺค
ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว (คือพระอรหันต์) ได้ของมาโดยธรรม มีจริตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอันโอฬาร จึงให้ทานในท่านผู้ปราศจากราคะ เรากล่าวทานของผู้นั้นนั่นแลว่า เลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย
ในกรณีนี้ องค์ ๔ ในทายกก็คือ: ๑. ทายกเป็นพระอรหันต์ ๒. ทานของทายกได้มาโดยชอบธรรม ๓. จิตของทายกบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ๔. ทายกมีศรัทธามีกำลังพอในกฎแห่งกรรม
แต่องค์ที่ ๕ ก็จำเป็นด้วย ซึ่งก็คือ: ๕. ปฏิคาหกเป็นพระอรหันต์
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การให้ทานเช่นนี้ คือ พระอรหันต์ถวายให้แก่พระอรหันต์ เป็นอามิสทานอันเลิศ พระองค์ทรงสรรเสริญทานเช่นนี้ว่าเป็นเลิศ เพราะ…
====== ทานอันยอดเยี่ยม – อามิสทานอันยอดเยี่ยม ====== { หน้า ๔๕๙ }
เหตุอะไร? เพราะทานนี้ไม่ให้ผล เพราะเหตุอะไร? เพราะทายกได้ทำลายโมหะ และโลภะทั้งหมดที่มีเกี่ยวกับชีวิต โดยอวิชชาและตัณหาเป็นเหตุหลักของกรรม ซึ่งก็คือ อภิสังขาร ในกรณีนี้ อภิสังขาร หมายถึง กรรมดีเช่นการถวายทานแก่ปฏิคาหก แต่กรรมนี้ไม่ให้ผลเพราะไม่มีเหตุอุปถัมภ์ คือไม่มีอวิชชาและตัณหา ถ้ารากของต้นไม้ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ก็ออกผลไม่ได้ฉันใด โดยนัยเดียวกัน เพราะพระอรหันต์ได้ทำลายรากคืออวิชชาและตัณหาแล้ว ทานของท่านจึงไม่ก่อผลฉันนั้น
เหมือนกัน ท่านไม่มีความหวังเพื่อชีวิตในชาติต่อ ๆ ไป ในรัตนสูตร พระพุทธองค์ทรงกล่าวคาถาประพันธ์ดังต่อไปนี้:
ขีณ ปุราณ นว นตฺถิ สมฺภว
วิรตฺตจิตฺตายติเก ภวสฺมึ.
เต ขีณพีชา อวิรูฬฺหิฉนฺทา
นิพฺพนฺติ ธีรา ยถาย ปทีโป.
อิทมฺปิ สงฺเฆ รตน ปณีต
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ.
พระขีณาสพเหล่าใดสิ้นกุศลและอกุศลกรรมภพเก่าทั้งหมดแล้ว ไม่มีกุศลและอกุศลกรรมเกิดใหม่ ท่านเหล่านั้นชื่อว่ามีชีพแห่งการเกิดสิ้นแล้ว
**
พืชแห่งการเกิด คือ อวิชชา ตัณหา และศักยภาพของกรรม
=== ทานอันยอดเยี่ยม – อามิสทานอันยอดเยี่ยม === { หน้า ๔๖๐ }
มีจิตเบื่อหน่ายในภพที่จะเกิดต่อไป ไม่มีนามรูปงอกขึ้น ย่อมดับสนิท เหมือนดวงประทีปดับไปเมื่อน้ำมันและไส้สิ้นไป
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้สัตว์ทั้งปวงมีความสุขและความสวัสดี นี่คือการอธิษฐานด้วยสัจจะ ด้วยสัจจะวาจานี้ ขอให้ชนทั้งหมดในพระนครเวสาลีปลอดจากภัย
ทานของพระอรหันต์เลิศกว่าทานทั้งหมด เพราะว่าไม่ให้ผลในอนาคต ถ้าไม่มีชาติอนาคต ก็จะไม่มีการเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย นี่เป็นยอด นี่เป็นทานประเภทที่สองที่กล่าวถึงในเบื้องต้นของการสนทนานี้ เป็นทานที่ไม่ให้ผล แต่สำหรับทานประเภทแรกที่กล่าวถึง คือทานที่มีผล เช่น ความสุขในมนุษยภูมิ ความสุขในเทวภูมิ หรือความสุขในพรหมภูมิ ก็ยังมีทุกข์ อย่างน้อยที่สุดก็คือ ทายกยังอยู่ใต้อานาจของการเกิด ความเจ็บ ความแก่ และความตาย ถ้าทายกยัง
มหาจุฬา – พระภิกษุเหล่าใดสิ้นภพเก่าแล้ว ไม่มีการเกิดใหม่ ทั้งมีจิตเบื่อหน่ายในภพที่จะเกิดต่อไป ท่านเหล่านั้นชื่อว่าไม่มีภพงอกขึ้น เป็นปราชญ์ ย่อมดับสนิท เหมือนประทีปดวงนี้ดับไป นี่เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี
พระนครเวสาลีเป็นนครที่ประสบกับภัยแล้ง ทุพภิกขภัย ภัยจากยักษ์เลวทราม (คือเทวดาชั้นต่ำ) และโรคระบาด ผู้คนในพระนครเวสาลีได้ขอให้พระพุทธเจ้าช่วย และด้วยเหตุนั้น พระองค์ได้ทรงแสดงรตนสูตร
ทานอันยอดเยี่ยม – อามิสทานอันยอดเยี่ยม { หน้า ๔๖๑ }
ติดข้องอยู่กับกามอารมณ์ จะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีก็ดี เมื่อสิ่งเหล่านั้นแตกทาลายไป หรือตายไป เขาย่อมประสบกับโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส
พึงพิจารณาคาถามนี้ คือ เราจะกล่าวได้หรือไม่ว่าทานนั้นเลิศกว่าเมื่อก่อ การเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส
อนึ่ง พิจารณาคาถามนี้ด้วย คือ เราจะกล่าวได้หรือไม่ว่าทานนั้นเลิศกว่าเมื่อไม่ก่อผล ไม่มีการเกิด ไม่มีความแก่ ไม่มีความเจ็บ ไม่มีความตาย ไม่มีโสกะ ไม่มีปริเทวะ ไม่มีทุกข์ ไม่มีโทมนัส และไม่มีอุปายาส นี่เป็นเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญทานประเภทที่ ๒ ว่าเป็นเลิศ เมื่อถึงตอนนี้ ท่านทั้งหลายอาจจะเข้าใจความมุ่งหมายของธรรมเทศนานี้ ซึ่งในเบื้องต้น เราได้กล่าวถึงทาน ๒ ประเภทคือ
๑. ทานที่ให้ผลอย่างบริบูรณ์ ๒. ทานที่ไม่ให้ผล
ทานประเภทไหนที่ท่านทั้งหลายชอบใจ บัดนี้ ท่านทั้งหลายคงจะรู้คำตอบแล้ว
แต่ถ้าทายกไม่ใช่พระอรหันต์ แล้วจะทาทานอย่างที่ ๒ ได้อย่างไร ในพระสูตรที่ได้กล่าวถึง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า มี ๒ วิธีที่จะทาได้ คือ เมื่อปฏิคาหกปราศจากราคะ โทสะ และโมหะ หรือพยายามอยู่เพื่อทาลายราคะ โทสะ และโมหะ
====== ทานอันยอดเยี่ยม – วิธีให้ทานอันเลิศ ====== { หน้า ๔๖๒ }
ก็จะกล่าวได้ว่า ทานนั้นเป็นยอด ถ้าทายกกำลังพยายามเพื่อทำลายราคะ โทสะ และโมหะ คือถ้าเขาเจริญวิปัสสนาในเวลาที่ให้ทาน คือ
เมื่อเขากำหนดรู้ธาตุ ๔ ในทาน ก็จะเห็นรูปกลาปได้อย่างง่าย ๆ เมื่อแยกแยะรูปกลาป ก็จะกำหนดรู้รูป ๘ ประเภทได้ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม สี กลิ่น รส และโอชา รูปกลาปคืออุตุชรูปที่เกิดต่อ ๆ กันไป ให้กำเนิดโดยธาตุไฟที่มีอยู่ในแต่ละรูปกลาป หลังจากนั้น ก็กำหนดรู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปเหล่านั้น ถ้าทายกสามารถเจริญวิปัสสนาอย่างนี้ ราคะ โทสะ และโมหะของเขาย่อมระงับไปในเวลาที่ถวายทาน และทานของเขาโดยปกติย่อมไม่ให้ผลด้วย โดยวิธีนี้จึงกล่าวได้ว่าทานนี้เป็นเลิศ
**
อ้างอิง: อภิ.ป. ๔๒๓ (กุสลติกะ – อุปนิสสยปัจจัย) ดูรายละเอียดเกี่ยวกับการเกิดต่อ ๆ กันของอุตุชรูปในหัวข้อ “อุตุชรูป (รูปเกิดจากอุณหภูมิ)” หน้า 203
====== ทานอันยอดเยี่ยม – วิธีให้ทานอันเลิศ ====== { หน้า ๔๖๓ }
ทายกสามารถเจริญวิปัสสนาอย่างนี้ก่อน หลัง หรือในระหว่างที่ให้ทาน แต่ วิปัสสนาของเขาจะต้องเข้มแข็งและมีกำลัง ต้องปฏิบัติให้ได้จนถึงขั้นภังคญาณ แล้ว เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะเจริญวิปัสสนาได้อย่างนี้ เราไม่ควรพลาดโอกาสนี้เช่นกัน โอกาสอย่างนี้มีอยู่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่อาจจะมีคำถามว่า แล้วเราจะสามารถให้ทานอย่างนี้ได้อย่างไรถ้าไม่ได้วิปัสสนาญาณ จึงขอแนะนำให้ถวายทาน โดยคิดว่า “ขอให้ทานนี้จงเป็นเหตุปัจจัยสนับสนุนให้บรรลุพระนิพพาน” นี้ก็เพราะ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ถวายทานด้วยความปรารถนาเพื่อพระนิพพานหลายครั้ง หลายหน
เราอยากจะจบการสนทนาธรรมครั้งนี้ด้วยการกล่าวคาถาประพันธ์นี้อีกครั้ง หนึ่งจากรตนสูตรว่า
ขีณ ปุราณ นว นตฺถิ สมฺภว วิรตฺตจิตฺตายติเก ภวสฺมึ. เต ขีณพีชา อวิรูฬฺหิฉนฺทา นิพฺพนฺติ ธีรา ยถาย ปทีโป.
อิทมฺปิ สงฺเฆ รตน ปณีต เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ.
[คำแปล] พระขีณาสพเหล่าใดสิ้นกุศลและอกุศลกรรมภพเก่าทั้งหมดแล้ว ไม่มีกุศลและอกุศลกรรมเกิดใหม่ ท่านเหล่านั้นชื่อว่ามีแห่งการเกิดสิ้นแล้ว มีจิตเบื่อหน่ายในภพที่จะเกิดต่อไป
====== ทานอันยอดเยี่ยม – วิธีให้ทานอันเลิศ ====== { หน้า ๔๖๔ }
ไม่มีนามรูปงอกขึ้น ย่อมดับสนิท เหมือนดวงประทีปดับไปเมื่อน้ำมันและไส้สิ้นไป
ด้วยสัจจะนี้ ขอให้สัตว์ทั้งปวงมีความสุขและความสวัสดี ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงมีความสุขเถิด