สารบัญ

[๔๙] นวมสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๙)

๑. การขยายความบทว่า "ปภสฺสรํ"

สูตรอ้างอิง 1) 2) 3)

๒. วินิจฉัยเรื่อง "วรรณะ" (สี) ของจิต

เมื่อจะแสดงว่า คำนี้เป็น "ปริยายกถา" (คำพูดอ้อมๆ/คำอุปมา) ที่นำมาใช้เพื่อประกาศถึงความบริสุทธิ์ของจิตเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า *"นีลาทีนํ"

๓. อ้างอิงพระบาลีแสดงความบริสุทธิ์

๔. ความเป็นไปของภวังคจิตและอุปกิเลส

คำตอบคือ: ถูกแล้ว โดยสภาวะแล้วภวังคจิตไม่มีอุปกิเลส แต่ทว่า อาจเป็นจิตเศร้าหมองได้ด้วยอำนาจแห่งอุปกิเลสที่จรมา (อาคันตุกะ). เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า *"ตญฺจ โข"

๕. วินิจฉัยบทวิภัตติ์และนิบาตศัพท์

๖. วินิจฉัยบทว่า "อสหชาเตหิ" และ "อุปกิเลเสหิ"

ราคะเป็นต้น เข้าไป (อุเปจฺจ) ทำจิตตสันดานให้เศร้าหมอง (กิลิสฺสนฺติ), เบียดเบียน (วิพาเธนฺติ), และทำให้เร่าร้อน (อุปตาเปนฺติ) ท่านจึงกล่าวว่า *"อุปกิเลเสหิ ได้แก่ ราคะเป็นต้น"

๗. ปรมัตถวินิจฉัยเรื่องความเศร้าหมองของภวังคจิต

๘. อธิบายอุปมาเรื่องพ่อแม่ ลูก และชวนจิต

ด้วยคำอุปมานั้น ท่านแสดงความต่างนี้ไว้ว่า: *"ความน่าติเตียนในโลก ปรากฏว่ามีได้แม้เพราะอิริยาบถที่หมุนเวียนอยู่ในสันดานที่ต่างกัน (ภินฺนสนฺตานคตาย - คนละคนกัน เช่น พ่อแม่กับลูก), ยิ่งไม่ต้องพูดถึง (ปเคว) อิริยาบถที่หมุนเวียนอยู่ในสันดานเดียวกันเลย!"

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวสรุปว่า *"ชวนกฺขเณ…เป…. อุปกฺกิลิฏฺฐํ นาม โหติ"

[๕๐] ทสมสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๑๐)

นับตั้งแต่กาลใด (ยทคฺเคน) ภวังคจิต ถูกเรียกว่าเป็นจิตเศร้าหมอง เมื่อมีการประชุมพร้อมแห่งปัจจัยเห็นปานนั้น; นับตั้งแต่กาลนั้น (ตทคฺเคน) ภวังคจิตนั้น ก็ถูกเรียกว่าเป็นจิตหลุดพ้นจากอุปกิเลส เมื่อมีการประชุมพร้อมแห่งปัจจัยที่ปราศจากอุปกิเลสเหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺตํ นาม โหติ"

ความที่เหลือในสูตรนี้ พึงทราบตามแนวทางที่กล่าวแล้วในนวมสูตร (สูตรที่ ๙). (จบการอธิบายวรรณนาแห่งปณิหิตอัจฉวรรค)

6. อัจฉราสงฆาตวรรควรรณนา (อธิบายฎีกาวรรคว่าด้วยการดีดนิ้วมือ)

[๕๑] การวิเคราะห์อักขระ "อ" (อการะ) ในบทว่า "อสฺสุตวา"

เพราะเหตุนั้น บุคคลใดมีความรู้ (สุตะ) อันประเสริฐ หรือมีความรู้อย่างยิ่งยวด บุคคลนั้นชื่อว่า "สุตวา" (ผู้มีสุตะ / ผู้ได้สดับ). การฟังปริยัติธรรมอันสามารถทำลายกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้ และการปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้นหลังจากได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ถูกประกาศไว้ด้วยบทว่า "สุตวา" นี้. อีกนัยหนึ่ง บุคคลใดฟังธรรมอันควรฟังแล้ว ทำกิจที่พึงทำให้สำเร็จได้ ชื่อว่า สุตวา (ผู้ฟังอยู่); โดยการปฏิเสธคำนั้น บุคคลผู้ไม่ได้ฟัง จึงชื่อว่า "อสฺสุตวา" (ผู้ไม่ได้สดับ).

การแจกแจงนัย ๑๐ ประการของ อ-อุปสรรค (อการะ)

1. ปรากฏในการ กั้นการประกอบด้วยสิ่งนั้น (ตํสมาโยคนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อเหตุกา ธมฺมา"

2. ปรากฏในการ กั้นภาวะความสัมพันธ์กับสิ่งนั้น (ตํสมฺพนฺธิภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อปฺปจฺจยา ธมฺมา"

3. ปรากฏในการ กั้นสภาวะของสิ่งนั้น (ตํสภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อนิทสฺสนา ธมฺมา"

4. ปรากฏในการ กั้นกิจของสิ่งนั้น (ตํกิจฺจนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อปฺปฏิฆา ธมฺมา"

5. ปรากฏในการ กั้นสภาวะของสิ่งนั้น โดยแสดงความเป็นอย่างอื่นจากสิ่งนั้น (ตทญฺญตา) เช่นในคำว่า *"อรูปิโน ธมฺมา"

6. ปรากฏในการ กั้นเพียงภาวะของสิ่งนั้น (ตพฺภาวมตฺตนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อมนุสฺโส"

7. ปรากฏในการ กั้นคุณอันพึงยกย่องของสิ่งนั้น (ตํสมฺภาวนียคุณนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อสฺสมโณ สมณปฏิญฺโญ"

8. ปรากฏในการ กั้นภาวะความไม่น้อยของสิ่งนั้น (ตทนปฺปภาวนิวตฺติยํ - คือกั้นความมีอยู่น้อย) เช่นในคำว่า *"กจฺจิ โภโต อนามยํ"

9. ปรากฏในการ กั้นสภาวะที่คล้ายคลึงกับสิ่งนั้น (ตํสทิสภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อนุปฺปนฺนา ธมฺมา"

10. ปรากฏในการ กั้นความไม่สิ้นสุดแห่งสิ่งนั้น (ตทปริโยสานนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อเสกฺขา ธมฺมา"

อ-อักษร ย่อมเป็นตัวส่องสว่างเนื้อความอันหลากหลายเช่นนี้.

สรุปการใช้ "อ" ในบทว่า "อสฺสุตวา"

ด้วยคำนี้ พระอรรถกถาจารย์แสดงถึงความปราศจากญาณมีความรู้ (สุตะ) เป็นต้นของปุถุชนนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิติ"

ขยายความบทว่า "อาคม" และ "อธิคม"

ในบทเหล่านั้น เพราะเหตุที่ความเป็นพหูสูต อันเป็นเหตุให้รู้แจ้งอุปกิเลสและสภาพที่เศร้าหมอง ย่อมมีได้แม้ด้วยความฉลาดในขันธ์และธาตุเป็นต้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:

เพราะเหตุนั้น คำเป็นต้นว่า *"ยสฺส จ ขนฺธธาตุอายตนปจฺจยาการสติปฏฺฐานาทีสู"

วิภาษวิธีเกี่ยวกับคำว่า "ปุถุชน"

อีกนัยหนึ่ง ชน-ศัพท์ ย่อมกล่าวถึง "ความไม่ถูกทำลายไปนั่นเอง" (อวิฆาตเมว).

อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นว่า ชน-ศัพท์ มีอรรถหมายถึง อภิสังขารเป็นต้นนั่นเอง.

อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นว่า ชน-ศัพท์ มีอรรถหมายถึง ราคะเป็นต้นนั่นเอง โดยวิเคราะห์ว่า "สัตว์ทั้งหลายเกิดแล้ว ยินดีแล้ว ในกามคุณอันมาก".

อธิบายอุปมาคำพ้องของ "ราคะ/กิเลสผูกมัด"

สรุปเรื่อง "อนฺธปุถุชฺชโน" และ "จิตฺตภาวนา"

บุคคลพึงรู้แจ้งอุปกิเลสของจิตและความหลุดพ้นจากอุปกิเลสนั้นตามสภาวะได้ด้วยการปฏิบัติใด การปฏิบัตินั้นชื่อว่า จิตตภาวนา คือ จิตตฐิติ (ความตั้งมั่นแห่งจิต - สมถะ); และ วิปัสสนาภาวนา อันได้ชื่อว่า จิตตปริคคหะ (การกำหนดรู้จิต) พร้อมทั้งสัมปยุตตธรรม นิสสยธรรม และอารมณ์ ซึ่งดำเนินไปโดยทำความตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในอารมณ์เดียวให้เป็นบาทฐาน ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น, อันจะเป็นเหตุให้เขารู้แจ้งเนื้อความที่กล่าวแล้วตามสภาวะความเป็นจริงได้.

[๕๒] ทุติยสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๒)

เพื่อจะแสดงว่า หมวด ๔ (จตุกกะ) ย่อมสำเร็จได้ในบทว่า "อริยสาวก" นี้ พระอรรถกถาจารย์จึงเริ่มต้นคำว่า *"อตฺถิ อริโย"

แต่ว่า เหล่าสาวกย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลายโดยอาศัยผู้อื่น เพราะโสฬสมรรค (ทัสสนมรรค) ของสาวกเหล่านั้น ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากเสียงบอกเล่าจากผู้อื่น (ปรโตโฆสะ); และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมตรัสรู้แจ้งสัจจะทั้งหลายโดยความเป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่น; แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ ไม่เป็นเช่นนั้นทั้งสองอย่าง, พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ เป็นผู้ไม่ต้องให้ผู้อื่นแนะนำ (อปรเนยฺยา) และแทงตลอดสัจจะทั้งหลายโดยความเป็นผู้ไม่ต้องนำพาผู้อื่น (อปรนายกภาเวน). เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"ปจฺเจกํ สจฺจานิ พุทฺธวนฺโตติ ปจฺเจกพุทฺธา"

ส่วนคำว่า *"คิหี อนาคตผโล"

เพราะว่า บุคคลที่กล่าวถึงแล้ว นับตั้งแต่การถึงสรณคมน์เป็นต้นมา ย่อมได้รับคำเรียกว่า "เป็นผู้ปฏิบัติดำเนินเพื่อการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล" โดยแท้. เนื้อความนี้ พึงทำให้แจ่มแจ้งด้วย ทักขิณาวิสุทธิสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์).

ข้อความใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้หมายถึงผู้นั้นว่า: *"โส จ โหติ สุเตน อุปปนฺโน, อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน…"

คำว่า "พึงทราบว่าเป็นอริยสาวก" ท่านกล่าวไว้เพราะความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ขวนขวายประกอบตนในกิจคือการฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอริยะ.