[๔๙] นวมสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๙)
๑. การขยายความบทว่า "ปภสฺสรํ"
สูตรอ้างอิง 1) 2) 3)
ข้อความฎีกา: `นวเม ปภสฺสรนฺติ ปริโยทาตํ สภาวปริสุทฺธฏฺเฐนฯ เตนาห – ‘‘ปณฑรํ ปริสุทฺธ’’นฺติฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "ปภสฺสรํ ได้แก่ ปณฺฑรํ ปริสุทฺธํ [ขาวรอบ บริสุทธิ์]")
แปลฎีกา: ในสูตรที่ ๙ บทว่า "ปภสฺสรํ" หมายถึง หมดจดรอบ (ปริโยทาตํ) โดยอรรถว่า มีความบริสุทธิ์โดยสภาวะ (สภาวปริสุทฺธฏฺเฐน) ด้วยเหตุนั้น ท่าน (พระอรรถกถาจารย์) จึงกล่าวว่า *"ปณฺฑรํ ปริสุทฺธํ"* (ขาวรอบ บริสุทธิ์)
๒. วินิจฉัยเรื่อง "วรรณะ" (สี) ของจิต
ข้อความฎีกา: `ปภสฺสรตาทโย นาม วณฺณธาตุยํ ลพฺภนกวิเสสาติ อาห – ‘‘กิํ ปน จิตฺตสฺส วณฺโณ นาม อตฺถีติ? อิตโร อรูปตาย ‘‘นตฺถี’’ติ ปฏิกฺขิปิตฺวา ปริยายกถา อยํ ตาทิสสฺส จิตฺตสฺส ปริสุทฺธภาวนาทีปนายาติ ทสฺเสนฺโต ‘‘นีลาทีน’’นฺติอาทิมาหฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "กิํ ปน จิตฺตสฺส วณฺโณ นาม อตฺถีติ? นตฺถิฯ นีลาทีนญฺหิ… [ถามว่า ก็สีของจิตมีอยู่หรือ? ตอบว่า ไม่มี…]")
แปลฎีกา: พระอรรถกถาจารย์ตั้งคำถามว่า *"กิํ ปน จิตฺตสฺส วณฺโณ นาม อตฺถีติ"* (ก็สีของจิตมีอยู่หรือ?) ด้วยความคำนึงว่า บทมีคำว่า "ปภัสสระ" เป็นต้นนี้ โดยปกติเป็นชื่อของความต่างกันที่ได้ในรูปวรรณธาตุ (ธาตุคือสี). บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง (อิตโร - พระอรรถกถาจารย์ผู้ตอบ) จึงปฏิเสธว่า *"นตฺถิ"* (ไม่มี) เพราะจิตเป็นอรูปธรรม (อรูปตาย).
เมื่อจะแสดงว่า คำนี้เป็น "ปริยายกถา" (คำพูดอ้อมๆ/คำอุปมา) ที่นำมาใช้เพื่อประกาศถึงความบริสุทธิ์ของจิตเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า *"นีลาทีนํ"
๓. อ้างอิงพระบาลีแสดงความบริสุทธิ์
ข้อความฎีกา: `ตถา หิ ‘‘โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต’’ติ (ที. นิ. ๑.๒๔๓-๒๔๔; ม. นิ. ๑.๓๘๔-๓๘๖, ๔๓๑-๔๓๓; ปารา. ๑๒-๑๓) วุตฺตํ ฯ เตเนวาห – ‘‘อิทมฺปิ นิรุปกฺกิเลสตาย ปริสุทฺธนฺติ ปภสฺสร’’นฺติฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "อิทมฺปิ นิรุปกฺกิเลสตาย ปริสุทฺธนฺติ ปภสฺสรํ [แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า ปภัสสระ เพราะบริสุทธิ์ด้วยความไม่มีอุปกิเลส]")
แปลฎีกา: จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ (ในพระสูตร) ว่า *"โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต…"* (ภิกษุนั้นเมื่อจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ ผ่องใสแล้วอย่างนี้…). เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า *"อิทมฺปิ นิรุปกฺกิเลสตาย ปริสุทฺธนฺติ ปภสฺสรํ"* (แม้จิตนี้ ก็ชื่อว่า ปภัสสระ เพราะเป็นจิตบริสุทธิ์เนื่องจากไม่มีอุปกิเลส).
๔. ความเป็นไปของภวังคจิตและอุปกิเลส
ข้อความฎีกา: `กิํ ปน ภวงฺคจิตฺตํ นิรุปกฺกิเลสนฺติ? อาม สภาวโต นิรุปกฺกิเลสํ, อาคนฺตุกอุปกฺกิเลสวเสน ปน สิยา อุปกฺกิลิฏฺฐํฯ เตนาห – ‘‘ตญฺจ โข’’ติอาทิฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "ตญฺจ โขติ ตํ ภวงฺคจิตฺตํ… [คำว่า ตญฺจ โข ได้แก่ ภวังคจิตนั้น…]")
แปลฎีกา: คำถามมีว่า *“ก็ภวังคจิตเป็นจิตไม่มีอุปกิเลสหรือ?”*
คำตอบคือ: ถูกแล้ว โดยสภาวะแล้วภวังคจิตไม่มีอุปกิเลส แต่ทว่า อาจเป็นจิตเศร้าหมองได้ด้วยอำนาจแห่งอุปกิเลสที่จรมา (อาคันตุกะ). เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า *"ตญฺจ โข"
๕. วินิจฉัยบทวิภัตติ์และนิบาตศัพท์
ข้อความฎีกา: `ตตฺถ อตฺตโน เตสญฺจ ภิกฺขูนํ ปจฺจกฺขภาวโต ปุพฺเพ ‘‘อิท’’นฺติ วตฺวา อิทานิ ปจฺจามสนวเสน ‘‘ต’’นฺติ อาหฯ จ-สทฺโท อตฺถูปนยเนฯ โข-สทฺโท วจนาลงฺกาเร, อวธารเณ วาฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวถึงคำว่า "ตญฺจ โข" ในบทตั้ง)
แปลฎีกา: ในบรรดาคำเหล่านั้น ในกาลก่อน (ในพระบาลี) ตรัสคำว่า "อิทํ" (นี้) เพราะสภาวะนั้นเป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งแก่พระองค์เองและแก่ภิกษุเหล่านั้น; แต่ในกาลนี้ (ในอรรถกถา) ท่านกล่าวคำว่า "ตํ" (นั่น) ด้วยอำนาจการย้อนระลึกถึงสภาวะนั้น (ปจฺจามสนวเสน).
จ-ศัพท์ ในบทนั้น ลงในอรรถเชื่อมโยงเนื้อความ (อตฺถูปนยเน).
โข-ศัพท์ ลงในอรรถประดับบท (วจนาลงฺกาเร) หรือลงในอรรถเน้นย้ำแน่นอน (อวธารเณ).
๖. วินิจฉัยบทว่า "อสหชาเตหิ" และ "อุปกิเลเสหิ"
ข้อความฎีกา: `วกฺขมานสฺส อตฺถสฺส นิจฺฉิตภาวโต ภวงฺคจิตฺเตน สหาวฏฺฐานาภาวโต อุปกฺกิเลสานํ อาคนฺตุกตาติ อาห – ‘‘อสหชาเตหิ’’ติอาทิฯ ราคาทโย อุเปจฺจ จิตฺตสนฺตานํ กิลิสฺสนฺติ วิพาเธนฺติ อุปตาเปนฺติ จาติ อาห – ‘‘อุปกฺกิเลเสหิ ราคาทีหิ’’ติฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "อาคนฺตุเกหิ อสหชาเตหิ ปจฺฉา ชวนกฺขเณ… อุปกฺกิเลเสหิ ราคาทีหิ…")
แปลฎีกา: ความเป็นอาคันตุกะ (แขกจรมา) ของอุปกิเลสทั้งหลาย มีได้เพราะความที่อุปกิเลสเหล่านั้น ไม่ได้ตั้งอยู่ร่วมกับภวังคจิต (ภวงฺคจิตฺเตน สหาวฏฺฐานาภาวโต) เนื่องจากเนื้อความที่จะกล่าวต่อไปเป็นเรื่องที่วินิจฉัยแน่นอนแล้ว ท่านจึงกล่าวคำว่า *"อสหชาเตหิ"* (ผู้ไม่ได้เกิดร่วมกัน) เป็นต้น.
ราคะเป็นต้น เข้าไป (อุเปจฺจ) ทำจิตตสันดานให้เศร้าหมอง (กิลิสฺสนฺติ), เบียดเบียน (วิพาเธนฺติ), และทำให้เร่าร้อน (อุปตาเปนฺติ) ท่านจึงกล่าวว่า *"อุปกิเลเสหิ ได้แก่ ราคะเป็นต้น"
๗. ปรมัตถวินิจฉัยเรื่องความเศร้าหมองของภวังคจิต
ข้อความฎีกา: `ภวงฺคจิตฺสฺส นิปฺปริยายโต อุปกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐตา นาม นตฺถิ อสํสฏฺฐภาวโต, เอกสนฺตติปริยาปนฺนตาย ปน สิยา อุปกฺกิลิฏฺฐตาปริยาโยติ อาห – ‘‘อุปกฺกิลิฏฺฐํ นามาติ วุจฺจตี’’ติฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "…อุปกฺกิลิฏฺฐตฺตา อุปกฺกิลิฏฺฐํ นามาติ วุจฺจติฯ [เพราะเศร้าหมอง จึงเรียกว่า เป็นจิตเศร้าหมอง]")
แปลฎีกา: ว่าโดยนิปปริยาย (โดยตรงแท้จริง) ชื่อว่าความเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสทั้งหลายของภวังคจิต ย่อมไม่มี เพราะเป็นสภาพที่ไม่เกี่ยวร้องกัน (อสํสฏฺฐภาวโต); แต่ว่า โวหารโหมดความเศร้าหมอง (อุปกฺกิลิฏฺฐตาปริยาโย) พึงมีได้ เพราะความที่ภวังคจิตและอุปกิเลสนั้นนับเนื่องอยู่ในจิตตสันดานเดียวกัน (เอกสนฺตติปริยาปนฺนตาย). ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"อุปกฺกิลิฏฺฐํ นามาติ วุจฺจตี"* (จึงเรียกว่า เป็นจิตเศร้าหมอง).
๘. อธิบายอุปมาเรื่องพ่อแม่ ลูก และชวนจิต
ข้อความฎีกา: `อิทานิ ตมตฺถํ อุปมาย วิภาเวตุ̓ ‘‘ยถา หี’’ติอาทิมาหฯ เตน ภินฺนสนฺตานคตายปิ นาม อิริยาย โลเก คารยฺหตา ทิสฺสติ, ปเคว เอกสนฺตานคตาย อิริยายาติ อิมํ วิเสสํ ทสฺเสติฯ เตนาห – ‘‘ชวนกฺขเณ…เป.… อุปกฺกิลิฏฺฐํ นาม โหตี’’ติฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวอุปมา: "ยถา หี สีลวนฺตา… [เปรียบเหมือนบิดามารดาผู้มีศีล… พลอยได้รับการติเตียนเพราะลูกทุศีล… ฉันใด ภวังคจิตก็ฉันนั้น]")
แปลฎีกา: บัดนี้ เพื่อจะทำให้เนื้อความนั้นกระจ่างด้วยอุปมา พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า *"ยถา หิ"* (จริงอยู่ เปรียบเหมือนว่า) เป็นต้น.
ด้วยคำอุปมานั้น ท่านแสดงความต่างนี้ไว้ว่า: *"ความน่าติเตียนในโลก ปรากฏว่ามีได้แม้เพราะอิริยาบถที่หมุนเวียนอยู่ในสันดานที่ต่างกัน (ภินฺนสนฺตานคตาย - คนละคนกัน เช่น พ่อแม่กับลูก), ยิ่งไม่ต้องพูดถึง (ปเคว) อิริยาบถที่หมุนเวียนอยู่ในสันดานเดียวกันเลย!"
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวสรุปว่า *"ชวนกฺขเณ…เป…. อุปกฺกิลิฏฺฐํ นาม โหติ"
[๕๐] ทสมสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๑๐)
ข้อความฎีกา: `ทสเม ภวงฺคจิตฺตเมว จิตฺตนฺติ ‘‘ปภสฺสรมิทํ, ภิกฺขเว, จิตฺต’’นฺติ วุตฺตํ ภวงฺคจิตฺตเมวฯ ยทคฺเคน ภวงฺคจิตฺตํ ตาทิสปจฺจยสมวาเย อุปกฺกิลิฏฺฐํ นาม วุจฺจติ, ตทคฺเคน ตพฺพิธุรปจฺจยสมวาเย อุปกฺกิเลสโต วิมุตฺตนฺติ วุจฺจติฯ เตนาห – ‘‘อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺตํ นาม โหตี’’ติฯ เสสเมตฺถ นวมสุตฺเต วุตฺตนยานุสาเรน เวทิตพฺพํฯ ปณิหิตอจฺฉวคฺควณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "ทสเมปิ ภวงฺคจิตฺตเมว จิตฺตํ… วิปฺปมุตฺตนฺติ… [ในสูตรที่ ๑๐ จิตก็คือภวังคจิต… คำว่า หลุดพ้น ได้แก่…]")
แปลฎีกา: ในสูตรที่ ๑๐ คำว่า "จิต" ก็คือ ภวังคจิตนั่นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า *"ปภสฺสรมิทํ, ภิกฺขเว, จิตฺตํ"* (ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส) ก็ทรงหมายเอาภวังคจิตนั่นเอง.
นับตั้งแต่กาลใด (ยทคฺเคน) ภวังคจิต ถูกเรียกว่าเป็นจิตเศร้าหมอง เมื่อมีการประชุมพร้อมแห่งปัจจัยเห็นปานนั้น; นับตั้งแต่กาลนั้น (ตทคฺเคน) ภวังคจิตนั้น ก็ถูกเรียกว่าเป็นจิตหลุดพ้นจากอุปกิเลส เมื่อมีการประชุมพร้อมแห่งปัจจัยที่ปราศจากอุปกิเลสเหล่านั้น.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺตํ นาม โหติ"
ความที่เหลือในสูตรนี้ พึงทราบตามแนวทางที่กล่าวแล้วในนวมสูตร (สูตรที่ ๙).
(จบการอธิบายวรรณนาแห่งปณิหิตอัจฉวรรค)
6. อัจฉราสงฆาตวรรควรรณนา (อธิบายฎีกาวรรคว่าด้วยการดีดนิ้วมือ)
[๕๑] การวิเคราะห์อักขระ "อ" (อการะ) ในบทว่า "อสฺสุตวา"
ข้อความฎีกา: `ฉฏฺฐสฺส ปฐเม อสฺสุตวาติ เอตฺถ ‘‘สาธุ ปญฺญาณวา นโร’’ติอาทีสุ (ชา. ๒.๑๘.๑๐๑) อตฺถิตามตฺตสฺส โพธโก วา-สทฺโทฯ ‘‘สีลวา โหติ กลฺยาณธมฺโม’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๓.๓๘๑) ปสํสาวิสิฏฺฐาย อตฺถิตายฯ ‘‘ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๑๗; ม. นิ. ๒.๒๕) อติสยตฺถวิสิฏฺฐาย อตฺถิตาย, ตสฺมา ยสฺส ปสตฺถํ อติสเยน วา สุตํ อตฺถิ, โส สุตวา, สํกิเลสวิทฺธํสนสมตฺถํ ปริยตฺติธมฺมสฺสวนํ, ตํ สุตฺวา ตถตฺตาย ปฏิปตฺติ จ ‘‘สุตวา’’ติ อิมินา ปเทน ปกาสิตาฯ โสตพฺพยุตฺตํ สุตฺวา กตฺตพฺพนิปฺผตฺติวเสน สุณีติ วา สุตวา, ตปฺปฏิกฺเขเปน น สุตวาติ อสฺสุตวาฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "ตํ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโนติ… อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิติ…")
แปลฎีกา: ในบทที่ ๑ ของสูตรที่ ๖ ในบทว่า "อสฺสุตวา" นี้:
ปัจจัยรูป วา-ศัพท์ (ผู้มี…) ในคาถาเป็นต้นว่า *"สาธุ ปญฺญาณวา นโร"* (นรชนผู้มีปัญญา เป็นคนดี) ทำหน้าที่แสดงถึง ความมีอยู่เพียงอย่างเดียว (อตฺถิตามตฺตสฺส โพธโก).
ในคำเป็นต้นว่า *"สีลวา โหติ กลฺยาณธมฺโม"* (เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม) แสดงถึง ความมีอยู่ที่วิเศษด้วยคำสรรเสริญ.
ในคำเป็นต้นว่า *"ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต"* (เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิดและความดับ) แสดงถึง ความมีอยู่ที่วิเศษโดยอรรถอันยิ่งยวด (อติสยตฺถ).
เพราะเหตุนั้น บุคคลใดมีความรู้ (สุตะ) อันประเสริฐ หรือมีความรู้อย่างยิ่งยวด บุคคลนั้นชื่อว่า "สุตวา" (ผู้มีสุตะ / ผู้ได้สดับ).
การฟังปริยัติธรรมอันสามารถทำลายกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้ และการปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้นหลังจากได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ถูกประกาศไว้ด้วยบทว่า "สุตวา" นี้.
อีกนัยหนึ่ง บุคคลใดฟังธรรมอันควรฟังแล้ว ทำกิจที่พึงทำให้สำเร็จได้ ชื่อว่า สุตวา (ผู้ฟังอยู่); โดยการปฏิเสธคำนั้น บุคคลผู้ไม่ได้ฟัง จึงชื่อว่า "อสฺสุตวา" (ผู้ไม่ได้สดับ).
การแจกแจงนัย ๑๐ ประการของ อ-อุปสรรค (อการะ)
ข้อความฎีกา: `อยญฺหิ อกาโร ‘‘อเหตุกา ธมฺมา (ธ. ส. ๒ ทุกมาติกา), อภิกฺขุโก อาวาโส’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๑๐๔๗) ตํสมาโยคนิวตฺติยํ ทิฏฺโฐฯ`
แปลฎีกา: จริงอยู่ อ-อักษร (อการะ) นี้:
1. ปรากฏในการ กั้นการประกอบด้วยสิ่งนั้น (ตํสมาโยคนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อเหตุกา ธมฺมา"
2. ปรากฏในการ กั้นภาวะความสัมพันธ์กับสิ่งนั้น (ตํสมฺพนฺธิภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อปฺปจฺจยา ธมฺมา"
ข้อความฎีกา: `‘‘อนิทสฺสนา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๙ ทุกมาติกา) ตํสภาวนิวตฺติยํฯ นิทสฺสนญฺหิ เอตฺถ ทฏฺฐพฺพตาฯ อถ วา ปสฺสตีติ นิทสฺสนํ, จกฺขุวิญฺญาณํฯ ตคฺคเหตพฺพตานิวตฺติยํ, ตถา ‘‘อนาสวา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๑๕ ทุกมาติกา)ฯ`
แปลฎีกา:
3. ปรากฏในการ กั้นสภาวะของสิ่งนั้น (ตํสภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อนิทสฺสนา ธมฺมา"
4. ปรากฏในการ กั้นกิจของสิ่งนั้น (ตํกิจฺจนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อปฺปฏิฆา ธมฺมา"
5. ปรากฏในการ กั้นสภาวะของสิ่งนั้น โดยแสดงความเป็นอย่างอื่นจากสิ่งนั้น (ตทญฺญตา) เช่นในคำว่า *"อรูปิโน ธมฺมา"
6. ปรากฏในการ กั้นเพียงภาวะของสิ่งนั้น (ตพฺภาวมตฺตนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อมนุสฺโส"
7. ปรากฏในการ กั้นคุณอันพึงยกย่องของสิ่งนั้น (ตํสมฺภาวนียคุณนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อสฺสมโณ สมณปฏิญฺโญ"
8. ปรากฏในการ กั้นภาวะความไม่น้อยของสิ่งนั้น (ตทนปฺปภาวนิวตฺติยํ - คือกั้นความมีอยู่น้อย) เช่นในคำว่า *"กจฺจิ โภโต อนามยํ"
9. ปรากฏในการ กั้นสภาวะที่คล้ายคลึงกับสิ่งนั้น (ตํสทิสภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อนุปฺปนฺนา ธมฺมา"
10. ปรากฏในการ กั้นความไม่สิ้นสุดแห่งสิ่งนั้น (ตทปริโยสานนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อเสกฺขา ธมฺมา"
อ-อักษร ย่อมเป็นตัวส่องสว่างเนื้อความอันหลากหลายเช่นนี้.
สรุปการใช้ "อ" ในบทว่า "อสฺสุตวา"
ข้อความฎีกา: `อิธ ปน ‘‘อรูปิโน ธมฺมา (ธ. ส. ๑๑ ทุกมาติกา), อเจตสิกา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ๕๗ ทุกมาติกา) วิย ตํสภาวนิวตฺติยํ ทฏฺฐพฺโพ, อญฺญตฺเถติ อตฺโถฯ เอเตนสฺส สุตาทิญาณวิรหํ ทสฺเสติฯ เตน วุตฺตํ – ‘‘อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิตี’’ติฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิติ")
แปลฎีกา: แต่ในบทนี้ (อสฺสุตวา) พึงเห็นว่า อ-อักษร ทำหน้าที่ กั้นสภาวะของสิ่งนั้น เหมือนในคำว่า *"อรูปิโน ธมฺมา, อเจตสิกา ธมฺมา"* เป็นต้น มีความหมายว่า "เป็นอย่างอื่น" (อญฺญตฺถ).
ด้วยคำนี้ พระอรรถกถาจารย์แสดงถึงความปราศจากญาณมีความรู้ (สุตะ) เป็นต้นของปุถุชนนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิติ"
ขยายความบทว่า "อาคม" และ "อธิคม"
ข้อความฎีกา: `อิทานิ ตสฺสตฺถํ วิวรนฺโต ‘‘โย หี’’ติอาทิมาหฯ ตตฺถ ยสฺมา ขนฺธธาตาทิโกสลฺเลนปิ อุปกฺกิเลสอุปกฺกิลิฏฺฐานํ ชานนเหตุภูตํ พาหุสจฺจํ โหติฯ ยถาห – ‘‘กิตฺตาวตา นุ โข, ภนฺเต, พหุสฺสุโต โหติ? ยโต โข, ภิกฺขุ, ขนฺธกุสโล โหติฯ ธาตุ…เป.… อายตน…เป.… ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสโล โหติฯ เอตฺตาวตา โข, ภิกฺขุ, พหุสฺสุโต โหตี’’ติฯ ตสฺมา ‘‘ยสฺส จ ขนฺธธาตุอายตนปจฺจยาการสติปฏฺฐานาทีสู’’ติอาทิ วุตฺตํฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวขยายความผู้ไม่มีอาคมและอธิคม: "โย หิ อิทํ สุตฺตํ… ยสฺส จ ขนฺธธาตุอายตน…")
แปลฎีกา: บัดนี้ เมื่อจะเปิดเผยเนื้อความนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า *"โย หิ"* (จริงอยู่ ผู้ใด…) เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น เพราะเหตุที่ความเป็นพหูสูต อันเป็นเหตุให้รู้แจ้งอุปกิเลสและสภาพที่เศร้าหมอง ย่อมมีได้แม้ด้วยความฉลาดในขันธ์และธาตุเป็นต้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:
เพราะเหตุนั้น คำเป็นต้นว่า *"ยสฺส จ ขนฺธธาตุอายตนปจฺจยาการสติปฏฺฐานาทีสู"
ข้อความฎีกา: `ตตฺถ วาจุคฺคตกรณํ อุคฺคโหฯ อตฺถปริปุจฺฉนํ ปุริปุจฺฉาฯ กุสเลหิ สห โจทนาปริหรณวเสน วินิจฺฉยกรณํ วินิจฺฉโยฯ อาจริเย ปน ปยิรุปาสิตฺวา อตฺถธมฺมานํ อาคมนํ สุตมยญาณวเสน อวพุชฺฌนํ อาคโมฯ มคฺคผลนิพพานานํ สจฺฉิกิริยา อธิคโมฯ`
แปลฎีกา: ในบทเหล่านั้น:
การกระทำบทธรรมให้คล่องปาก (วาจุคฺคตกรณํ) ชื่อว่า อุคคหะ (การเล่าเรียนท่องจำ).
การสอบถามเนื้อความ ชื่อว่า ปริปุจฉา (การซักถาม).
การทำการวินิจฉัยด้วยอำนาจการตั้งข้อซักถามและการแก้ข้อกล่าวหาร่วมกับผู้ฉลาดทั้งหลาย ชื่อว่า วินิจฉัย.
การเข้าไปนั่งใกล้ครูอาจารย์ แล้วรับเอาเนื้อความและธรรมมาเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยอำนาจสุตมยญาณ ชื่อว่า อาคมะ (การเล่าเรียนสืบต่อ).
การทำให้แจ้งซึ่ง มรรค ผล และนิพพาน ชื่อว่า อธิคมะ (การบรรลุ).
วิภาษวิธีเกี่ยวกับคำว่า "ปุถุชน"
ข้อความฎีกา: `พหูนํ นานปฺปการานํ สกฺกายทิฏฺฐาทีนํ อวิหตตฺตา ตา ชเนนฺติ, ตาหิ วา ชนิตาติ ปุถุชฺชนาฯ อวิฆาตเมว วา ชน-สทฺโท วทติฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถาอ้างอิงคาถา: "ปุถูนํ ชนนาทีหิ การเณหิ ปุถุชฺชโน…")
แปลฎีกา: ชนทั้งหลาย ชื่อว่า ปุถุชน เพราะกิเลสทั้งหลายมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น อันมีประการต่างๆ เป็นอันมาก (ปุถู) ยังไม่ถูกทำลาย ย่อมสร้างชนเหล่านั้นขึ้นมา (ตา ชเนนฺติ) หรือชนเหล่านั้นถูกกิเลสเหล่านั้นสร้างขึ้นมา (ตาหิ ชนิตา).
อีกนัยหนึ่ง ชน-ศัพท์ ย่อมกล่าวถึง "ความไม่ถูกทำลายไปนั่นเอง" (อวิฆาตเมว).
ข้อความฎีกา: `ปุถุ สตฺถารานํ มุขุลฺโลกิกาติ เอตฺถ ปุถู ชนา สตฺถุปฏิญฺญา เอเตสนฺติ ปุถุชฺชนาฯ`
แปลฎีกา: ในบทว่า *"ปุถุ สตฺถารานํ มุขุลฺโลกิกา"* (เป็นผู้เพ่งมองดูหน้าศาสดาเป็นอันมาก) มีอธิบายว่า ชนทั้งหลายผู้ปฏิญาณตนว่ามีศาสดาเป็นอันมาก ย่อมมีแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ปุถุชน.
ข้อความฎีกา: `สพฺพคตีหิ อวุฏฺฐิตาติ เอตฺถ ชเนตพฺพา, ชายนฺติ วา เอตฺถ สตฺตาติ ชนา, คติโย, ตา ปุถู เอเตสนฺติ ปุถุชฺชนาฯ`
แปลฎีกา: ในบทว่า *"สพฺพคตีหิ อวุฏฺฐิตา"* (เป็นผู้ยังไม่พ้นไปจากคติทั้งปวง) มีอธิบายว่า คำว่า ชนา ได้แก่ คติทั้งหลาย อันเป็นสิ่งที่พึงให้เกิด หรือเป็นที่ที่สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิด; คติเหล่านั้นมีจำนวนมาก (ปุถู) แก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ปุถุชน.
ข้อความฎีกา: `อิโต ปเร ชายนฺติ เอเตหีติ ชนา, อภิสงฺขาราทโย, เต เอเตสํ ปุถู วิชฺชนฺติติ ปุถุชฺชนาฯ อภิสงฺขาราทิอตฺโถ เอว วา ชน-สทฺโท ทฏฺฐพฺโพฯ`
แปลฎีกา: อภิสังขารเป็นต้น ชื่อว่า ชนา เพราะเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายเกิดต่อจากชาตินี้; อภิสังขารเป็นต้นเหล่านั้น มีจำนวนมากแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ปุถุชน.
อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นว่า ชน-ศัพท์ มีอรรถหมายถึง อภิสังขารเป็นต้นนั่นเอง.
ข้อความฎีกา: `โอฆา กาโมฆาทโยฯ ราคคฺคิอาทโย สนฺตาปาฯ เต เอว สพฺเพปิ วา กิเลสา ปริฬาหาฯ`
แปลฎีกา:
บทว่า โอฆะ ได้แก่ กาโมฆะ เป็นต้น.
บทว่า ความเร่าร้อน (สนฺตาปา) ได้แก่ ไฟคือราคะ เป็นต้น.
บทว่า ความกระวนกระวาย (ปริฬาหา) ได้แก่ กิเลสเหล่านั้นนั่นแหละ หรือกิเลสทั้งปวงนั่นแหละ ชื่อว่าความกระวนกระวาย.
ข้อความฎีกา: `ปุถุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ รตฺตาติ เอตฺถ ชายตีติ ชโน, ราโค เคโธติ เอวมาทิโก, ปุถุ ชโน เอเตสนฺติ ปุถุชฺชนาฯ ปุถูสุ ชนา ชาตา รตฺตาติ เอวํ ราคาทิอตฺโถ เอว วา ชน-สทฺโท ทฏฺฐพฺโพฯ`
แปลฎีกา: ในบทว่า *"ปุถุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ รตฺตา"* (ยินดีในกามคุณ ๕ อย่างมากมาย) มีอธิบายว่า กิเลสมีราคะและความกริ้วโกรธเป็นต้น ชื่อว่า ชน (ชโน) เพราะสภาวะนั้นย่อมเกิด; ชน (คือราคะเป็นต้น) มีจำนวนมาก ย่อมมีแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ปุถุชน.
อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นว่า ชน-ศัพท์ มีอรรถหมายถึง ราคะเป็นต้นนั่นเอง โดยวิเคราะห์ว่า "สัตว์ทั้งหลายเกิดแล้ว ยินดีแล้ว ในกามคุณอันมาก".
อธิบายอุปมาคำพ้องของ "ราคะ/กิเลสผูกมัด"
ข้อความฎีกา: `รตฺตาติ วตฺถํ วิย รงฺคชาเตน จิตฺตสฺส วิปริณามกเรน ฉนฺทราเคน รตฺตา สารตฺตาฯ`
แปลฎีกา: บทว่า "รตฺตา" (ผู้กำหนัดแล้ว) ได้แก่ ผู้กำหนัดแล้ว ยินดีอย่างยิ่งแล้ว ด้วยฉันทราคะอันทำความแปรปรวนแก่จิต เหมือนผ้าที่ถูกย้อมด้วยน้ำย้อม.
ข้อความฎีกา: `อชฺโฌปนฺนาติ อนญฺญสาธารเณ วิย กตฺวา คิลิตฺวา ปรินิฏฺฐาเปตฺวา ฐิตาฯ`
แปลฎีกา: บทว่า "อชฺโฌปนฺนา" (ผู้จมลงอย่างยิ่ง) ได้แก่ ผู้กลืนกินแล้ว ทำเสมือนไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น แล้วตั้งมั่นเสร็จสรรพอยู่.
ข้อความฎีกา: `ลคฺคาติ วงฺกกณฺฏเก วิย อาสตฺตา, มหาปลิเป ยาว นาสิกคฺคา ปลิปนฺนปุริโส วิย อุทฺธริตุํ อสกฺกุเณยฺยภาเวน นิมุคฺคา ฯ`
แปลฎีกา: บทว่า "ลคฺคา" (ผู้ติดแน่น) ได้แก่ ผู้ข้องอยู่ เสมือนติดหนามโค้ง, จมลงแล้วโดยภาวะที่ไม่สามารถจะถอนตัวขึ้นได้ เสมือนบุรุษผู้จมลงในตมใหญ่ลึกถึงปลายจมูก.
ข้อความฎีกา: `ลคฺคิตาติ มกฺกฏาเลเป อาลคฺคภาเวน สมฺมสิโต วิย มกฺกโฏ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ วเสน อาลคฺคิตาฯ`
แปลฎีกา: บทว่า "ลคฺคิตา" (ผู้เกาะติด) ได้แก่ ผู้เกาะติดอยู่ด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์ ๕ เสมือนลิงที่ถูกจับติดแน่นอยู่กับตังลิง.
ข้อความฎีกา: `ปลิพุทฺธาติ สมฺพทฺธา, อุปทฺทุตา วาฯ`
แปลฎีกา: บทว่า "ปลิพุทฺธา" ได้แก่ ผู้ถูกผูกพันไว้ หรือผู้ถูกเบียดเบียน.
ข้อความฎีกา: `อาวุตาติ อาวริตาฯ นิวุตาติ นิวาริตาฯ โอวุตาติ ปลิคุณฺฐิตา, ปริโยนทฺธา วาฯ ปิหิตาติ ปิทหิตาฯ ปฏิจฺฉนฺนาติ ฉาทิตาฯ ปฏิกุชฺชิตาติ เหฏฺฐามุขชาตาฯ`
แปลฎีกา:
บทว่า อาวุตา ได้แก่ ผู้ถูกปิดบัง (อาวริตา).
บทว่า นิวุตา ได้แก่ ผู้ถูกกั้นไว้ (นิวาริตา).
บทว่า โอวุตา ได้แก่ ผู้ถูกรัดรึงรอบด้าน (ปลิคุณฺฐิตา) หรือถูกห่อหุ้มไว้ (ปริโยนทฺธา).
บทว่า ปิหิตา ได้แก่ ผู้ถูกปิดไว้ (ปิทหิตา).
บทว่า ปฏิจฺฉนฺนา ได้แก่ ผู้ถูกปกปิดไว้ (ฉาทิตา).
บทว่า ปฏิกุชฺชิตา ได้แก่ ผู้มีหน้าคว่ำลงเบื้องล่าง (เหฏฺฐามุขชาตา).
สรุปเรื่อง "อนฺธปุถุชฺชโน" และ "จิตฺตภาวนา"
ข้อความฎีกา: `‘‘อสฺสุตวา’’ติ เอเตน อวิชฺชนฺธตา วุตฺตาติ อาห – ‘‘อนฺธปุถุชฺชโน วุตฺโต’’ติฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถาสรุปว่า: "…เตสุ อนฺธปุถุชฺชโน วุตฺโต โหตีติ เวทิตพฺโพ")
แปลฎีกา: พระอรรถกถาจารย์กล่าวคำว่า *"อนฺธปุถุชฺชโน วุตฺโต"* (ทรงหมายถึง อนธปุถุชน) เพื่อแสดงว่า ความตาบอดเพราะอวิชชา (อวิชฺชนฺธตา) ถูกกล่าวไว้ด้วยบทว่า *"อสฺสุตวา"* นี้.
ข้อความฎีกา: `จิตฺตฏฺฐิติ จิตฺตปริคฺคโห นตฺถีติ ยาย ปฏิปตฺติยา จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ตโต วิปฺปมุตฺติญฺจ ยถาสภาวโต ชาเนยฺย, สา จิตฺตภาวนา จิตฺตฏฺฐิติฯ เอการมฺมเณ สุฏฺฐุ สมาธานวเสน อวฏฺฐิติํ ปาทกํ กตฺวา ปวตฺติตา สมฺปยุตฺตธมฺเมหิ นิสฺสยารมฺมเณหิ จ สทฺธิํ จิตฺตสฺส ปริคฺคหสญฺญิตา วิปสฺสนาภาวนาปิ นตฺถิ, ยาย วุตฺตมตฺถํ ยถาสภาวโต ชาเนยฺยฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "จิตฺตภาวนา นตฺถีติ จิตฺตฏฺฐิติ จิตฺตปริคฺคโห นตฺถิ…")
แปลฎีกา: ข้อความว่า *"จิตฺตฏฺฐิติ จิตฺตปริคฺคโห นตฺถิ"* (ความตั้งมั่นแห่งจิตและการกำหนดรู้จิตไม่มี) มีอธิบายว่า:
บุคคลพึงรู้แจ้งอุปกิเลสของจิตและความหลุดพ้นจากอุปกิเลสนั้นตามสภาวะได้ด้วยการปฏิบัติใด การปฏิบัตินั้นชื่อว่า จิตตภาวนา คือ จิตตฐิติ (ความตั้งมั่นแห่งจิต - สมถะ);
และ วิปัสสนาภาวนา อันได้ชื่อว่า จิตตปริคคหะ (การกำหนดรู้จิต) พร้อมทั้งสัมปยุตตธรรม นิสสยธรรม และอารมณ์ ซึ่งดำเนินไปโดยทำความตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในอารมณ์เดียวให้เป็นบาทฐาน ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น, อันจะเป็นเหตุให้เขารู้แจ้งเนื้อความที่กล่าวแล้วตามสภาวะความเป็นจริงได้.
[๕๒] ทุติยสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๒)
ข้อความฎีกา: `ทุติเย สุตวาติ ปทสฺส อตฺโถ อนนฺตรสุตฺเต วุตฺโตเยวฯ อริยสาวโกติ เอตฺถ จตุกฺกํ สมฺภวตีติ ตํ ทสฺเสตุํ – ‘‘อตฺถิ อริโย’’ติอาทิ อารทฺธํฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวจำแนก ๔ นัย: "อตฺถิ อริโย น สาวโก… อตฺถิ สาวโก น อริโย…")
แปลฎีกา: ในสูตรที่ ๒ เนื้อความของบทว่า "สุตวา" ท่านกล่าวไว้แล้วในสูตรที่เพิ่งผ่านไปนั่นเอง.
เพื่อจะแสดงว่า หมวด ๔ (จตุกกะ) ย่อมสำเร็จได้ในบทว่า "อริยสาวก" นี้ พระอรรถกถาจารย์จึงเริ่มต้นคำว่า *"อตฺถิ อริโย"
ข้อความฎีกา: `ปจฺเจกํ สจฺจานิ พุทฺธวนฺโตติ ปจฺเจกพุทฺธาฯ นนุ สพฺเพปิ อริยา ปจฺเจกเมว สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺติ ธมฺมสฺส ปจฺจตฺตเวทนียภาวโต? นยิทมีทิสํ ปฏิเวธํ สนฺธาย วุตฺตํฯ ยถา ปน สาวกา อญฺเญสํ นิสฺสเยน สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺติ ปรโตโฆเสน วินา เตสฺส ทสฺสนมคฺคสฺส อนุปฺปชฺชนโตฯ ยถา จ สมฺมาสมฺพุทฺธา อญฺเญสํ นิสฺสยภาเวน สจฺจานิ อภิสมฺพุชฺฌนฺติ, น เอวเมเต, เอเต ปน อปรเนยฺยา หุตฺวา อปรนายกภาเวน สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺติฯ เตน วุตฺตํ – ‘‘ปจฺเจกํ สจฺจานิ พุทฺธวนฺโตติ ปจฺเจกพุทฺธา’’ติฯ`
แปลฎีกา: ชนทั้งหลาย ชื่อว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้แจ้งสัจจะทั้งหลายเฉพาะตนๆ (ปจฺเจกํ).
ถามว่า:* แม้อริยบุคคลทั้งปวง ย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลายเฉพาะตนๆ มิใช่หรือ? เพราะความที่ธรรมเป็นสิ่งที่พึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจฺจตฺตเวทนียภาวโต).
ตอบว่า:* คำนี้ไม่ได้กล่าวหมายถึงการแทงตลอดเห็นปานนั้น.
แต่ว่า เหล่าสาวกย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลายโดยอาศัยผู้อื่น เพราะโสฬสมรรค (ทัสสนมรรค) ของสาวกเหล่านั้น ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากเสียงบอกเล่าจากผู้อื่น (ปรโตโฆสะ); และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมตรัสรู้แจ้งสัจจะทั้งหลายโดยความเป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่น; แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ ไม่เป็นเช่นนั้นทั้งสองอย่าง, พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ เป็นผู้ไม่ต้องให้ผู้อื่นแนะนำ (อปรเนยฺยา) และแทงตลอดสัจจะทั้งหลายโดยความเป็นผู้ไม่ต้องนำพาผู้อื่น (อปรนายกภาเวน).
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"ปจฺเจกํ สจฺจานิ พุทฺธวนฺโตติ ปจฺเจกพุทฺธา"
ข้อความฎีกา: `อตฺถิ สาวโก น อริโยติ เอตฺถ โปถุชฺชนิกาย สทฺธาย รตนตฺตเย อภิปฺปสนฺโน สทฺโธปิ คหิโต เอวฯ คิหี อนาคตผโลติ อิทํ ปน นิทสฺสนมตฺตํ ทฏฺฐพฺพํฯ ยถาวุตฺปุคฺคโล หิ สรณคมนโต ปฏฺฐาย โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโนอิจฺเจว วตฺตพฺพตํ ลภติฯ สฺวายมตฺโถ ทกฺขิณาวิสุทฺธิสุตฺเตน (ม. นิ. ๓.๓๗๖ อาทโย) ทีเปตพฺโพฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถากล่าวว่า: "อตฺถิ สาวโก น อริโย, เสยฺยถาปิ คิหี อนาคตผโล")
แปลฎีกา: ในคำว่า *"อตฺถิ สาวโก น อริโย"* (มีสาวกแต่ไม่อริยะ) นี้ แม้ปุถุชนผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยด้วยศรัทธาอย่างปุถุชน (โปถุชฺชนิกาย สทฺธาย) ก็ถูกนับรวมเข้าแล้วนั่นแล.
ส่วนคำว่า *"คิหี อนาคตผโล"
เพราะว่า บุคคลที่กล่าวถึงแล้ว นับตั้งแต่การถึงสรณคมน์เป็นต้นมา ย่อมได้รับคำเรียกว่า "เป็นผู้ปฏิบัติดำเนินเพื่อการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล" โดยแท้. เนื้อความนี้ พึงทำให้แจ่มแจ้งด้วย ทักขิณาวิสุทธิสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์).
ข้อความฎีกา: `สุตวาติ เอตฺถ วุตฺตอตฺโถ นาม อตฺตหิตปรหิตปฺปฏิปตฺติ, ตสฺส วเสน สุตสมฺปนฺโนฯ ยํ สนฺธาย วุตฺตํ – ‘‘โส จ โหติ สุเตน อุปปนฺโน, อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน’’ติ จ อาทิฯ อริยสาวโกติ เวทิตพฺโพติ อริยสฺส ภควโต ธมฺมสฺสวนกิจฺเจ ยุตฺตปฺปยุตฺตภาวโต วุตฺตํฯ`
แปลฎีกา: เนื้อความที่กล่าวไว้ในบทว่า "สุตวา" ในที่นี้ ได้แก่ การปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น; บุคคลชื่อว่าเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสุตะ ก็ด้วยอำนาจการปฏิบัติดังกล่าว.
ข้อความใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้หมายถึงผู้นั้นว่า: *"โส จ โหติ สุเตน อุปปนฺโน, อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน…"
คำว่า "พึงทราบว่าเป็นอริยสาวก" ท่านกล่าวไว้เพราะความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ขวนขวายประกอบตนในกิจคือการฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอริยะ.
ข้อความฎีกา: `อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺติ อนุปกฺกิลิฏฺฐตา, ตสฺสา ยถาสภาวชานนํ ทฬฺหตราย เอว จิตฺตภาวนาย สติ โหติ, น อญฺญถาติ ‘‘พลววิปสฺสนา กถิตา’’ติ วุตฺตํฯ`
อิงอรรถกถา: (อรรถกถาสรุปว่า: "อิมสฺมิํ สุตฺเต พลววิปสฺสนา กถิตา")
แปลฎีกา: ความหลุดพ้นจากอุปกิเลส คือ ภาวะที่ไม่เศร้าหมอง; การรู้แจ้งภาวะที่ไม่เศร้าหมองนั้นตามสภาวะความเป็นจริง ย่อมมีได้ก็ต่อเมื่อมีการเจริญจิตภาวนาที่มั่นคงยิ่งขึ้นเท่านั้น (ทฬฺหตราย เอว), ย่อมมีไม่ได้โดยประการอื่น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวสรุปไว้ว่า *"พลววิปสฺสนา กถิตา"* (วิปัสสนาอันมีกำลัง ถูกกล่าวไว้แล้ว).