วิสุทธิมรรค_22_ญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส

ความแตกต่าง

นี่เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างเพจสองรุ่น

ลิงค์ไปยังการเปรียบเทียบนี้

การแก้ไขถัดไป
การแก้ไขก่อนหน้า
วิสุทธิมรรค_22_ญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส [2021/01/02 13:14] – ถูกสร้าง - แก้ไขภายนอก 127.0.0.1วิสุทธิมรรค_22_ญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส [2025/12/30 07:23] (ฉบับปัจจุบัน) dhamma
บรรทัด 10: บรรทัด 10:
 '''.......................''' '''.......................'''
  
-'''[13.  โคตรภูญาณ]'''+=[13.  โคตรภูญาณ]=
  
 ต่อจากอนุโลมญาณนี้ไป  ก็เป็น  โคตรภูญาณ  โคตรภูญาณนั้นไม่นับเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ  (และ)  ไม่นับเป็นญาณทัสสนวิสุทธิ  เพราะตั้งอยู่ในฐานะหันมาสู่มรรคเป็นอัพโพหาริก  (คือจะกล่าวว่าอยู่ในวิสุทธิฝ่ายใดมิได้)  อยู่ในระหว่างกลางนั้นเอง  แต่ถึงการนับว่า  "วิปัสสนา"   เพราะตกอยู่ในกระแสของวิปัสสนาแล้ว ต่อจากอนุโลมญาณนี้ไป  ก็เป็น  โคตรภูญาณ  โคตรภูญาณนั้นไม่นับเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ  (และ)  ไม่นับเป็นญาณทัสสนวิสุทธิ  เพราะตั้งอยู่ในฐานะหันมาสู่มรรคเป็นอัพโพหาริก  (คือจะกล่าวว่าอยู่ในวิสุทธิฝ่ายใดมิได้)  อยู่ในระหว่างกลางนั้นเอง  แต่ถึงการนับว่า  "วิปัสสนา"   เพราะตกอยู่ในกระแสของวิปัสสนาแล้ว
บรรทัด 28: บรรทัด 28:
 พึงขยายความพิสดารด้วยประการฉะนี้ พึงขยายความพิสดารด้วยประการฉะนี้
  
-'''[4.  มัคคญาณ – ญาณในอริยมรรค]'''+'''[14.  มัคคญาณ – ญาณในอริยมรรค]'''
  
-'''[1.  โสดาปัตติมรรคญาณ]'''+=[14.1.  โสดาปัตติมรรคญาณ]=
  
 ในการนั้น  มีอุปมาแสดงถึงอาการที่อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ  แม้ดำเนินไปตามวิถีเดียวกัน  โดยอาวัชชนะเดียวกัน  แต่  ดำเนินไปในอารมณ์ต่างๆกัน  ดังต่อไปนี้ ในการนั้น  มีอุปมาแสดงถึงอาการที่อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ  แม้ดำเนินไปตามวิถีเดียวกัน  โดยอาวัชชนะเดียวกัน  แต่  ดำเนินไปในอารมณ์ต่างๆกัน  ดังต่อไปนี้
บรรทัด 78: บรรทัด 78:
 <sub><fs smaller>''(หน้าที่  396)''</fs></sub> <sub><fs smaller>''(หน้าที่  396)''</fs></sub>
  
-'''[15.  ผลญาณ – ญาณในอริยผล]'''+=[15.  ผลญาณ – ญาณในอริยผล]=
  
 อนึ่ง  ในลำดับแห่ง  (ปฐมมรรค)  ญาณนี้  ผลจิต 2  หรือ 3  ดวง  ซึ่งเป็นวิบากของโสดาปัตติมรรคจิตนั้นเอง  ก็เกิดขึ้น  ความจริง  (วิปากจิตของโสดาปัตติมรรคจิตนี้)  พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ว่า อนึ่ง  ในลำดับแห่ง  (ปฐมมรรค)  ญาณนี้  ผลจิต 2  หรือ 3  ดวง  ซึ่งเป็นวิบากของโสดาปัตติมรรคจิตนั้นเอง  ก็เกิดขึ้น  ความจริง  (วิปากจิตของโสดาปัตติมรรคจิตนี้)  พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ว่า
บรรทัด 104: บรรทัด 104:
 แต่ว่า  โยคีท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ 2  ชื่อว่าพระโสดาบัน  ด้วยอาการเช่นกล่าวมานี้  แม้ท่านจะยังเป็นผู้ประมาทอยู่มาก  ท่านก็จะเร่ร่อนท่องเที่ยวไปใน  (โลก)  เทวดาทั้งหลายและใน  (โลก)  มนุษย์ทั้งหลาย  เพียง 7  ครั้ง  (7ชาติ)  แล้วจะเป็นผู้สามารถทำที่สุดทุกข์ได้ แต่ว่า  โยคีท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ 2  ชื่อว่าพระโสดาบัน  ด้วยอาการเช่นกล่าวมานี้  แม้ท่านจะยังเป็นผู้ประมาทอยู่มาก  ท่านก็จะเร่ร่อนท่องเที่ยวไปใน  (โลก)  เทวดาทั้งหลายและใน  (โลก)  มนุษย์ทั้งหลาย  เพียง 7  ครั้ง  (7ชาติ)  แล้วจะเป็นผู้สามารถทำที่สุดทุกข์ได้
  
-'''[16.  ปัจจเวกขณญาณ]'''+=[16.  ปัจจเวกขณญาณ]=
  
 แต่ในขณะสุดท้ายของ  (โสดาปัตติ)  ผลจิต  จิตของพระโสดาบันนั้นก็หยั่งลงสู่ภวังค์แต่นั้น  มโนทวาราวัชชนะก็ตัดภวังค์เกิดขึ้น  เพื่อต้องการสำรวจดูมรรค  ครั้นมโนทวาราวัชชนะนั้นดับแล้ว  ชวนจิตในการกลับไปสำรวจดูมรรค  7  ชวนะ  ก็เกิดขึ้นโดยลำดับ  ด้วยประการฉะนี้  แล้วตกลงสู่ภวังค์อีก  แล้วชวนะทั้งหลายมี  (มโนทวาร)  อาวัชชนะเป็นต้นก็เกิดขึ้นเพื่อย้อนกลับไปสำรวจดูผลเป็นต้น  ตามนัย  (ที่กล่าวแล้วในการสำรวจดูมรรค) นั้นนั่นแล  ซึ่งพระอริยบุคคลท่านนี้จะสำรวจทบทวนดูมรรค 1  สำรวจทบทวนดูผล  1  สำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้ว 1  สำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ยังเหลืออยู่ 1  สำรวจทบทวนดูพระนิพพาน 1 ด้วยการบังเกิดขึ้นของชวนจิตเหล่านั้น แต่ในขณะสุดท้ายของ  (โสดาปัตติ)  ผลจิต  จิตของพระโสดาบันนั้นก็หยั่งลงสู่ภวังค์แต่นั้น  มโนทวาราวัชชนะก็ตัดภวังค์เกิดขึ้น  เพื่อต้องการสำรวจดูมรรค  ครั้นมโนทวาราวัชชนะนั้นดับแล้ว  ชวนจิตในการกลับไปสำรวจดูมรรค  7  ชวนะ  ก็เกิดขึ้นโดยลำดับ  ด้วยประการฉะนี้  แล้วตกลงสู่ภวังค์อีก  แล้วชวนะทั้งหลายมี  (มโนทวาร)  อาวัชชนะเป็นต้นก็เกิดขึ้นเพื่อย้อนกลับไปสำรวจดูผลเป็นต้น  ตามนัย  (ที่กล่าวแล้วในการสำรวจดูมรรค) นั้นนั่นแล  ซึ่งพระอริยบุคคลท่านนี้จะสำรวจทบทวนดูมรรค 1  สำรวจทบทวนดูผล  1  สำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้ว 1  สำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ยังเหลืออยู่ 1  สำรวจทบทวนดูพระนิพพาน 1 ด้วยการบังเกิดขึ้นของชวนจิตเหล่านั้น
บรรทัด 118: บรรทัด 118:
 '''ท่านละกิเลสทั้งหลายหมดแล้ว) ที่เรียกว่า  ปัจจเวกขณะ  (การสำรวจทบทวน)  รวมทั้งหมดจึงมี 19  ด้วยประการฉะนี้  และเป็นการกำหนดอย่างสูงเลยทีเดียว  ความจริงแม้พระเสขอริยบุคคลทั้งหลายก็มีการสำรวจทบทวนดูกิเลสที่ท่านละได้แล้ว  และกิเลสที่ยังเหลืออยู่บ้าง  ไม่มีการสำรวจทบทวนดูบ้าง  เพราะว่า  โดยความที่ไม่มีการสำรวจทบทวนดูนั้นเอง  เจ้าศากยะมหานามะ  (ซึ่งเป็นพระสกทาคามีอริยบุคคล)  จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  "ยังมีธรรมชื่ออะไรอยู่อีกหรือ  ที่หม่อมฉันมิได้ละแล้วภายในตน  ซึ่งเป็นเหตุให้สิ่งที่เรียกว่าโลภะทั้งหลายครอบงำจิตของหม่อมฉันอยู่ในกาลบางคราว"  ดังนี้  ควรทราบความทั้งหมด  (ในพระสูตร)  โดยพิสดาร''' '''ท่านละกิเลสทั้งหลายหมดแล้ว) ที่เรียกว่า  ปัจจเวกขณะ  (การสำรวจทบทวน)  รวมทั้งหมดจึงมี 19  ด้วยประการฉะนี้  และเป็นการกำหนดอย่างสูงเลยทีเดียว  ความจริงแม้พระเสขอริยบุคคลทั้งหลายก็มีการสำรวจทบทวนดูกิเลสที่ท่านละได้แล้ว  และกิเลสที่ยังเหลืออยู่บ้าง  ไม่มีการสำรวจทบทวนดูบ้าง  เพราะว่า  โดยความที่ไม่มีการสำรวจทบทวนดูนั้นเอง  เจ้าศากยะมหานามะ  (ซึ่งเป็นพระสกทาคามีอริยบุคคล)  จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  "ยังมีธรรมชื่ออะไรอยู่อีกหรือ  ที่หม่อมฉันมิได้ละแล้วภายในตน  ซึ่งเป็นเหตุให้สิ่งที่เรียกว่าโลภะทั้งหลายครอบงำจิตของหม่อมฉันอยู่ในกาลบางคราว"  ดังนี้  ควรทราบความทั้งหมด  (ในพระสูตร)  โดยพิสดาร'''
  
-'''[2.  สกทาคามิมรรคญาณ]'''+=[14.2.  สกทาคามิมรรคญาณ]=
  
 อนึ่ง  พระโสดาบันอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดู  (ด้วยปัจจเวกขณญาณ)  โดยอาการดังกล่าวแล้ว  ยังนั่งอยู่  ณ  อาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในสมัยอื่น  (ต่อมา)  ทำโยคะ  (ความเพียรในวิปัสสนายิ่งขึ้น)  เพื่อบรรลุภูมิที่ 2  (สกทาคามิมรรคญาณ)  เพื่อความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาท  (อย่างหยาบ)  ท่านชุมนุมอินทรีย์ (5)  พละ  (5)  และโพชฌงค์  (7)  ให้เสมอกัน แล้วบดขยี้สังขาร  ซึ่งจำแนกเป็นรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณนั้นนั่นแล  ด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  เมื่อพระอริยสาวกนั้นปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้น  โดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยที่กล่าวแล้ว  (ในการทำให้ญาณทั้งหลายมีอุทยพยญาณเป็นต้นเกิดขึ้น)  นั่นแล  สกทาคามิมรรค  ก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ อนึ่ง  พระโสดาบันอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดู  (ด้วยปัจจเวกขณญาณ)  โดยอาการดังกล่าวแล้ว  ยังนั่งอยู่  ณ  อาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในสมัยอื่น  (ต่อมา)  ทำโยคะ  (ความเพียรในวิปัสสนายิ่งขึ้น)  เพื่อบรรลุภูมิที่ 2  (สกทาคามิมรรคญาณ)  เพื่อความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาท  (อย่างหยาบ)  ท่านชุมนุมอินทรีย์ (5)  พละ  (5)  และโพชฌงค์  (7)  ให้เสมอกัน แล้วบดขยี้สังขาร  ซึ่งจำแนกเป็นรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณนั้นนั่นแล  ด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  เมื่อพระอริยสาวกนั้นปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้น  โดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยที่กล่าวแล้ว  (ในการทำให้ญาณทั้งหลายมีอุทยพยญาณเป็นต้นเกิดขึ้น)  นั่นแล  สกทาคามิมรรค  ก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ
บรรทัด 132: บรรทัด 132:
 ควรทราบไว้ด้วยว่า  ผลจิต  (สกทาคามิผลจิต)  ทั้งหลาย  (ก็เกิดขึ้น)  แม้ในลำดับของ  (สกทาคามี)  ญาณนี้  โดยนัยดังกล่าวไว้แล้ว  (ในโสดาปัตติมรรคญาณและโสดาปัตติผลญาณ)  เช่นกัน  และด้วยอาการเพียงนี้  พระอริยสาวกท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ 4  มีนามว่า  พระสกทาคามี  เป็นผู้ที่จะกลับมายังโดลกนี้  (ด้วยการถือปฏิสนธิ)  เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  แล้วสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้  การสำรวจทบทวนดู  (ด้วยปัจจเวกขณะ)  ต่อแต่นั้นไป  ก็มีนัย  ดังกล่าวแล้วเช่นดัน ควรทราบไว้ด้วยว่า  ผลจิต  (สกทาคามิผลจิต)  ทั้งหลาย  (ก็เกิดขึ้น)  แม้ในลำดับของ  (สกทาคามี)  ญาณนี้  โดยนัยดังกล่าวไว้แล้ว  (ในโสดาปัตติมรรคญาณและโสดาปัตติผลญาณ)  เช่นกัน  และด้วยอาการเพียงนี้  พระอริยสาวกท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ 4  มีนามว่า  พระสกทาคามี  เป็นผู้ที่จะกลับมายังโดลกนี้  (ด้วยการถือปฏิสนธิ)  เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  แล้วสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้  การสำรวจทบทวนดู  (ด้วยปัจจเวกขณะ)  ต่อแต่นั้นไป  ก็มีนัย  ดังกล่าวแล้วเช่นดัน
  
-'''[3.  อนาคามิมรรคญาณ]'''+=[14.3.  อนาคามิมรรคญาณ]=
  
 อนึ่ง  พระสกทาคามีอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดูโดยอาการดังกล่าวมาแล้ว  ยังนั่งอยู่  ณ  อาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในมัยต่อมา  ทำโยคะเพื่อบรรลุภูมิที่ 3  เพื่อละ  (สังโยชน์ส่วนล่างอีก2  คือ)  กามราคะและพยาบาท  (ที่เป็นส่วนละเอียด)  โดยไม่เหลือ  พระอริยสาวกนั้น  จึงชุมนุมอินทรีย์  พละ  และโพชฌงค์  ทำให้สม่ำเสมอกัน  แล้วบดขยี้สังขารนั้นนั่นแล  ด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  (อีกครั้ง)  เมื่อพระอริยสาวกนั้น  ปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว  ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้นโดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล  อนาคามิมรรคก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ อนึ่ง  พระสกทาคามีอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดูโดยอาการดังกล่าวมาแล้ว  ยังนั่งอยู่  ณ  อาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในมัยต่อมา  ทำโยคะเพื่อบรรลุภูมิที่ 3  เพื่อละ  (สังโยชน์ส่วนล่างอีก2  คือ)  กามราคะและพยาบาท  (ที่เป็นส่วนละเอียด)  โดยไม่เหลือ  พระอริยสาวกนั้น  จึงชุมนุมอินทรีย์  พละ  และโพชฌงค์  ทำให้สม่ำเสมอกัน  แล้วบดขยี้สังขารนั้นนั่นแล  ด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  (อีกครั้ง)  เมื่อพระอริยสาวกนั้น  ปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว  ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้นโดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล  อนาคามิมรรคก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ
บรรทัด 146: บรรทัด 146:
 <sub><fs smaller>''(หน้าที่  400)''</fs></sub> <sub><fs smaller>''(หน้าที่  400)''</fs></sub>
  
-'''[4.  อรหัตตมรรคญาณ]'''+=[14.4.  อรหัตตมรรคญาณ]=
  
 อนึ่ง  พระอนาคามีอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดูโดยอาการดังกล่าวแล้ว  ยังนั่งอยู่ในอาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในสมัยต่อมา  ทำโยคะเพื่อบรรลุภูมิที่ 4  เพื่อละ  (สัญโญชน์ส่วนบนอีก 5  คือ)  รูปราคะ 1  อรูปราคะ 1  มานะ 1  อุทธัจจะ1  อวิชชา 1  โดยไม่เหลือเลย  พระอริยสาวกนั้นจึงชุมนุมอินทรีย์  พละ  และโพชฌงค์  ทำให้สม่ำเสมอกัน  แล้วบดขยี้สังขารนั้น  นั่นแหละด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  (อีกครั้ง)  เมื่อท่านอริยสาวกนั้นปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว  ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้นโดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล  พระอรหัตตมรรคก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ อนึ่ง  พระอนาคามีอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดูโดยอาการดังกล่าวแล้ว  ยังนั่งอยู่ในอาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในสมัยต่อมา  ทำโยคะเพื่อบรรลุภูมิที่ 4  เพื่อละ  (สัญโญชน์ส่วนบนอีก 5  คือ)  รูปราคะ 1  อรูปราคะ 1  มานะ 1  อุทธัจจะ1  อวิชชา 1  โดยไม่เหลือเลย  พระอริยสาวกนั้นจึงชุมนุมอินทรีย์  พละ  และโพชฌงค์  ทำให้สม่ำเสมอกัน  แล้วบดขยี้สังขารนั้น  นั่นแหละด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  (อีกครั้ง)  เมื่อท่านอริยสาวกนั้นปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว  ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้นโดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล  พระอรหัตตมรรคก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ
บรรทัด 154: บรรทัด 154:
 '''จบ  (มรรค)  ญาณที่ 4''' '''จบ  (มรรค)  ญาณที่ 4'''
  
-'''[พระอรหัตตมหาขีณาสพ]'''+=[พระอรหัตตมหาขีณาสพ]=
  
 ถึงแม้ในลำดับของ  (พระอรหัตตมรรค)  ญาณนี้  ก็ควรทราบผลจิต (อรหัตตผลจิตที่เกิดขึ้น)  โดยนัยดังกล่าวมาแล้วเช่นกัน  และด้วยอาการเช่นกล่าวมานี้  พระอริยสาวกท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ 8  มีนามว่า พระอรหันต์  เป็นพระมหาขีณาสพ  ผู้ทรงร่างกายนี้เป็นวาระสุดท้าย  เป็นผู้ปลงภาระลงได้แล้ว  เป็นผู้บรรลุถึงความต้องการของตนเองโดยลำดับแล้ว  เป็นผู้หมดสิ้นสังโยชน์ในภพแล้ว  เป็นผู้พ้นพิเศษด้วยความรู้โดยชอบแล้  เป็นทักขิไณยบุคคล  ชั้นสุดยอดของ  (มนุษย) โลกรวมทั้งเทวโลกด้วยประการฉะนี้ ถึงแม้ในลำดับของ  (พระอรหัตตมรรค)  ญาณนี้  ก็ควรทราบผลจิต (อรหัตตผลจิตที่เกิดขึ้น)  โดยนัยดังกล่าวมาแล้วเช่นกัน  และด้วยอาการเช่นกล่าวมานี้  พระอริยสาวกท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ 8  มีนามว่า พระอรหันต์  เป็นพระมหาขีณาสพ  ผู้ทรงร่างกายนี้เป็นวาระสุดท้าย  เป็นผู้ปลงภาระลงได้แล้ว  เป็นผู้บรรลุถึงความต้องการของตนเองโดยลำดับแล้ว  เป็นผู้หมดสิ้นสังโยชน์ในภพแล้ว  เป็นผู้พ้นพิเศษด้วยความรู้โดยชอบแล้  เป็นทักขิไณยบุคคล  ชั้นสุดยอดของ  (มนุษย) โลกรวมทั้งเทวโลกด้วยประการฉะนี้
บรรทัด 162: บรรทัด 162:
 <sub><fs smaller>''(หน้าที่  401)''</fs></sub> <sub><fs smaller>''(หน้าที่  401)''</fs></sub>
  
-'''[อานุภาพของมรรคญาณ]'''+=[อานุภาพของมรรคญาณ]=
  
 ณ  บัดนี้  เพื่อทราบโดยแจ่มแจ้งถึงอานุภาพของ  (มรรค)  ญาณ 4  คือ  ญาณทัสสนวิสุทธิ  นี้นั่นเอง  (ท่านจึงกล่าวไว้ว่า) ณ  บัดนี้  เพื่อทราบโดยแจ่มแจ้งถึงอานุภาพของ  (มรรค)  ญาณ 4  คือ  ญาณทัสสนวิสุทธิ  นี้นั่นเอง  (ท่านจึงกล่าวไว้ว่า)
  
-ปริปุณฺณโพธิปกฺขิยภาโว วุฏฐานพลสมาโยโค+ปริปุณฺณโพธิปกฺขิยภาโว       วุฏฐานพลสมาโยโค
  
 เย  เยน  ปหาตพฺพา        ธมฺมา  เตสํ  ปหานญฺจ. เย  เยน  ปหาตพฺพา        ธมฺมา  เตสํ  ปหานญฺจ.
บรรทัด 178: บรรทัด 178:
 โยคีควรทราบ โยคีควรทราบ
  
-'''1.    ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม  (37)  บริบูรณ์'''+1.    ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม  (37)  บริบูรณ์
  
-'''2.    วุฏฐานะ'''+2.    วุฏฐานะ
  
-'''3.    พลสมาโยคะ'''+3.    พลสมาโยคะ
  
-'''4.    การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญาณใด  และ'''+4.    การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญาณใด  และ
  
-'''5.    กิจทั้งหลายใด  มีการกำหนดรู้เป็นต้น  ในเวลาตรัสรู้'''+5.    กิจทั้งหลายใด  มีการกำหนดรู้เป็นต้น  ในเวลาตรัสรู้
  
 ซึ่งกล่าวไว้แล้วนั้น  ตามสภาวะ  ทุกประการ  ฉะนี้ ซึ่งกล่าวไว้แล้วนั้น  ตามสภาวะ  ทุกประการ  ฉะนี้
  
-'''[1.  ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม 37  บริบูรณ์]'''+==[1.  ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม 37  บริบูรณ์]==
  
 ในเรื่องที่โยคีควรทราบนั้น  คำว่า  "(1)  ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม  (37)  บริบูรณ์"  หมายถึง  ความบริบูรณ์ของโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย  เพราะว่า  ธรรมทั้งหลาย  37  คือ ในเรื่องที่โยคีควรทราบนั้น  คำว่า  "(1)  ความที่มรรคมีโพธิปักขิยธรรม  (37)  บริบูรณ์"  หมายถึง  ความบริบูรณ์ของโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย  เพราะว่า  ธรรมทั้งหลาย  37  คือ
  
-สติปัฏฐาน    4 +สติปัฏฐาน    4 
- +สัมมัปปธาน    4 
-สัมมัปปธาน    4 +อิทธิบาท    4 
- +อินทรีย์    5 
-อิทธิบาท    4 +พละ    5 
- +โพชฌงค์    7 
-อินทรีย์    5 +อริยมรรคมีองค์    8
- +
-พละ    5 +
- +
-โพชฌงค์    7 +
- +
-อริยมรรคมีองค์    8+
  
 <sub><fs smaller>''(หน้าที่  402)''</fs></sub> <sub><fs smaller>''(หน้าที่  402)''</fs></sub>
บรรทัด 312: บรรทัด 306:
 คำว่า  "2. วุฏฐานะ  3.  พลสมาโยคะ"  (ข้างต้นนั้น)  หมายความว่า  2.  วุฏฐานะ  คือความออกไป  และ  3  พลสมาโยคะ  คือความประกอบเสมอกันแห่งพละ คำว่า  "2. วุฏฐานะ  3.  พลสมาโยคะ"  (ข้างต้นนั้น)  หมายความว่า  2.  วุฏฐานะ  คือความออกไป  และ  3  พลสมาโยคะ  คือความประกอบเสมอกันแห่งพละ
  
-'''[2. วุฏฐานะ  ความออกไป]'''+==[2. วุฏฐานะ  ความออกไป]==
  
 เพราะว่า  โลกียวิปัสสนา  ยังไม่ออกไปจากนิมิตโดยแท้  เพราะมีนิมิตเป็นอารมณ์  และยังมิได้ออกไปจากความเป็นไป  (ของสังขาร)  เพราะยังมิได้ตัดขาดสมุทัยอันเป็นเหตุของความเป็นไป  โคตรภูญาณยังมิได้ออกไปจากความเป็นไป  เพราะยังมิได้ตัดขากสมุทัย  แต่ออกไปจากนิมิต  เพราะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์  ด้วยเหตุนี้  (โคตรภูญาณ)  จึงเป็นการออก เพราะว่า  โลกียวิปัสสนา  ยังไม่ออกไปจากนิมิตโดยแท้  เพราะมีนิมิตเป็นอารมณ์  และยังมิได้ออกไปจากความเป็นไป  (ของสังขาร)  เพราะยังมิได้ตัดขาดสมุทัยอันเป็นเหตุของความเป็นไป  โคตรภูญาณยังมิได้ออกไปจากความเป็นไป  เพราะยังมิได้ตัดขากสมุทัย  แต่ออกไปจากนิมิต  เพราะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์  ด้วยเหตุนี้  (โคตรภูญาณ)  จึงเป็นการออก
บรรทัด 330: บรรทัด 324:
 "เรียกว่า สัมมาสมาธิ  โดยหมายความว่าเห็นในขณะอรหัตตมรรค....เรียกว่า  สัมมาสมาธิ  โดยความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน  ออกไปจากรูปราคะ  จากอรูปราคะ  จากมานะ  จากอุจทัจจะ  จากอวิชชา  จากมานานุสัย  จากภวราคานุสัย  จากอวิชชานุสัย  ออกไปจากกิเลส  ที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น  และจากขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น  และออกไปจากนิมิตทั้งปวงจากภายนอกด้วย  เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  "ปัญญาในการถอยกลับ  ได้แก่การออกไปทั้งสองส่วน  คือญาณในมรรค"  ดังนี้ "เรียกว่า สัมมาสมาธิ  โดยหมายความว่าเห็นในขณะอรหัตตมรรค....เรียกว่า  สัมมาสมาธิ  โดยความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน  ออกไปจากรูปราคะ  จากอรูปราคะ  จากมานะ  จากอุจทัจจะ  จากอวิชชา  จากมานานุสัย  จากภวราคานุสัย  จากอวิชชานุสัย  ออกไปจากกิเลส  ที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น  และจากขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น  และออกไปจากนิมิตทั้งปวงจากภายนอกด้วย  เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  "ปัญญาในการถอยกลับ  ได้แก่การออกไปทั้งสองส่วน  คือญาณในมรรค"  ดังนี้
  
-'''[3.  พลสาโยคะ  ความประกอบเสมอกันแห่งพละ]'''+==[3.  พลสาโยคะ  ความประกอบเสมอกันแห่งพละ]==
  
 อนึ่ง  ในเวลาเจริญโลกียสมาบัติ  8  กำลังสมถะมีมากยิ่ง  ในเวลาเจริญอนุปัสสนามี  อนิจจานุปัสสนาเป็นต้น  กำลังวิปัสสนามีมากยิ่ง  แต่ในขณะ  (บรรลุ)  อริยมรรค  ธรรม  (ทั้งสอง)  เหล่านั้น  เทียมคู่กันดำเนินไป  โดยความมุ่งหมายไม่ก้ำเกินกันและกัน  เพราะฉะนั้น  ใน  (มรรค)  ญาณแม้ทั้ง 4  เหล่านี้  จึงมีความประกอบเสมอกันแห่งพละทั้งสอง  (คือสมถพละ  และวิปัสสนาพละ)  ดังที่ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า  "จิตที่ออกไปจากกิเลสประกอบด้วยอุทธัจจะ  และจากขันธ์ทั้งหลาย  มีความมีอารมณ์เป็นที่หนึ่ง  ไม่ฟุ้งซ่าน  เป็นสมาธิ  มีนิโรธ  (คือ  พระนิพพาน)  เป็นโคจร  จิตที่ออกไปจากกิเลสประกอบด้วยอวิชชา  และจากขันธ์ทั้งหลาย  มีวิปัสสนาโดยความหมายแห่งอนุปัสสนา  มีนิโรธเป็นโคจร  (มีพระนิพพานเป็นอารมณ์)  เพราะเหตุนี้  สมถะและวิปัสสนาจึงมีรส  (คือกิจ)  ร่วมเป็นอันเดียวกัน  โดยความหมายว่า  ออกไปเป็นธรรมเทียมคู่กัน  ดังนี้  ด้วยเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  "พระภิกษุ  ทำสมถะและวิปัสสนาเทียมเท่ากัน  โดยความหมายว่าออกไปให้เกิดขึ้น"  ดังนี้ อนึ่ง  ในเวลาเจริญโลกียสมาบัติ  8  กำลังสมถะมีมากยิ่ง  ในเวลาเจริญอนุปัสสนามี  อนิจจานุปัสสนาเป็นต้น  กำลังวิปัสสนามีมากยิ่ง  แต่ในขณะ  (บรรลุ)  อริยมรรค  ธรรม  (ทั้งสอง)  เหล่านั้น  เทียมคู่กันดำเนินไป  โดยความมุ่งหมายไม่ก้ำเกินกันและกัน  เพราะฉะนั้น  ใน  (มรรค)  ญาณแม้ทั้ง 4  เหล่านี้  จึงมีความประกอบเสมอกันแห่งพละทั้งสอง  (คือสมถพละ  และวิปัสสนาพละ)  ดังที่ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า  "จิตที่ออกไปจากกิเลสประกอบด้วยอุทธัจจะ  และจากขันธ์ทั้งหลาย  มีความมีอารมณ์เป็นที่หนึ่ง  ไม่ฟุ้งซ่าน  เป็นสมาธิ  มีนิโรธ  (คือ  พระนิพพาน)  เป็นโคจร  จิตที่ออกไปจากกิเลสประกอบด้วยอวิชชา  และจากขันธ์ทั้งหลาย  มีวิปัสสนาโดยความหมายแห่งอนุปัสสนา  มีนิโรธเป็นโคจร  (มีพระนิพพานเป็นอารมณ์)  เพราะเหตุนี้  สมถะและวิปัสสนาจึงมีรส  (คือกิจ)  ร่วมเป็นอันเดียวกัน  โดยความหมายว่า  ออกไปเป็นธรรมเทียมคู่กัน  ดังนี้  ด้วยเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  "พระภิกษุ  ทำสมถะและวิปัสสนาเทียมเท่ากัน  โดยความหมายว่าออกไปให้เกิดขึ้น"  ดังนี้
บรรทัด 338: บรรทัด 332:
 <sub><fs smaller>''(หน้าที่  409)''</fs></sub> <sub><fs smaller>''(หน้าที่  409)''</fs></sub>
  
-'''[4.  การละธรรมทั้งหลายด้วยมรรคญาณ]'''+==[4.  การละธรรมทั้งหลายด้วยมรรคญาณ]==
  
 คำว่า  4.  การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญานใด"  หมายความว่า  ก็และในบรรดา  (มรรค)  ญาณทั้งหลาย 4  เหล่านี้  ธรรมทั้งหลายใด  ที่พึงละได้ด้วย  (มรรค)  ญาณใดควรทราบการละธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย คำว่า  4.  การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญานใด"  หมายความว่า  ก็และในบรรดา  (มรรค)  ญาณทั้งหลาย 4  เหล่านี้  ธรรมทั้งหลายใด  ที่พึงละได้ด้วย  (มรรค)  ญาณใดควรทราบการละธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย
บรรทัด 806: บรรทัด 800:
 พึงทราบ  "(4)  การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญาณใด"  ในญาณทัสสนวิสุทธินี้ด้วย  ประการดังกล่าวนี้ พึงทราบ  "(4)  การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญาณใด"  ในญาณทัสสนวิสุทธินี้ด้วย  ประการดังกล่าวนี้
  
-''']กิจในอริยสัจจ์ 4]'''+==[กิจทั้งหลายใดมีการกำหนดรู้เป็นต้น  ในเวลาตรัสรู้]== 
 + 
 +'''[กิจในอริยสัจจ์ 4]'''
  
 คำว่า  "และ (5)  กิจทั้งหลยใดมีการกำหนดรู้เป็นต้น  ในเวลาตรัสรู้  ซึ่งกล่าวไว้แล้วนั้น  โยคีควรทราบไว้ตามสภาวะทุกประการ"  ความว่า คำว่า  "และ (5)  กิจทั้งหลยใดมีการกำหนดรู้เป็นต้น  ในเวลาตรัสรู้  ซึ่งกล่าวไว้แล้วนั้น  โยคีควรทราบไว้ตามสภาวะทุกประการ"  ความว่า