สารบัญ

อยู่ในระหว่างปรับสำนวน

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

ตำราพุทธมีลำดับการศึกษาให้เข้าใจทะลุทะลวงดังนี้: ขอเป็นศิษย์ผู้มีฌานวสีทรงจำพระไตรปิฎกบาลี > ท่องจำบาลีตามลำดับซ้ำๆ ไม่ลืมทบทวนแม้จำได้แล้ว > สอบถามบาลี > ฟังคำอธิบายบาลี > ทรงจำทั้งหมด > ในระหว่างท่องจำก็พยายามปฏิบัติตามไปด้วยจนแตกฉาน. ผู้ที่ข้ามขั้นตอนเหล่านี้ยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นไปได้ยากที่จะบรรลุอัปปนาทั้งโลกิยะและโลกุตตระในศาสนาพุทธได้ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า "โมฆบุรุษ" เพราะว่างเปล่าจากอัปปนา (เรียบเรียงจากกีฏาคิริสูตร; ธัมมัญญูสูตร; สัจจบรรพะ อรรถกถามัคคนิทเทส; วิสุทธิมรรค กัมมัฏฐานคหณนิทเทส)

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

เนตติปกรณ์แปล

สังคหวาระ

ยํ โลโก ปูชยเต, สโลกปาโล สทา นมสฺสติ จ;
ตสฺเสต สาสนวรํ, วิทูหิ เญยฺยํ นรวรสฺสฯ

[0] ชาวโลกและท้าวโลกบาลล้วนนอบน้อมบูชาอยู่ตลอดเวลาแก่พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เหล่าพหูสูตรควรเชี่ยวชาญปริยัติศาสนา คือ พระพุทธพจน์ 9 แบบ (ในภาษาบาลี) ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นอย่างนี้ว่า:

ทฺวาทส ปทานิ สุตฺตํ, ตํ สพฺพํ พฺยญฺชนญฺจ อตฺโถ จ;
ตํ วิญฺเญยฺยํ อุภยํ, โก อตฺโถ พฺยญฺชนํ กตมํฯ

พระพุทธพจน์ คือ พระสูตรมี 12 องค์ประกอบ (บท), 12 บทนั้นแบ่งเป็นพยัญชนบท (6) และอรรถบท (6) พหูสูตรควรเรียนรู้ทั้ง 12 บทนั้นว่า "พยัญชนะบท 6 มีอะไรบ้าง? และอรรถบท 6 มีอะไรบ้าง?"

โสฬสหารา เนตฺติ, ปญฺจนยา สาสนสฺส ปริเยฏฺฐิ;
อฏฺฐารสมูลปทา, มหกจฺจาเนน นิทฺทิฏฺฐาฯ
คัมภีร์เนตติประกอบด้วยหาระ 16, นัย 5, มูลบท 18 ซึ่งพระมหากัจจายนเถระแสดงไว้เพื่อใช้พิจารณาพระสูตร.
หารา พฺยญฺชนวิจโย, สุตฺตสฺส นยา ตโย จ สุตฺตตฺโถ;
อุภยํ ปริคฺคหีตํ, วุจฺจติ สุตฺตํ ยถาสุตฺตํฯ
หาระ 16 ช่วยในการวิจัยพยัญชนบท 6 ของพระสูตร, นัย 3 (คือ นันทิยาวัฏฏนัย ติปุกขลนัย สีหวิกกีฬิตนัย) ช่วยในการวิจัยอรรถบท 6 ของพระสูตร, เมื่อใช้หาระและนัยนั้นวิจัยพระสูตรแล้วจึงแสดงออกไป จึงจะชื่อว่าแสดงพระสูตรถูกต้อง.
ยา เจว เทสนา ยญฺจ, เทสิตํ อุภยเมว วิญฺเญยฺยํ;
ตตฺรายมานุปุพฺพี, นววิธสุตฺตนฺตปริเยฏฺฐีติฯ

เมื่อพหูสูตรควรต้องเรียนรู้พระสูตรทั้งพยัญชนบท 6 และอรรถบท 6 เหล่านั้น, พระมหากัจจายนะจึงแสดงหาระและนัยเหล่านี้ตามลำดับไว้ให้พหูสูตรนั้นใช้พิจารณานวังคสัตถุศาสน์ของพระพุทธองค์.


สังคหวาระ จบ

อุทเทสวาระ (สำหรับท่องจำ)

[ 1 ] ในสังคหวาระที่ว่า "โสฬสหารา (หาระ 16) ฯลฯ" หาระ 16 เป็นไฉน ? คือ เทสนา, วิจยะ, ยุตติ, ปทัฏฐานะ, ลักขณะ, จตุพยูหะ, อาวัฏฏะ, วิภัตติะ, ปริวัตตนะ, เววจนะ, ปัญญัตติ, โอตรณะ, โสธนะ, อธิฏฐานะ, ปริกขาระ และ สมาโรปนะ

คาถาท่องจำหาระ 16

เทสนา วิจโย ยุตฺติ, ปทฏฺฐาโน จ ลกฺขโณ;
จตุพฺยูโห จ อาวฏฺโฏ, วิภตฺติ ปริวตฺตโนฯ
เววจโน จ ปญฺญตฺติ, โอตรโณ จ โสธโน;
อธิฏฺฐาโน ปริกฺขาโร, สมาโรปโน โสฬโส ฯ
เอเต โสฬส หารา, ปกิตฺติตา อตฺถโต อสํกิณฺณา;
เอเตสญฺเจว ภวติ, วิตฺถารตยา นยวิภตฺตีติฯ

หาระ 16 นั้นล้วนมีองค์ประกอบแตกต่างกัน ซึ่งข้าพเจ้าจะแสดงวิธีแยกองค์ประกอบของแต่ละหาระนั้นไว้ในหารสังเขป 16.


นิรุตติพยัญชนบทแสดงรูปวิเคราะห์ศัพท์. รูปวิเคราะห์แสดงสภาวะ (สิ่งที่มีองค์ประกอบ) ของศัพท์. ท่านจึงใช้คำว่า นย เพราะหาระแสดงพยัญชนะ ส่วนนยะแสดงสภาวะ. ไม่ได้หมายถึง นยะ 5, และไม่ได้หมายถึงสภาวธรรม. "นย"ที่นี้หมายถึงนิรุตติพยัญชนบท.


[ 2 ]ในสังคหวาระที่ว่า "โสฬสหารา (หาระ 16) ฯลฯ" นัย 5 เป็นไฉน ? คือ นันทิยาวัฏฏนัย, ติปุกขลนัย, สีหวิกกีฬิตนัย, ทิสาโลจนนัย, และ อังกุสนัย.

คาถาท่องจำนยะ 5

ปฐโม นนฺทิยาวฏฺโฏ, ทุติโย จ ติปุกฺขโล;
สีหวิกฺกีฬิโต นาม, ตติโย นยลญฺชโกฯ
ทิสาโลจนมาหํสุ , จตุตฺถํ นยมุตฺตมํ;
ปญฺจโม องฺกุโส นาม, สพฺเพ ปญฺจ นยา คตาติฯ

นัยทั้งหมดมี 5 ได้แก่ นัยที่แสดงสภาวะ (ลญฺชก) คือ 1. นันทิยาวัฏฏะ, 2. ติปุกขละ, 3. สีหวิกกีฬิตะ, และนัยที่ไม่แสดงสภาวะ (ไว้เทียบเคียงสภาวะของ 3 นัยนั้น*) คือ 4. ทิสาโลจนะ, 5. อังกุสะ.


*ดูคาถาสุดท้ายของนยสังเขป


[ 3 ] ในสังคหวาระที่ว่า "โสฬสหารา (หาระ 16) ฯลฯ" มูลบท 18 เป็นไฉน ? คือ กุศลบท 9 และอกุศลบท 9.

ในบรรดากุศลบทและอกุศลบทเหล่านั้น อกุศลบท 9 เป็นไฉน ? คือ ตัณหา, อวิชชา, โลภะ, โทสะ, โมหะ, สุภสัญญา, สุขสัญญา, นิจจสัญญา, และ อัตตสัญญา. ธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลทั้งหมดย่อมถึงการรวมเข้าในอกุศลบทเหล่านี้.

ในบรรดากุศลบทและอกุศลบทเหล่านั้น กุศลบท 9 เป็นไฉน ? คือ สมถะ, วิปัสสนา, อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ, อสุภสัญญา, อสุขสัญญา, อนิจจสัญญา, และ อนัตตสัญญา. ธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลทั้งหมดย่อมถึงการรวมเข้าในกุศลบทเหล่านี้.

คาถาท่องจำมูลบท 18

ตณฺหา จ อวิชฺชาปิ จ, โลโภ โทโส ตเถว โมโห จ;
จตุโร จ วิปลฺลาสา, กิเลสภูมี นว ปทานิฯ

9 บทเหล่านี้ คือ ตัณหา, อวิชชา, โลภะ, โทสะ, โมหะ และ วิปัลลาส 4 (สุภสัญญา, สุขสัญญา, นิจจสัญญา, อัตตสัญญา) เป็นอินทรียภูมิ.

สมโถ จ วิปสฺสนา จ, กุสลานิ จ ยานิ ตีณิ มูลานิ;
จตุโร สติปฏฺฐานา, อินฺทฺริยภูมี นว ปทานิฯ

9 บทเหล่านี้ คือ สมถะ, วิปัสสนา, กุศลมูล 3 (อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ) และสติปัฏฐาน 4 (อสุภสัญญา, อสุขสัญญา, อนิจจสัญญา, อนัตตสัญญา) เป็นอินทรียภูมิ.

นวหิ จ ปเทหิ กุสลา, นวหิ จ ยุชฺชนฺติ อกุสลปกฺขา;
เอเต โข มูลปทา, ภวนฺติ อฏฺฐารส ปทานีติฯ

สมถะเป็นต้นที่เป็นฝ่ายกุศล ข้าพเจ้าพรรณนาประกอบด้วย 9 บท และตัณหาเป็นต้นที่เป็นฝ่ายอกุศล ข้าพเจ้าพรรณนาประกอบด้วย 9 บท. 18 บทเหล่านี้แลชื่อว่า มูลบท.

อุทเทสวาระ จบ


*คำว่า บท ในเนตติปกรณ์แปลว่า องค์ประกอบ;องค์.

นิทเทสวาระ

[ 4 ] หัวข้อของเนตติในอุทเทสข้างบนนั้น มีอธิบายสังเขป(เพื่อท่องจำได้ง่าย) ดังนี้:

หาระสังเขป 16

(คำแปลโดยมาก โยคมาจากคาถาก่อนๆ หรือหลังๆ บ้าง คือ มีอธิการทั้งแบบสีหคติกะ, มัณฑูคติกะ, และนทีโสตคติกะ.)

1. อสฺสาทาทีนวตา , นิสฺสรณมฺปิ จ ผลํ อุปาโย จ;
อาณตฺตี จ ภควโต, โยคีนํ เทสนาหาโรฯ

เทสนาหาระเป็นวิธีค้นหาอัสสาทะ, อาทีนวะ, นิสสรณะ, ผล, อุบาย, และอาณัติที่พระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบท 6 แสดงแก่ผู้ปฏิบัติธรรม(จตุสัจจกัมมัฏฐานภาวนาโยคี)ไว้ในพระสูตร.

  1. อัสสาทะ (สุขโสมนัสเวทนาและตัณหา),
  2. อาทีนวะ (ทุกข์โทมนัสเวทนาและปัญจุปาทานักขันธ์),
  3. นิสสรณะ (โลกุตตรมรรคและนิพพาน),
  4. ผล (อานิสงส์ของการฟังเทสนา),
  5. อุปาย (ปุพพภาคมรรค;ข้อปฏิบัติ),
  6. อาณัตติ (คำแนะนำ)

2. ยํ ปุจฺฉิตญฺจ วิสฺสชฺชิตญฺจ, สุตฺตสฺส ยา จ อนุคีติ;
สุตฺตสฺส โย ปวิจโย, หาโร วิจโยติ นิทฺทิฏฺโฐฯ

วิจยหาระเป็นวิธีค้นหาปุจฉา,วิสัชนา, อนุคีติ, อัสสาทะ เป็นต้น (อาทีนวะ นิสสรณะ ผล อุบาย อาณัติ รวม 9 อย่าง) ที่พระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบท 6 แสดงไว้ในพระสูตร.

วิภาวินี: ท่านแสดงวิจยหาระหลังเทสนาหาระ เพื่อให้เอาอัสสาทะเป็นต้นจากเทสนาหาระมาวิจัย.

3. สพฺเพสํ หารานํ, ยา ภูมี โย จ โคจโร เตสํ;
ยุตฺตายุตฺตปริกฺขา, หาโร ยุตฺตีติ นิทฺทิฏฺโฐฯ

ยุตติหาระเป็นวิธีค้นหาความเหมาะสมและไม่เหมาะสมของ ศัพท์(ภูมิ) และความหมาย (โคจร;อรรถะ) ที่พระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบท 6 แสดงไว้ในพระสูตร. (พิเคราะห์ว่าเหมาะสมตามมหาปเทส 4 หรือไม่ คือ เป็นศัพท์ที่มีสภาวะจริงเหมือนมหาปเทสไหม และความหมายตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้พูดเหมือนมหาปเทสหรือไม่[เนตฺติ.อ.] เพราะสภาวะก็คือความหมายของศัพท์ ถ้าศัพท์มีสภาวะจริง ก็แสดงว่าเป็นศัพท์ที่ตรงกับความหมายตามวัตถุประสงค์ของผู้ที่พูดศัพท์นี้ไว้)

วิภาวินี: ท่านแสดงยุติหาระต่อจากวิจยหาระ เพื่อให้นำศัพท์ที่วิจัยแล้วมาตรวจทานความเหมาะสมกับสภาวะ.

4. ธมฺมํ เทเสติ ชิโน, ตสฺส จ ธมฺมสฺส ยํ ปทฏฺฐานํ;
อิติ ยาว สพฺพธมฺมา, เอโส หาโร ปทฏฺฐาโนฯ

ปทัฏฐานหาระเป็นวิธีค้นหาเหตุใกล้ของธรรมะทุกๆ ขั้นตอนในวงจร ที่พระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบท 6 แสดงไว้ในพระสูตร.

วิภาวินี: ท่านแสดงปทัฏฐานหาระต่อจากยุติหาระ เพื่อนำศัพท์ที่ยุตติแล้วมาตรวจว่าเข้ากันได้กับการเกิดของสภาวะต่อเนื่องกันเป็นทอดๆ หรือไม่.

5.วุตฺตมฺหิ เอกธมฺเม, เย ธมฺมา เอกลกฺขณา เกจิ;
วุตฺตา ภวนฺติ สพฺเพ, โส หาโร ลกฺขโณ นามฯ

ลักขณหาระเป็นวิธีค้นหาว่า "เมื่อทรงตรัสธรรมอย่างหนึ่งขึ้น ธรรมใดๆ ที่มีลักษณะแบบเดียวกัน(แม้ไม่ได้กล่าวพร้อมกัน) ก็เป็นเหมือนพระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบท 6 แสดงธรรมเหล่านั้นไว้ในพระสูตร ด้วยเช่นกัน".

วิภาวินี: ท่านแสดงลักขณหาระต่อจากปทัฏฐาน เพื่อให้นำศัพท์ในวงจรที่พิจารณาไปทั้งหมดนั่นมาวิเคราะห์หาสภาวะอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกันในทุกๆ ขั้น ของวงจร[คล้ายๆ สภาคะปัฏฐาน].

6. เนรุตฺตมธิปฺปาโย, พฺยญฺชนมถ เทสนานิทานญฺจ;
ปุพฺพาปรานุสนฺธี, เอโส หาโร จตุพฺยูโหฯ

จตุพฺยูหหาระเป็นวิธีค้นหาเนรุตต์, อธิปปาย, นิทาน, และปุพพาปรสนธิ ที่พระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบท 6 แสดงไว้ในพระสูตร.

  1. เนรุตต์ (วิเคราะห์ศัพท์ในพระสูตรด้วยพยัญชนะบท 6 ที่มาในพระสูตร)
  2. อธิปปาย (วิเคราะห์วัตถุประสงค์ในพระสูตรด้วยพยัญชนะบท 6 ที่มาในพระสูตร)
  3. นิทาน (วิเคราะห์ต้นเหตุในพระสูตรด้วยพยัญชนะบท 6 ที่มาในพระสูตร)
  4. ปุพพาปรสนธิ (วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างครึ่งแรกกับครึ่งหลังในพระสูตรด้วยพยัญชนะบท 6 ที่มาในพระสูตร)

วิภาวินี: ท่านแสดงจตุพยูหหาระต่อจากลักขณหาระ เพื่อให้วิเคราะห์เนรุตต์เป็นต้นทั้ง 4 ในธรรมะที่แม้ไม่มีในสูตรโดยตรงแต่มีอยู่โดยอรรถะด้วย เหมือนในลักขณหาระ.

7. เอกมฺหิ ปทฏฺฐาเน, ปริเยสติ เสสกํ ปทฏฺฐานํ;
อาวฏฺฏติ ปฏิปกฺเข, อาวฏฺโฏ นาม โส หาโรฯ

อาวัฏฏหาระเป็นวิธีค้นหาเหตุใกล้อีกด้าน (สลับวงจรกลับด้าน) ที่พระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบท 6 แสดงไว้ในพระสูตร.

(คือ เมื่อหาเหตุใกล้ของธรรมะใดๆ ด้านหนึ่งต่อกันๆ กันไปเป็นวงจรแล้ว, ก็ให้กลับมาอีกด้านหนึ่งแล้วหาเหตุใกล้ต่อๆ กันไปเป็นวงจรด้วยเหมือนกัน เช่นวัฏฏะวิวัฏฏะในปฏิจจสมุปาทสูตร).

วิภาวินี: ท่านแสดงอาวัฏฏหาระต่อจากจตุพยูหหาระเพื่อกลับสภาคะและวิสภาคธรรมระหว่างสูตรในขั้นตอนของปุพพาปรสนธิจตุพพยูหะได้ง่าย เช่น คาถาก่อนแสดงอารภถ นิกฺกมถ คาถาต่อมาจึงแสดงอปฺปมตฺโต เพราะความประมาทเป็นธรรมตรงข้ามกับอารภถ นิกฺกมถ.

8. ธมฺมญฺจ ปทฏฺฐานํ, ภูมิญฺจ วิภชฺชเต อยํ หาโร;
สาธารเณ อสาธารเณ จ เนยฺโย วิภตฺตีติฯ

วิภัตติหาระเป็นวิธีค้นหาสภาวธรรม, เหตุใกล้ของสภาวธรรม, ทัสสนภาวนาปหาตัพพภูมิของสภาวธรรม, และสาธารณะอสาธารณะของสภาวธรรม ที่พระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบท 6 แสดงไว้ในพระสูตร.

วิภาวินี: ท่านแสดงวิภัตติหาระต่อจากอาวัฏฏหาระเพื่อให้ง่ายต่อการจำแนก 4 ข้อนี้ในสภาคและวิสภาคธรรมที่วิเคราะห์ด้วยอาวัฏฏหาระนั้นมาในข้อที่แล้ว.

กุสลากุสเล ธมฺเม, นิทฺทิฏฺเฐ ภาวิเต ปหีเน จ;
ปริวตฺตติ ปฏิปกฺเข, หาโร ปริวตฺตโน นามฯ

ปริวัตตนหาระเป็นวิธีค้นหาโดยแปลงเป็นวงจรข้างปฏิปักข์ของกุศลธรรมที่ควรเจริญ หรืออกุศลธรรมที่ควรละ ที่พระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบท 6 แสดงไว้ในพระสูตร.

วิภาวินี: ท่านแสดงปริวัตตนหาระต่อจากวิภัตติหาระ เพราะเมื่อสามารถจำแนกสังกิเลสธรรมและโวทานธรรมที่มาในสูตรที่ควรอธิบายเพิ่ม ด้วยวิภัตติหาระแล้ว, ก็ย่อมสามารถเปลี่ยนกลับไปฝ่ายปฏิปักข์ได้ไม่ยากเช่นกัน.

เววจนานิ พหูนิ ตุ, สุตฺเต วุตฺตานิ เอกธมฺมสฺส;
โย ชานาติ สุตฺตวิทู, เววจโน นาม โส หาโรฯ

เววจนหาระเป็นวิธีค้นหาเววจนะจำนวนมากมายของอรรถะอันหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบท 6 แสดงไว้ในพระสูตร. พหูสูตรรู้เววจนะเหล่านั้นได้.

วิภาวินี: ท่านแสดงเววจนหาระต่อจากปริวัตตนหาระ เพื่อแสดงว่า ธรรมะที่แปลงเป็นข้างปฏิปักข์นั้น รู้เอาได้โดยอ้อม, ไม่ใช่ธรรมที่มาในสูตรที่ควรอธิบายเพิ่มนั้นเสียทีเดียว.

เอกํ ภควา ธมฺมํ, ปญฺญตฺตีหิ วิวิธาหิ เทเสติ;
โส อากาโร เญยฺโย, ปญฺญตฺตี นาม หาโรติฯ

ปัญญัตติหาระเป็นวิธีค้นหาวิธีต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าใช้พยัญชนะบท 6 มาแสดงสั่งสอนให้รู้สภาวะอันหนึ่ง โดยเข้าไปรู้วิธีต่างๆนั้น ลึกระดับอาการพยัญชนบท (วิธีเหล่านี้ เรียกว่า บัญญัติประเภทต่างๆ เช่น วิธีให้รู้เหตุเกิดแห่งทุกข์และสมุทัยเรียกว่า ทุกฺขสฺส จ สมุทยสฺส จ ปภวปญฺญตฺติ, วิธีให้รู้สัจจะโดยย่อ เรียกว่า นิกฺเขปปญฺญตฺติ เป็นต้น. อนึ่ง ในข้อเววจนหาระนั้น เป็นเพียงคำหลายคำ แต่ละคำสื่อสภาวะเดียวกัน ใช้แทนกันได้, แต่ปัญญัตติหาระนั้น เป็นคำหลายคำ มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันด้วยพยัญชนบท 6 คือ มีความสัมพันธ์กันทางไวยากรณ์ที่ไม่ใช่แค่เววจนะ ที่เมื่อสัมพันธ์กันครบถึงจะสื่อถึงอรรถะอย่างหนึ่งได้ ในขณะที่เววจนะนั้น มีอรรถะอยู่ในตัวสำเร็จแต่ละคำเลย. เววจนะเป็น subset ของปัญญัติหาระ).

เววจนหาเรน ปริยายโต ปกาสิตานํ ธมฺมานํ ปเภทโต ปญฺญตฺติวเสน วิภชนํ สุเขน สกฺกา ญาตุนฺติ เววจนหารานนฺตรํ ปญฺญตฺติ หาโรฯ

วิภาวินี: ท่านแสดงปัญญัตติหาระต่อจากเววจนหาระ เพื่อแสดงว่า พหูสูตรจะรู้การจำแนกวิธีที่พระพุทธเจ้าใช้แสดงให้รู้สภาวะออกเป็นหมวดธรรมต่างๆ ที่ทรงแสดงไว้โดยอ้อมแล้วด้วยเววจนะนั้น ได้ง่าย ด้วยปัญญัตติหาระนี้.

11. พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง (มี ขันธ์ เป็นต้น) ด้วยบัญญัติหลายประการ, อาการที่ให้รู้ด้วยบัญญัติหลายประการนั้น พึงทราบว่าเป็น ปัญญัตติหาระ

โย จ ปฏิจฺจุปฺปาโท, อินฺทฺริยขนฺธา จ ธาตุ อายตนา;
เอเตหิ โอตรติ โย, โอตรโณ นาม โส หาโรฯ

12. สังวรรณนาพิเศษที่หยั่งลงในปฏิจจสมุปบาท, อินทรีย์, ขันธ์, ธาตุ และ อายตนะ ชื่อว่า โอตรณหาระ

วิสฺสชฺชิตมฺหิ ปญฺเห, คาถายํ ปุจฺฉิตายมารพฺภ;
สุทฺธาสุทฺธปริกฺขา, หาโร โส โสธโน นามฯ

13. การพิจารณาความหมดจดและไม่หมดจด แห่งอรรถที่ถูกปรารภในคำถามคำตอบ และคำที่ท่านยกขึ้นสู่คาถานั้น ชื่อว่า โสธนหาระ

เอกตฺตตาย ธมฺมา, เยปิ จ เวมตฺตตาย นิทฺทิฏฺฐา;
เตน วิกปฺปยิตพฺพา, เอโส หาโร อธิฏฺฐาโนฯ

14. ธรรมเหล่าใดถูกแสดงโดยสามัญและโดยพิเศษ ธรรมเหล่านั้น อันท่านไม่ต้องคำนึงถึงการจำแนกแจกแจง สังวรรณนานี้ชื่อว่า อธิฏฐานหาระ

เย ธมฺมา ยํ ธมฺมํ, ชนยนฺติปฺปจฺจยา ปรมฺปรโต;
เหตุมวกฑฺฒยิตฺวา, เอโส หาโร ปริกฺขาโรฯ

15. ปัจจยธรรม (มี อวิชชา เป็นต้น) เหล่าใดยังปัจจยุปปันนธรรม (มี สังขาร เป็นต้น) อันใดให้เกิดขึ้น โดยความเป็นสหชาตปัจจัย และปัจจัยที่สืบ ๆ กันมา สังวรรณนาพิเศษที่ชักเหตุ (มี อวิชชา เป็นต้น อันต่างโดชนก เป็นต้น) นั้นมาพรรณนา ชื่อว่า ปริกขารหาระ

เย ธมฺมา ยํ มูลา, เย เจกตฺถา ปกาสิตา มุนินา;
เต สมโรปยิตพฺพา, เอส สมาโรปโน หาโรฯ

16. ธรรม (มี ศีล เป็นต้น) เหล่าใดเป็นมูลของธรรม (มี สมาธิ เป็นต้น) เหล่าใด พึงยกธรรม (มี ศีล เป็นต้น) เหล่านั้นขึ้นโดยความเป็นปทัฏฐานของธรรม (มี สมาธิ เป็นต้น) เหล่านั้น. ศัพท์เหล่าใดมีอรรถเหมือนกัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว พึงยกศัพท์เหล่านั้นขึ้นโดยความเป็นคำไวพจน์ของกันและกัน นี้ชื่อว่า สมาโรปนหาระ

นัยสังเขป

(หาระ คือ วิธีอธิบายพยัญชนะแห่งพระสูตร, นัย คือ วิธีอธิบายอรรถะ[สภาวะ]แห่งพระสูตร)

ตณฺหญฺจ อวิชฺชมฺปิ จ, สมเถน วิปสฺสนาย โย เนติ;
สจฺเจหิ โยชยิตฺวา, อยํ นโย นนฺทิยาวฏฺโฏฯ

1. นัยที่ใช้กิเลสภูมิ คือ ตัณหาอวิชชามาวิเคราะห์เอาอกุสลปักข์ทั้งหมด (ธรรมฝ่ายอกุศล) ออกมาจากพระสูตร (วัฏฏะนัย) และใช้อินทริยภูมิ คือ สมถะวิปัสสนามาวิเคราะห์เอากุสลปักข์ทั้งหมด ออกมาจากพระสูตร (อาวัฏฏนัย หรือ วิวัฏฏนัยในปฏิจจสมุปบาท) เพื่อนำไปประกอบกับสัจจะ 4 นี้ชื่อว่า นันทิยาวัฏฏะ.

(นันทิยะที่วัฏฏะ 1 นันทิยะที่อาวัฏฏะ 1 = นัยของหมวด 2)

โย อกุสเล สมูเลหิ, เนติ กุสเล จ กุสลมูเลหิ;
ภูตํ ตถํ อวิตถํ, ติปุกฺขลํ ตํ นยํ อาหุฯ

2. นัยที่ใช้กิเลสภูมิ คือ อกุศลมูล 3 มาวิเคราะห์เอาอกุสลปักข์ทั้งหมดออกมาจากพระสูตร และใช้อินทริยภูมิ คือ กุสลมูล 3 มาวิเคราะห์เอากุสลปักข์ทั้งหมด ออกมาจากพระสูตรเพื่อนำไปประกอบกับสัจจะ 4 อันเป็นภูตธรรม ตถธรรม อวิตถธรรม (คือ เป็นความจริงถูกต้องตามหลักปฏิจจสมุปบาท ที่กล่าวในนันทิยาวัฏฏนัย) ท่านเรียกนัยว่า ติปุกขละ.

(ปุกขล 3 = นัยของหมวด 3)

โย เนติ วิปลฺลาเสหิ, กิเลเส อินฺทฺริเยหิ สทฺธมฺเม;
เอตํ นยํ นยวิทู, สีหวิกฺกีฬิตํ อาหุฯ

3. นัยที่ใช้กิเลสภูมิ คือ วิปัลลาส 4 มาวิเคราะห์เอากิเลส (คืออกุสลปักข์ทั้งหมด) ออกมาจากพระสูตร และใช้อินทริยภูมิ มาวิเคราะห์เอาปฏิปัตติปฏิเวธสัทธรรม (คือกุสลปักข์ทั้งหมด) ออกมาจากพระสูตรเพื่อนำไปประกอบกับสัจจะทั้ง 4 ผู้รู้นัยท่านเรียกนัยนี้ว่า สีหวิกกีฬิตะ.

(สีหะย่างกรายด้วย 4 เท้า = นัยของหมวด 4)

(สีหวิกีฬิตนัย จะลำดับข้อปฏิบัติให้สอดคล้องกะอัธยาศัยของสีหะคือครูผู้สอน ในนยสมุฏฐานจึงแสดงองค์สภาวะธรรมข้อที่เท่ากันแม้ต่างหมวดไว้เท่ากัน. ติปุกขลนัย จะลำดับข้อปฏิบัติให้สอดคล้องกะอัธยาศัยของสัตว์ที่จะออกจากวัฏฏะ ในนยสมุฏฐานจึงเป็นการนำสีหวิกกีฬตนัยมาลำดับใหม่ให้เหมาะกับรายบุคคลนั้นๆ ดังนั้น องค์สภาวธรรม คนละลำดับข้อกัน ถ้าต่างหมวดก็อาจมีองค์ธรรมไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอัธยาศัยของสัตว์คนนั้นๆ.)

เวยฺยากรเณสุ หิ เย, กุสลากุสลา ตหิํ ตหิํ วุตฺตา;
มนสา โวโลกยเต, ตํ ขุ ทิสาโลจนํ อาหุฯ

4. กุศลปักข์และอกุศลปักข์ที่ท่านกล่าวไว้ในนัย 3 ข้างต้น ต้องนำมาตรวจดูด้วยใจ (ว่าเป็นสภาวะเดียวกับทิสไหนใน 4 ทิศ) ท่านเรียกการพิจารณากุศลและอกุศลด้วยใจนั้นว่า ทิสาโลจนะ.

(ทิสาโลจนัย ใช้องค์สภาวธรรมที่เป็นทิสเดียวกันแต่คนละหมวด มาวิเคราะห์เอาอกุสลปักข์สภาวะทั้งหมดและกุสลปักข์สภาวะทั้งหมดออกมาจากพระสูตร เช่น มีกามาสวะ ก้เท่ากับมีกามโยคะ กามคันถะ เป็นต้น, ส่วนสีหวิกกีฬิตนัย จะใช้องค์สภาวธรรมหมวดเดียวกันแต่คนละทิส มาวิเคราะห์เอาอกุสลปักข์สภาวะทั้งหมดและกุสลปักข์สภาวะทั้งหมดออกมาจากพระสูตร เช่น มีกามาสวะ ก็ต้องตามด้วยทิฏฐาสวะ เป็นต้น)

โอโลเกตฺวา ทิสโลจเนน, อุกฺขิปิย ยํ สมาเนติ;
สพฺเพ กุสลากุสเล, อยํ นโย องฺกุโส นามฯ

5. เมื่อใช้ทิสาโลจนนัยตรวจดูกุศลปักข์และอกุศลปักข์แล้ว นำกุศลปักข์และอกุศลธรรมทั้งหมดไปเทียบชั้นกับนัยใด นัยนั้นแหละชื่อว่า อังกุสะ.

(เทียบชั้น คือ ทิสข้อที่ใดๆ ของทิสาโลจนนัย มีองค์สภาวะธรรมตรงกับอังกุสนัยข้อที่ใดๆ, ทิสข้อที่นั้นๆ ก็เทียบเท่ากับอังกุสนัยข้อที่นั้นๆ เช่น ทิสข้อที่ 1 คือ ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีองค์สภาวะธรรมเทียบเท่ากับอังกุสนัยข้อที่ 1 คือ อุคฆฏิตัญญู, ฉะนั้น ทิสข้อที่ 1 นั้น จึงเทียบชั้นได้เท่ากับ อังกุสนัยข้อที่ 1 เช่นกัน เป็นต้น.)

โสฬส หารา ปฐมํ, ทิสโลจนโต  ทิสา วิโลเกตฺวา;
สงฺขิปิย องฺกุเสน หิ, นเยหิ ตีหิ นิทฺทิเส สุตฺตํฯ

  1. ควรใช้หาระ 16 ทำความเข้าใจพยัญชนะของพระสูตรก่อน,
  2. แล้วจึงใช้ทิสาโลจนนัยตรวจดูทิสเดียวกันกะองค์สภาวะธรรมของพยัญชนะนั้น,
  3. แล้วใช้อังกุสนัยนำไปเทียบชั้นกับทิสาโลจนนัย,
  4. แล้วจึงแสดงพระสูตร (พระบาลี) ด้วยอัตถนัยที่เหลือ 3 ประการ.

บท 12

พยัญชนะบท 6

อกฺขรํ ปทํ พฺยญฺชนํ, นิรุตฺติ ตเถว นิทฺเทโส;
อาการฉฏฺฐวจนํ, เอตฺตาว พฺยญฺชนํ สพฺพํฯ

ทั้งหมดนี้เป็นพยัญชนะบท 6:

  1. อักขระ (ตัวอักษร ส อักษร ของบทว่า สพฺเพ),
  2. บท (ศัพท์;อักขระที่ผสมเป็นคำแล้ว มี 4 ได้แก่ นามศัพท์, อาขยาตศัพท์, อุปสรรคศัพท์, นิบาตศัพท์;เช่น บทว่า สพฺเพ ของประโยคว่า "สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา"),
  3. พยัญชนะ (ประโยค[วากยะ]; ศัพท์ที่ผสมเป็นประโยคแล้ว; เช่น ประโยคว่า "สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา" ของฉันนสูตร),
  4. นิรุตติ (วิเคราะห์บทแต่ละบทในประโยค)
  5. นิทเทส (ขยายนิรุตติอีกทีหนึ่ง คือ ตัดพระสูตรออกเป็นท่อนๆ แล้วขยายทีละท่อน;ตัวอย่าง ขุ.นิทเทส ขยายคาถาจากสุตตนิบาตทีละคาถาจนครบทุกคาถาของแต่ละสูตร;เนตติ. ปฏินิทเทส ขยายคาถาของนิทเทสวาระทีละคาถา)
  6. อาการ (วิภังค์;บทที่ขยายประโยค[วากยะ]ที่จบประโยคไปแล้วอีกทีหนึ่ง คือ หลังจากสวดสูตรหลักจบไปแล้ว ก็เอาบทในสูตรที่สวดจบมาขยายด้วยบทอีกหลายๆบทอีกที;ตัวอย่าง วิ.มหาวิ. สิกขาปทวิภังค์ ขยายอนุบัญญัติที่สวดจบไปแล้วในบรรทัดก่อน, อภิ.วิ. ขันธวิภังค์ ขยายขันธ์ 5 ที่ยกมาสวดก่อนและจบไปแล้ว)

บท 12 คือ องค์ของพระสูตรทั้งสูตร, บทพยัญชนะบท คือ องค์ของประโยคหนึ่งๆ ในประโยคหลายประโยคที่ผสมเป็นสูตร,

อรรถะบท 6

สงฺกาสนา ปกาสนา, วิวรณา วิภชนุตฺตานีกมฺมปญฺญตฺติ;
เอเตหิ ฉหิ ปเทหิ, อตฺโถ กมฺมญฺจ นิทฺทิฏฺฐํฯ

ท่านอธิบายความหมายของพระสูตรและวิธีแสดงด้วยอรรถบท 6 (แต่ซ้ำกันจึงเหลือ 3):

  1. สังกาสนะ (ความหมายของอักขระและบท),
  2. ปกาสนะ (ความหมายของอักขรและบท),
  3. วิวรณะ (ความหมายของพยัญชนะ),
  4. วิภชนะ (ความหมายของพยัญชนะ),
  5. อุตตานีกัมมะ (ความหมายของนิรุตและนิทเทส),
  6. ปัญญัตติ (ความหมายของนิรุตและนิทเทส)

ตีณิ จ นยา อนูนา, อตฺถสฺส จ ฉปฺปทานิ คณิตานิ;
นวหิ ปเทหิ ภควโต, วจนสฺสตฺโถ สมายุตฺโตฯ

นยะ 3 รวมกับอรรถบท 6, อรรถบทของพระพุทธพจน์จึงมี 9.

(อังกุสนัยนับรวมกับติปุกขลนัย,ทิสาโลจนนับรวมกับสีหวิกีฬิตนัย เพราะเป็นนัยย่อยอีกทีหนึ่ง).

อตฺถสฺส นวปฺปทานิ, พฺยญฺชนปริเยฏฺฐิยา จตุพฺพีส;
อุภยํ สงฺกลยิตฺวา , เตตฺติํสา เอตฺติกา เนตฺตีติฯ

เมื่อรวมทั้ง 2 อย่างแล้ว เนตติมีประมาณ 33 คือ อรรถบท 9 พยัญชนะ 24 (นย 3 กับ อรรถบท 6 ในบท 12 เป็นอรรถบท 9. หาระ 16, พยัญชนบท 6, กัมมนัย 2 เป็นพยัญชนบท 24).

นิทเทสวาระ จบ

ดูเพิ่ม

  1. เนตติปกรณ์ แปลโดยพระคันธสาราภิวังสะ