ความแตกต่าง
นี่เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างเพจสองรุ่น
| การแก้ไขก่อนหน้าทั้งสองฝั่ง การแก้ไขก่อนหน้า การแก้ไขถัดไป | การแก้ไขก่อนหน้า | ||
| มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน [2026/04/10 03:44] – dhamma | มหาสติปัฏฐานสูตร_ฉบับปรับสำนวน [2026/06/07 05:32] (ฉบับปัจจุบัน) – [สนธิของมหาสติปัฏฐานสูตร] dhamma | ||
|---|---|---|---|
| บรรทัด 344: | บรรทัด 344: | ||
| สัมมาอาชีวะ เป็นอย่างไร อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ อันนี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ ฯ | สัมมาอาชีวะ เป็นอย่างไร อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ อันนี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ ฯ | ||
| - | สัมมาวายามะ เป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทำจิตให้เกิดความชอบใจที่อกุศลบาปจะไม่เกิด ตั้งแต่ตอนที่อกุศลบาปยังไม่เกิด. (เมื่อชอบใจ) จิตจึงทำความชอบใจให้ต่อเนื่อง, | + | สัมมาวายามะ เป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทำจิตให้เกิดความชอบใจที่อกุศลบาปจะไม่เกิด ตั้งแต่ตอนที่อกุศลบาปยังไม่เกิด. (เมื่อชอบใจ) จิตจึงทำความชอบใจให้ต่อเนื่อง, |
| - | ภิกษุทำจิตให้เกิดความชอบใจจะละทิ้งอกุศลบาปที่กำลังเกิดอยู่. (เมื่อชอบใจ) จิตจึงทำความชอบใจให้ต่อเนื่อง, | + | ภิกษุทำจิตให้เกิดความชอบใจจะละทิ้งอกุศลบาปที่กำลังเกิดอยู่. (เมื่อชอบใจ) จิตจึงทำความชอบใจให้ต่อเนื่อง, |
| ภิกษุทำจิตให้เกิดความชอบใจที่กุศลจะเกิด ตั้งแต่ตอนที่กุศลยังไม่เกิด. (เมื่อชอบใจ) จิตจึงทำความชอบใจให้ต่อเนื่อง, | ภิกษุทำจิตให้เกิดความชอบใจที่กุศลจะเกิด ตั้งแต่ตอนที่กุศลยังไม่เกิด. (เมื่อชอบใจ) จิตจึงทำความชอบใจให้ต่อเนื่อง, | ||
| - | ภิกษุทำจิตให้เกิดความชอบใจจะทำกุศลที่กำลังเกิดอยู่ให้คงอยู่, | + | ภิกษุทำจิตให้เกิดความชอบใจจะทำกุศลที่กำลังเกิดอยู่ให้คงอยู่, |
| สัมมาสติ เป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ อันนี้เรียกว่า สัมมาสติ ฯ | สัมมาสติ เป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ อันนี้เรียกว่า สัมมาสติ ฯ | ||
| บรรทัด 363: | บรรทัด 363: | ||
| ''' | ''' | ||
| + | |||
| + | ====สนธิของมหาสติปัฏฐานสูตร==== | ||
| + | |||
| + | (จากผู้ปรับสำนวน) | ||
| + | |||
| + | ตอนจิตหยาบเพิ่งภาวนา แค่เห็นขณะเกิดดับของรูป 28 ในก้อนกาย ก็ยากลำบาก, | ||
| + | |||
| + | นามที่จะเห็นก่อนได้ง่ายมี 3 อย่าง คือ เวทนา จิต ผัสสะ(ธรรม). สมมุติถ้าเห็นเวทนาก่อน ก็แยกแยะความเกิดดับของเวทนาที่ต่างกัน (เวทนานุปัสสนา), | ||
| + | |||
| + | เมื่อชำนาญในการเห็นความเกิดดับของเวทนาแล้ว ก็เห็นว่า ความรู้สึกไม้ใช่ผู้รู้ เมื่อเห็นผู้รู้(จิต) ก็แยกความสืบต่อของผู้รู้ว่า ขณะผู้รู้มีราคะไม่ใช่ขณะที่ไม่มีราคะ ขณะนี้โทสะไม่ใช่ขณะที่ไม่มีโทสะ เป็นต้น จนชำนาญในการเห็นความเกิดดับของจิต(จิตตานุปัสสนา), | ||
| + | |||
| + | เมื่อเห็นจิตว่ามีผัสสะ(ธรรม)ปรุงแต่ง มีรูปเป็นอารมณ์ มีเวทนารู้สึก ก็รู้ว่า ธรรมไม่ได้มีแค่ผัสสะ ยังมีราคะที่จิตมี(สราคัง)ก็เป็นธรรมที่ควรละ โทสะก็เป็นธรรมที่ควรละ (นีวรณบรรพะ) ก็จะเห็นขันธ์ทั้ง 4 (ขันธบรรพะ). เมื่อชำนาญในการเห็นการเกิดดับของขันธ์ทั้ง 4 ก็จะเห็นว่า ทั้งขันธ์ 4 เกิดดับที่อายตนะ 12 โดยมีเจตนาคอยจัดแจง มีสัญญา(ขันธ์)คอยจดจำ มีวิตกวิจารคอยซ่องเสพ ก็เป็นอันเห็นขันธ์ครบ 5 เกิดดับ (ทุกขอริสัจบรรพะ) และจิตยึดมั่นขันธ์ 5 นี้ เป็นสังโยชน์ 10 ในอายตนะ 12 (อายตนบรรพะ), | ||
| =อานิสงส์= | =อานิสงส์= | ||