ฟุตโน้ต:135:99

ความแตกต่าง

นี่เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างเพจสองรุ่น

ลิงค์ไปยังการเปรียบเทียบนี้

การแก้ไขถัดไป
การแก้ไขก่อนหน้า
ฟุตโน้ต:135:99 [2026/07/30 04:24] – ถูกสร้าง dhammaฟุตโน้ต:135:99 [2026/07/30 05:04] (ฉบับปัจจุบัน) dhamma
บรรทัด 1: บรรทัด 1:
-### [๔๙] นวมสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๙) +#REDIRECT [[ฟุตโน้ต:135:99-อจฺฉราสงฺฆาตวคฺโค ปภสฺสรมิทํ]]
- +
-#### ๑. การขยายความบทว่า "ปภสฺสรํ" +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `นวเม ปภสฺสรนฺติ ปริโยทาตํ สภาวปริสุทฺธฏฺเฐนฯ เตนาห – ‘‘ปณฑรํ ปริสุทฺธ’’นฺติฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวว่า: "ปภสฺสรํ ได้แก่ ปณฺฑรํ ปริสุทฺธํ [ขาวรอบ บริสุทธิ์]")* +
-* ''แปลฎีกา:'' ในสูตรที่ ๙ บทว่า ''"ปภสฺสรํ"'' หมายถึง หมดจดรอบ (ปริโยทาตํ) โดยอรรถว่า ''มีความบริสุทธิ์โดยสภาวะ'' (สภาวปริสุทฺธฏฺเฐน) ด้วยเหตุนั้น ท่าน (พระอรรถกถาจารย์) จึงกล่าวว่า *"ปณฺฑรํ ปริสุทฺธํ"* (ขาวรอบ บริสุทธิ์) +
- +
---- +
- +
-#### ๒. วินิจฉัยเรื่อง "วรรณะ" (สี) ของจิต +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ปภสฺสรตาทโย นาม วณฺณธาตุยํ ลพฺภนกวิเสสาติ อาห – ‘‘กิํ ปน จิตฺตสฺส วณฺโณ นาม อตฺถี’’ติ? อิตโร อรูปตาย ‘‘นตฺถี’’ติ ปฏิกฺขิปิตฺวา ปริยายกถา อยํ ตาทิสสฺส จิตฺตสฺส ปริสุทฺธภาวนาทีปนายาติ ทสฺเสนฺโต ‘‘นีลาทีน’’นฺติอาทิมาหฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวว่า: "กิํ ปน จิตฺตสฺส วณฺโณ นาม อตฺถีติ? นตฺถิฯ นีลาทีนญฺหิ... [ถามว่า ก็สีของจิตมีอยู่หรือ? ตอบว่า ไม่มี...]")* +
-* ''แปลฎีกา:'' พระอรรถกถาจารย์ตั้งคำถามว่า *"กิํ ปน จิตฺตสฺส วณฺโณ นาม อตฺถีติ"* (ก็สีของจิตมีอยู่หรือ?) ด้วยความคำนึงว่า บทมีคำว่า "ปภัสสระ" เป็นต้นนี้ โดยปกติเป็นชื่อของความต่างกันที่ได้ในรูปวรรณธาตุ (ธาตุคือสี). บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง (อิตโร - พระอรรถกถาจารย์ผู้ตอบ) จึงปฏิเสธว่า *"นตฺถิ"* (ไม่มี) ''เพราะจิตเป็นอรูปธรรม'' (อรูปตาย). +
-เมื่อจะแสดงว่า คำนี้เป็น ''"ปริยายกถา"'' (คำพูดอ้อมๆ/คำอุปมา) ที่นำมาใช้เพื่อประกาศถึงความบริสุทธิ์ของจิตเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า *"นีลาทีนํ"* (สีเขียว เป็นต้น). +
- +
---- +
- +
-#### ๓. อ้างอิงพระบาลีแสดงความบริสุทธิ์ +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ตถา หิ ‘‘โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต’’ติ (ที. นิ. ๑.๒๔๓-๒๔๔; ม. นิ. ๑.๓๘๔-๓๘๖, ๔๓๑-๔๓๓; ปารา. ๑๒-๑๓) วุตฺตํ ฯ เตเนวาห – ‘‘อิทมฺปิ นิรุปกฺกิเลสตาย ปริสุทฺธนฺติ ปภสฺสร’’นฺติฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวว่า: "อิทมฺปิ นิรุปกฺกิเลสตาย ปริสุทฺธนฺติ ปภสฺสรํ [แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า ปภัสสระ เพราะบริสุทธิ์ด้วยความไม่มีอุปกิเลส]")* +
-* ''แปลฎีกา:'' จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ (ในพระสูตร) ว่า *"โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต..."* (ภิกษุนั้นเมื่อจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ ผ่องใสแล้วอย่างนี้...). เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า *"อิทมฺปิ นิรุปกฺกิเลสตาย ปริสุทฺธนฺติ ปภสฺสรํ"* (แม้จิตนี้ ก็ชื่อว่า ปภัสสระ เพราะเป็นจิตบริสุทธิ์เนื่องจากไม่มีอุปกิเลส). +
- +
---- +
- +
-#### ๔. ความเป็นไปของภวังคจิตและอุปกิเลส +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `กิํ ปน ภวงฺคจิตฺตํ นิรุปกฺกิเลสนฺติ? อาม สภาวโต นิรุปกฺกิเลสํ, อาคนฺตุกอุปกฺกิเลสวเสน ปน สิยา อุปกฺกิลิฏฺฐํฯ เตนาห – ‘‘ตญฺจ โข’’ติอาทิฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวว่า: "ตญฺจ โขติ ตํ ภวงฺคจิตฺตํ... [คำว่า ตญฺจ โข ได้แก่ ภวังคจิตนั้น...]")* +
-* ''แปลฎีกา:'' คำถามมีว่า *“ก็ภวังคจิตเป็นจิตไม่มีอุปกิเลสหรือ?”* +
-คำตอบคือ: ถูกแล้ว ''โดยสภาวะแล้วภวังคจิตไม่มีอุปกิเลส'' แต่ทว่า อาจเป็นจิตเศร้าหมองได้ด้วยอำนาจแห่งอุปกิเลสที่จรมา (อาคันตุกะ). เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า *"ตญฺจ โข"* (ก็ภวังคจิตนั้นแล) เป็นต้น. +
- +
---- +
- +
-#### ๕. วินิจฉัยบทวิภัตติ์และนิบาตศัพท์ +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ตตฺถ อตฺตโน เตสญฺจ ภิกฺขูนํ ปจฺจกฺขภาวโต ปุพฺเพ ‘‘อิท’’นฺติ วตฺวา อิทานิ ปจฺจามสนวเสน ‘‘ต’’นฺติ อาหฯ จ-สทฺโท อตฺถูปนยเนฯ โข-สทฺโท วจนาลงฺกาเร, อวธารเณ วาฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวถึงคำว่า "ตญฺจ โข" ในบทตั้ง)* +
-* ''แปลฎีกา:'' ในบรรดาคำเหล่านั้น ในกาลก่อน (ในพระบาลี) ตรัสคำว่า ''"อิทํ"'' (นี้) เพราะสภาวะนั้นเป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งแก่พระองค์เองและแก่ภิกษุเหล่านั้น; แต่ในกาลนี้ (ในอรรถกถา) ท่านกล่าวคำว่า ''"ตํ"'' (นั่น) ด้วยอำนาจการย้อนระลึกถึงสภาวะนั้น (ปจฺจามสนวเสน). +
-* ''จ-ศัพท์'' ในบทนั้น ลงในอรรถเชื่อมโยงเนื้อความ (อตฺถูปนยเน). +
-* ''โข-ศัพท์'' ลงในอรรถประดับบท (วจนาลงฺกาเร) หรือลงในอรรถเน้นย้ำแน่นอน (อวธารเณ). +
- +
- +
- +
---- +
- +
-#### ๖. วินิจฉัยบทว่า "อสหชาเตหิ" และ "อุปกิเลเสหิ" +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `วกฺขมานสฺส อตฺถสฺส นิจฺฉิตภาวโต ภวงฺคจิตฺเตน สหาวฏฺฐานาภาวโต อุปกฺกิเลสานํ อาคนฺตุกตาติ อาห – ‘‘อสหชาเตหี’’ติอาทิฯ ราคาทโย อุเปจฺจ จิตฺตสนฺตานํ กิลิสฺสนฺติ วิพาเธนฺติ อุปตาเปนฺติ จาติ อาห – ‘‘อุปกฺกิเลเสหีติ ราคาทีหี’’ติฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวว่า: "อาคนฺตุเกหิ อสหชาเตหิ ปจฺฉา ชวนกฺขเณ... อุปกฺกิเลเสหิ ราคาทีหิ...")* +
-* ''แปลฎีกา:'' ความเป็นอาคันตุกะ (แขกจรมา) ของอุปกิเลสทั้งหลาย มีได้เพราะความที่อุปกิเลสเหล่านั้น ''ไม่ได้ตั้งอยู่ร่วมกับภวังคจิต'' (ภวงฺคจิตฺเตน สหาวฏฺฐานาภาวโต) เนื่องจากเนื้อความที่จะกล่าวต่อไปเป็นเรื่องที่วินิจฉัยแน่นอนแล้ว ท่านจึงกล่าวคำว่า *"อสหชาเตหิ"* (ผู้ไม่ได้เกิดร่วมกัน) เป็นต้น. +
-ราคะเป็นต้น เข้าไป (อุเปจฺจ) ทำจิตตสันดานให้เศร้าหมอง (กิลิสฺสนฺติ), เบียดเบียน (วิพาเธนฺติ), และทำให้เร่าร้อน (อุปตาเปนฺติ) ท่านจึงกล่าวว่า *"อุปกิเลเสหิ ได้แก่ ราคะเป็นต้น"*. +
- +
---- +
- +
-#### ๗. ปรมัตถวินิจฉัยเรื่องความเศร้าหมองของภวังคจิต +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ภวงฺคจิตฺสฺส นิปฺปริยายโต อุปกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐตา นาม นตฺถิ อสํสฏฺฐภาวโต, เอกสนฺตติปริยาปนฺนตาย ปน สิยา อุปกฺกิลิฏฺฐตาปริยาโยติ อาห – ‘‘อุปกฺกิลิฏฺฐํ นามาติ วุจฺจตี’’ติฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวว่า: "...อุปกฺกิลิฏฺฐตฺตา อุปกฺกิลิฏฺฐํ นามาติ วุจฺจติฯ [เพราะเศร้าหมอง จึงเรียกว่า เป็นจิตเศร้าหมอง]")* +
-* ''แปลฎีกา:'' ว่าโดยนิปปริยาย (โดยตรงแท้จริง) ชื่อว่าความเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสทั้งหลายของภวังคจิต ''ย่อมไม่มี'' เพราะเป็นสภาพที่ไม่เกี่ยวร้องกัน (อสํสฏฺฐภาวโต); แต่ว่า โวหารโหมดความเศร้าหมอง (อุปกฺกิลิฏฺฐตาปริยาโย) พึงมีได้ ''เพราะความที่ภวังคจิตและอุปกิเลสนั้นนับเนื่องอยู่ในจิตตสันดานเดียวกัน'' (เอกสนฺตติปริยาปนฺนตาย). ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"อุปกฺกิลิฏฺฐํ นามาติ วุจฺจติ"* (จึงเรียกว่า เป็นจิตเศร้าหมอง). +
- +
---- +
- +
-#### ๘. อธิบายอุปมาเรื่องพ่อแม่ ลูก และชวนจิต +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `อิทานิ ตมตฺถํ อุปมาย วิภาเวตุํ ‘‘ยถา หี’’ติอาทิมาหฯ เตน ภินฺนสนฺตานคตายปิ นาม อิริยาย โลเก คารยฺหตา ทิสฺสติ, ปเคว เอกสนฺตานคตาย อิริยายาติ อิมํ วิเสสํ ทสฺเสติฯ เตนาห – ‘‘ชวนกฺขเณ…เป.… อุปกฺกิลิฏฺฐํ นาม โหตี’’ติฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวอุปมา: "ยถา หี สีลวนฺตา... [เปรียบเหมือนบิดามารดาผู้มีศีล... พลอยได้รับการติเตียนเพราะลูกทุศีล... ฉันใด ภวังคจิตก็ฉันนั้น]")* +
-* ''แปลฎีกา:'' บัดนี้ เพื่อจะทำให้เนื้อความนั้นกระจ่างด้วยอุปมา พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า *"ยถา หิ"* (จริงอยู่ เปรียบเหมือนว่า) เป็นต้น. +
-ด้วยคำอุปมานั้น ท่านแสดงความต่างนี้ไว้ว่า: *"ความน่าติเตียนในโลก ปรากฏว่ามีได้แม้เพราะอิริยาบถที่หมุนเวียนอยู่ในสันดานที่ต่างกัน (ภินฺนสนฺตานคตาย - คนละคนกัน เช่น พ่อแม่กับลูก), ยิ่งไม่ต้องพูดถึง (ปเคว) อิริยาบถที่หมุนเวียนอยู่ในสันดานเดียวกันเลย!"+
-เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวสรุปว่า *"ชวนกฺขเณ...เป.... อุปกฺกิลิฏฺฐํ นาม โหติ"* (ในขณะแห่งชวนจิต... ชื่อว่า เป็นจิตเศร้าหมอง). +
- +
---- +
- +
-### [๕๐] ทสมสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๑๐) +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ทสเม ภวงฺคจิตฺตเมว จิตฺตนฺติ ‘‘ปภสฺสรมิทํ, ภิกฺขเว, จิตฺต’’นฺติ วุตฺตํ ภวงฺคจิตฺตเมวฯ ยทคฺเคน ภวงฺคจิตฺตํ ตาทิสปจฺจยสมวาเย อุปกฺกิลิฏฺฐํ นาม วุจฺจติ, ตทคฺเคน ตพฺพิธุรปจฺจยสมวาเย อุปกฺกิเลสโต วิมุตฺตนฺติ วุจฺจติฯ เตนาห – ‘‘อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺตํ นาม โหตี’’ติฯ เสสเมตฺถ นวมสุตฺเต วุตฺตนยานุสาเรน เวทิตพฺพํฯ ปณิหิตอจฺฉวคฺควณฺณนา นิฏฺฐิตาฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวว่า: "ทสเมปิ ภวงฺคจิตฺตเมว จิตฺตํ... วิปฺปมุตฺตนฺติ... [ในสูตรที่ ๑๐ จิตก็คือภวังคจิต... คำว่า หลุดพ้น ได้แก่...]")* +
-* ''แปลฎีกา:'' ในสูตรที่ ๑๐ คำว่า "จิต" ก็คือ ''ภวังคจิตนั่นเอง''. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า *"ปภสฺสรมิทํ, ภิกฺขเว, จิตฺตํ"* (ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส) ก็ทรงหมายเอาภวังคจิตนั่นเอง. +
-นับตั้งแต่กาลใด (ยทคฺเคน) ภวังคจิต ถูกเรียกว่าเป็นจิตเศร้าหมอง เมื่อมีการประชุมพร้อมแห่งปัจจัยเห็นปานนั้น; นับตั้งแต่กาลนั้น (ตทคฺเคน) ภวังคจิตนั้น ก็ถูกเรียกว่าเป็นจิตหลุดพ้นจากอุปกิเลส เมื่อมีการประชุมพร้อมแห่งปัจจัยที่ปราศจากอุปกิเลสเหล่านั้น. +
-เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺตํ นาม โหติ"* (ชื่อว่าเป็นจิตหลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสทั้งหลาย). +
-ความที่เหลือในสูตรนี้ พึงทราบตามแนวทางที่กล่าวแล้วในนวมสูตร (สูตรที่ ๙). +
-*(จบการอธิบายวรรณนาแห่งปณิหิตอัจฉวรรค)* +
- +
---- +
- +
-### 6. อัจฉราสงฆาตวรรควรรณนา (อธิบายฎีกาวรรคว่าด้วยการดีดนิ้วมือ) +
- +
---- +
- +
-#### [๕๑] การวิเคราะห์อักขระ "อ" (อการะ) ในบทว่า "อสฺสุตวา" +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ฉฏฺฐสฺส ปฐเม อสฺสุตวาติ เอตฺถ ‘‘สาธุ ปญฺญาณวา นโร’’ติอาทีสุ (ชา. ๒.๑๘.๑๐๑) อตฺถิตามตฺตสฺส โพธโก วา-สทฺโทฯ ‘‘สีลวา โหติ กลฺยาณธมฺโม’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๓.๓๘๑) ปสํสาวิสิฏฺฐาย อตฺถิตายฯ ‘‘ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๑๗; ม. นิ. ๒.๒๕) อติสยตฺถวิสิฏฺฐาย อตฺถิตาย, ตสฺมา ยสฺส ปสตฺถํ อติสเยน วา สุตํ อตฺถิ, โส สุตวา, สํกิเลสวิทฺธํสนสมตฺถํ ปริยตฺติธมฺมสฺสวนํ, ตํ สุตฺวา ตถตฺตาย ปฏิปตฺติ จ ‘‘สุตวา’’ติ อิมินา ปเทน ปกาสิตาฯ โสตพฺพยุตฺตํ สุตฺวา กตฺตพฺพนิปฺผตฺติวเสน สุณีติ วา สุตวา, ตปฺปฏิกฺเขเปน น สุตวาติ อสฺสุตวาฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวว่า: "ตํ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโนติ... อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิติ...")* +
-* ''แปลฎีกา:'' ในบทที่ ๑ ของสูตรที่ ๖ ในบทว่า ''"อสฺสุตวา"'' นี้: +
-* ปัจจัยรูป ''วา-ศัพท์'' (ผู้มี...) ในคาถาเป็นต้นว่า *"สาธุ ปญฺญาณวา นโร"* (นรชนผู้มีปัญญา เป็นคนดี) ทำหน้าที่แสดงถึง ''ความมีอยู่เพียงอย่างเดียว'' (อตฺถิตามตฺตสฺส โพธโก). +
-* ในคำเป็นต้นว่า *"สีลวา โหติ กลฺยาณธมฺโม"* (เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม) แสดงถึง ''ความมีอยู่ที่วิเศษด้วยคำสรรเสริญ''+
-* ในคำเป็นต้นว่า *"ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต"* (เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิดและความดับ) แสดงถึง ''ความมีอยู่ที่วิเศษโดยอรรถอันยิ่งยวด'' (อติสยตฺถ). +
- +
- +
-เพราะเหตุนั้น บุคคลใดมีความรู้ (สุตะ) อันประเสริฐ หรือมีความรู้อย่างยิ่งยวด บุคคลนั้นชื่อว่า ''"สุตวา"'' (ผู้มีสุตะ / ผู้ได้สดับ). +
-การังปริยัติธรรมอันสามารถทำลายกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้ และการปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้นหลังจากได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ถูกประกาศไว้ด้วยบทว่า ''"ุตวา"'' นี้. +
-อีกนัยหนึ่ง บุคคลใดฟังธรรมอันควรฟังแล้ว ทำกิจที่พึงทำให้สำเร็จได้ ชื่อว่า ''สุตวา'' (ผู้ฟังอยู่); ดยการปฏิเสธคำน บุคคลผู้ไม่ได้ฟัง จึงชื่อว่า ''"อสฺสุวา"'' (ผู้ไม่ได้สดับ). +
- +
---- +
- +
-#### การแจกแจงนัย ๑๐ ประการของ อ-อุปสรรค (อการะ) +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `อยญฺหิ อกาโร ‘‘อเหตุกา ธมฺมา (ธ. ส. ๒ ทุกมาติกา), อภิกฺขุโก อาวาโส’’ติอาทีสุ (ปาจิ. ๑๐๔๗) ตํสมาโยคนิวตฺติยํ ทิฏฺโฐฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' จริงอยู่ ''-อักษร (อการะ)'' นี้: +
-1. ปรากฏในการ ''กั้นการประกอบด้วยสิ่งนั้น'' (ตํสมาโยคนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อเหตุกา ธมฺมา"* (ธรรมไร้เหตุ), *"อภิกฺขุโก อาวาโส"* (อาวาสไร้ภิกษุ) เป็นต้น. +
- +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `‘‘อปฺปจฺจยา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๗ ทุกมาติกา) ตํสมฺพนฺธิภาวนิวตฺติยํฯ ปจฺจยุปฺปนฺนญฺหิ ปจฺจยสมฺพนฺธีติ อปจฺจยุปฺปนฺนตฺตา อตํสมฺพนฺธิตา เอตฺถ โชติตาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' +
-2. ปรากฏในการ ''กั้นภาวะความสัมพันธ์กับสิ่งนั้น'' (ตํสมฺพนฺธิภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อปฺปจฺจยา ธมฺมา"* (ธรรมที่ไม่มีปัจจัย). เพราะว่า ธรรมที่เกิดจากปัจจัย ย่อมชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับปัจจัย; ในคำนี้ ความไม่สัมพันธ์กับปัจจัยนั้น จึงถูกส่องให้เห็นเพราะความที่ธรรมนั้นไม่ได้เกิดจากปัจจัย. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `‘‘อนิทสฺสนา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๙ ทุกมาติกา) ตํสภาวนิวตฺติยํฯ นิทสฺสนญฺหิ เอตฺถ ทฏฺฐพฺพตาฯ อถ วา ปสฺสตีติ นิทสฺสนํ, จกฺขุวิญฺญาณํฯ ตคฺคเหตพฺพตานิวตฺติยํ, ตถา ‘‘อนาสวา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๑๕ ทุกมาติกา)ฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' +
-3. ปรากฏในการ ''กั้นสภาวะของสิ่งนั้น'' (ตํสภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อนิทสฺสนา ธมฺมา"* (ธรรมที่เห็นไม่ได้). คำว่า "นิทัสสนะ" ในบทนี้ ได้แก่ ความเป็นสิ่งที่พึงเห็นได้; อีกนัยหนึ่ง จักษุวิญญาณ ชื่อว่า นิทัสสนะ เพราะทำหน้าที่เห็น. อ-อักษร จึงทำหน้าที่กั้นความสามารถที่จะถูกยึดถือด้วยจักษุวิญญาณนั้น; แม้ในคำว่า *"อนาสวา ธมฺมา"* (ธรรมไม่มีอาสวะ) ก็มีนัยเช่นเดียวกัน. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `‘‘อปฺปฏิฆา ธมฺมา (ธ. ส. ๑๐ ทุกมาติกา) อนารมฺมณา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๕๕ ทุกมาติกา) ตํกิจฺจนิวตฺติยํฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' +
-4. ปรากฏในการ ''กั้นกิจของสิ่งนั้น'' (ตํกิจฺจนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อปฺปฏิฆา ธมฺมา"* (ธรรมไม่มีการกระทบ), *"อนารมฺมณา ธมฺมา"* (ธรรมไม่มีอารมณ์). +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `‘‘อรูปิโน ธมฺมา อเจตสิกาธมฺมา’’ติ ตํสภาวนิวตฺติยํฯ ตทญฺญตา หิ อิธ ปกาสิตาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' +
-5. ปรากฏในการ ''กั้นสภาวะของสิ่งนั้น โดยแสดงความเป็นอย่างอื่นจากสิ่งนั้น'' (ตทญฺญตา) เช่นในคำว่า *"อรูปิโน ธมฺมา"* (ธรรมไม่ใช่รูป), *"อเจตสิกา ธมฺมา"* (ธรรมไม่ใช่เจตสิก). เพราะความเป็นอย่างอื่นจากสิ่งนั้น ถูกประกาศไว้ในบทนี้. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `‘‘อมนุสฺโส’’ติ ตพฺภาวมตฺตนิวตฺติยํฯ มนุสฺสตฺตมตฺตํ นตฺถิ, อญฺญํ ตํสทิสนฺติฯ สทิสตา หิ เอตฺถ สูจิตาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' +
-6. ปรากฏในการ ''กั้นเพียงภาวะของสิ่งนั้น'' (ตพฺภาวมตฺตนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อมนุสฺโส"* (อมนุษย์). ในบทนี้ ความเป็นมนุษย์แท้ๆ ไม่มี แต่มีสิ่งอื่นที่มีสภาพคล้ายคลึงกับมนุษย์นั้น; เพราะว่า ความเป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ถูกชี้ไว้ในบทนี้. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `‘‘อสฺสมโณ สมณปฏิญฺโญ อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาริปฏิญฺโญ’’ติ (อ. นิ. ๓.๑๓) จ ตํสมฺภาวนียคุณนิวตฺติยํฯ ครหา หิ อิธ ญายติฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' +
-7. ปรากฏในการ ''กั้นคุณอันพึงยกย่องของสิ่งนั้น'' (ตํสมฺภาวนียคุณนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อสฺสมโณ สมณปฏิญฺโญ"* (ผู้ไม่ใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ), *"อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาริปฏิญฺโญ"* (ผู้ไม่ใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์). เพราะว่า คำติเตียน (ครหา) ย่อมทราบได้ในบทนี้. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `‘‘กจฺจิ โภโต อนามยํ (ชา. ๑.๑๕.๑๔๖; ๒.๒૦.๑๒๙) อนุทรา กญฺญา’’ติ จ ตทนปฺปภาวนิวตฺติยํฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' +
-8. ปรากฏในการ ''กั้นภาวะความไม่น้อยของสิ่งนั้น'' (ตทนปฺปภาวนิวตฺติยํ - คือกั้นความมีอยู่น้อย) เช่นในคำว่า *"กจฺจิ โภโต อนามยํ"* (ท่านไม่มีโรคหรือ?), *"อนุทรา กญฺญา"* (หญิงสาวผู้ไม่มีท้อง / มีสะเอวบางกิ่ว). +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `‘‘อนุปฺปนฺนา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๑๗ ติกมาติกา) ตํสทิสภาวนิวตฺติยํฯ อตีตานญฺหิ อุปฺปนฺนปุพฺพตฺตา อุปฺปาทิธมฺมานญฺจ ปจฺจเยกเทสสิทฺธิยา อารทฺธุปฺปาทภาวโต กาลวินิมุตฺตสฺส จ วิชฺชมานตฺตา อุปฺปนฺนานุกูลตา, ปเคว ปจฺจุปฺปนฺนานนฺติ ตพฺพิธุรตา เหตฺถ วิญฺญายติฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' +
-9. ปรากฏในการ ''กั้นสภาวะที่คล้ายคลึงกับสิ่งนั้น'' (ตํสทิสภาวนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อนุปฺปนฺนา ธมฺมา"* (ธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น). จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายที่เป็นอดีต มีความคล้ายคลึงกับธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว; และธรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไป (อุปปาทิธรรม) ก็มีความคล้ายคลึงกับธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะภาวะแห่งการเริ่มเกิดขึ้นด้วยความสำเร็จแห่งปัจจัยบางส่วน; และธรรมที่พ้นจากกาล (นิพพาน) ก็มีความเอื้อต่อธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเพราะปรากฏอยู่ ยิ่งกว่าธรรมในปัจจุบันเสียอีก; ดังนั้น ความปราศจากสภาวะเหล่านั้น (ตพฺพิธุรตา) จึงพึงทราบได้ในบทนี้. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `‘‘อเสกฺขา ธมฺมา’’ติ (ธ. ส. ๑๑ ติกมาติกา) ตทปริโยสานนิวตฺติยํฯ ตนฺนิฏฺฐานญฺเหตฺถ ปกาสิตนฺติ เอวํ อเนเกสํ อตฺถานํ โชตโกฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' +
-10. ปรากฏในการ ''กั้นความไม่สิ้นสุดแห่งสิ่งนั้น'' (ตทปริโยสานนิวตฺติยํ) เช่นในคำว่า *"อเสกฺขา ธมฺมา"* (ธรรมของพระอเสขะ). เพราะความสิ้นสุดแห่งกิจนั้น ถูกประกาศไว้ในบทนี้. +
-อ-อักษร ย่อมเป็นตัวส่องสว่างเนื้อความอันหลากหลายเช่นนี้. +
- +
---- +
- +
-#### สรุปการใช้ "อ" ในบทว่า "อสฺสุตวา" +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `อิธ ปน ‘‘อรูปิโน ธมฺมา (ธ. ส. ๑๑ ทุกมาติกา), อเจตสิกา ธมฺมา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ๕๗ ทุกมาติกา) วิย ตํสภาวนิวตฺติยํ ทฏฺฐพฺโพ, อญฺญตฺเถติ อตฺโถฯ เอเตนสฺส สุตาทิญาณวิรหํ ทสฺเสติฯ เตน วุตฺตํ – ‘‘อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิตี’’ติฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวว่า: "อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิติ")* +
-* ''แปลฎีกา:'' แต่ในบทนี้ (อสฺสุตวา) พึงเห็นว่า อ-อักษร ทำหน้าที่ ''กั้นสภาวะของสิ่งนั้น'' เหมือนในคำว่า *"อรูปิโน ธมฺมา, อเจตสิกา ธมฺมา"* เป็นต้น มีความหมายว่า ''"เป็นอย่างอื่น"'' (อญฺญตฺเถ). +
-ด้วยคำนี้ พระอรรถกถาจารย์แสดงถึงความปราศจากญาณมีความรู้ (สุตะ) เป็นต้นของปุถุชนนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"อาคมาธิคมาภาวา เญยฺโย อสฺสุตวา อิติ"* (พึงทราบว่า บุคคลชื่อว่า อสสุตวา เพราะความไม่มีแห่งอาคมและอธิคม). +
- +
---- +
- +
-#### ขยายความบทว่า "อาคม" และ "อธิคม" +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `อิทานิ ตสฺสตฺถํ วิวรนฺโต ‘‘โย หี’’ติอาทิมาหฯ ตตฺถ ยสฺมา ขนฺธธาตาทิโกสลฺเลนปิ อุปกฺกิเลสอุปกฺกิลิฏฺฐานํ ชานนเหตุภูตํ พาหุสจฺจํ โหติฯ ยถาห – ‘‘กิตฺตาวตา นุ โข, ภนฺเต, พหุสฺสุโต โหติ? ยโต โข, ภิกฺขุ, ขนฺธกุสโล โหติฯ ธาตุ…เป.… อายตน…เป.… ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสโล โหติฯ เอตฺตาวตา โข, ภิกฺขุ, พหุสฺสุโต โหตี’’ติฯ ตสฺมา ‘‘ยสฺส จ ขนฺธธาตุอายตนปจฺจยาการสติปฏฺฐานาทีสู’’ติอาทิ วุตฺตํฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวขยายความผู้ไม่มีอาคมและอธิคม: "โย หิ อิทํ สุตฺตํ... ยสฺส จ ขนฺธธาตุอายตน...")* +
-* ''แปลฎีกา:'' บัดนี้ เมื่อจะเปิดเผยเนื้อความนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า *"โย หิ"* (จริงอยู่ ผู้ใด...) เป็นต้น. +
-ในบทเหล่านั้น เพราะเหตุที่ความเป็นพหูสูต อันเป็นเหตุให้รู้แจ้งอุปกิเลสและสภาพที่เศร้าหมอง ย่อมมีได้แม้ด้วยความลาดในขันธ์และธาตุเป็นต้น. ดังที่พะผู้มีพระภคเจ้าตรัไว้ว่า: +
-*“ท่านผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นพหูสูต? ดูกรภิกษุ เมื่อใดภิกษุเป็นผู้ฉลาดในขันธ์... เป็นผู้ฉลาดในธาตุ... อายตนะ... ปฏิจจสมุปบาท... ดูกรภิกษุ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นพหูสูต”*. +
-เพราะเหตุนั้น คำเป็นต้นว่า *"ยสส จ ขนฺธธาตุอายตนปจฺจยาการสติปฏฺฐานาทีสุ"* (และผู้ใด ปราศจากความรู้ในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจยาการ สติปัฏฐาน เป็นต้น) จึงถูกกล่าวไว้. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ตตฺถ วาจุคฺคตกรณํ อุคฺคโหฯ อตฺถปริปุจฺฉนํ ปุริปุจฺฉาฯ กุสเลหิ สห โจทนาปริหรณวเสน วินิจฺฉยกรณํ วินิจฺฉโยฯ อาจริเย ปน ปยิรุปาสิตฺวา อตฺถธมฺมานํ อาคมนํ สุตมยญาณวเสน อวพุชฺฌนํ อาคโมฯ มคฺคผลนิพฺพานานํ สจฺฉิกิริยา อธิคโมฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' ในบทเหล่านั้น: +
-* การกระทำบทธรรมให้คล่องปาก (วาจุคฺคตกรณํ) ชื่อว่า ''อุคคหะ'' (การเล่าเรียนท่องจำ). +
-* การสอบถามเนื้อความ ชื่อว่า ''ปริปุจฉา'' (การซักถาม). +
-* การทำการวินิจฉัยด้วยอำนาจการตั้งข้อซักถามและการแก้ข้อกล่าวหาร่วมกับผู้ฉลาดทั้งหลาย ชื่อว่า ''วินิจฉัย''+
-* การเข้าไปนั่งใกล้ครูอาจารย์ แล้วรับเอาเนื้อความและธรรมมาเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยอำนาจสุตมยญาณ ชื่อว่า ''อาคมะ'' (การเล่าเรียนสืบต่อ). +
-* การทำให้แจ้งซึ่ง มรรค ผล และนิพพาน ชื่อว่า ''อธิคมะ'' (การบรรลุ). +
- +
- +
- +
---- +
- +
-#### วิภาษวิธีเกี่ยวกับคำว่า "ปุถุชน" +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `พหูนํ นานปฺปการานํ สกฺกายทิฏฺฐาทีนํ อวิหตตฺตา ตา ชเนนฺติ, ตาหิ วา ชนิตาติ ปุถุชฺชนาฯ อวิฆาตเมว วา ชน-สทฺโท วทติฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถาอ้างอิงาถา: "ปุถูนํ ชนนาทีหิ การเณหิ ปุถุชน...")* +
-* ''แปลฎีกา:'' ชนทั้งหลาย ชื่อว่า ''ปุถุชน'' เพราะกิเลสทั้งหลายมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น อันมีประการต่างๆ เป็นอันมาก (ปุถู) ยังไม่ถูกทำลาย ย่อมสร้างชนเหล่านั้นขึ้นมา (ตา ชเนนฺติ) หรือชนเหล่านั้นถูกกิเลสเหล่านั้นสร้างขึ้นมา (ตาหิ ชนิตา). +
-อีกนัยหนึ่ง ''ชน-ศัพท์'' ย่อมกล่าวถึง "วามไม่ถูกทำลายไนั่นเอง" (อวิฆาตเมว). +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ปุถุ สตฺถารานํ มุขุลฺโลกิกาติ เอตฺถ ปุถู ชนา สตฺถุปฏิญฺญา เอเตสนฺติ ปุถุชฺชนาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' ในบทว่า *"ปุถุ สตฺถารานํ มุขุลฺโลกิกา"* (เป็นผู้เพ่งมองดูหน้าศาสดาเป็นอันมาก) มีอธิบายว่า ชนทั้งหลายผู้ปฏิญาณตนว่ามีศาสดาเป็นอันมาก ย่อมมีแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ''ปุถุชน''+
-* ''ข้อความฎีกา:'' `สพฺพคตีหิ อวุฏฺฐิตาติ เอตฺถ ชเนตพฺพา, ชายนฺติ วา เอตฺถ สตฺตาติ ชนา, คติโย, ตา ปุถู เอเตสนฺติ ปุถุชฺชนาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' ในบทว่า *"สพฺพคตีหิ อวุฏฺฐิตา"* (เป็นผู้ยังไม่พ้นไปจากคติทั้งปวง) มีอธิบายว่า คำว่า ''ชนา'' ได้แก่ คติทั้งหลาย อันเป็นสิ่งที่พึงให้เกิด หรือเป็นที่ที่สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิด; คติเหล่านั้นมีจำนวนมาก (ปุถู) แก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ''ปุถุชน''+
-* ''ข้อความฎีกา:'' `อิโต ปเร ชายนฺติ เอเตหีติ ชนา, อขาราทโย, เต เอเตํ ปุถู วิชฺชนฺติติ ปุถุชฺชนาฯ อภิสงฺขาาทิอตฺโถ เอว วา ชน-สทฺโท ทฏฺฐพฺโพฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' อภิสังขารเป็นต้น ชื่อว่า ''ชนา'' เพราะเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายเกิดต่อจากชาตินี้; อภิสังขารเป็นต้นเหล่านั้น ีจำนวนมากแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ''ปุถุชน''+
-อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นว่า ''ชน-ศัพท์'' มีอรรถหมายถึง อภสังขารเป็นต้นนั่นเอง. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `โอฆา กาโมฆาโยฯ ราคคฺคิอาทโย สนฺตาปาฯ เต เอว สพฺเพปิ วา กิเลสา ปริฬาหาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' +
-* บทว่า ''โอฆะ'' ได้แก่ กาโมฆะ เป็นต้น. +
-* บทว่า ''ความเร่าร้อน'' (สนฺตาปา) ได้แก่ ไฟคือราคะ เป็นต้น. +
-* บทว่า ''ความกระวนกระวาย'' (ปริฬาหา) ได้แก่ กิเลสเหล่านั้นนั่นแหละ หรือกิเลสทั้งปวงนั่นแหละ ชื่อว่าความกระวนกระวาย. +
- +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ปุถุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ รตฺตาติ เอตฺถ ชายตีติ ชโน, ราโค เคโธติ เอวมาทิโก, ปุถุ ชโน เอเตสนฺติ ปุถุชฺชนาฯ ปุถูสุ ชนา ชาตา รตฺตาติ เอวํ ราคาทิอตฺโถ เอว วา ชน-สทฺโท ทฏฺฐพฺโพฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' ในบทว่า *"ปุถุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ รตฺตา"* (ยินดีในกามคุณ ๕ อย่างมากมาย) มีอธิบายว่า กิเลสมีราคะและความกริ้วโกรธเป็นต้น ชื่อว่า ''ชน'' (ชโน) เพราะสภาวะนั้นย่อมเกิด; ชน (คือราคะเป็นต้น) มีจำนวนมาก ย่อมมีแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ''ปุถุชน''+
-อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นว่า ''ชน-ศัพท์'' มีอรรถหมายถึง ราคะเป็นต้นนั่นเอง โดยวิเคราะห์ว่า "สัตว์ทั้งหลายเกิดแล้ว ยินดีแล้ว ในกามคุณอันมาก"+
- +
---- +
- +
-#### อธิบายอุปมาคำพ้องของ "ราคะ/กิเลสผูกมัด" +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `รตฺตาติ วตฺถํ วิย รงฺคชาเตน จิตฺตสฺส วิปริณามกเรน ฉนฺทราเคน รตฺตา สารตฺตาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' บทว่า ''"รตฺตา"'' (ผู้กำหนัดแล้ว) ได้แก่ ผู้กำหนัดแล้ว ยินดีอย่างยิ่งแล้ว ด้วยฉันทราคะอันทำความแปรปรวนแก่จิต ''เหมือนผ้าที่ถูกย้อมด้วยน้ำย้อม''+
-* ''ข้อความฎีกา:'' `คิทฺธาติ อภิกงฺขนสภาเวน อภิคิชฺฌเนน คิทฺธา เคธํ อาปนฺนาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' บทว่า ''"คิทฺธา"'' (ผู้มัวเมา) ได้แก่ ผู้มัวเมา ถึงความเพ่งเล็ง ด้วยการมุ่งหวังโดยสภาวะที่อยากได้ยิ่ง. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `คธิตาติ คนฺถิตา วิย ทุมฺโมจนียภาเวน ตตฺถ ปฏิพทฺธาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' บทว่า ''"คธิตา"'' (ผู้ติดพัน) ได้แก่ ผู้ผูกพันอยู่ในกิเลสนั้น โดยภาวะที่แก้ออกได้ยาก ''เสมือนถูกผูกมัดไว้''+
-* ''ข้อความฎีกา:'' `มุจฺฉิตาติ กิเลสวเสน วิสญฺญิภูตา วิย อนญฺญกิจฺจา โมหมาปนฺนาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' บทว่า ''"มุจฺฉิตา"'' (ผู้หลงใหล) ได้แก่ ผู้ถึงความหลงใหล ไม่มีกิจอื่นใดจะทำ ''เสมือนเป็นคนหมดสติ (สลบ) ไปด้วยอำนาจกิเลส''+
-* ''ข้อความฎีกา:'' `อชฺโฌปนฺนาติ อนญฺญสาธารเณ วิย กตฺวา คิลิตฺวา ปรินิฏฺฐาเปตฺวา ฐิตาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' บทว่า ''"อชฺโฌปนฺนา"'' (ผู้จมลงอย่างยิ่ง) ได้แก่ ผู้กลืนกินแล้ว ทำเสมือนไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น แล้วตั้งมั่นเสร็จสรรพอยู่. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ลคฺคาติ วงฺกกณฺฏเก วิย อาสตฺตา, มหาปลิเป ยาว นาสิกคฺคา ปลิปนฺนปุริโส วิย อุทฺธริตุํ อสกฺกุเณยฺยภาเวน นิมุคฺคา ฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' บทว่า ''"ลคฺคา"'' (ผู้ติดแน่น) ได้แก่ ผู้ข้องอยู่ ''เสมือนติดหนามโค้ง'', จมลงแล้วโดยภาวะที่ไม่สามารถจะถอนตัวขึ้นได้ ''เสมือนบุรุษผู้จมลงในตมใหญ่ลึกถึงปลายจมูก''+
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ลคฺคิตาติ มกฺกฏาเลเป อาลคฺคภาเวน สมฺมสิโต วิย มกฺกโฏ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ วเสน อาลคฺคิตาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' บทว่า ''"ลคฺคิตา"'' (ผู้เกาะติด) ได้แก่ ผู้เกาะติดอยู่ด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์ ๕ ''เสมือนลิงที่ถูกจับติดแน่นอยู่กับตังลิง''+
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ปลิพุทฺธาติ สมฺพทฺธา, อุปทฺทุตา วาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' บทว่า ''"ปลิพุทฺธา"'' ได้แก่ ผู้ถูกผูกพันไว้ หรือผู้ถูกเบียดเบียน. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `อาวุตาติ อาวริตาฯ นิวุตาติ นิวาริตาฯ โอวุตาติ ปลิคุณฺฐิตา, ปริโยนทฺธา วาฯ ปิหิตาติ ปิทหิตาฯ ปฏิจฺฉนฺนาติ ฉาทิตาฯ ปฏิกุชฺชิตาติ เหฏฺฐามุขชาตาฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' +
-* บทว่า ''อาวุตา'' ได้แก่ ผู้ถูกปิดบัง (อาวริตา). +
-* บทว่า ''นิวุตา'' ได้แก่ ผู้ถูกกั้นไว้ (นิวาริตา). +
-* บทว่า ''โอวุตา'' ได้แก่ ผู้ถูกรัดรึงรอบด้าน (ปลิคุณฺฐิตา) หรือถูกห่อหุ้มไว้ (ปริโยนทฺธา). +
-* บทว่า ''ปิหิตา'' ได้แก่ ผู้ถูกปิดไว้ (ปิทหิตา). +
-* บทว่า ''ปฏิจฺฉนฺนา'' ได้แก่ ผู้ถูกปกปิดไว้ (ฉาทิตา). +
-* บทว่า ''ปฏิกุชฺชิตา'' ได้แก่ ผู้มีหน้าคว่ำลงเบื้องล่าง (เหฏฺฐามุขชาตา). +
- +
- +
- +
---- +
- +
-#### สรุปเรื่อง "อนฺธปุถุชฺชโน" และ "จิตฺตภาวนา" +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `‘‘อสฺสุตวา’’ติ เอเตน อวิชฺชนฺธตา วุตฺตาติ อาห – ‘‘อนฺธปุถุชฺชโน วุตฺโต’’ติฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถาสรุปว่า: "...เตสุ อนฺธปุถุชฺชโน วุตฺโต โหตีติ เวทิตพฺโพ")* +
-* ''แปลฎีกา:'' พระอรรถกถาจารย์กล่าวคำว่า *"อนฺธปุถุชฺชโน วุตฺโต"* (ทรงหมายถึง อนธปุถุชน) เพื่อแสดงว่า ''ความตาบอดเพราะอวิชชา'' (อวิชฺชนฺธตา) ถูกกล่าวไว้ด้วยบทว่า *"อสฺสุตวา"* นี้. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `จิตฺตฏฺฐิติ จิตฺตปริคฺคโห นตฺถีติ ยาย ปฏิปตฺติยา จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ตโต วิปฺปมุตฺติญฺจ ยถาสภาวโต ชาเนยฺย, สา จิตฺตภาวนา จิตฺตฏฺฐิติฯ เอการมฺมเณ สุฏฺฐุ สมาธานวเสน อวฏฺฐิติํ ปาทกํ กตฺวา ปวตฺติตา สมฺปยุตฺตธมฺเมหิ นิสฺสยารมฺมเณหิ จ สทฺธิํ จิตฺตสฺส ปริคฺคหสญฺญิตา วิปสฺสนาภาวนาปิ นตฺถิ, ยาย วุตฺตมตฺถํ ยถาสภาวโต ชาเนยฺยฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวว่า: "จิตฺตภาวนา นตฺถีติ จิตฺตฏฺฐิติ จิตฺตปริคฺคโห นตฺถิ...")* +
-* ''แปลฎีกา:'' ข้อความว่า *"จิตฺตฏฺฐิติ จิตฺตปริคฺคโห นตฺถิ"* (ความตั้งมั่นแห่งจิตและการกำหนดรู้จิตไม่มี) มีอธิบายว่า: +
-บุคคลพึงรู้แจ้งอุปกิเลสของจิตและความหลุดพ้นจากอุปกิเลสนั้นตามสภาวะได้ด้วยการปฏิบัติใด การปฏิบัตินั้นชื่อว่า ''จิตตภาวนา'' คือ ''จิตตฐิติ'' (ความตั้งมั่นแห่งจิต - สมถะ); +
-และ ''วิปัสสนาภาวนา'' อันได้ชื่อว่า ''จิตตปริคคหะ'' (การกำหนดรู้จิต) พร้อมทั้งสัมปยุตตธรรม นิสสยธรรม และอารมณ์ ซึ่งดำเนินไปโดยทำความตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในอารมณ์เดียวให้เป็นบาทฐาน ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น, อันจะเป็นเหตุให้เขารู้แจ้งเนื้อความที่กล่าวแล้วตามสภาวะความเป็นจริงได้. +
- +
---- +
- +
-### [๕๒ทุติยสุตตวัณณนา (อธิบายฎีกาแปลสูตรที่ ๒) +
- +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ทุติเย สุตวาติ ปทสฺส อตฺโถ อนนฺตรสุตฺเต วุตฺโตเยวฯ อริยสาวโกติ เอตฺถ จตุกฺกํ สมฺภวตีติ ตํ ทสฺเสตุํ – ‘‘อตฺถิ อริโย’’ติอาทิ อารทฺธํฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวจำแนก ๔ นัย: "อตฺถิ อริโย น สาวโก... อตฺถิ สาวโก น อริโย...")* +
-* ''แปลฎีกา:'' ในสูตรที่ ๒ เนื้อความของบทว่า ''"สุตวา"'' ท่านกล่าวไว้แล้วในสูตรที่เพิ่งผ่านไปนั่นเอง. +
-เพื่อจะแสดงว่า หมวด ๔ (จตุกกะ) ย่อมสำเร็จได้ในบทว่า ''"อริยสาวก"'' นี้ พระอรรถกถาจารย์จึงเริ่มต้นคำว่า *"อตฺถิ อริโย"* (มีอริยะ...) เป็นต้น. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `ปจฺเจกํ สจฺจานิ พุทฺธวนฺโตติ ปจฺเจกพุทฺธาฯ นนุ สพฺเพปิ อริยา ปจฺเจกเมว สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺติ ธมฺมสฺส ปจฺจตฺตเวทนียภาวโต? นยิทมีทิสํ ปฏิเวธํ สนฺธาย วุตฺตํฯ ยถา ปน สาวกา อญฺเญสํ นิสฺสเยน สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺติ ปรโตโฆเสน วินา เตสํ ทสฺสนมคฺคสฺส อนุปฺปชฺชนโตฯ ยถา จ สมฺมาสมฺพุทฺธา อญฺเญสํ นิสฺสยภาเวน สจฺจานิ อภิสมฺพุชฺฌนฺติ, น เอวเมเต, เอเต ปน อปรเนยฺยา หุตฺวา อปรนายกภาเวน สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺติฯ เตน วุตฺตํ – ‘‘ปจฺเจกํ สจฺจานิ พุทฺธวนฺโตติ ปจฺเจกพุทฺธา’’ติฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' ชนทั้งหลาย ชื่อว่า ''พระปัจเจกพุทธเจ้า'' เพราะตรัสรู้แจ้งสัจจะทั้งหลายเฉพาะตนๆ (ปจฺเจกํ). +
-*ถามว่า:* แม้อริยบุคคลทั้งปวง ย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลายเฉพาะตนๆ มิใช่หรือ? เพราะความที่ธรรมเป็นสิ่งที่พึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจฺจตฺตเวทนียภาวโต). +
-*ตอบว่า:* คำนี้ไม่ได้กล่าวหมายถึงการแทงตลอดเห็นปานนั้น. +
-แต่ว่า เหล่าสาวกย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลายโดยอาศัยผู้อื่น เพราะโสฬสมรรค (ทัสสนมรรค) ของสาวกเหล่านั้น ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากเสียงบอกเล่าจากผู้อื่น (ปรโตโฆสะ); และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมตรัสรู้แจ้งสัจจะทั้งหลายโดยความเป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่น; แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ ไม่เป็นเช่นนั้นทั้งสองอย่าง, พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ เป็นผู้ไม่ต้องให้ผู้อื่นแนะนำ (อปรเนยฺยา) และแทงตลอดสัจจะทั้งหลายโดยความเป็นผู้ไม่ต้องนำพาผู้อื่น (อปรนายกภาเวน). +
-เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า *"ปจฺเจกํ สจฺจานิ พุทฺธวนฺโตติ ปจฺเจกพุทฺธา"* (ชื่อว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้แจ้งสัจจะทั้งหลายเฉพาะตนๆ). +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `อตฺถิ สาวโก น อริโยติ เอตฺถ โปถุชฺชนิกาย สทฺธาย รตนตฺตเย อภิปฺปสนฺโน สทฺโธปิ คหิโต เอวฯ คิหี อนาคตผโลติ อิทํ ปน นิทสฺสนมตฺตํ ทฏฺฐพฺพํฯ ยถาวุตฺปุคฺคโล หิ สรณคมนโต ปฏฺฐาย โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโนอิจฺเจว วตฺตพฺพตํ ลภติฯ สฺวายมตฺโถ ทกฺขิณาวิสุทฺธิสุตฺเตน (ม. นิ. ๓.๓๗๖ อาทโย) ทีเปตพฺโพฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถากล่าวว่า: "อตฺถิ สาวโก น อริโย, เสยฺยถาปิ คิหี อนาคตผโล")* +
-* ''แปลฎีกา:'' ในคำว่า *"อตฺถิ สาวโก น อริโย"* (มีสาวกแต่ไม่อริยะ) นี้ แม้ปุถุชนผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยด้วยศรัทธาอย่างปุถุชน (โปถุชฺชนิกาย สทฺธาย) ก็ถูกนับรวมเข้าแล้วนั่นแล. +
-ส่วนคำว่า *"คิหี อนาคตผโล"* (คฤหัสถ์ผู้ยังไม่บรรลุผล) นี้ พึงเห็นว่าเป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น. +
-เพราะว่า บุคคลที่กล่าวถึงแล้ว นับตั้งแต่การถึงสรณคมน์เป็นต้นมา ย่อมได้รับคำเรียกว่า "เป็นผู้ปฏิบัติดำเนินเพื่อการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล" โดยแท้. เนื้อความนี้ พึงทำให้แจ่มแจ้งด้วย ''ทักขิณาวิสุทธิสูตร'' (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์). +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `สุตวาติ เอตฺถ วุตฺตอตฺโถ นาม อตฺตหิตปรหิตปฺปฏิปตฺติ, ตสฺส วเสน สุตสมฺปนฺโนฯ ยํ สนฺธาย วุตฺตํ – ‘‘โส จ โหติ สุเตน อุปปนฺโน, อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน’’ติ จ อาทิฯ อริยสาวโกติ เวทิตพฺโพติ อริยสฺส ภควโต ธมฺมสฺสวนกิจฺเจ ยุตฺตปฺปยุตฺตภาวโต วุตฺตํฯ` +
-* ''แปลฎีกา:'' เนื้อความที่กล่าวไว้ในบทว่า ''"สุตวา"'' ในที่นี้ ได้แก่ การปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น; บุคคลชื่อว่าเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสุตะ ก็ด้วยอำนาจการปฏิบัตินั้น. +
-ข้อความใดที่พระผู้มีภาคตรัสไว้หมายถึงผู้นั้นว่า: *"โส จ โหติ สุเตน อุปปนฺโน, อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน..."* (และผู้นั้นย่อมเป็นผู้เข้าถึงแล้วด้วยสุตะ แม้จะกล่าวคำอันประกอบด้วยประโยชน์เพียงเล็กน้อย...) เป็นต้น. +
-คำว่า ''"พึงทราบว่าเป็นอริยสาวก"'' ท่านกล่าวไว้เพราะความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ขวนขวายประกอบตนในกิจคือการฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอริยะ. +
-* ''ข้อความฎีกา:'' `อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺติ อนุปกฺกิลิฏฺฐตา, ตสฺสา ยถาสภาวชานนํ ทฬฺหตราย เอว จิตฺตภาวนาย สติ โหติ, น อญฺญถาติ ‘‘พลววิปสฺสนา กถิตา’’ติ วุตฺตํฯ` +
-* ''อิงอรรถกถา:'' *(อรรถกถาสรุปว่า: "อิมสฺมิํ สุตฺเต พลววิปสฺสนา กถิตา")* +
-* ''แปลฎีกา:'' ความหลุดพ้นจากอุปกิเลส คือ ภาวะที่ไม่เศร้าหมอง; การรู้แจ้งภาวะที่ไม่เศร้าหมองนั้นตามสภาวะความเป็นจริง ''ย่อมมีได้ก็ต่อเมื่อมีการเจริญจิตภาวนาที่มั่นคงยิ่งขึ้นเท่านั้น'' (ทฬฺหตราย เอว), ย่อมมีไม่ได้โดยประการอื่น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวสรุปไว้ว่า *"พลววิปสฺสนา กถิตา"* (วิปัสสนาอันมีกำลัง ถูกกล่าวไว้แล้ว).+